วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บล.ธนชาต : Daily Trading Strategy 01/10/53

ดัชนี SET ชนแนวต้านใหญ่ 975 จุด แรงขายที่ทำให้หลุด 970 จะเป็นสัญญาณลบ
ดัชนีฯ อยู่ที่ 674.83 จุด +0.97 จุด +0.1% ปริมาณซื้อขาย 21,048 ลบ.
แนวรับ : 970 แนวต้าน : 980

สรุปทิศทางดัชนีฯ ช่วงเช้า
ดัชนี SET ช่วงเช้าเปิดทะลุขึ้นไปสูงสุดที่ 980 จุด ก่อนที่จะลงมาทรงตัว
เหนือ 975 จุดซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญของแนวโน้มขึ้นใหญ่ 13 ปี ซึ่งกำหนดเขตแนว
ต้านนี้เป็นจุดขายทางเทคนิคที่สำคัญ และขึ้นมาแตะแนวต้านระยะ 2 เดือนจากต่ำสุด
ระดับ 856 ถึง 980 จุด และในปัจจุบัน RSI ขึ้นมาอยู่ในเขตเสี่ยงที่ระดับ 80.34% ดัง
นั้นจึงต้องตั้งระดับตัดขายเพื่อรักษากำไรไว้ที่ระดับ 970 จุด เพราะถ้าต่ำกว่า 970
จุด SET จะมีเป้าหมายขาลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 940 จุด
ตลาดยังคงมีแรงซื้อหนุนมากกว่าขาย โดยหุ้นหมวดพลังงานมีแรงซื้อสูงสุด
ในระดับ 60% ขณะที่แรงขายไม่รุนแรงนักที่หมวด ICT ในระดับ 59% สำหรับหุ้นที่มี
แรงซื้อสูงสุดในตลาดคือ IRPC 30% PTTEP 13% ซึ่งมีปริมาณซื้อขายเท่ากันใน
ระดับ 1.7 พันลบ. และ KTB 11% ส่วนแรงขายมากที่สุดคือ ADVANC 18%
GSTEEL 7% และ KBANK 7%

แนวโน้มบ่ายนี้
คาดว่าหุ้นพลังงานจะเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่าตลาด และเลือกซื้อหุ้นเป็น
รายตัว IRPC ซื้อ (กรอบ 4.30-4.60) ราคาขึ้นทะลุ 4.20 และ 4.30 บาท เป้าหมายถัด
ไป 4.60 KTB ขาย (กรอบ 17.20-18.00) เป็นหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเช้านี้ ราคาขึ้น
ทะลุ 17.20 บาทขึ้นมาอยู่ในเขตแนวต้าน 17.60 – 18.00 บาท เป็นจังหวะขายทำ
กำไร
KTC ขาย (กรอบ 13.80-15.20) คาดว่าขึ้นไม่ผ่านทดสอบแนวต้านบริเวณ
15.30 บาท
AH ซื้อ (กรอบ 14.50-16.50) ราคาฟื้นตัวขึ้นใกล้ผ่าน 15.00 บาทเป็นโอกาส
ซื้อระยะสั้น คาดว่าผ่านยอดเดิม 15.50 บาทได้ โดยมีเป้าหมายรอขายทำกำไรที่
ระดับ 16.50 บาท
IVL ซื้อ (กรอบ 27.50-30.00) ทะลุ 28.50 บาท ซื้อระยะสั้น เป้าทดสอบแนว
ต้าน 30.00
TPP ซื้อ (กรอบ 14.50-16.50) ราคาพุ่งขึ้นแรงทะลุกรอบสามเหลี่ยมยอดเดิม
15.30 บาท คาดว่าจะขึ้นไปที่ 16.50 บาท ผ่านได้ขึ้นต่อถึง 18.00 บาท
DCC ซื้อ (กรอบ 51-60) ราคาพุ่งขึ้นทดสอบแนวต้าน 53 บาท ผ่านได้ซื้อต่อ
ขาย 60.00





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 13:35:33

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

Trading Strategy
“แกว่ง...แต่ยังอยู่ในโมเมนตัมบวก”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้...บวกต่อ SET Index วานนี้ปรับขึ้น 5.65 จุด มาปิดที่ 975.30
มูลค่าซื้อขาย 3.7 หมื่นล้านบาท นำโดยกลุ่มพลังงาน, ธนาคารพาณิชย์, รับเหมาก่อ
สร้าง, ขนส่ง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.3 พันล้านบาท ส่วนกลุ่มที่เหลือขายสุทธิ
สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติทำ Net Short 752 ล้านบาท ส่วนสถาบัน
ในประเทศและรายย่อยทำ Net Long
• เก็งกำไรผลประกอบการ 3Q กลุ่มแบงค์ แม้ตลาดอาจจะแกว่งตัวหลังจาก
ปรับขึ้นมามาก แต่ด้วยเม็ดเงินต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และการซื้อ
เก็งกำไรผลประกอบการ 3Q53 โดยขณะนี้นักวิเคราะห์กำลังทำ Preview กำไรสุทธิ
ของกลุ่มแบงค์ และในเดือนต.ค.จะเป็นการทยอยทำ Preview ของกลุ่มอุตสาหกรรม
อื่นๆ ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าภาคการผลิตและส่งออก
จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่การบริโภคการลงทุน และการท่องเที่ยวยังแข็ง
แกร่งและมีโมเมนตัมดี ส่วนประเด็นที่จับตาในระยะต่อไป คือ แนวทางการดูแลค่าเงิน
บาทของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ คือ ดร.ประสาร ซึ่งจะเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ต้นต.ค.นี้
ทั้งนี้เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็น 30.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (แข็งขึ้น 6.4%QTD,
9.1%YTD) สำหรับหุ้นที่เราเห็นว่าโดดเด่นในวันนี้ ได้แก่
• MAJOR : ธุรกิจโรงภาพยนตร์มีสัญญาณที่ดีต่อเนื่องใน 3Q53 โดยรายได้
จากโรงภาพยนตร์มีการฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากมีภาพยนตร์ดังหลายเรื่องที่ได้รับความ
นิยมเข้าฉาย นอกจากนี้ยังเห็นยอดการจองโฆษณาเป็นไปอย่างดีมาก จนสามารถ
คาดการณ์ได้ว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะสูงกว่า 2Q53 (ซึ่งมีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท)
แนวโน้ม 4Q53 สดใส คาดว่าจะมีการบันทึกกำไรจากการขาย “ซูซูกิ อเวนิว”
เข้ากองทุน Major Cineplex Lifestyle Leashold Property Fund (MJLF) โดย
ขนาดกองทุนประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนกำไรจากการขายหลังภาษีโดยตรงอยู่ที่
70 ล้านบาท และมีกำไรทางอ้อมอีก 30 ล้านบาท ผ่านบริษัทย่อย คือ SF แนะนำซื้อ
ให้ราคาพื้นฐาน 16.50 บาท
• PTT : ระยะสั้นมากมี Catalyst จากการกลับมาดำเนินการของโรงแยกก๊าซ
แห่งที่ 6 ในพื้นที่มาบตาพุด โดยขณะนี้กำลังรอใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม
ซึ่งคาดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ ทั้งนี้เพราะโรงแยกก๊าซไม่อยู่ใน 11 ประเภทกิจการที่อาจส่ง
ผลกระทบรุนแรงฯอยู่แล้ว สำหรับผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบ
QoQ โดยหลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจก๊าซของ PTT เอง ซึ่งคิดเป็น 40% ของ
รายได้ ซึ่งยอดขายก๊าซใน 1H53 เติบโตถึง 14%YoY และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง
ใน 2H53 ส่วนธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทร่วมใน 3Q53 ดีขึ้นเล็กน้อย ด้านบริษัทย่อย
PTTEP คาดว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะใกล้เคียงกับ 2Q53 ส่วนภาพรวมทั้งปี 2553-
2554 คาดว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวสูง 28% และ 16% ตามลำดับ แนะนำซื้อ ให้ราคา
พื้นฐาน 368 บาท (Sum-of-parts) ส่วนหลักทรัพย์ทั้งที่เป็น Big Cap และ Mid Cap
ที่แนะนำซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ KBANK, KTB, TMB, PTT,PTTAR, BEC, LPN,
TASCO, VNG, ITD, AP, HEMRAJ, ROJNA, MINT หุ้นปันผลเด่น มีเงินเย็นสามารถ
ทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT, DCC, MODERN, LPN,
SPALI

Key Drivers :
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงต่อ 47.23 จุด
+ เศรษฐกิจสหรัฐ : ภาคแรงงานและกิจกรรมภาคธุรกิจดีขึ้น
+ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ โดย NYMEX +2.11 US$ มาปิดที่ 79.97 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ร่วงลง โดยปิดที่ 3.35 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 4.24 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด -22 จุด มายัง
2446
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย –0.70 US$ มาปิดที่ 1,309.60
US$/ออนซ์
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุภาคธนาคารยุโรปยังเปราะบาง
- Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสเปนลง 1 ขั้นเป็น Aa1 (เดิม Aaa)
+ เศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.53...การบริโภค การลงทุน และท่องเที่ยวขยายตัวดี
• วันนี้สอท.จะเข้าพบธปท.เพื่อนำข้อเสนอจาก 34 อุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบจากบาทแข็งให้พิจารณา
• บอร์ดธปท.อนุมัติให้ดร.บัณฑิตลาออกจากรองผู้ว่าการธปท.มีผล 1 พ.ย.53

Top Picks – ต.ค.53 : KTB, HEMRAJ, MAJOR, PTT, THAI
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF, SPF
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : KBANK 4.3% ของปริมาณซื้อขายกระดาน
หลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ลบ...เลิก” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็น
บวก (แต่พร้อมเป็นลบจากแรงกดของสภาวะ Overbought + Divergence) ความน่าจะ
เป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นรีบาวน์ก่อนลงต่ำ แนวต้าน –980-990 ลดพอร์ตตาม
เมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 950 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับ
ตลาดรวม หากรีบาวน์จะมีแนวต้าน 680-690 ค่าลบให้ลดพอร์ตตามและ Stop loss
เมื่อหลุด 655 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวกเพื่อขายที่แนวต้าน หรือซื้ออ่อน
ตัวแต่ไม่ต่ำกว่าแนวฟิวเตอร์ที่ 950 หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ ASP, CPN, BAY,
EGCO, MINT, MAJOR, BIGC, TKS

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงต่อ 47.23 จุด การซื้อขายผันผวน โดยนักลงทุนบางรายมี
การขายทำกำไรปิดสิ้นไตรมาส บางรายซื้อเพิ่มหลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี
+ เศรษฐกิจสหรัฐ : ภาคแรงงานและกิจกรรมภาคธุรกิจดีขึ้น ตัวเลขผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์สิ้นสุด 25 ก.ย. ร่วงลง 16,000 ราย เป็น
453,000 ราย ส่วนดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจเขตมิดเวสต์สหรัฐขยายตัวเป็น 60.4 ใน
เดือนก.ย.จาก 56.7 ในเดือนส.ค. ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สำหรับ GDP
ไตรมาส 2 มีการปรับขึ้นเป็นเติบโต 1.7% จากรายงานครั้งก่อนที่ 1.6% เพราะมีการ
ปรับเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ
+ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ โดย NYMEX +2.11 US$ มาปิดที่ 79.97
US$/bbl ส่วน BRENT +1.54 US$ มายัง 82.31 US$/bbl หนุนโดยตัวเลขภาคแรง
งานและกิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด และมีการประท้วงหยุดงาน
ในเอกวาดอร์ ซึ่งเอกวาดอร์เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และส่งออกน้ำมันดิบ
ราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ร่วงลง โดยปิดที่ 3.35 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 4.24 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด -22 จุด มายัง
2446
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย –0.70 US$ มาปิดที่ 1,309.60
US$/ออนซ์
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุภาคธนาคารยุโรปยังเปราะบาง แม้ว่าภาค
ธนาคารจะผ่านพ้นภาวะที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับการลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี แต่ยัง
มีแรงกดดันจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพภาคครัวเรือน หลายธนาคารยังต้องพึ่งพาการรี
ไฟแนนซ์จาก ECB
- Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสเปนลง 1 ขั้นเป็น Aa1 (เดิม Aaa) เพราะวิตก
ปัญหาขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ เศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.53...การบริโภค การลงทุน และท่องเที่ยวขยายตัว
ดี จากรายงานของธปท.ล่าสุดพบว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงภาค
ท่องเที่ยวขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนส.ค.ขยายตัว
6.7%YoY ดีขึ้นจาก 5.1% ในเดือนก.ค. เพราะรายได้ภาคเกษตร การจ้างงาน และ
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านดัชนีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มก้าวกระโดด
ถึง 22.0%YoY โดยหลักมาจากการขยายตัวของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและ
อุปกรณ์ สำหรับการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนส.ค.53 เพิ่มขึ้น 10.3%YoY
เป็น 1,268 พันคน อัตราการเข้าพักของโรงแรมขยับขึ้นเป็น 50.3% จาก 47.1% ใน
เดือนก่อนหน้า ส่วนการผลิตและส่งออกชะลอลงเมื่อเทียบ MoM เพราะสินค้าในกลุ่ม
อิเลคทรอนิกส์ คือ HDD มีการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า ยังผลให้ดัชนีการผลิตภาค
อุตสาหกรรมขยายตัวลดลงเป็น 8.7% ในเดือนส.ค. จาก 13.1% ในเดือนก.ค. และ
ผลผลิตด้านการเกษตรลดลง 6.7%YoY อันเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง และเพลี้ยระบาด
ในมันสำปะหลัง แต่ราคาสินค้าเกษตรยังเพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง 38.0%YoY ทำให้รายได้
ภาคเกษตรขยายตัว 28.8%YoY ในเดือนส.ค. แต่ก็แผ่วลงจาก 45.8% ในเดือนก่อน
หน้า ส่วนมูลค่าส่งออกเดือนส.ค.ขยายตัว 23.6%YoY และ 5.3%MoM
• วันนี้สอท.จะเข้าพบธปท.เพื่อนำข้อเสนอจาก 34 อุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบจากบาทแข็งให้พิจารณาหลังจากที่มาตรการดูแลบาทที่ธปท.ออกไปช่วงที่
ผ่านมาไม่สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบมากคืออุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนและอำนาจต่อรองต่ำ
• บอร์ดธปท.อนุมัติให้ดร.บัณฑิตลาออกจากรองผู้ว่าการธปท.มีผล 1 พ.ย.53
ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์เพื่อสมัครงานในตำแหน่ง Director ของ ASEAN+3
MACRO ECONOMIC AND RESEARCH OFFICE ที่กำลังมีการสรรหาอยู่ ทั้งนี้
ดร.บัณฑิตเป็น 1 ใน 4 ของผู้สมัครเป็นผู้ว่าการธปท. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธปท.แทนนางธาริษา วัฒนา
เกส ผู้ว่าการธปท.ที่เกษียณในสิ้นเดือนก.ย.53



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:17:34

บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับบวกขึ้นเล็กน้อย สวนทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่อ่อนตัวลง ขณะที่
มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและแบงก์ เข้ามาช่วยหนุนบรรยากาศ แม้จะมีแรงขายหุ้นกลุ่ม
เทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินไหลเข้าที่มีค่อนข้าง
มาก จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัว สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

แนวโน้มตลาด
กระแสเงินที่ไหลเข้ารอบนี้มาหนักทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ ล่าสุดเมื่อวานราคา
พันธบัตรอายุ 5 ปี ซึ่งเป็นซีรี่ที่ซื้อขายมากที่สุด ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในขณะที่ค่าเงินบาทก็
แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง วันนี้เราก็จะมีผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่ สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาน่าจะเป็น นโยบาย
ของท่านผู้ว่าคนใหม่ว่าจะเหมือนคนเก่าหรือไม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับนโยบายการควบ
คุมค่าเงินบาทหรือไม่ มาดูในแง่ปัจจัยอื่นๆยังไม่มีอะไรใหม่มากนัก เพราะข่าวเรื่องประเด็น
เศรษฐกิจในโซนยุโรปหรือสหรัฐก็ไม่มีผลกับตลาดหุ้นไทยมากนักในช่วงนี้ จะมีก็แต่ preview
ผลประกอบการกลุ่มแบงค์ ซึ่งก็อาจทำให้กลุ่มแบงค์คึกคักขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องถือว่าตอนนี้หุ้น
แบงค์หลายๆตัวราคาค่อนข้างแพงทีเดียว วันนี้เรามองกลุ่มรับเหมามีโอกาสวิ่งหลังพักหายใจมา
ได้สักระยะ
ปัจจัยตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเท
ขายทำกำไรหลังจากตลาดทะยานขึ้นแข็งแกร่งในช่วงแรก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของ
สหรัฐ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่ร่วงลง
เกินคาด อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนแรงลงในช่วงหลัง เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาเทขาย
ทำกำไร แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตลาดปิดลบในกรอบที่จำกัดเนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นว่า
ธนาคารกลางสหรัฐ จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเข้าใกล้ 80 เหรียญ/บาร์เรล ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยรวมปัจจัยตลาด
ทรงตัว




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:06:03