วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.คันทรี่ กรุ๊ป : หมวดนิคมอุตสาหกรรม น้ำหนักการลงทุน เท่าตลาด (ไม่เปลี่ยนแปลง)

บล.คันทรี่ กรุ๊ป : หมวดนิคมอุตสาหกรรม น้ำหนักการลงทุน เท่าตลาด (ไม่เปลี่ยนแปลง)


หมวดนิคมอุตสาหกรรม “การขายที่ดิน ไม่น่าพลาดเป้า”
น้ำหนักการลงทุน เท่าตลาด (ไม่เปลี่ยนแปลง)
ภาพรวมของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในเดือน ก.ค. นับว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก
เดือนก่อน โดยในแง่ความเชื่อมั่นของภาค อุตสาหกรรมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ที่การส่งออกและการผลิตรถยนต์
ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น(การส่งออกเดือน ก.ค. สูงเป็นสถิติใหม่ของการส่งออกยานยนต์ในรอบ 22
ปี) โดยยอดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.ค. สูงถึง 108.6 เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น
ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หลังจากลงไปต่ำสุดในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ด้านการขอรับการส่งเสริม
การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 6M53 มีการเพิ่มมากโดยในแง่โครงการเพิ่มขึ้นถึง
34%YoY ส่วนมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 97%YoY โดยนักลงทุนที่สำคัญยังคงเป็นกลุ่มประเทศญี่ปุ่น
เป็นหลัก
ยอดบีโอไอ สำหรับตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7M53 มีมูลค่าเงินลง
ทุนรวม 214.0 พันล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.5%YoY แต่ในแง่โครงการเพิ่มขึ้น 42.6%YoY
โดยยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 21,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9%
MoM ขณะที่ในแง่โครงการเพิ่มขึ้น 16%MoM
ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) ณ สิ้นเดือน มิ.ย.
อยู่ที่ 68.55% เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. ที่อยู่ที่ระดับ 67.09% ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกันเป็น
เดือนที่สองติดต่อกัน โดยได้รับผลดีจากการกลับมาปรับเพิ่มขึ้นของการใช้กำลังการผลิตในกลุ่ม
ยานยนต์ และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 83.6% และ 74.5% ตามลำดับ
(เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. ที่อยู่ที่ 73.9% และ 70.0% ตามลำดับ) ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่
ขยายตัวอย่างมากในช่วงดังกล่าว และทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋องมีการใช้กำลังการ
ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย (เดือน มิ.ย. มีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 105.4% เพิ่มขึ้นจาก
88.7% ในเดือน พ.ค.) ขณะที่อุตสาหกรรมที่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดก่อนหน้านี้อย่าง
อุตสาหกรรมเคมี ในเดือน มิ.ย. มีการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 83.7% จาก 90.9% ใน
เดือน พ.ค. สาเหตุหลักมาจากการผิดซ่อมบำรุงของโรงงานในบริษัท PTTAR สำหรับแนวโน้ม
การใช้อัตราการผลิตในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. เราคาดว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก โดย
เฉพาะในกลุ่มยานยนต์ที่ในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. ต้องมีการเตรียมผลิตชิ้นส่วนเพื่อรองรับคำสั่ง
ซื้อที่จะเข้ามาในช่วงปลายปี เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการ
เข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออกแล้ว
แนวโน้มกลุ่มนิคมอุตสาหรรมในเดือน ก.ย. ในแง่การขายที่ดินเรายังมีมุมมองที่ดีว่าน่า
จะยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้จากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายมีการเจรจากับ
ลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลุกค้าในกลุ่มยานยนต์ที่จะมีการเข้ามาลงทุนเพื่อเตรียมรับ
กับการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เตรียมจะย้าย
ฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแข็งค่าขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยนใน
ประเทศ รวมถึงนักลงทุนจากประเทศจีนที่มองว่าประเทศไทยมีคุณภาพการผลิตที่ได้รับการยอม
รับจากต่างประเทศ ขณะที่ในแง่อัตราการเติบโตของ GDP ในปี 53 หลังจากทางกระทรวงการ
คลังปรับเป้าการเติบโตไปในรายงานฉบับก่อนนั้น ล่าสุดทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจมหาวิทยาลัย
หอการค้าไทย มีการปรับเป้าการเติบโตในปี 53 ขึ้นเป็น 6.9% จากที่เคยคาดไว้ 5-6% เนื่อง
จากภาคการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามาบตา
พุด ยังต้องรอติดตามว่าในวันที่ 23 ส.ค. นี้จะมีการประกาศประเภทกิจการที่มีผลกระทบร้ายแรง
หรือไม่ หากประกาศจริงเราคาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกกับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเนื่องจากจะทำให้
เกิดความชัดเจนในการเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเราคาดว่าผู้ประกอบการที่จะได้รับผลดีที่สุดจาก
การประกาศดังกล่าวคือ HEMRAJ ที่มีที่ดินรอขายในพื้นที่ดังกล่าวเหลืออยู่ประมาณ 300 ไร่
แต่เนื่องจากในช่วงเดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นยังคงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการคาด
หวังถึงการฟื้นตัวของการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี แม้ว่าในแง่การขอรับการส่งเสริมการลงทุน
(BOI) มีแนวโน้มจะออกมาต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ก็ตาม ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงของการขายที่ดินในปีนี้
ของผู้ประกอบการได้ ดังนั้นเราจึงให้น้ำหนักการลงทุนไว้เพียง “เท่าตลาด” เช่นเดิม
ส่วนคำแนะนำหุ้นรายตัว เรายังคงเลือก AMATA เป็น Top Picks ของกลุ่มเช่นเดิม
หลังจากผลประกอบการในงวด 2Q53 ออกมาเติบโตสูงกว่าที่คาดไว้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบ
การในช่วง 2H53 คาดว่าจะเติบโตได้อีกจากการขายที่ดินที่คาดว่าจะสูงถึงระดับ 600 ไร่ ดังนั้น
เราจึงแนะนำให้ “เก็งกำไร” โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 54 อยู่ที่ 13.45 บาท






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 9:05:13

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น