วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

Trading Strategy
“มีสิทธิแกว่งถึงอ่อนก่อน...ไม่แรงก็ไปต่อ”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้ปรับขึ้นแรงเหมือนภูมิภาค SET Index วานนี้ปรับขึ้นเช่นเดียวกับ
ตลาดภูมิภาค ปิดตลาด +10.57 จุด มายัง 962.47 มูลค่าซื้อขาย 4 หมื่นล้านบาท หุ้น
นำตลาดอยู่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์, พลังงาน, หลักทรัพย์, พาณิชย์,สื่อสาร, สื่อและ
บันเทิง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2.6 พันล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 429 ล้านบาท
สถาบันในประเทศและรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติ
และรายย่อยทำ Net Long ส่วนสถาบันในประเทศทำ Net Short แต่มูลค่าไม่สูง
• มีสิทธิแกว่งถึงอ่อนก่อน...ไม่แรงก็ไปต่อ ระยะสั้นมากดัชนีมีโอกาสแกว่งถึง
อ่อนตัวก่อน แต่เชื่อว่าจะไม่แรงเพราะเป็นเทศกาลการทำ Preview กำไร 3Q53 ของ
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และการทำราคาปิดสิ้นงวดไตรมาส 3 (Window dressing) นอก
จากนั้นยังมีตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.53 ที่จะประกาศออกมาในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งคาด
ว่าการบริโภค การลงทุน และการส่งออกยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง ล่าสุดสศค.ปรับเพิ่ม
GDP Growth ปี 53 ของไทยขึ้นเป็น 7.5% (เดิม 5.5%) และขยายตัวต่อ 4.5% ในปี
54 ซึ่งอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวดีหนุนหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์,พาณิชย์,
อาหาร, วัสดุก่อสร้าง, รับเหมาก่อสร้าง, นิคมอุตสาหกรรม ส่วนการลดค่าธรรมเนียม
ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เราคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกลุ่มในปี 54
ประมาณ 3% แต่กำไรสุทธิปี 54 ยังคงเติบโตสูงถึง 15% แม้ใส่ผลกระทบส่วนนี้ไป
แล้ว ดังนั้นการอ่อนตัวของราคาหุ้นจึงเป็นจังหวะซื้อ หุ้น Top Picks กลุ่มแบงค์ คือ
BBL, KBANK,KTB สำหรับตลาดรวม ในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้ถือหุ้นพื้นฐานดีต้นทุน
ต่ำต่อไป (Let Profit Run) ส่วนการซื้อใหม่เน้นจังหวะที่มีการอ่อนตัว โดยมีเงื่อนไข
ว่า SET จะต้องไม่ต่ำกว่าแนวฟิวเตอร์ที่ 940 หุ้นที่เลือกเป็น Top Picks วันนี้ ได้แก่
• MINT : ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมฟื้นตัวดีขึ้นใน 3Q53 หลังปัญหาการเมือง
คลี่คลาย และคาดว่าจะเติบโตชัดเจนใน 4Q53 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการ
ท่องเที่ยว ผลดำเนินงานใน 3Q-4Q จึงมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนธุรกิจอาหารยัง
คงแข็งแกร่ง จากยอดขายในสาขาเดิมที่ดีขึ้น และการขยายสาขาใหม่ โดยในปี
2553 จะขยายเพิ่ม 60 สาขา ส่วนธุรกิจคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นหนึ่งใน Key Growth
ช่วง 1-2 ปีนี้ ปัจจุบันมีการขายไปแล้ว 6 สัญญาสำหรับโครงการ St.Regis และจะเริ่ม
รับรู้รายได้ตั้งแต่ 4Q53 นอกจากนี้ MINT ก็ยังพยายามหาโอกาสทางธุรกิจในการลง
ทุนโครงการใหม่ๆที่ให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ แนะนำซื้อ ให้ราคาตามพื้นฐาน
13.50 บาท (ประเมินด้วย DCF, WACC 9% และ terminal growth ที่ 2%)
• SEAFCO : กำไรสุทธิใน 2H53 จะดีกว่า 1H53 โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิใน
ครึ่งปีหลังเป็น 69 ล้านบาท เทียบกับครึ่งปีแรกที่เป็นขาดทุนสุทธิ 42 ล้านบาท ส่วน
สัญญาณที่ดีในขณะนี้คือ บริษัทได้สั่งซื้อเครื่องเจาะเสาเข็มเพิ่มอีก 2 ชุด จากเดิมที่
มีอยู่ 9 ชุด เพราะมองเห็นถึงโอกาสที่จะได้รับงานก่อสร้างประเภทเสาเข็มเพิ่มขึ้น
มากในอนาคต สำหรับกำไรสุทธิปี 54 คาดว่าจะเพิ่มก้าวกระโดดเป็น 96 ล้านบาท
โดยหลักมาจากรายได้และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น โครงการใหญ่ที่จะรับรู้รายได้ปี 54 คือ
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีแดง (บริษัทมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ CK) รวมถึง
คอนโดมิเนียมแนวสูงต่างๆ แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 6.81 บาท อิงกับ P/BV ปี 54
ที่ 2.0 เท่า
• VNG : ปริมาณขาย 3Q52 ยังคงแข็งแกร่ง คำสั่งซื้อทั้ง Particle Board และ
MDF Board เข้ามาในระดับสูง โดยเฉพาะในตลาดจีนและตะวันออกกลาง ด้านราคา
ขาย Particle Board ปรับขึ้น 15%QoQ เป็น 150 US$/ตัน ส่วน MDF Board เพิ่มขึ้น
2%QoQ เป็น 225 US$/ตัน เราประมาณการว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะทรงตัวสูงที่
ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนค่าเงินบาทเฉลี่ยใน 3Q53 ที่แข็งค่าขึ้นประมาณ
4%QoQ ไปแล้ว และกำไรสุทธิที่คาดการณ์ดังกล่าวยังเติบโตก้าวกระโดด 128%
YoY แนวโน้ม 4Q53 ยังไปได้ดี เนื่องจากสต็อก MDF Board ของลูกค้า
ในตะวันออกกลางยังต่ำกว่าระดับปกติมาก นอกจากนั้นยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต
Laminated Flooring และ Particle Board เพื่อหนุนการเติบโตในระยะยาว แนะนำ
ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 8.00 บาท อิงกับ P/E ปี 54 ที่ 9.0 เท่า ส่วนหลักทรัพย์ที่แนะนำ
ซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ KTB, KBANK, PTT, PTTAR, SCC, BEC, LPN, ITD,
CK, AMATA,HEMRAJ, ROJNA, TASCO, IVL, MAJOR, GFPT, TMB หุ้นปันผล
เด่น มีเงินเย็นสามารถทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT,
DCC, MODERN, TICON, LPN, SPALI

Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 48.22 จุด
- สหรัฐ : ดัชนีการผลิตเขตมิดเวสต์ลดลง 1.4%MoM ในเดือนส.ค.
• ราคาน้ำมันดิบทรงตัว โดย NYMEX +0.03 US$ มาปิดที่ 76.52 US$/bbl
ส่วน BRENT –0.30 US$ มายัง 78.57 US$/bbl
+ ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ปรับขึ้น โดยปิดที่ 4.04 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.48 US$/bbl
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) รีบาวน์ โดยปิด +7 จุด มายัง
2451
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย +0.50 US$ มาปิดที่ 1,298.60
US$/ออนซ์
+ วานนี้ (27 ก.ย.) สศค.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ปี 53 เป็น 7.5%
จากเดิมที่ 5.5%
• การปรับลดค่าธรรมเนียมกระทบกำไรสุทธิปี 54 ของกลุ่มแบงค์ประมาณ 3%
+ TIPCO มี Hidden value จากการถือหุ้นใน TASCO สูงมาก…ในเชิงกลยุทธ์
น่าสนใจซื้อลงทุน

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : LH 6.8% ของปริมาณซื้อขายกระดานหลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ค่าบวกเพื่อเล่นสั้น” ระยะสั้นสัญญาณทาง
เทคนิคเป็นบวก (ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นลบจากแรงกดของสภาวะ Overbought +
Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นปรับขึ้นก่อนถอยลงตาม
มา แนวต้าน 970 ลดพอร์ตตามเมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 940
สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม หากรีบาวน์ต่อจะมีแนวต้าน 670 ค่าลบให้
ลดพอร์ตตามและ Stop loss เมื่อหลุด 645 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวก
เพื่อขายที่แนวต้าน หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ TISCO, ASP, SCCC, SEAFCO, AJ,
BECL, MINT, LOXLEY

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 48.22 จุด การปรับขึ้นต่อเนื่องของดัชนีทำให้มีแรงขาย
ทำกำไรออกมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นยังน่าสนใจเพราะ
การประกาศข้อตกลงทางธุรกิจหลายรายทำให้มีมูลค่าเพิ่ม จึงมีแรงซื้อกลับลดค่าลบ
ในช่วงท้ายตลาด
- สหรัฐ : ดัชนีการผลิตเขตมิดเวสต์ลดลง 1.4%MoM ในเดือนส.ค. เป็น 79.9
ส่วนการขยายตัวต่อปีลดลงเป็น 8.5% จาก 13.1% ในเดือนก่อนหน้า โดยหลักมาจาก
การผลิตรถยนต์ที่ลดลง
• ราคาน้ำมันดิบทรงตัว โดย NYMEX +0.03 US$ มาปิดที่ 76.52 US$/bbl
ส่วน BRENT –0.30 US$ มายัง 78.57 US$/bbl
+ ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ปรับขึ้น โดยปิดที่ 4.04 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.48 US$/bbl
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) รีบาวน์ โดยปิด +7 จุด มายัง
2451
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย +0.50 US$ มาปิดที่ 1,298.60
US$/ออนซ์

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ วานนี้ (27 ก.ย.) สศค.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ปี 53 เป็น 7.5% จาก
เดิมที่ 5.5% (มิ.ย.53) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์
อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 53 ขึ้นเป็น 7.3-7.8% หรือเฉลี่ยเท่ากับ 7.5%
จากเดิมที่ 5.5% ส่วนในปี 54 คาดการณ์ไว้ที่ 4.0-5.0% หรือเฉลี่ยเท่ากับ 4.5%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปี 53 ประเมินไว้ที่ 3.4% และปี 54 เป็น 3.5% ด้านอัตราดอกเบี้ย
นโยบาย R/P 1 วันคาดว่าจะเท่ากับ 2.0% ในสิ้นปี 53 และเพิ่มเป็น 3.0% ในสิ้นปี 54
(ปัจจุบันเท่ากับ 1.75%)
• การปรับลดค่าธรรมเนียมกระทบกำไรสุทธิปี 54 ของกลุ่มแบงค์ประมาณ
3% ผู้ว่าการธปท.เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมธนาคารไทยว่ามีมติปรับค่าธร
รมเนียมธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม 4 มาตรการ คือ
1. การโอนเงินผ่านเอทีเอ็มธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต ปัจจุบันคิดค่าบริการ
หมื่นละ 10 บาท บวกค่าธรรมเนียมอีกรายการละ 10 บาท เฉลี่ยรวมค่าธรรมเนียมขั้น
ต่ำ 20 สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อรายการแล้วแต่วงเงินอัตราใหม่จะเปลี่ยนเป็นโอน
เงินได้ฟรีในครั้งแรกของแต่ละเดือน ครั้งต่อไปคิดรายการละไม่เกิน 15 บาท เริ่มใช้
ไตรมาสแรกปี 2554
2. การถอนเงินธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต ซึ่งปัจจุบันธนาคารส่วนใหญ่คิดค่า
บริการหมื่นละ 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท เป็นอัตราใหม่ ไม่เกิน 15 บาทต่อ
รายการ เริ่มใช้ไตรมาสแรกปี 2554
3. การทำธุรกรรมถอนหรือถามยอดผ่านตู้เอทีเอ็มของต่างธนาคาร ซึ่งปัจจุบัน
ในเขตกรุงเทพ จะถอนเงิน หรือ ถามฟรีได้ 4 ครั้งแรกของเดือน ครั้งที่ 5 คิดรายการ
ละ 5 บาท ส่วนต่างจังหวัด ถอนเงินคิด 20-25 บาทต่อรายการและในครั้งที่ 5 จะคิด
เพิ่มอีก 5 บาทต่อรายการ เปลี่ยนเป็นให้ฟรี 4 ครั้งต่อเดือน ทั้งในต่างจังหวัดและ
กรุงเทพ ส่วนครั้งที่ 5 ขึ้นไป คิดไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ เริ่มใช้ไตรมาส 2 ปีหน้า
4. การถอนเงินต่างธนาคารข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม ธนาคารส่วนใหญ่คิดค่า
บริการหมื่นละ 10 บาท บวกค่าธรรมเนียมคู่สายอีก 10 บาท รวมขั้นต่ำ 20-25 ต่อ
รายการ และเพิ่มขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ 5 เป็นต้นไปอีกครั้งละ 5 บาท เปลี่ยนใหม่เป็น ฟรี 4
ครั้งแรก ต่อเดือน ครั้งที่ 5 ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ โดยเริ่มบังคับใช้ไตรมาส 2 ปี
หน้า
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : มาตรการที่ออกมาทำให้ธนาคารพาณิชย์มีอัตรา
ค่าธรรมเนียมลดลงประมาณ 20% ของอัตราเดิม ทั้งนี้รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
มาตรการข้างต้นคิดเป็น 22% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะทำให้
กำไรสุทธิของกลุ่มแบงค์ในปี 54 ลดลง 3% ดังนั้นเราคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโต
ของรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปี 54 จะลดลงเป็น 11% จาก 16%
ในปี 53 เพื่อสะท้อนค่าธรรมเนียมโอนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของ
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งที่ 15% ในปี 54 แม้ว่ารายได้ค่าธรรม
เนียมจะเติบโตน้อยลงก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์เห็นว่า การอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะ
ซื้อ โดยหุ้น Top Picks ในกลุ่มแบงค์ คือ BBL, KBANK, KTB
+ TIPCO มี Hidden value จากการถือหุ้นใน TASCO สูงมาก ปัจจุบัน TIPCO
ถือหุ้น TASCO เท่ากับ 24.33% (37.113 ล้านหุ้น) โดยมีมูลค่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้
ในงบการเงิน ณ สิ้น 2Q53 เท่ากับ 685 ล้านบาท แต่มูลค่าหุ้น TASCO ตามราคา
ตลาด (คำนวณจากราคาปิด 68.75 บาท) ที่ TIPCO ถืออยู่สูงถึง 2,552 ล้านบาท
เมื่อหักกับมูลค่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้แล้วจะมีมูลค่าเพิ่มอีก 1,867 ล้านบาท หรือคิด
เป็น 3.87 บาทต่อหุ้น TIPCO และ ณ สิ้นมิ.ย. 53 TIPCO มี BVS เท่ากับ 3.57 บาท
เมื่อรวมกับมูลค่าเพิ่มจาก TASCO อีก 3.87 บาทก็จะมี Adjusted BVS เป็น 7.44
บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดของ TIPCO ที่ 5.05 บาทถึง 47% สำหรับการดำเนินงาน
6M53 ของ TIPCO มีรายได้ 2.6 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 171 ล้านบาท (EPS :
0.35 บาท) คิดเป็น 83% ของกำไรสุทธิปี 52 นับว่ามีการเติบโตดีขึ้นมาก นักวิเคราะห์
ประเมินราคาพื้นฐานเฉลี่ยไว้ที่ 6 บาท คาดการณ์ Dividend Yield ไว้ที่ 4% ต่อปี
ในเชิงกลยุทธ์เห็นว่า TIPCO เป็น Value stock ที่น่าสนใจลงทุน

TIPCO มี Hidden Value จากการถือหุ้นใน TASCO สูงมาก
สัดส่วนที่ถือใน TASCO 24.33%
จำนวนหุ้นที่ถือใน TASCO (ล้านหุ้น) 37.113
มูลค่าเงินลงทุนใน TASCO ตามงบการเงิน ณ สิ้นมิ.ย.53 (ล้านบาท) 685
มูลค่า TASCO ตามราคาตลาดที่ 68.75 บาท/หุ้น (ล้านบาท) 2,552
Hidden Value ใน TASCO (ล้านบาท) 1,867
จำนวนหุ้นเรียกชำระแล้วของ TIPCO (ล้านหุ้น) 482.58
Hidden Value ใน TASCO/หุ้น TIPCO (บาท/หุ้น) 3.87
Book Value ต่อหุ้นของ TIPCO ณ สิ้นมิ.ย.53 (บาท/หุ้น) 3.57
Hidden Value/หุ้น TIPCO (บาท/หุ้น) 3.87
Adjusted Book Value ต่อหุ้นของ TIPCO (บาท/หุ้น) 7.44
ราคาหุ้น TIPCO (บาท/หุ้น) 5.05
% Upside 47%
ที่มา : SET, DBS Vickers



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:01:19

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น