วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/09/53

Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูมีทั้งบวกและลบคละ แม้ตลาดหุ้นโลกจะปรับฐาน แต่
ค่าเงิน ฿ แข็ง น่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ อีกทั้ง SETI ได้ฝ่าแนวต้านระยะสั้น 945±5 จุดแล้ว
เราคาดว่าระยะสั้น SETI อาจปรับฐาน แต่เรายังมองว่ามีโอกาสเดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้านถัด
ไปที่ 980 จุด ได้ในเร็วๆ นี้
- โมเมนตัมยังดูแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ใน
ขณะเดียวกันควรเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางเลื่อนจุด
หยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น 950 และ 935 จุด ตามลำดับ
- มีหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ BEC, CK, LH,
LOXLEY, PTTAR,PTTEP, SCCC และมีหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=DECELERATION)
คือ KH, LPN, RCL
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BAY (23.1/24.2), DTAC (42.-/45.-), ITD
(4.64/5.45) *

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- PR XD @ 5.39 บาท
- THAI ลูกหุ้นเข้า 483.87 ล้านหุ้น

- พรุ่งนี้ :
- CCET-W2 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- ENGY XD @ 0.05 บาท
- RAM XD @ 6.00 บาท

- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 30 ก.ย.53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.53
- 1 ต.ค.53: National Day (HK)
- 1,4-7 ต.ค.53: National Day (China)
- 4 ต.ค.53: Labor Day (Australia)
- 11 ต.ค.53: Columbus Day (US)
- 11 ต.ค.53: Sports Day (JP)
- 16 ต.ค.53: Chung Yeung Festival (HK)
- 20 ต.ค.53: กนง. ประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยครั้งที่ 7/2553
- 21-22 ต.ค.53: ประชุมทูตพาณิชย์ 76 แห่งทั่วโลกเพื่อกำหนดเป้าหมายสินค้าไทย
ปี 54

Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ค:ดาวโจนส์ปิดลบ 0.4% หลังทะยาน 4 สัปดาห์”
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนชะลอการซื้อขายหลังการ
ทะยานขึ้น 4 สัปดาห์ แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นอีกครั้ง หลังกระแสการทำข้อตกลงบ่งชี้
ว่าบริษัทต่างๆกำลังมองเห็นมูลค่าในตลาด ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 48.22
จุดหรือ 0.44% สู่ 10,812.04, ดัชนี S&P 500 ปิดขยับลง 6.51 จุดหรือ 0.57% สู่ 1,142.16
และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง 11.45 จุด หรือ 0.48% สู่ 2,369.77

“ตลาดน้ำมันนิวยอร์ค:น้ำมันดิบปิดบวก 3 เซนต์,ปรับตัวตามหุ้น”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงแรกก่อนจะฟื้นตัว
ขึ้นมาปิดตลาดในแดนบวกในวันจันทร์ โดยราคาน้ำมันปรับตัวตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ในขณะที่
ดัชนีตลาดหุ้นอ่อนลงในช่วงแรกก่อนจะลดช่วงติดลบกลับขึ้นมาได้บ้างในช่วงต่อมา ทั้งนี้ ราคา
น้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.ขยับขึ้น 3 เซนต์ หรือ 0.04 % มาปิดตลาดที่ $76.52 ต่อบาร์เรล

“ ยูโรร่วงหลังมูดี้ส์ลดอันดับหนี้แองโกล ไอริช แบงก์ ”
ยูโร/ดอลลาร์ร่วงลงในช่วงการซื้อขายที่ตลาดยุโรปวันจันทร์ หลังจาก มูดี้ส์ปรับลดอันดับ
ความน่าเชื่อถือของหนี้เกรดต่ำของธนาคารแองโกล ไอริช แบงก์ โดยมีแนวโน้มปรับลดอันดับ
และข่าวนี้ตอกย้ำความกังวลที่มีต่อภาคธนาคารของยูโรโซน

“ ญี่ปุ่นเผยส่งออกขยายตัวต่ำลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือนส.ค. ”
ข้อมูลของกระทรวงการคลังเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า การส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 15.8%
ในเดือนส.ค.เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าคาดการณ์เฉลี่ยถึงการเพิ่มขึ้น 19.0% และต่ำกว่าระดับสูง
สุดของเดือนก.พ.เมื่อการส่งออกพุ่งขึ้น 45.3% ซึ่งบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อาจ
จะอ่อนกำลังลงในเร็วๆนี้
การส่งออกได้ขยายตัวในอัตราชะลอลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือนส.ค. ซึ่งเป็น
สัญญาณบ่งชี้ว่า เยนที่แข็งค่าและอุปสงค์ในต่างประเทศที่ลดลง อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่นำโดยการส่งออก และกระตุ้นให้ธนาคารกลางผ่อนคลายนโยบายต่อไป

ข่าวในประเทศ:
“ศก.แจ่ม 7.5% คลังฟันธงโตจากส่งออกพุ่ง-ลงทุนลื่น-บริโภคดันปีหน้าโตต่อ 4.5%”
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ปรับ
ประมาณการเศรษฐกิจปี 2553 เป็น 7.5% มีช่วงอยู่ที่ 7.3-7.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว
5.5% และเศรษฐกิจในปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.5%
แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงผิดปกติในปีนี้ แต่เป็น
เพราะเศรษฐกิจไทยปีก่อนติดลบ 2.2% จึงทำให้การเติบโตในปีนี้ก้าวกระโดด เพราะฐานตัวเลข
ปีก่อนต่ำมาก

“'ซีพี' ค้านธปท.ขึ้นดอกเบี้ย คลังเตือนรับ 29 บาท/ดอลล์”
กลุ่มซีพี ค้านแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หวั่นกระตุ้นเงินไหลเข้าทำค่าเงินบาทแข็งค่า
ต่อเนื่อง เสนอ 3 กลยุทธ์ประเทศไทย เอกชนปรับตัว รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และลดสิทธิ
ประโยชน์บีโอไอด้านคลังประเมินปีหน้ามีโอกาสเห็นค่าเงินบาทแตะ 29 บาทต่อดอลลาร์
พร้อมเพิ่มจีดีพีปีนี้โต 7.5% ต่อปี หลังเศรษฐกิจครึ่งแรกขยายตัวแรง และเศรษฐกิจ 14 ประเทศ
คู่ค้ามีแนวโน้มขยายตัวดี หนุนภาคส่งออกสินค้าและบริการ

“'ผบ.ตร.คาดโทษ 'พื้นที่บึ้ม' สันติบาล-ดีเอสไอชี้ป่วนถึงสิ้นปีหวังล้มรัฐ”
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เต้นเรียกหน่วยเกี่ยวข้องขันนอตเฝ้าระหวังเหตุระเบิดป่วน
กรุงซ้ำสั่งปรับแผนตั้งด่าน คล่องตัว สกัดคนร้ายรวดเร็ว ให้เวลาท้องที่ 15 วันต้องพร้อม ก่อนสุ่ม
ตรวจ ตั้ง 'ภาณุพงศ์' หัวหน้าชุดคลี่คลายคดี
ขณะที่ บช.น.ปรับแผนวางระบบจุดตรวจพื้นที่เฝ้าระวัง 467 จุดทั้งกรุงเทพฯ ด้านโฆษก
ตร. อ้างการข่าวสันติบาลเตือนเหตุป่วนมีอีก สอดรับกับ 'ธาริต' เผยหน่วยความมั่นคงพบกลุ่มผู้
ไม่หวังดีพยายามวางบึ้มป่วนเมืองหลวงหวังล้มรัฐบาล

“ฉวยโอกาสเข็น 3 จีทีโอทีเข้า ครม.”
การประชุม ครม. วันที่ 28 ก.ย.นี้ กระทรวงไอซีทีจะเสนอขอทบทวนมติ ครม. วันที่ 9
ก.ย.51 เรื่องโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของ TOT โดยเสนอขอทบทวนแผน
ธุรกิจและเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวดราคา สำหรับแผนธุรกิจที่ขอทบทวนคือ ปรับลดวงเงินลง
ทุนเดิมจาก 29,000 ล้านบาท เหลือ 19,980 ล้านบาท โดยเป็นส่วนการประกวดราคา 17,440
ล้านบาท และส่วนเงินลงทุนในอุปกรณ์สนับสนุน 540 ล้านบาท, ปรับปรุงโครงข่ายเดิมของ
บจ.เอซีที โมบาย จาก 2จี เป็น 3จี 2,000 ล้านบาท
ส่วนการเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวด เนื่องจากปัจจุบันบริษัทชั้นนำด้านโทรคมนาคมทุก
บริษัท มีผู้แทนและสาขาอยู่ในประเทศมากพอที่จะก่อ่ให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และ
นำมาซึ่งข้อเสนอด้านเทคนิคและราคาที่ดีที่สุดได้ ดังนั้น การใช้วิธีการประกวดราคาทั่วไปแทน
วิธีการประกวดราคาสากล จะประหยัดเวลาการดำเนินงานได้ 60 วัน และช่วยให้ทีโอที
สามารถพัฒนาระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จีได้แล้วเสร็จก่อน

“ 'อภิสิทธิ์' เมินรื้อมติสวล. ประกาศ 11 กิจการรุนแรง ”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ
สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมไม่ได้พูดถึงหรือทบทวนการประกาศประเภทกิจการรุนแรง
11 ประเภท ซึ่งแตกต่างจากที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุดเสนอมา 18
โครงการ และไม่ว่าจะ 11 หรือ 18 กิจการ ไม่มีสิ่งใดที่แตกต่างกัน
ส่วนการนัดดีเบทหรือแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้กับนายสุทธิ อัชฌาศัย ประธานผู้ประสาน
งานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน
นอกจากนี้วอนชุมนุมอย่างสงบ และส่ง 'กอร์ปศักดิ์' ลงพื้นที่ดูความคืบหน้าแก้ไขปัญหา
มลพิษ 29 ก.ย.นี้ ก่อนหน้าเครือข่ายภาคตะวันออกนัดชุมนุมใหญ่ 1 วัน ขณะที่กรมโรงงานเล็ง
ออกใบอนุญาตโรงแยกก๊าซที่ 6 ของกลุ่มปตท.

Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นเดินหน้าขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดย SETI +10.57 จุด (+1.12%) ปิด
962.47 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายที่คึกคักขึ้นเป็น 39,868 ลบ.

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,812.04 (-0.4%), S&P 1,142.16 จุด (-0.6%), NASDAQ
2,369.77 จุด (-0.5%), Nikkei 9,525.26 จุด (-0.8%), AOI 4,722.1 จุด (-0.01%),
KOSPI 1,857.77 จุด (-0.2%)
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติและ บล. ซื้อสุทธิ +2,629 และ +429 ลบ. ตามลำดับ
ในขณะที่สถาบันและรายย่อยขายสุทธิ -124 และ -2,935 ลบ. ตามลำดับ
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $76.52 (+0.0%), BDI 2,451 จุด (+0.3%),
GRM $4.04 (+16.1%), ทองคำ $1,294.00 (-0.2%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
ค่าเงินบาท: เช้านี้ ค่าเงิน ฿ แข็งค่าขึ้นต่อ โดยซื้อขายที่ 30.56-30.59 บาท/ดอลลาร์
& 9786; เศรษฐกิจ: สศค.ฟันธง 53 โต 7.5% จากส่งออกพุ่ง-ลงทุนลื่น-บริโภคดัน 54 โตต่อ
4.5%
การเมือง: ผบ.ตร.คาดโทษ 'พื้นที่บึ้ม' สันติบาล-ดีเอสไอชี้แนวโน้มป่วนถึงสิ้นปีหวังล้มรัฐ
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมตลาดยังดูแข็งแรง ถือว่าเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI & 8805;935 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูมีทั้งบวกและลบคละ แม้ตลาดหุ้นโลกจะปรับฐาน แต่ค่า
เงิน ฿ แข็ง น่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ อีกทั้ง SETI ได้ฝ่าแนวต้านระยะสั้นที่ 945±5 จุดแล้ว
คาดว่าระยะสั้นตลาดอาจปรับฐานเล็กน้อย แต่มีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้าน 980 จุดในเร็วๆนี้
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง“กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...

ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับฐานลงตามทิศทางของ Wall Street
ตลาดพันธบัตร: อ่อนลงอีกครั้ง ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.5314% [ความหมาย:
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุน
ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ยังดูอ่อน ล่าสุด=79.497 จุด [ความหมาย: ดัชนีค่าเงิน US$& 1048778;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ยังดูทรงๆ น้ำมัน& 1048778;, BDI& 1048780;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย: น้ำมัน+BDI=
สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
โมเมนตัมยังดูแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ขณะเดียว
กันควรเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยง โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางให้เลื่อนจุดหยุดขาดทุน
ขึ้นต่อเป็น 950 และ 935 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ BEC, CK, LH,
LOXLEY,PTTAR, PTTEP, SCCC และหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”)
คือ KH, LPN,RCL

แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้

Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand

แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false evidence about
realities) หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่กลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการผลิต
ในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยคาดว่าเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 จะ
เห็นว่าฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่นๆ (“green shoots”)
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและ
ยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และช่วง
กลาง (“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34% ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; ในช่วงที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ SETI ก็รักษาโครงสร้างแนวโน้ม “ขาขึ้น”
ไว้ได้
& 9786; การขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นต่อ
เนื่อง
& 9786; หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54”
แทน “เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้

Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
นโยบายยืดหยุ่นค่าเงินของจีน ส่งผลให้เงินหยวนแข็งขึ้นค่อยเป็นค่อยไป และฤดูพายุ
เฮอริเคนของสหรัฐใน 3Q53 ที่แม้รุนแรง แต่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก
ทำให้ ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในช่วง $70~80 ลดลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ พ.ค. ที่ผ่าน
มา
กรณีโครงการมาบตาพุด ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11
โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ส่งผล
โครงการส่วนใหญ่ผลิตเชิง พาณิชย์ได้ในปลาย 4Q53 เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมว่าเป็นช่วงสิ้น 1Q54
ปัจจัยเสี่ยงของ ENERG คือ 1) ความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจฟุบอีกครั้ง กดดันราคา
น้ำมัน; 2) กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคเพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน กดดันให้
spread ลดลง
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31 บ.), PTTEP (เป้าหมาย 180 บ.),
PTTCH (เป้าหมาย 120 บ.), TOP (เป้าหมาย 52 บ.)

กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 8M53 (7 ธนาคาร) +3.6%ytd โดย ส.ค. +0.8%mom หลัง ก.ค.หดตัวเล็ก
น้อย
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
คาดสินเชื่อยังโต 1.5x%& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ,
2) ส่งออกยังเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครองได้ปลดล็อก
โครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่หยุดชะงักมากว่า 8 เดือนแล้ว
NPL ยังไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4%
ตามลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131 บ.), SCB (เป้าหมาย 125.50 บ.)

กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
แม้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
หลัง กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูล 3G ถูก
เลื่อนไป
เรามองการแปลงสัญญาสัมปทาน 2G เป็นบวก เพราะทำให้ต้นทุนถูกลงและมีอายุ
สัมปทานนานขึ้น โดย TRUE จะได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
การขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณต้องใช้เวลาอีกนาน และคงได้ข้อยุติที่ศาล
ในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บ.) มากที่สุด

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ส.ค.53 ยัง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความหมาย:
book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ก.ค.53 +1%mom ส่งผล 7M53 ขึ้นกว่า
+47% แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%
การส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2% และ +17%สนับ
สนุนคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53 แต่เงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วอาจกดดันกำไร
2H53
อย่างไรก็ตาม เราชอบ HANA (เป้าหมาย 36.8 บ.) และ DELTA (เป้าหมาย 31.9 บ.)

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.8 บ.) เพราะ 1) มี backlog+
งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นลบ; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นลบ.; 3) มีโอกาสชนะ
ประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีอีกช่วงปลายปี; 4) โครงการเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่น
ลบ. ได้เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองสงบความเชื่อมั่นฟื้น; 2)
เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ QH (เป้า
หมาย 3.24 บ.) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บ.) ที่กำไรปี 53 ดี
กว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองช่วง พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดิน 2Q53 ชะลอตัว
แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ +43% และเงินลง
ทุนโครงการ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์ขยายกำลังผลิต ทำให้ยอดขายที่ดินปีนี้
สดใส เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16 บ.), TICON (เป้าหมาย 14.4 บ.)

กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟู
อาคารที่เสียหายจากเหตุจลาจล และงานก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70 บ.)
วัสดุตกแต่ง: แม้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้จากภาวะแข่งขันสูง แต่ความต้อง
การวัสดุยังเติบโตดี เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว และเกษตรกรมีกำลังซื้อดีตามราคาพืชผล
ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิต ก.ค. 53 +8.6% ดีขึ้นจากเดือนก่อนตามภาวะเหล็กที่ฟื้นตัว โดย
ราคาเหล็กโลกปรับขึ้นตามต้นทุนสินแร่ สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง เรามองว่ามี
ผลบวกเพียงระยะสั้น แม้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบถูกลง แต่ราคาขายเหล็กจะมีแนวโน้มลดลงด้วย
เราชอบ TMT (เป้าหมาย 6.30 บ.)
เหล็กเส้น: ผลิต +16.8% จำหน่าย +28% (ก.ค.) คำสั่งซื้อเริ่มกลับมา เพราะราคาเหล็ก
โลกปรับขึ้น ส.ค. หลังชะลอ 2 เดือน แต่ราคาคงไม่ขึ้นแรง เพราะ 4Q53 ราคาสินแร่เหล็กอาจลง

กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผลผลิต
+68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5% ส่ง
ผลให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. เตรียมปรับเป้ายอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน
+70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 192
บ.)

กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP ปี 53
ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บ.) เพราะกระทบจากการเมืองจำกัด

กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เพราะแม้มี
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่ม แต่ปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นปีนี้ยังกดดัน สำหรับเรือเทกอง เราชอบ
PSL (เป้าหมาย 23.- บ.) เพราะขายล่วงหน้าปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือ
เก่า+ สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60 ลำในอนาคต ส่วนเรือ
คอนเทนเนอร์ การเติบโตของการขนส่ง+ค่าระวางสูงขึ้น ยังส่งผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17.- บ.)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บ.) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น หลังหดตัวใน 2Q53 เรายังชอบ AOT (เป้าหมาย 52
บ.) เพราะ 1) คดีกับ King Power ยุติ รับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติกลับมาหลังการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ช่วง high season ของธุรกิจ

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 8M53 โตชะลอลง +9.98% เม็ดเงินผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ยังโต
+15.2% และโรงภาพยนตร์ +18.9% ส่วนสื่อที่ยังหดตัว คือนิตยสาร วิทยุและป้ายโฆษณา
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว และความสามารถจับจ่ายที่มากขึ้น ส่งผลให้มีการโฆษณามาก
ขึ้น เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บ.)

กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
กระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคาสินค้า
เกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบการบาง
รายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14% โดยยางพารา +98%, ไก่
แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บ./กก., ไก่ 38-39 บ./กก. ในขณะ
ที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บ./ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อกำไรออกใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11 บ.)

กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มักมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดและไข้เลือด
ออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน 4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค.53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40.- บาท) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดใน
กลุ่ม

Trader’s Digest
เราไม่ให้น้ำหนักเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน เพราะมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนหลายเรื่อง
และมองว่าอาจต้องใช้เวลานานเพื่อแก้ไข
ถูกสุดในกลุ่ม เพราะ P/E แค่ 9x และมีอัตราปันผล 6% แนะนำ “ซื้อ” เราให้ราคาเป้า
หมายที่ 55 บ. (อิงวิธี DCF, ยังไม่รวม 3G)

ITD (แนวรับ=4.64, แนวต้าน=5.45) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
การขายหุ้น 15% ในน้ำเทิน 2 พาวเวอร์ (ทุน 1.96 พันลบ) ช่วยพลิกให้ปี 53 มีกำไร 1.2
พันลบ. EPS 0.29 บ. โดยกระแสเงินสดเข้าถึง 3 พันลบ. จะช่วยลด D/E ลงด้วย
คาด backlog ปีนี้ขึ้นถึง 2.27 แสนลบ. (งานในมือ 8.5 หมื่นลบ.+รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
สัญญา 1 มูลค่า 1.07 หมื่นลบ.+งานเสนอราคาต่ำสุดแต่ยังไม่เซ็นสัญญา 1.31 แสนลบ.)
โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย มูลค่า 4 แสนลบ. ถ้าได้เซ็นสัญญา จะเป็นงานใหญ่สุดที่ ITD
เคยรับมา และช่วยสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างมากใน 3-5 ปีข้างหน้า
มีโอกาสได้งานรถไฟฟ้าสายสีเขียวและแดง มูลค่า 1.64 แสนลบ. ที่เปิดประมูลต้นปี 54
และงานรถไฟฟ้าความเร็วสูง มูลค่า 5 แสนลบ.
ปี 54 คาดกำไร 658 ลบ. EPS 0.16 บ. และ BV 3.18 บ. แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้า
หมาย 6.35 บาท (อิง P/B 2x)
อาจต้องซื้อขายด้วยเงินสด ถ้าคึกคักเกิน เพราะ 12 เดือนที่ผ่านมา มีผลประกอบการขาด
ทุน

BAY (แนวรับ=23.1, แนวต้าน=24.2) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
เริ่มเข้าที่หลังจากอยู่ระหว่างรวมบริษัทในเครือเข้าเป็นหนึ่ง (One BAY) ซึ่งคาดว่าจะทำ
ให้บริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และจะเริ่มเดินหน้าต่อได้จากการ cross-selling
ผลิตภัณฑ์ ซึ่ง BAY จะได้ประโยชน์จากฐานลูกค้ารายย่อยซึ่งมีมากถึง 42%
ปี 53 ยังได้รับประโยชน์จากการควบรวมไม่เต็มปี คาดมีกำไรสุทธิ 7,927 ล้านบาท EPS
1.31 บาท หรือเพิ่มขึ้น 19% YoY แต่ในปี 54 คาดจะมีกำไรโตอย่างโดดเด่นจากผลการควบ
รวมกิจการและสร้างรายได้ให้เต็มปีที่ 10,218 ล้านบาท EPS 1.68 บาท หรือเพิ่มขึ้น 53%
YoY
เป็นหุ้น ธพ.ที่ยัง Laggard ที่สุดในกลุ่มปรับขึ้นเพียง 4.44% YTD ขณะที่ทั้งระบบโต
เฉลี่ย 36%YTD
NVDR เริ่มซื้อสุทธิสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วง2 วันหลังสุดรวมกันกว่า 600
ล้านบาท
ยังมี upside เหลือมากเป็นอันดับ 2 รองจาก SCB โดยเหลือ 17% จากราคาเป้าหมาย
27.50 บาท แนะนำ ซื้อ

DTAC (แนวรับ=42.-, แนวต้าน=45.-) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ใน 3Q53 จะเริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch และบันทึกกำไรพิเศษจากการขายตึกเก่า 150
ลบ. คาดจะผลักดันกำไรสูงสุดรอบ 2 ปีถึง 3,034 ลบ. +86%
4Q53 จะเป็น high season ของนักท่องเที่ยวและเทศกาลรื่นเริง จะช่วยดันกำไรปี 53
เติบโตก้าวกระโดดถึง +56% เป็น 10,319 ลบ. EPS 4.35 บ.
สำหรับปี 54 แม้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหมด แต่ด้วยรายได้ที่เติบโตตามภาวะเศรษฐกิจที่
ฟื้นตัว และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมาก จะทำให้กำไรใกล้เคียง 10,055 ลบ. EPS 4.24 บ.

News & Views
GSTEEL : “ตลท. ได้รับแจ้งจากก.ล.ต. ยังไม่แก้ไขงบไตรมาสที่ 2 ปี 2553” (ที่มา:ตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)
ในช่วงเช้าวานนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ก.ล.ต.ว่า ยังไม่ดำเนินการให้
บริษัทแก้ไขงบการเงินดังกล่าวในประเด็นที่ผู้สอบบัญชีได้แสดงไว้ ตลาดหลักทรัพย์จึงขึ้น
เครื่องหมาย NR(Notice Received) หลักทรัพย์ของ GJS และ GSTEEL
ต่อมาในช่วงบ่ายตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) กับหุ้น
GSTEEL และ GJS สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์รอบบ่ายของวันที่ 27 กันยายน 2553 และจะ
อนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ GSTEELและ GJS พร้อมกับขึ้นเครื่องหมาย NP (Notice
Pending) ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 28 กันยายน 2553 จนกว่า GSTEEL และ GJS
จะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่า GSTEEL และ GJS ไม่ต้องแก้ไขงบ
การเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ฉบับปรับปรุงดังกล่าว
ทั้งนี้บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) ได้นำส่งงบการเงินของบริษัทสำหรับปี 2552 (ปรับ
ปรุงใหม่) ซึ่งผู้สอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ไม่แสดงความเห็นต่องบ
การเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม2552 ในประเด็นที่
เกี่ยวกับ (1) ความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัท และ (2)ความบกพร่องใน
ระบบการควบคุมภายในในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการควบคุมการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าการ
อนุมัติวงเงินสินเชื่อ กระบวนการจัดซื้อและจัดหา(รวมถึงการเลือกผู้ขายเครื่องจักรและราคา
ของเครื่องจักร) และกระบวนการทำธุรกรรมหักกลบลบหนี้

ความเห็น: (พรชัย 520)
ในช่วงที่ผ่านมา GSTEEL มีความพยายามแก้ปัญหาสภาพคล่อง ปรับปรุงระบบการทำ
งานภายในบริษัท และจัดทำงบการเงินฉบับปรุงสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 แต่อย่างไรก็ตาม
ผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่แสดงความเห็นต่องบดังกล่าว ซึ่งถือว่ายังไม่มั่นใจในระบบควบคุมภายใน
และความสามารถการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัท ในระยะสั้นประเด็นนี้เป็นปัจจัยลบที่จะกดดัน
ราคาหุ้นในวันนี้
จากงบการเงินสิ้น 31 ธันวาคม 2552 ที่ปรับปรุงใหม่ ทางด้านผลประกอบการขาดทุน
เพิ่มเป็น 10,314 ล้านบาท จากที่เคยประกาศไว้ 8,580 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท
ลดลงเป็น 18,061 ล้านบาท จากเดิม 21,763 ล้านบาท ส่งผลให้แนวโน้มมูลค่าพื้นฐานทาง
บัญชี ณ สิ้น 2Q53 จะต่ำกว่าเดิมที่ 0.79 บาท/หุ้น
ในสภาพการซื้อขายที่มีการเก็งกำไรขึ้นมา และความผันผวนของราคามาก ดังนั้นนักลง
ทุนต้องระมัดระวังมากขึ้น และในเบื้องต้นเรามองการเก็งกำไรควรอยู่ในกรอบไม่เกิน 0.7 บาท
(อิง P/B 1x) และยังคงต้องติดตามประเด็นการแก้ไขงบการเงินให้ผู้ตรวจสอบบัญชีลงความเห็น
นอกจากนี้ความคืบหน้าในการพันธมิตร และจัดหาแหล่งเงินทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกช่วยให้ปัญหา
ดังกล่าวคลี่คลายได้



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 10:23:03

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น