Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวกและลบคละปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวก
และลบคละกัน โดยต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง, ฿ ยังแข็ง แต่ตลาดหุ้นโลกดูอ่อนลง, พรรคการเมือง
เริ่มเคลื่อนไหวเตรียมจับขั้วใหม่, SETI ยังผันผวนในกรอบ 945±5 จุด คาดว่า SETI จะยังอยู่
ในลักษณะแกว่งตัวแคบๆ/ปรับขึ้นในขอบเขตที่จำกัด (sideways/sideways up)
- โมเมนตัมดูดี ไม่เสียหาย แต่ SETI ก็ไม่สามารถเคลียร์แนวต้านที่ 940±5 จุดได้
อย่างเบ็ดเสร็จในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่ายัง “สู้ต่อ” ได้ แต่ผู้เล่นระยะสั้นและกลางควรยกระดับการ
จำกัดความเสี่ยงขึ้น โดยเลื่อนจุดหยุดขาดทุนเป็น 935 และ 925 จุด ตามลำดับ
- หุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ CCET, KTB, RCL, SAT,
SCB, SCC,TRUE และมีหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=DECELERATION) คือ BGH, BH,
CK, LH, THAI
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BBL (152.-/156.-), GFPT (8.75/9.15), TOP (49.-
/53.-) *
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- ลูกหุ้นเข้า MAX 1,374.94 ล้านหุ้น, NVL 200.00 ล้านหุ้น
- MFEC-W1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นที่มีโอกาสเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance
ตามเกณฑ์ตลท.คือ MAX, TRC--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List
- พรุ่งนี้ :
- TFUND XD @ 0.20 บาท,
- ลูกหุ้นเข้า SAT 24.92 ล้านหุ้น, BROOK 6.00 ล้านหุ้น
- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 22-24 ก.ย.53 : Mid-Autumn Festival (จีน)
- 22-26 ก.ย.53 : ประชุมระเบียงเศรษฐกิจ 555 ครั้งที่ 1 จ.สงขลา ซึ่งเป็นการประชุม
ระหว่างผู้นำภาครัฐและเอกชนใน 5 รัฐของมาเลเซีย กับ 5 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย
- 23-24 ก.ย.53: นรม. ร่วมโรดโชว์พร้อม ตลท. และ Goldman Sachs ที่นิวยอร์ก
สหรัฐอเมริกา
- 24 ก.ย.53: นรม. ร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ที่นิวยอร์ก พร้อมนัด
หารือทวิภาคีกับนายฮุนเซน นรม.กัมพูชา
Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ค:ตัวเลขด้านแรงงานกดดาวโจนส์ปิดลบ 0.72 %”
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงในวันพฤหัสบดี หลังจากตัวเลขที่อ่อนแอในตลาดแรงงานของ
สหรัฐกดดันดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐให้ร่วงผ่านระดับสำคัญทางเทคนิคและตอกย้ำความกังวลที่ว่าการ
ไต่ขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีความมั่นคง ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ดาวโจนส์ปิดร่วงลง 76.89 จุด หรือ 0.72 % สู่ 10,662.42, ดัชนี S&P 500 ปิดอ่อนลง 9.45
จุด หรือ 0.83 % สู่ 1,124.83 และดัชนี Nasdaq ปิดร่วงลง 7.47 จุด หรือ 0.32 % สู่
2,327.08
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น
12,000 ราย สู่ 465,000 รายในสัปดาห์ล่าสุด ถึงแม้ก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าจำนวนผู้ขอรับ
สวัสดิการอาจอยู่ที่ 450,000 ราย โดยตัวเลขในครั้งนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงเผชิญกับอุปสรรค
ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้นในเดือนส.ค.แต่เป็นการพุ่งขึ้นจากระดับที่ต่ำมากโดยยอด
ขายบ้านมือสองทะยานขึ้น 7.6 % สู่ 4.13 ล้านยูนิตต่อปี หลังจากดิ่งลง 27 % ในเดือนก.ค.สู่จุด
ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1997
Conference Board เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐไต่ขึ้น 0.3 % สู่
110.2 ในเดือนส.ค.หลังเพิ่มขึ้น 0.1 % ในเดือนก.ค.
“ตลาดน้ำมันนิวยอร์ค:ข่าวซ่อมโรงกลั่นหนุนน้ำมันดิบปิดบวก 47 เซนต์”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX อ่อนลงในช่วงเช้าก่อนจะปิดตลาดไต่ขึ้นใน
วันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวเรื่องการปิดเครื่องผลิตน้ำมันบางเครื่องในโรงกลั่นน้ำมัน
สำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ โดยทั้งราคาน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐ
ต่างก็แกว่งตัวผันผวนในระหว่างวัน ในขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ไร้ทิศทาง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.บวกขึ้น 47 เซนต์ หรือ 0.62 % มาปิดตลาดที่ 75.18
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“ไอเอ็มเอฟแจงกลางวงประชุมเอเปก เศรษฐกิจโลกชะลอถึงต้นปี 2554 ”
นายนริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการ
ประชุมระดับปลัดกระทรวงการคลังเอเปก เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2553 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รายงานว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
โลกที่มีทิศทางจะชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 และอาจจะต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี
2554 เนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของประเทศต่างๆ และความอ่อนแอในการ
กำกับดูแลภาคการเงินบางประเทศ
ข่าวในประเทศ:
“เจ้าสัวซีพีฟันธงค่าเงินหลุด 30 บาท”
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานซีพีกล่าวว่าปลายปีนี้มีโอกาสค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น
หลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพราะยังมีเงินลงทุนไหลเข้ามาต่อเนื่อง และธปท.ไม่ควรเข้าไป
ต่อสู้กับค่าเงินบาท เพราะคงหยุดยั้งไม่ได้หากฝืนอาจหมดตัวแน่นอน แต่เป็นต้องแทรกแซงบาง
จังหวะ เพื่อช่วยเอกชนปรับตัว ทั้งนี้รัฐบาลควรส่งเสริมให้เอกชนไปลงทุนต่างประเทศหรือซื้อ
เครื่องจักรเข้ามา และตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเฉพาะเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจไทยไปลงทุนใน
ต่างประเทศ เพราะตอนนี้ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 100,000 ล้านเหรียญฯ ควร
นำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์ เช่น พัฒนาระบบชลประทาน ระบบขนส่ง และรัฐต้องดูแลธุรกิจ
ขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินให้อยู่รอดได้ 'ในอาเซียน
ต่างประเทศมองไทยดีที่สุด แต่การเมืองเราไม่ดี ถ้าการเมืองเราดี เงินบาทอาจแข็งค่ากว่านี้'
“ศาลชี้'ประมูลเสียหายหนัก'เบรก3จีหวั่นขัดก.ม.”
ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลางระงับประมูล 3จี เหตุไม่มีคณะกรรมการร่วม
จัดทำแผนคลื่นความถี่ หากปล่อยให้มีประมูลประเทศเสียหายหนักไม่กระทบบริการสาธารณะ
เหตุ 3จีกว่าจะครอบคลุมกินเวลา 4 ปี ด้านกทช.เตรียมถกบอร์ดถึงอำนาจออกใบอนุญาตที่เหลือ
พร้อมเร่งตั้งกรรมการเยียวยา ความเสียหายจากงบประมาณที่ใช้ประมูล 80 ล้านบาท 'ธนินท์'
สนอัพคลื่น 850 เมกะเฮิรตช์ขึ้น 3จี 'ดีแทค' ระบุ กสทช.เป็นความหวังสุดท้าย 'เอไอเอส' เผย
ไม่มี 3จี กระทบอุตฯโทรคมทั้งระบบ
รัฐเล็งเพิ่มแรงจูงใจเอกชนอัพเกรด 2จี เป็น 3จี ภายใต้เงื่อนไขสัมปทานเดิมให้คุ้มค่ากับ
การลงทุน คาดว่าพ.ร.บ.กสทช.คลอดเดือน พ.ย.นี้ ตั้ง กสทช.เสร็จกลางปี 2554 ด้านทีโอทีฉวย
จังหวะประมูลคลื่น 3จี ล่ม เดินหน้าลงทุนในระบบ 3จี ด้วยมูลค่าการลงทุน 1.9 หมื่นล้านบาท
“เติ้งเหนือเมฆ เดินแต้มดันเสธ. นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี”
'สุเทพ' ไม่เชื่อ ภท.-ชทพ. เดินเกมเปลี่ยนขั้ว ชี้ 'เสธ.หนั่น' นั่งนายกฯ ไม่ง่าย ขณะ
ที่ 'บรรหาร' หนุน 'เสธ.หนั่น' เดินสายเจรจาปรองดอง ยอมรับเคยผลักดันให้เป็นนายกฯ หยอด
มุกตอนนี้ก็คิดเผื่อไว้ หาก ปชป. โดนยุบ พรรค ภท.ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อหนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
แล้ว 'บิ๊กจิ๋ว' จวกยับทำไม่ถูกหลัก ชี้หวังเปิดกรงบ้าน 111-109 แฉเบื้องหลัง 'เนวิน' มีแผน
ดัน 'ส.' เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคนใหม่ 'จตุพร' ฮึ่มขู่ปลุกม็อบแดงคัดค้าน กกต.ยกคำ
ร้อง 'ชวรัตน์' ทำผิดรัฐธรรมนูญ ชี้ไม่มีอำนาจครอบงำการจัดการหุ้นชิโน-ไทย แถมไม่มีส่วน
แทรกแซงการได้เป็นคู่สัญญากับรัฐ
“จับสิบเอกกับพวกแก๊งขโมย 'อาร์พีจี' สารภาพทุกขั้นตอนส่งขายชนกลุ่มน้อย”
จนมุมแล้วแก๊งโจรกรรมอาวุธสงครามจากคลังแสง จ.ลพบุรี 'อัศวิน ขวัญเมือง' นำกำลัง
ตำรวจบุกรวบสิบเอกทหารปืนใหญ่กับลูกจ้างคลังแสงอีก 3 คน ยังมีหลบหนีไปได้อีกคนวางแผน
ลักลอบขโมยจรวดอาร์พีจี 29 นัด กับกระสุนปืนเอ็ม 60 อีก 9,000 นัด ใส่ถุงปุ๋ยขนออกมาทาง
ระบายน้ำข้างรั้วคลังแสง ส.อ.หัวโจกอ้างเป็นคนโทรศัพท์สั่งการขโมยอาวุธสงครามออกมาส่งขาย
ให้พ่อค้าอาวุธนำไปขายต่อชนกลุ่มน้อยชายแดน ไทย-พม่า ด้าน จ.แม่ฮ่องสอน รมว.กลาโหม เชื่อ
ตามนายกฯ สงสัยอาวุธถูกส่งออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะที่พรรคเพื่อไทยหวั่นจับแพ วอนผู้เกี่ยว
ข้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ช่วงเช้าตลาดปรับตัวขึ้นถึง +12.22 จุด (+1.3%) แต่ช่วงบ่ายก็เริ่มมีแรง
ขายออกมาส่งผลให้ SETI ลงมาเหลือ +2.10 จุด (+0.2%) ปิดที่ 947.10 จุด มูลค่าซื้อขาย
47,268 ลบ.
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,662.42 (-0.72%), S&P 1,124.83 จุด (-0.83%),
NASDAQ 2,327.08 จุด (-0.32%), Nikkei 9,446.94 จุด (-1.3%), AOI 4,644.0 จุด (-
0.8%),KOSPI 1,830.05 จุด (-0.1%)
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติ, สถาบัน และ บล. ยังเข้าซื้อสุทธิ +2,066, +200
และ +172 ลบ. ตามลำดับ ในขณะที่รายย่อยขายสุทธิ -2,439 ลบ.
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ $75.18 (+0.6%), BDI 2,461 จุด (-1.0%), GRM
$3.59 (+7.5%), ทองคำ $1,291.05 (+0.0%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
ค่าเงินบาท: ค่าเงิน ฿ ยืนทรงตัวในระดับแข็ง โดยซื้อขายที่ 30.67-30.72 บาท/ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: เมื่อวานนี้ ศาลปกครองสูงสุดสั่ง กทช. ชะลอการจัดประมูลใบอนุญาต 3G
การเมือง: พรรคการเมืองเริ่มเคลื่อนไหวคึกคักเตรียมจับขั้วใหม่ คาด ปชป. ถูกยุบพรรค
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมตลาดยังคงดูแข็งแรง ถือว่าเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI & 8805;925
จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวกและลบคละกัน โดยต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่อ
เนื่อง,ค่า ฿ แข็ง แต่ตลาดหุ้นโลกก็ดูอ่อนลง, พรรคการเมืองเริ่มเคลื่อนไหวเตรียมจับขั้วใหม่,
SETI ยังผันผวนในกรอบ 945±5 จุด คาด SETI แกว่งตัวแคบ/ปรับขึ้นจำกัด
(sideways/sideways up)
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวลงตามทิศทางของ Wall Street
ตลาดพันธบัตร: ลงต่อ ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.5511% [ความหมาย: อัตรา
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุนประเมิน
แนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
ค่าเงินดอลลาร์: ดีดกลับเล็กน้อย ล่าสุด=80.061 จุด [ความหมาย: ดัชนีค่าเงิน US$& 1048778;=
แรงขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: อยู่ในอารณ์กลัวความเสี่ยง น้ำมัน& 1048774;, BDI& 1048780;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย:
น้ำมัน+ BDI=สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
โมเมนตัมไม่เสียหาย แต่ SETI ยังไม่สามารถ “เคลียร์” แนวต้านที่บริเวณ 940±5 จุดได้
อย่างเด็ดขาด ในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่า “สู้ต่อ” ได้ แต่ควรยกระดับการจำกัดความเสี่ยง โดยผู้
เล่นระยะสั้นและกลางให้เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น 935 และ 925 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ CCET, KTB,
RCL,SAT, SCB, SCC, TRUE และมีหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”)
คือ BGH,BH, CK, LH, THAI
แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้
Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand
แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false evidence about
realities) หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่กลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการผลิต
ในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดง
ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและ
ยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และ
ช่วงกลาง (“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; ช่วงที่ผ่านมาตลาดมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูแข็งแกร่ง+รักษาโครง
สร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
& 9786; การขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นต่อ
เนื่อง
& 9786; หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54” แทน
“เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
นโยบายยืดหยุ่นค่าเงินของจีน ส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และฤดู
พายุเฮอริเคนของสหรัฐใน 3Q53 ที่แม้รุนแรง แต่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าว
เม็กซิโก ทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในช่วง $70~80 ลดลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ
เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
กรณีโครงการมาบตาพุด ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่
มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ส่งผลให้โครงการส่วน
ใหญ่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปลาย 4Q53 เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมในสิ้น 1Q54
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม ENERG คือ 1) ความกังวลที่ว่าเศรษฐกิจ
อาจฟุบอีกครั้งมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นมากมาจาก
ตะวันออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31.- บาท), PTTEP (เป้าหมาย 180.-
บาท),PTTCH (เป้าหมาย 120.- บาท), TOP (เป้าหมาย 52.- บาท)
กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT) UPDATE.
สินเชื่อ 8M53 (7 ธนาคาร) +3.6%ytd โดย ส.ค.เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น +0.8%mom
หลังจากก.ค. หดตัวเล็กน้อย
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
สินเชื่อยังโตต่อเนื่องระดับ 1.5x %& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) รัฐบาลเร่งโครงการไทย
เข้มแข็ง,2) ส่งออกเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครองปลด
ล็อกโครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่ชะงักมา 8 เดือนแล้ว
NPL ไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4% ตาม
ลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131.- บาท), SCB (เป้าหมาย 125.50
บาท)
กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
แม้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
กรณี กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางได้สั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูลใบ
อนุญาต 3G ถูกเลื่อนออกไป
การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G ที่ขณะนี้มีการศึกษานั้น เป็นข่าวบวก เพราะต้นทุนถูกลง
และอายุนานขึ้น โดย TRUE ได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
สำหรับประเด็นการขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณนั้น เราคาดว่าต้องใช้เวลาตัดสิน
อีกนาน จึงจะได้ข้อสรุป โดยให้น้ำหนักได้ข้อยุติจบที่ศาลเป็นสำคัญ
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังคงชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บาท) มากที่สุด
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ล่าสุด (ส.ค.53) ยังสูง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความ
หมาย: book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยตัวเลขยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ล่าสุด (ก.ค.53) เพิ่ม +1%mom ส่งผล
ภาพรวม 7M53 ปรับตัวขึ้นกว่า +47%yoy แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%yoy
ตัวเลขส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2%yoy และ
+17%yoy สนับสนุนแนวโน้มคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53
แต่ค่าเงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยกดดันกำไร 2H53 อย่างไรก็ตาม เราชอบ
HANA (เป้าหมาย 36.80 บาท) และ DELTA (เป้าหมาย 31.90 บาท)
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.80 บาท) เพราะ 1) มี
backlog+งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นล้านบาท; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นล้าน
บาท; 3) มีโอกาสชนะประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีประมูลอีกในช่วงปลายปี และ 4) โครงการ
เขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองที่สงบทำให้ความเชื่อมั่นฟื้น
คืนมา; 2) เศรษฐกิจยังดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ
QH (เป้าหมาย 3.24 บาท) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บาท) ที่
กำไรปี 53 มีแนวโน้มจะดีกว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองช่วง พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดิน 2Q53 ชะลอตัว
แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ +43% และเงินลง
ทุนโครงการที่ขอ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์มีโอกาสขยายกำลังผลิตใน 1-2 ปี
ข้างหน้า ทำให้ยอดขายที่ดินปีนี้สดใส เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16.- บาท), TICON
(เป้าหมาย 14.40 บาท)
กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟู
อาคารที่เสียหายจากเหตุจลาจล และโครงการก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70.-
บาท)
วัสดุตกแต่ง: แม้ว่าราคาวัสดุตกแต่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้จากการแข่งขันที่
สูงแต่คาดว่าในปี 53 จะมีความต้องการวัสดุในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก ตลาดต่างจังหวัด เนื่อง
รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามราคาพืชผลการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของ
ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น
กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิตในประเทศ ก.ค. 53 +8.6%yoy กระเตื้องจากเดือนก่อนตามภาวะ
เหล็กที่ฟื้นตัว โดยราคาเหล็กโลกดีดขึ้นตามต้นทุนสินแร่ ในส่วนค่าบาทแข็ง ส่งผลบวกเล็กน้อย
โดยระยะสั้นการนำเข้าวัตถุดิบอาจถูกลง แต่ราคาขายเหล็กมีแนวโน้มลดลงด้วย เราชอบ TMT
(เป้าหมาย 6.30 บาท)
เหล็กเส้น: ปริมาณผลิต +16.8%yoy และปริมาณจำหน่าย ก.ค.+28%yoy เพราะราคา
เหล็กโลก ส.ค. เริ่มปรับตัวขึ้น ทำให้แรงซื้อของผู้บริโภคกลับมา หลังจากชะลอคำสั่งซื้อมา 2
เดือนแต่แนวโน้มราคาเหล็กอาจไม่ปรับตัวขึ้นแรงนัก และคาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากมีข่าวว่า
ราคาสินแร่เหล็กอาจลดลงใน 4Q53
กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผลผลิต
+68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5% ส่งผล
ให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. จะปรับเป้าหมายยอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน
+70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 192
บาท)
กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP ปี 53
ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บาท) เพราะกระทบจากการเมือง
จำกัด
กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เนื่องจากแม้
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณเรือที่เข้าใหม่ปีนี้ยังกดดันตลาดโดยรวม สำหรับ
เรือเทกอง PSL (เป้าหมาย 23.- บาท) เพราะทำสัญญาค่าระวางเรือปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ,
เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือเก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60
ลำ ในอนาคต ทำให้มีโอกาสที่กำไรจะเติบโต ส่วนคอนเทนเนอร์ การเติบโตของปริมาณขนส่ง+
ค่าระวางที่ปรับขึ้น ยังเป็นผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17.- บาท)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บาท) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น เพราะการเมืองสงบทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย
มากขึ้นจากที่หดตัวช่วง เม.ย.-พ.ค. เราชอบ AOT (เป้าหมาย 52.- บาท) เพราะ 1) คดีที่มีกับ
King Power ยุติแล้ว กลับมารับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้ตามปกติ; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติเริ่มกลับมาหลังเหตุการณ์ทางการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ high season ของธุรกิจ
กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL) UPDATE.
เม็ดเงินโฆษณา 8M53 โตชะลอลง +9.98%yoy เม็ดเงินผ่านสื่อขนาดใหญ่อย่าง
โทรทัศน์ยังโต +15.2%yoy และสื่อโรงภาพยนตร์ +18.9% yoy ส่วนสื่อที่ยังหดตัวคือสื่อ
นิตยสาร สื่อวิทยุและสื่อป้ายโฆษณา
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับภาวะอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้
เจ้าของสินค้าเริ่มมั่นใจในการเพิ่มงบโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรม
โฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บาท)
กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
ถูกกระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคาสินค้า
เกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบการ
บางรายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14%yoy โดยยางพารา
+98%, ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บาท/กก., ไก่ 38-39 บาท/กก. ใน
ขณะที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บาท/ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อกำไรออกใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11.- บาท)
กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มีการระบาดของไข้หวัดและไข้เลือดออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน 4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค.53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40.- บาท) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดใน
กลุ่ม
Trader’s Digest
BBL (แนวรับ=152.-, แนวต้าน=156.-) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
รับผลบวกจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่เริ่มมากขึ้นจากการใช้กำลัง
ผลิตที่เริ่มเต็ม และการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ คาด 4Q53 เป็น high season เชื่อว่าสินเชื่อ
จะโตตามเป้าหมายที่ 6% ได้
การลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินของธนาคารที่อาจกระทบ 10% ของรายได้ค่าธรรมเนียม
ล่าสุดคงยืดไปถึงปีหน้า และเชื่อว่าหากมีการลด ธนาคารจะหารายได้อื่นเข้ามาชดเชยได้
ถือเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มี Coverage Ratio ที่สูงสุดถึง 129% ซึ่งหมายถึงมีส่วนเกิน
มากเกินพอหากเกิดปัญหาหนี้เสียขึ้น
คาดกำไรปี 53 จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24,344 ล้านบาท +17%yoy
แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 170.- บาท
GFPT (แนวรับ=8.75, แนวต้าน=9.15) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ธุรกิจขายอาหารสัตว์และไก่ส่งออก (53%ของยอดขาย) ช่วยดันยอดขาย 3Q53 โต 3%
QoQ
ผลกระทบจากค่า ฿ แข็งจำกัด เพราะป้องกันความเสี่ยงไว้ นอกจากนี้ ยังอาจขึ้นราคาขาย
ได้บางส่วนกับลูกค้าญี่ปุ่นหลัง ¥ แข็งค่าด้วย
อัตรากำไรขั้นต้น 3Q53 ดีขึ้นจากสัดส่วนยอดขายกลุ่มอาหารกุ้งและไก่แปรรูปสูงขึ้น คาด
กำไร 3Q53 ที่ 342 ลบ. +19%QoQ
โรงงานร่วมทุนพันธมิตรญี่ปุ่นเป็นตามแผนจะเริ่มสร้างรายได้ปลายปี 53 และปี 54 คาด
กำไรปี 53 และ 54 ที่ 1,205 ลบ. EPS 1 บ. และ 1,384 ลบ. EPS 1.1 บ. ตามลำดับ
ปัจจุบัน P/E 8-9x ต่ำกว่ากลุ่มที่ 12x แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11 บ. (อิง P/E 10x ปี
54)
TOP (แนวรับ=49.-, แนวต้าน=53.-) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ค่าการกลั่นในเดือน ก.ย.อ่อนตัว แต่ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ก.ค.-ปัจจุบันยังดี อยู่ที่ $4.24 (+17%
จาก 2Q53 ที่ $3.61) ซึ่งส่งผลดีต่อ TOP เพราะกำไรส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโรงกลั่นเป็น
หลัก
แนวโน้มกำไร 3Q53 ฟื้นตัว จากค่าการกลั่นปกติ(ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ที่คาด
ว่าจะดีขึ้นจาก 2Q53 บวกกับอาจมีกำไร FX ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 11,822 ล้านบาท (EPS 5.79 บาท +40%yoy จากปีนี้ที่คาด 4.13
บาท)
จุดเด่นของ TOP คือ 1) มีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนผลิตต่ำเพียง $2.5/
บาร์เรล และ 2) กำไรผันผวนน้อยกว่าโรงกลั่นอื่น เพราะกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจต่อเนื่องคือ
ปิโตรเคมีอะโรเมติกส์/น้ำมันหล่อลื่น/ไฟฟ้า/ขนส่งทางเรือ/เอทานอล
แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 52 บาท (อิง P/E ที่ระมัดระวังเพียง 9x)
News & Views
MCOT: ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.80 บาท (ที่มา:SETSMART)
MCOT ประกาศจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการ 1H53 เป็นจำนวน 0.80 บาทต่อหุ้น ขึ้น
เครื่องหมาย XD วันที่ 6 ต.ค.นี้ จ่ายเงิน 20 ต.ค.53
ความเห็น: (ศิริพร 567)
คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 2.7% ซึ่งถือว่าสูง แต่ราคาปัจจุบันเริ่มเต็มมูลค่าแล้ว
แนะนำ เพียงถือรับปันผล
SCB: เทรดคึกคักวอลุ่มทะลักโบรกมองมีลุ้นนิวไฮ103บาท (ที่มา:ทันหุ้น และข่าวหุ้น)
SCB วอลุ่มทะลัก 2.93 พันล้านบาท โบรกฟันธงระยะสั้นราคาหุ้นมีลุ้นทดสอบ 103.00
บาท พร้อมส่องกล้องระยะยาวทำนิวไฮที่ 133.00 บาทไม่ยาก ด้านแนวโน้มผลงานไตรมาส
3/2553 ยังแจ่มแจ๋วคาดฟันกำไร 6.81 พันล้านบาท เตรียมบุ๊กกำไรพิเศษหลังขายหุ้นบริษัทกรุง
เทพซินธิติกส์
ความเห็น: (ศิริพร 567)
ถ้าดูจากรายงานการจำหน่ายหุ้นบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ที่ส่ง SET เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่าน
มาคาด SCB จะมีกำไรจากการขายหุ้นดังกล่าว 1,029 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเข้าใน 3Q53 นี้ ซึ่ง
คาดว่าจะผลักดันกำไร 3Q53 ให้โตโดดเด่น ยังแนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ที่
125.50 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/09/10 เวลา 10:25:27
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น