วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 29/09/53

Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดกลับมาดูเป็นบวกมากกว่าลบ โดยตลาดหุ้นโลกดีดกลับได้
หลังจากที่ปรับฐานเมื่อวาน ค่าเงิน ฿ แข็ง น่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ อีกทั้ง SETI ก็ได้ฝ่าแนว
ต้านระยะสั้น 945±5 จุดขึ้นมาแล้ว เรายังคาดหวังที่จะเห็น SETI เดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้าน
ถัดไป 980 จุด ในเร็วๆ นี้
- โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ในขณะเดียว
กันก็ควรเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงขึ้นไปพร้อมกันด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลาง
เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น 950 และ 935 จุด ตามลำดับ
- มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ LOXLEY, TTW และหุ้น
แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=DECELERATION) คือ CCET, GSTEEL, TISCO, TMB, SVI
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): IVL (27.-/28.25), JAS (1.34/1.52), PTTCH (124.-
/130.-) *

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- CCET-W2 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- ENGY XD @ 0.05 บาท
- RAM XD @ 6.00 บาท

- พรุ่งนี้ : -
- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 30 ก.ย.53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.53
- 1 ต.ค.53: National Day (HK)
- 1,4-7 ต.ค.53: National Day (China)
- 4 ต.ค.53: Labor Day (Australia)
- 4-5 ต.ค.53: การประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 ณ ประเทศเบลเยียม
- 11 ต.ค.53: Columbus Day (US)
- 11 ต.ค.53: Sports Day (JP)
- 16 ต.ค.53: Chung Yeung Festival (HK)
- 20 ต.ค.53: กนง. ประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยครั้งที่ 7/2553
- 21-22 ต.ค.53: ประชุมทูตพาณิชย์ 76 แห่งทั่วโลกเพื่อกำหนดเป้าหมายสินค้าไทย
ปี 54

Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ ดาวโจนส์ปิดบวก 0.4%”
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 46.10 จุดหรือ 0.43%สู่ 10,858.14, ดัชนี
S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 5.54 จุดหรือ 0.49% สู่ 1,147.70และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น
9.82 จุด หรือ 0.41% สู่ 2,379.59
ปริมาณการซื้อขายยังคงเบาบางราว 7.63 พันล้านหุ้นในตลาดนิวยอร์ค โดยมีแรงซื้อใน
หุ้นกลุ่มต่างๆที่ปรับตัวโดดเด่นในเดือนก.ย.

“ น้ำมันดิบปิดร่วง 34 เซนต์หลังเผชิญแนวต้าน”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดร่วงลงในวันอังคาร โดยได้รับแรงกดดัน
จากคำสั่งขายในช่วงท้ายตลาด หลังจากสัญญาเดือนพ.ย.ไม่สามารถทะยานข้ามแนวต้านที่
จุดสูงสุดของวันจันทร์
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 34 เซนต์ หรือ 0.44 %มาปิดตลาดที่
76.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 75.53-77.12 ดอลลาร์

“ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือน ก.ย.ลดลงจาก 53.2 มาอยู่ที่ 48.5 ”
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือน ก.ย.ลดลงจากระดับ 53.2 มาอยู่ที่ 48.5 ดัชนี
ดังกล่าวไม่ได้มีทิศทางอย่างชัดเจนและค่อนข้างผันผวนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อัตราการ
ว่างงานที่สูงและภาวะเศรษฐกิจได้ฉุดดัชนีร่วงลงมาจากระดับ 90 ที่ภาวะเศรษฐกิจเป็นปกติ
และมีเสถียรภาพ

“ยูโรฟื้นตัวขณะดอลล์ร่วงลง ”
ดอลลาร์ร่วงลงในการซื้อขายที่ตลาดยุโรปวันอังคาร หลังจากไต่ขึ้นเป็นเวลา สั้นๆ ส่วน
ยูโรฟื้นตัวขึ้นหลังจากเจอร์เก้น สตาร์ค สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
กล่าวว่า อีซีบีอาจจะถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉุกเฉินบางมาตรการ

“ บ.สินเชื่อยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นล้มละลายวันนี้ พร้อมหนี้กว่า 1.5 แสนลบ ”
บริษัททาเคฟูจิ คอร์ปของญี่ปุ่นได้ยื่นขอรับการพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลายในวันนี้
ขณะที่ทางบริษัทมีหนี้สิน 433.6 พันล้านเยน (5.1 พันล้านดอลลาร์) หรือราว 156,000 ล้านบาท
ซึ่งส่งผลให้ทาเคฟูจิกลายเป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดที่ล้มละลายภายใต้
มาตรการคุมเข้มการปล่อยกู้และการจ่ายคืนดอกเบี้ยตามคำสั่งศาล
ทั้งนี้ ทาเคฟูจิขอให้ศาลญี่ปุ่นสั่งคุ้มครองบริษัทจากเจ้าหนี้ในวันนี้ขณะที่ตลาดได้
คาดการณ์ไว้แล้วว่าทาเคฟูจิมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุน
ทางการเงินจากธนาคารขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น

ข่าวในประเทศ:
“ ธ.เพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ”
เอดีบี ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในปีนี้เป็น 8.2%
จากที่เคยประมาณการไว้เพียง 7.5% ด้วยเหตุผลที่ว่า เอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนด้วยภาค
การค้า สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินโลกได้ด้วยความเร็วอันโดดเด่น
โดยเฉพาะประเทศไทยนั้น เอดีบีก็คาดเพิ่มขึ้นเป็น 7.0% จากเดิมที่ให้ไว้แค่ 4.0%

“นายกฯ ย้ำลงทุนเครือข่าย 3G คุ้มค่าไม่ซ้ำซ้อน ”
นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้
บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ลงทุนสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ 3จี ว่า รัฐบาลพยายามตรวจสอบการ
ลงทุนครั้งนี้ไม่ให้ซ้ำซ้อน และจะเร่งรัดการดำเนินการในเบื้องต้นเท่าที่สามารถทำได้ก่อน ทั้งนี้
เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้มีผลตอบแทนที่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2551

“ดัชนีอุตสาหกรรม ส.ค.ปรับเพิ่ม 8.67% คาด Q สุดท้ายยอดผลิตฟื้นตัว”
สศอ. เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือน ส.ค.53 พบว่าอยู่ที่ระดับ
184.14 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.67 จากระดับ 169.45 จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งขยายตัว
ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน

“หนุนส่งออกใช้เงินหยวน”
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ลงนาม
ร่วมกับธนาคารกลางจีน จัดตั้งสำนักงานตัวแทน ธปท. ณ กรุงปักกิ่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยเหตุผลที่เลือกจีน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
และมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย เพราะขณะไทยส่งออกไปยังประเทศจีนมากที่สุด
11% ของการส่งออกรวม

“ธปท.เผยหาก ดบ.ขึ้นอีก กระทบเงินไหลเข้าไม่มาก,เน้นดูเสถียรภาพราคา”
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเพิ่มขึ้น
อีก จะกระทบต่อการไหลเข้าของเงินทุนไม่มากนัก เนื่องจากมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน
ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ธปท.ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพด้านราคา หลังมองว่าในปีหน้ามี
โอกาสที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน มีโอกาสขึ้นแตะขอบบนของกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายที่กำหนดไว้

“ครม.อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 54 วงเงิน 1.3 ล้านลบ.”
คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ2554
วงเงินรวม 1.30 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน
ประเทศ(จีดีพี) ในสิ้นปีงบประมาณ อยู่ในระดับ 43.8%
นอกจากนี้กระทรวงการคลัง ลงนามในสัญญากู้เงินจากญี่ปุ่น เพื่อใช้ลงทุนในโครงการ
รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ระยะที่ 2 และโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ
เจ้าพระยา บริเวณถนน นนทบุรี 1 ในวงเงินรวม 2.39 หมื่นล้านเยน

“นายกฯเผย จะดูแลงานมั่นคงแทน'สุเทพ'ที่ลาออกไปสมัครชิงส.ส.สุราษฎร์ธานี”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผยว่า จะเป็นผู้ดูแลงานด้านความมั่นคง แทน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีทึ่จะลาออกเพื่อไปสมัครเข้าแข่งขันในการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จังหวัดสุราษฎร์ธานีภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้

Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงเล็กน้อยตามตลาดหุ้นโลก โดย SETI -3.20 จุด
(-0.34%) ปิด 959.27 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายที่คึกคักขึ้นเป็น 41,873 ลบ.

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,858.14 (+0.4%), S&P 1,147.70 จุด (+0.5%),
NASDAQ 2,379.59 จุด (+0.4%), Nikkei 9,527.84 จุด (+0.3%), AOI 4,730.0 จุด
(+0.3%),KOSPI 1,866.19 จุด (+0.6%)
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติและรายย่อยซื้อสุทธิ +2,643 และ +1,112 ลบ.
ตามลำดับ ในขณะที่สถาบันและ บล. ขายสุทธิ -2,657 และ -1,098 ลบ. ตามลำดับ
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $76.18 (-0.4%), BDI 2,507 จุด (+2.3%),
GRM $4.42 (+9.4%), ทองคำ $1,308.10 (+1.1%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
& 9786; ค่าเงินบาท: เช้านี้ ค่าเงิน ฿ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยซื้อขายที่ 30.51-30.54 บาท/
ดอลลาร์
& 9786; เศรษฐกิจ: ครม.ไฟเขียว TOT ลงทุน 3G งบลงทุน 1.9 หมื่นลบ.+สศอ. เผย MPI
ส.ค.53 +8.67% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน
การเมือง: ผบ.ตร.คาดโทษ 'พื้นที่บึ้ม' สันติบาล-ดีเอสไอชี้แนวโน้มป่วนถึงสิ้นปี
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมตลาดยังดูแข็งแรง ถือว่าเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI & 8805;935 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดดูเป็นบวกมากกว่าลบ โดยตลาดหุ้นโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจาก
ที่มีการปรับฐานเมื่อวาน, แนวโน้มค่า ฿ แข็ง น่าจะยังดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ อีกทั้ง SETI สามารถ
ฝ่าแนวต้านระยะสั้นที่ 945±5 จุดแล้ว เรายังคาดหวังที่จะเห็น SETI เดินหน้าขึ้นทดสอบแนว
ต้าน 980 จุดในเร็วๆนี้
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...

ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ดีดกลับเล็กน้อยตามทิศทาง Wall Street
ตลาดพันธบัตร: อ่อนลงอีก ล่าสุด อัตราผลตอบแทน US10Y=2.4689% [ความหมาย:
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุน
ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ยังอ่อนค่าลง ล่าสุด=78.962 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 1048778;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ดูดีขึ้นเล็กน้อย น้ำมัน& 1048778;, BDI& 1048774;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย: น้ำมัน
+BDI=สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ก็ควรเพิ่มความ
เข้มในการจำกัดความเสี่ยงด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางให้เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น
950 และ 935 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ LOXLEY,
TTW และหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”) คือ CCET, GSTEEL,
TISCO, TMB, SVI

แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้

Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand

แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false evidence about
realities) หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่กลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการผลิต
ในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยคาดว่าเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 จะ
เห็นว่าฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่นๆ (“green shoots”)
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและ
ยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และช่วงกลาง
(“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34% ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; ในช่วงที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ SETI ก็รักษาโครงสร้างแนวโน้ม “ขาขึ้น”
ไว้ได้
& 9786; การขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นต่อ
เนื่อง
& 9786; หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54” แทน
“เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้

Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
นโยบายยืดหยุ่นค่าเงินของจีน ส่งผลให้เงินหยวนแข็งขึ้นค่อยเป็นค่อยไป และฤดูพายุ
เฮอริเคนของสหรัฐใน 3Q53 ที่แม้รุนแรง แต่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก
ทำให้ ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในช่วง $70~80 ลดลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ พ.ค. ที่ผ่าน
มา
กรณีโครงการมาบตาพุด ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่
มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ส่งผลโครงการส่วน
ใหญ่ผลิตเชิง พาณิชย์ได้ในปลาย 4Q53 เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมว่าเป็นช่วงสิ้น 1Q54
ปัจจัยเสี่ยงของ ENERG คือ 1) ความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจฟุบอีกครั้ง กดดันราคา
น้ำมัน; 2) กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคเพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน กดดันให้
spread ลดลง
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31 บ.), PTTEP (เป้าหมาย 180 บ.),
PTTCH (เป้าหมาย 120 บ.), TOP (เป้าหมาย 52 บ.)

กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 8M53 (7 ธนาคาร) +3.6%ytd โดย ส.ค. +0.8%mom หลัง ก.ค.หดตัวเล็กน้อย
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
คาดสินเชื่อยังโต 1.5x%& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ,
2) ส่งออกยังเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครองได้ปลดล็อก
โครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่หยุดชะงักมากว่า 8 เดือนแล้ว
NPL ยังไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4% ตาม
ลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131 บ.), SCB (เป้าหมาย 125.50 บ.)

กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
แม้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
หลัง กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูล 3G ถูก
เลื่อนไป
เรามองการแปลงสัญญาสัมปทาน 2G เป็นบวก เพราะทำให้ต้นทุนถูกลงและมีอายุ
สัมปทานนานขึ้น โดย TRUE จะได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
การขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณต้องใช้เวลาอีกนาน และคงได้ข้อยุติที่ศาล
ในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บ.) มากที่สุด

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ส.ค.53 ยัง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความหมาย:
book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ก.ค.53 +1%mom ส่งผล 7M53 ขึ้นกว่า
+47% แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%
การส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2% และ +17%สนับ
สนุนคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53 แต่เงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วอาจกดดันกำไร
2H53
อย่างไรก็ตาม เราชอบ HANA (เป้าหมาย 36.8 บ.) และ DELTA (เป้าหมาย 31.9 บ.)

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.8 บ.) เพราะ 1) มี backlog+
งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นลบ; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นลบ.; 3) มีโอกาสชนะ
ประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีอีกช่วงปลายปี; 4) โครงการเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่น
ลบ. ได้เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองสงบความเชื่อมั่นฟื้น; 2)
เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ QH (เป้า
หมาย 3.24 บ.) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บ.) ที่กำไรปี 53 ดี
กว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองช่วง พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดิน 2Q53 ชะลอตัว
แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ +43% และ
เงินลงทุนโครงการ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์ขยายกำลังผลิต ทำให้ยอดขาย
ที่ดินปีนี้สดใส เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16 บ.), TICON (เป้าหมาย 14.4 บ.)

กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็นเดือน
ที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟูอาคารที่
เสียหายจากเหตุจลาจล และงานก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70 บ.)
วัสดุตกแต่ง: แม้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้จากภาวะแข่งขันสูง แต่ความต้อง
การวัสดุยังเติบโตดี เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว และเกษตรกรมีกำลังซื้อดีตามราคาพืชผล
ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิต ก.ค. 53 +8.6% ดีขึ้นจากเดือนก่อนตามภาวะเหล็กที่ฟื้นตัว โดยราคา
เหล็กโลกปรับขึ้นตามต้นทุนสินแร่ สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง เรามองว่ามี
ผลบวกเพียงระยะสั้น แม้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบถูกลง แต่ราคาขายเหล็กจะมีแนวโน้มลดลงด้วย
เราชอบ TMT (เป้าหมาย 6.30 บ.)
เหล็กเส้น: ผลิต +16.8% จำหน่าย +28% (ก.ค.) คำสั่งซื้อเริ่มกลับมา เพราะราคาเหล็ก
โลกปรับขึ้น ส.ค. หลังชะลอ 2 เดือน แต่ราคาคงไม่ขึ้นแรง เพราะ 4Q53 ราคาสินแร่เหล็กอาจลง

กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผลผลิต
+68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5% ส่ง
ผลให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. เตรียมปรับเป้ายอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน
+70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 192
บ.)

กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP ปี 53
ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บ.) เพราะกระทบจากการเมืองจำกัด

กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เพราะแม้มี
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่ม แต่ปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นปีนี้ยังกดดัน สำหรับเรือเทกอง เราชอบ
PSL (เป้าหมาย 23.- บ.) เพราะขายล่วงหน้าปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือ
เก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60 ลำในอนาคต ส่วนเรือ
คอนเทนเนอร์ การเติบโตของการขนส่ง+ค่าระวางสูงขึ้น ยังส่งผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17.- บ.)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บ.) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น หลังหดตัวใน 2Q53 เรายังชอบ AOT (เป้าหมาย 52
บ.) เพราะ 1) คดีกับ King Power ยุติ รับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติกลับมาหลังการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ช่วง high season ของธุรกิจ

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 8M53 โตชะลอลง +9.98% เม็ดเงินผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ยังโต
+15.2% และโรงภาพยนตร์ +18.9% ส่วนสื่อที่ยังหดตัว คือนิตยสาร วิทยุและป้ายโฆษณา
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว และความสามารถจับจ่ายที่มากขึ้น ส่งผลให้มีการโฆษณามาก
ขึ้น เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บ.)

กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
กระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคาสินค้า
เกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบการบาง
รายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14% โดยยางพารา +98%,
ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บ./กก., ไก่ 38-39 บ./กก. ใน
ขณะที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บ./ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อกำไรออกใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11 บ.)

กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มักมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดและไข้เลือด
ออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน
4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค.53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40.- บาท) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดใน
กลุ่ม

Trader’s Digest
IVL (แนวรับ=27.-, แนวต้าน=28.25) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
จุดเด่น IVL คือ 1) อยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer non-durable)
ซึ่งโตสม่ำเสมอและไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ; 2) กำไรปี 53-57 มีแนวโน้มก้าวกระโดดจาก
แผนซื้อกิจการ 6 แห่ง 3 ทวีป คือ อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย (จีน) โดยมีงบลงทุน 2 พันล้าน
US$; 3) ได้เปรียบในการแข่งขันจากสายการผลิต Polyester Chain ครบวงจร คือ วัตถุดิบ
ขั้นกลาง PTA เส้นใยและ PET และมีโรงงานในตลาดหลักทั่วโลก
กำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 เพิ่มขึ้น เพราะโรงงานไม่หยุดซ่อมเหมือน 2Q53 และ
โรงงาน AlphaPet ในสหรัฐที่เริ่มสายการผลิตที่ 2 ใน มิ.ย.ใช้กำลังผลิตเต็มที่ เทียบกับ 70%
ใน 2Q53
จากกำลังผลิตของโรงงานในปัจจุบัน ผู้บริหารมั่นใจรายได้ปี 53 เติบโตในระดับ +20%
yoy
การซื้อโรงงานผลิต PET 1 แห่งในจีน กำลังผลิตมากกว่า 2 แสนตัน/ปีอาจได้ข้อสรุปใน
2H53
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 30 บ. (อิงค่า P/E ที่ 15x)

JAS (แนวรับ=1.34, แนวต้าน=1.52) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ปัจจุบัน ผลดำเนินงาน JAS ขึ้นอยู่กับธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีสัดส่วนกว่า 50%
ของรายได้ ส่วน TT&T เป็น บ.ย่อยที่สูญเสียการควบคุม ถือหุ้นเพียง 20% เป็นหลักทรัพย์เผื่อ
ขาย
ธุรกิจอินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มเติบโตสูง เพราะจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมี
เพียง 3 ล้านราย (7% ของประชากร) โดย 1Q53 3BB มีลูกค้า 0.59 ล้านราย ส่วนแบ่งตลาด
27.9% เป็นอันดับ 2 รองจาก TRUE และมีลูกค้าเพิ่ม 10,000-15,000 ราย/เดือน
ธุรกิจให้บริการสื่อสารผ่านโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำที่ บ.ย่อยรับสัมปทานจาก
TOT จะหมดอายุ ต.ค. 54 ส่วน JTS มีงานในมือ ณ สิ้น 1Q53 ที่รับรู้รายได้อีกกว่า 2,000 ลบ.
JTS เป็น 1 ในผู้วางระบบ IT ที่จะได้ประโยชน์งานโครงการ 3G ของ TOT ที่1.9 หมื่น
ล้านบาท
คาดกำไรสุทธิปี 53 จะก้าวกระโดดจากปี 52 ที่ 204 ลบ. เป็น 814 ลบ. EPS 0.11 บ.
BV 1 บ. ให้ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 1.54 บ. (อิง P/E14x)
เราแนะนำเพียง “ซื้อเก็งกำไร” เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจต้องซื้อขายในบัญชี cash
balance หากมีปริมาณหุ้นหมุนเวียนสูงเกินไปและราคาหุ้น >1.45 บ. (trailing P/E>50x)

PTTCH (แนวรับ=124.-, แนวต้าน=130.-) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ส่วนต่าง HDPE-Naphtha ยังสูง $475/ตัน แม้ -4% จากสัปดาห์ก่อน แต่ดีขึ้นมาก
เทียบกับระดับต่ำสุดที่ $380/ตัน เมื่อ 30/7/53
ปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย โรงงาน Ethylene ใหม่ขนาด 1 ล้านตัน/ปี สามารถผลิตได้
เต็มที่ในต้นปี 54 หลังโรงแยกก๊าซที่ 6 ของ PTT เริ่มผลิต 4Q53 รวมถึงโรงงานเม็ดพลาสติก
ขั้นปลาย HDPE, LLDPE, LDPE (ใช้ Ethylene เป็นวัตถุดิบ) ขนาด 3, 4 และ 3 แสนตัน/ปี
ตามลำดับจะสามารถผลิตได้เต็มที่ด้วย (โรงงาน LDPE จะเริ่มผลิตใน 4Q53)
กำไรปี 54 โตโดดเด่น จากกำลังผลิตเพิ่มขึ้นและคาดจะเดินเครื่องผลิตเต็มที่ เรามองว่า
จะทำกำไรได้ 14,724 ลบ. EPS 9.79 บ. (+54% จากปี 53 คาดไว้ที่ 6.36 บ.)
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมาย 141 บ. (อิง analyst consensus)

News & Views
BANPU : “ตั้งเป้าปริมาณขายปี 54 ที่ 26 ล้านตัน ไม่รวม Centennial” (ที่มา: รอยเตอร์)
บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณขายถ่านหินเฉพาะในอินโดนีเซีย (ไม่รวม Centennial) ปี
54 ที่ 26 ล้านตัน มาจากเหมืองใหม่ Bharinto ที่จะเริ่มผลิตในปลายปีนี้
บริษัทเปิดเผยว่า ขณะนี้สามารถรวบรวมหุ้นเหมือง Centennial ได้แล้ว 63% แต่ยัง
ต้องรอการปิดรับซื้อ (tender offer) ในวันที่ 5 ต.ค.53 จึงจะรู้ผลสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทดัง
กล่าว
BANPU ได้ปฏิเสธข่าวที่ระบุว่า บริษัทอาจจะลดมูลค่าพาร์ที่ตราไว้ที่ 10 บาท/หุ้นแล้ว

ความเห็น: (มุกดา 417)
เป้าหมายปริมาณขายถ่านหินปี 54 เพิ่มขึ้น +13% จากปีนี้ที่ตั้งไว้ 23 ล้านตัน บวกกับ
แนวโน้มราคาขายปี 54 เพิ่มขึ้น ตามราคาถ่านหินโลกปีนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันกำไรปี 54
เพิ่มขึ้นเป็น 15,655 ล้านบาท (ไม่รวม Centennial) กำไรต่อหุ้น 57.61 บาท (+21%YoY)
BANPU สามารถรวบรวมหุ้น Centennial ได้แล้ว 63% ถือเป็นข่าวดีต่อบริษัท เพราะ
สัดส่วนที่ BANPU ต้องการคือ 50.1% ซึ่งเพียงพอที่จะมีอำนาจในการบริหารจัดการแล้ว
แนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 795 บาท (อิง P/E ที่ 14x และไม่รวม
Centennial)

MOBILE : “'อนุมัติทีโอทีขยายโครงข่าย3จีมูลค่า 1.99 หมื่นล้านบาท” (ที่มา:โพสต์ทูเดย์)
ครม.อนุมัติ 3จี ของ TOT แล้ว คาดทยอยเห็นใน6เดือน โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ICT
กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนลงทุนโครงสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3G
วงเงินราว 1.9 หมื่นล้านบาทของTOT ด้วยการให้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหาร นอกจากนี้ ยังให้มี
การปรับปรุงสถานีให้บริการ 3G จาก 4,700 สถานี ให้เพิ่มเป็น 5,400 สถานี โดยจะ
ครอบคลุมพื้นที่กทม.และจังหวัดอื่น ๆ รวม 12-15 จังหวัด น่าจะทยอยเสร็จใน 6 เดือน

ความเห็น: (ณัฐพล 574)
มองประเด็นดังกล่าวเป็นข่าวบวกสำหรับผู้ให้บริการธุรกิจวางระบบโทรคมนาคมเป็นหลัก
เพราะทำให้มีโอกาสได้งานโครงการเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบัน โดยโครงการดังกล่าวถือเป็น
โครงการต่อยอดการให้บริการ 3G ในปัจจุบันของ TOT หลัง เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ผ่าน
กลุ่มผุ้ให้บริการแบบ MVNO (ซึ่งมี 5 ราย คือ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย :SIM , บริษัท 365
คอมมูนิเคชั่น จำกัด, บมจ.ล็อกซเลย์ : Loxley , บมจ. อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนี่ยริ่ง: IEC )
แล้วตั้งแต่ปลายปี 52 อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาด้านประสิทธิภาพโครงข่ายและความล้มเหลว
ของการทำการตลาดของ MVNO บางราย ก็ทำให้การให้บริการนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ
มากนัก ดังนั้น เราจึงน้ำหนักเป็นบวกต่อกลุ่มผู้ให้บริการวางระบบเป็นสำคัญ จึงประเมินช่วงสั้น
ราคาหุ้นของกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

PER(x) PBV(x) Div.Yield BV(Bt)
AIT 7.71 2.42 7.82 17.57
FORTH 13.42 2.52 2.52 1.28
JTS 10.15 0.83 2.83 2.56
LOXLEY 11.48 1.16 0 2.32
MFEC 11.69 1.53 7.23 2.84
SAMTEL 16.19 3.87 2.35 2.75
Source : Bisnews





เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 10:35:44

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น