วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

Market Recap and Trend: SET กำลังขึ้นทดสอบ 980 จุด
วานนี้ SET ปรับขื้นแรงต่อเนื่อง 1.09% ปิดตลาดที่ 969.65 จุด นำโดยกลุ่มหุ้น
ขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นฯ ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 43,049 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่อง 2,699 ล้านบาท ขณะที่ค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ
30.44 บาท/ดอลลาร์ฯ สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบ
แนวต้านที่ 980 จุด จากแรงส่งของกระแสเงินทุนไหลเข้า ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ย.
คาดว่าจะออกมาดีต่อเนื่อง นอกจากค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ปรับขึ้นเร็ว สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.ที่จะ
ประกาศในช่วงบ่ายวันนี้คาดว่าจะขยายตัวดีต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย. คาดว่าจะอยู่
ที่ 3.3% ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการแข็งค่าของค่าเงินบาทถือว่าเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยการ
ชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อ

Investment Strategy: ถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ต...เน้นหุ้นขนาดใหญ่
จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งส่งผลดีโดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร ไม่ว่าจากการ
ปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น รายได้จากค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น (มาตรการของ
ธปท.เกี่ยวกับการลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก) รวมไปถึง
รายได้พิเศษจากเงินลงทุนที่มีเข้ามา ทำให้เราคาดว่าผลการดำเนินงาน 3Q53 และทั้งปี 2553
รวมถึงแนวโน้มปี 2554 จะออกมาดี โดยคาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารจะมีการเติบโตของผลการ
ดำเนินงาน 18% ในปี 53 และ 14% ในปี 54 นอกจากนี้ เรามีแนวโน้มปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน
หุ้นกลุ่มธนาคารหลายๆ ตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม (หลังจากที่ได้ปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน BBL, SCB,
KK และ TISCO ไปแล้ว) ทำให้คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารจะมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วง
2 สัปดาห์ก่อนที่ผลการดำเนินงาน 3Q53 ของกลุ่มธนาคารจะประกาศออกมาในช่วงกลางเดือน
ต.ค.นี้...กลยุทธ์ลงทุนยังแนะนำ Let the profits run ด้วยสัดส่วนหุ้นในพอร์ตที่ 80% โดยอาจ
ต้องระวังแรงขายที่บริเวณแนวต้าน 980 จุด บ้าง สำหรับหุ้นเด่นวันนี้...
• KTB – แนะนำ เก็งกำไร มูลค่าพื้นฐาน 18.5 บาท คาดกำไร 3Q53 ออกมาดีจาก
เงินปันผลกองทุนวายุภักษ์ และสินเชื่อที่เติบโตถึง 9.5% ในช่วง 8 เดือนแรก
• PTTEP – แนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 207 บาท ราคาหุ้น Laggard ตลาดมาก ขณะที่
คาดว่าผลการดำเนินงาน 3Q53 จะออกมาดี ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นปัจจัยบวกโดยตรง

Futures Strategy :
แนะนำถือสถานะ LONG สัญญา S50Z10 โดยมี Trailing Stop ที่ 670 จุด (ดูราย
ละเอียดใน Derivative Strategy)

AUTO :
เพิ่ม PTTCH กลับเข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +3.2% สูงกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ +3.1% (Update วันที่ 28 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +3.2% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET ที่มี
อัตราผลตอบแทน +3.1% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 0.1% แต่หาก
พิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +248% ดีกว่าตลาดที่ให้อัตรา
ผลตอบแทน +36% อยู่ 157% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตราผล
ตอบแทน 51% ดีกว่าผลตอบแทนของ SET ที่ 30% อยู่ 22% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
BANPU และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 8.3%
และ 3.4% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม
เศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL
(จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งสง่ ผลดีต่อแนวโนม้ ผลการดำเนินงาน) QH (คาดว่า
ผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่) และ BANPU (มี
ประเด็นบวกจากการขายหุ้น ITMG และซื้อ Centennial Coal ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจถ่านหินใน
อนาคต)

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.21%และดัชนี S&P 500 ปิดลดลง
0.26% นักลุงกังวลต่อข่าวการชุมนุมประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของหลายประเทศใน
ยุโรป โดยมีรายงานว่าแรงงานร่วม 100,000 คนจาก 30 ประเทศในยุโรปได้ออกมาชุมนุมร่วม
กันที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมเมื่อวานนี้ เพื่อต่อต้านแผนลดงบประมาณและมาตรการรัด
เข็มขัดของรัฐบาลประเทศต่างๆ อันเป็นผลมาจากวิกฤตการเงิน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ฉุด
ตลาดหุ้นทั่วยุโรปดิ่งลงด้วย และทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าการประท้วงอาจลุกลามจนกลาย
เป็นเหตุการณ์รุนแรงเหมือนกับที่เกิดขึ้นในกรีซ จึงตัดสินใจเทขายหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นเกือบ
ทุกกลุ่ม
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX เดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น
1.68 ดอลลาร์ ปิดที่ 77.86 ดอลลาร์/บาร์เรล นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบอย่างหนาแน่น
หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบ
สัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 24 ก.ย.ลดลง 475,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 357.9 ล้านบาร์เรล ขณะ
ที่สต็อกน้ำมันเบนซินร่วงลง 3.47 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 222.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งทำให้นักลงทุน
คลายความกังวลเรื่องภาวะดีมานด์พลังงานหดตัว
ดอลล์ร่วงหนัก จากกระแสคาดเฟดเล็งใช้มาตรการ QE ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงถูก
กดดันอย่างหนักจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจทำให้เฟดใช้มาตรการ
QE ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน ซึ่งการดำเนินมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบ
ให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปอีก ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐเดือนก.ย.
ร่วงลงสู่ระดับ 48.5 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน จากเดือนส.ค.ที่ระดับ 53.2 จุด เนื่อง
จากตลาดแรงงานและภาวะการลงทุนในภาคธุรกิจซบเซาลง
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 36 จุด มาที่ 2,468 จุด สิ้นสุดฤดูการเก็บสต็อกวัตถุดิบ
และสินค้าคงคลัง คาดว่าค่าระวางเรือจะมีทิศทางผันผวนไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยภาพค่าระวางเรือจะ
ถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้น
กว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หากไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง
TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วง
ปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจาก
อายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:22:29

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น