วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
Fund Flow ไหลเข้าสุทธิ 5.65 หมื่นล้านบาทในรอบนี้ หากจะเห็นดัชนี 999 จุด ต้อง
การ Fund flow เข้ามาอีก 6 พันล้านบาท แต่เชื่อว่าความเสี่ยงต่อการปรับฐานมีมากขึ้น แนะนำ
ให้ทยอยปรับพอร์ตขายระยะสั้น และให้ถือเงินสดให้มากที่สุด กลยุทธ์การลงทุนนับจากนี้จึงน่าจะ
เป็นการ Trading เป็นหลักใน 2-3 กลุ่มคือ ธ.พ. ขนส่ง BTS, BMCL และพลังงาน (BANPU,
PTTCH, PTTAR) เพราะยังมีปัจจัยหนุนระยะสั้น

การแทรกแซงค่าเงินของประเทศในภูมิภาคเอเซีย อาจเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้น
แม้ขณะนี้ค่าเงินของเอเซีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ของโลก (บราซิล) เริ่ม
ชะลอการแข็งค่าลงบ้างแล้วก็ตาม แต่การที่ค่าเงินเอเซียแข็งค่าต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ทำให้
ธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนา ส่วนใหญ่ได้เตรียมออกมาตรการแทรกแซงค่าเงิน เพื่อปก
ป้องความสามารถในการแข่งขันการค้าโลก โดยล่าสุดแหล่งข่าวจาก Bloomberg ระบุว่า
ธนาคารกลางในประเทศ เช่น ไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย น่าจะเข้าแทรกแซงค่าเงิน ทั้งนี้
หลังจากก่อนหน้านี้ ธนาคาร รัฐบาลกลางญี่ปุ่น ได้เข้าแทรกแซงเงินเยน ในช่วงที่ผ่านมา (โดย
การขายเงินเยนออกมา 2 หมื่นล้านเหรียญฯ) แต่พบว่าเงินเยนอ่อนค่าเพียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะ
ท้ายที่สุดแล้วค่าเงินเยน ก็กลับมาแข็งค่าเหมือนเดิม ขณะที่ประเทศบราซิล มีแนวโน้มที่จะใช้
มาตรการภาษีในการจำกัดเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นเช่นกัน และพบว่าการเคลื่อนไหวขององค์กร
การเงินโลก IMF กับ World Bank เตรียมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันในกลางสัปดาห์หน้า
การเคลื่อนไหวในการปกป้องค่าเงินของประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกที่มิให้แข็งเกินไป
อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อการการชะลอตัวของเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคเอเซีย และ
ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ของโลก ตรงกันข้ามกับสหรัฐเองได้เคลื่อนไหวเพื่อกดดันจีน ให้ปรับ
ขึ้นค่าเงินหยวน เนื่องจากมีความเชื่อว่าจีนมีกลไกในการทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนกว่าความเป็น
จริง และคาดว่าการเคลื่อนไหวของสหรัฐ จะเพิ่มมากขึ้น หลังการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในสหรัฐ
เสร็จสิ้นในปลายปีนี้

คาด Fund Flow ใกล้ Peak ขณะที่ผลตอบแทนของต่างชาติสุทธิกว่า 20% หนุนการขายทำ
กำไร
วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 ด้วยมูลค่า 2.7
พันล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2553 ถึงปัจจุบัน สูงราว 5.65 หมื่น
ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งหากพิจารณาผลตอบแทนของนักลงทุนต่างชาตินับตั้งแต่เข้ามารอบนี้ในช่วง
ดังกล่าว พบว่าสูงถึง 16.45% และหากรวมกับผลตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า (FX Gain)
อีกราว 5.6% จะพบว่ามีผลตอบแทนสูงกว่า 22% ซึ่งถือเป็นระดับที่สุ่มเสี่ยงต่อการถอยออกของ
Fund Flow ทุกเมื่อ อีกทั้งตามปกติในช่วงเดือน ต.ค. ของทุกปีจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund
Flow ไหลออก โดยจะมีลักษณะทยอยขายสลับซื้อ เพื่อรับรู้สถานะจากการลงทุน ก่อนที่จะไหล
ออกหนักขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค ดัง
นั้นแม้ว่า Fund Flow จะยังคงไหลเข้าอยู่ในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อดัชนี แต่นับจาก
นี้ให้เริ่มระมัดระวังการลงทุนมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. เป็นต้นไป เพราะมีความเสี่ยงจาก
Fund Flow ไหลออกเพิ่มสูงขึ้น และตลาดมีโอกาสปรับฐานได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ตลาดตราสาร
หนี้พบว่านักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสลับขาย โดยวานนี้พบว่ามีขายสุทธิราว 2 พันล้านบาท ทำให้
ยอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้อยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท เชื่อว่าภาพตลาดตราสารหนี้ อาจจะมี
ลักษณะเดียวกับตลาดหุ้น

ธปท. เตรียมขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพราะผลตอบแทนสุทธิติดลบ 2% หลังเงินเฟ้อเกิน 3% ต่อเนื่อง
ด้วยปัจจัยเงินบาทแข็งค่า ทำให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบถัดไปคือ 20 ต.ค. ที่จะถึงนี้ แต่จากการ
สำรวจความเห็นเกี่ยวกับเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. ของ Bloomberg พบว่า ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า
เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับ 3.3% ใกล้เคียงกับเดือน ส.ค. ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะเงินเฟ้อในเดือน ก.ย.
2552 ติดลบ 1% ใกล้เคียงกับ ส.ค. 2552 ซึ่งทำให้ผลตอบแทนสุทธิ (ดอกเบี้ยนโยบาย หัก
ด้วยเงินเฟ้อ) ติดลบเกือบ 2% แม้ในอดีตคือปี 2551 ผลตอบแทนสุทธิของไทยเคยลงไปติดลบ
มาสุดที่ 5% ในช่วง มิ.ย.- ก.ค. 2551 ก็ตาม แต่ ธปท. ให้ความสำคัญกับระดับราคามากกว่า
เรื่องค่าเงินบาทที่แข็ง จึงทำให้ ธปท. ให้แนวนโยบายต่อตลาดชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก
0.25% ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 2% ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะทำ
ให้ตลาดหุ้นมีการปรับฐานล่วงหน้า ก่อนการประชุมราว 1-2 สัปดาห์ เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันดิบฟื้นต้วต่อ และทะลุ 77 เหรียญฯ อีกครั้งหนุนหุ้นพลังงานเดินหน้า
วานนี้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ได้เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบ
สหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่ำกว่าตลาดคาด โดยพบว่าปริมาณสต๊อกน้ำมันดิบลดลง 4.75
แสนบาร์เรล ลงสู่ 357.86 ล้านบาร์เรล เป็นการปรับตัวลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะลดลง
เพียง 3 แสนบาร์เรล เช่นเดียวกับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันกลั่น) ที่ลดลงมากถึง 1.27 ล้าน
บาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 4 แสนบาร์เรล โดยเป็นการลดลงของสต็อก
น้ำมันเบนซินสูงถึง 3.47 ล้านบาร์เรล ขณะที่คาดว่าสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปประเภทอื่นๆ เช่น
น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซล น่าจะเพิ่มขึ้น โดยสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงดังกล่าว เป็นปัจจัยหนุน
ให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบตลาดล่วงหน้าขยับขึ้นทะลุ
75 เหรียญฯ ขึ้นมายืน 77 เหรียญฯต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน เช่นเดียวกับราคา
น้ำมันดิบดูไบที่ขึ้นมายืนเหนือ 77 เหรียญฯ เช่นกัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบจากต้นปีจนถึง
ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 75.88 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าดีกว่าสมมติฐานของ ASP ที่คาดว่า
ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2553 และ 2554 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯ และ 80 เหรียญฯ ตาม
ลำดับ เช่นเดียวกับราคาถ่านหินในตลาดฟิวเจอร์ส ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ
95.64 เหรียญฯต่อตัน น่าจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียมให้ยังคงฟื้นตัวต่อได้อีกอย่าง
น้อยราว 1-2 วัน สำหรับผู้ที่มีหุ้น BANPU, PTTEP ยังแนะนำให้ถือต่อ และรอขายทำไรระยะสั้น
โดยมีส่วนลดจาก Fair Value ราว 5-10% เช่น PTTEP(FV@B185) ที่แนวต้าน 155-160
บาท ส่วน BANPU(FV@B755) น่าจะขายทำกำไรที่ 720 บาทขึ้นไป ขณะที่หุ้นโรงกลั่น ที่มี
ธุรกิจปิโตรเคมีต่อยอด คาดว่าผลประกอบการใน 3Q53–4Q53 จะมีแนวโน้มดีขึ้นจากงวด 6
เดือนแรกของปีนี้อย่างมาก นักลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือนขึ้นไป) แนะนำให้ทยอยซื้อเมื่อราคา
อ่อนตัวคือ PTTAR(FV@B34) และ TOP(FV@B66)



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 9:23:39

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น