วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดปรับตัวขึ้น ภาวะการซื้อขายมีแรงซื้อตั้งแต่เปิดตลาด
และดัชนีระหว่างวันขึ้นไปทดสอบที่ 970 แต่ปลายตลาดมีแรงขายออกมาจึงทำให้ไม่
สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ตลาดหุ้นปรับขึ้น เนื่องจากมีแรงซื้อจากนักลงทุน
ต่างชาติในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน และแบงก์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี
มาร์เก็ตแคปใหญ่ และมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

แนวโน้มตลาด
กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าภูมิภาค รวมถึงไทยต่อเนื่อง เกิดจากตัวเลขด้าน
เศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมาค่อนข้างแย่มาก
ประกอบกับราคาบ้านตก หลังจากมาตรการของสหรัฐหมดอายุ ทำให้นักลงทุนห่วงว่า
ทางการสหรัฐจะใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบเศรษฐกิจอีก หลังเห็นธนาคาร
กลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำอีกนาน นักลงทุนเลยนำเงินวิ่ง
มาหาผลตอบแทนจากข้างนอกแทน ฉะนั้นพอเป็นเรื่องของกระแสเงิน หุ้นที่น่าจะ
ปรับตัวขึ้นหลักก็ติองเป็นหุ้นที่สามารถรองรับกระแสเงินจำนวนมากได้ ซึ่งก็คือหุ้น
ใหญ่โดยเฉพาะแบงค์ ฉะนั้นถึงนักลงทุนจะชอบเทรดหุ้นเล็กหุ้นกลางแต่ก็ควรมีหุ้น
ใหญ่ติดพอร์ตไว้บ้าง
ปัจจัยตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยเมื่อคืนนี้
เนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดในยุโรป รวมถึง
เบลเยียมและสเปน ได้ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาในระบบการเงิน
ของภูมิภาคแห่งนี้ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐใน
สัปดาห์นี้ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีดีพีไตรมาส 2 และดัชนี
ภาคการผลิตของสหรัฐ ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ขึ้นอีก โดยรวมปัจจัยตลาดวันนี้ทรงตัว คาดตลาดแกว่งตัวในกรอบแคบๆ (คมสันต์
ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1332-3)

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด
นายกฯ นัด 'สุเทพ' 1 ต.ค.หารือต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-งานด้านมั่นคง: นาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผยว่าในวันที่ 1 ต.ค.จะหารือกับนายสุเทพ เทือก
สุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก
เฉิน (ศอฉ.) เกี่ยวกับการต่ออายุพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการใน
สถานการณ์ฉุกเฉิน และงานในหน้าที่รับผิดชอบ การนัดหารือดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่นาย
สุเทพจะลาออกไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สุราษฎร์ธานี
เขตเลือกตั้งที่ 1 ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด
ให้วันที่ 30 ต.ค.เป็นวันเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ดังกล่าว และเปิดรับสมัครในวันที่ 4-8 ต.
ค.นี้ ส่วนกรณีว่าจะต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล
ไปถึงสิ้นปีนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น โดยจะมีการหารือ
กันในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ปัจจุปัน มี 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี
สมุทรปราการ อุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา ที่ยังคงมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุก
เฉิน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 5 ต.ค.นี้
กบข. มองหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 1000 จุด บาทแข็งหนุนทุนนอกไหล
เข้า: กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) มองหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสแตะระดับ
1000 จุด โดยเงินบาทที่แข็ง ช่วยหนุนทุนนอกไหลเข้า ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึง
เมื่อ 29 ก.ย. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.55 หมื่นล้านบาท กบข. ยังมองหุ้นไทยจาก
นี้จะปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/54 ซึ่งนอกจากกระแสของ fund flow ที่ไหลเข้า
แล้ว มองว่าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาดด้วย โดย
ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าในต้นปีหน้าจะมีการประเมิน
อีกครั้งว่า ช่วงเวลาใดจะเหมาะสมในการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ปัจจุบัน
กบข. ลงทุนในหุ้นไทยเป็นสัดส่วนประมาณ 10% เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่อยู่ประมาณ
9% โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้
กบข. ทยอยขายบางส่วนออกไป เพื่อทำกำไรและมีการซื้อกลับเข้ามาบ้าง อย่างไรก็
ตาม ประเมินว่าการลงทุนของ กบข. คงจะไม่เต็มเพดานที่ระดับ 11.5% และในช่วง
เกือบ 9 เดือนที่ผ่านมา กบข. สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยได้ที่ประมาณกว่า
6.5% ลดลงจากสิ้นปีก่อนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8.91% เนื่องจากหุ้นไทยปี
นี้ แม้จะปรับตัวขึ้นแต่ก็ไม่สูงเท่าปีก่อน โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเพียง
ประมาณ 30% ขณะที่ปีก่อนตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 60-70%
สบน. มองเงินทุนยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่อง คาดบาทแข็งค่าอีก:
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดเงินทุนจากต่างประเทศ จะยังไหลเข้ามา
ลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลตอบ
แทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงิน
บาทแข็งค่าต่อไป และเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหยุดการส่ง
สัญญาณที่ชัดเจนว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพราะจะยิ่งดึง
ดูดให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรมากขึ้น โดยในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. 53
มีการไหลเข้าของเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาในตลาดทุนสูงถึงกว่า 1.27
แสนล้านบาท โดย 75% เป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่เน้นการลงทุนใน
พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตร ธปท. ส่วนอีก 25% เป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 53 มีเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ 1.24 แสนล้าน
บาท และไหลเข้าตลาดหุ้น 16,897 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือครองของนักลงทุน
ต่างชาติ ในพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มขึ้นมาเป็น 10% จาก 3.7% เมื่อสิ้นปี 52 ขณะเดียว
กัน อันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรไทย สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยตราสาร
หนี้ในประเทศของไทยทั้งหมด อยู่ในระดับ Investment Grade ทั้งสิ้น จึงทำให้นักลง
ทุนต่างชาติปรับน้ำหนักการลงทุนของพันธบัตรรัฐบาลไทยในตะกร้าการลงทุน โดย
ให้น้ำหนักไทยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศภูมิภาค นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรไทยมี
การพัฒนามากขึ้น โดยมีการออกอย่างสม่ำเสมอและเป็นวงเงินที่เพียงพอสำหรับการ
สร้างสภาพคล่องในตลาดรอง ทั้งนี้ สบน.จะช่วยดูแลการไหลเข้าของเงินทุน โดยจะ
เร่งระดมทุนด้วยตราสารหนี้ระยะยาว เพื่อดึงให้เงินที่ไหลเข้ามาอยู่ในไทยนานขึ้น
และใช้โอกาสในช่วงดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดต้นทุน ขณะเดียวกัน จะเร่งลงทุนภายใต้
โครงการไทยเข้มแข็ง เช่น ระบบรถไฟ ให้มีการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อใช้ประโยชน์จาก
ค่าเงินแข็งในปัจจุบัน โดยแผนออกพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ
54 จำนวน 9 หมื่นล้านบาท ว่ามีการออกไม่มากนัก เนื่องจากขณะนี้เงินคงคลังมีเป็น
จำนวนสูงจนแทบไม่ต้องระดมทุน แต่การออกดังกล่าวเพื่อต้องการสร้างอัตราอ้างอิง
ในตลาด ส่วนในไตรมาสต่อไปของปีงบประมาณ 54 คาดว่าการออกพันธบัตรรัฐบาล
คงจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับในไตรมาสแรก สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กน
ง.) เหลือการประชุมในปีนี้อีก 2 ครั้ง ในเดือน ต.ค. และ ธ.ค. ขณะที่ปัจจุบันอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% โดยปีนี้ กนง. ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้งๆ
ละ 0.25% ในการประชุมเมื่อเดือน ก.ค. และ ส.ค. และที่ผ่านมา ธปท. ส่งสัญญาณ
อย่างต่อเนื่องว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ และการปรับ
อัตราดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติยังคงดำเนินต่อไป
คาดวุฒิสภาสหรัฐลงมติร่างกฎหมายจัดการเงินหยวนหลังเลือกตั้งเดือน พ.ย.:
วุฒิสมาชิกเชอร์ร็อด บราวน์จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า วุฒิสภาสหรัฐไม่มีแนวโน้ม
ที่จะลงมติในร่างกฎหมายเพื่อที่จะกดดันจีนให้ปรับขึ้นค่าเงินหยวนจนกว่าจะหลังจาก
การเลือกตั้งสภาคองเกรสในวันที่ 2 พ.ย. สมาชิกสภาคองเกรสจำนวนมากเชื่อว่าจีน
จงใจทำให้เงินหยวนมีมูลค่าต่ำเกินไปมากถึง 25-40% เพื่อให้บริษัทของจีนได้
เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรจะจัดการกับ
ประเด็นดังกล่าวโดยกำหนดให้กระทรวงพาณิชย์จัดการกับสกุลเงินที่มีมูลค่าต่ำเกิน
ไปด้วยการให้เงินอุดหนุนด้านการส่งออก และเปิดโอกาสสำหรับบริษัทของสหรัฐใน
การเรียกร้อง 'ภาษีชดเชย' สำหรับความได้เปรียบด้านสกุลเงินของจีน อย่างไรก็ดี
บริษัทต่างๆ ต้องพิสูจน์ว่าได้รับผลกระทบหรือถูกคุกคามอย่างหนัก จากการแข่งขัน
ของสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว ทั้งนี้ สมาชิกสภา
นิติบัญญัติได้ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารของ ปธน.โอบามา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าร่าง
กฎหมายสกุลเงินดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก
IMF ชี้ยังไม่เห็นความเสี่ยงเกิดสงครามลดค่าเงินระหว่างประเทศ: นายโดมินิค
สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการ IMF เปิดเผยว่า เขาไม่เห็นความเสี่ยงที่จะเกิด 'สงคราม
สกุลเงิน' ทั่วโลก ขณะที่ประเทศต่างๆ จะเข้าแทรกแซงเพื่อทำให้สกุลเงินของตน
อ่อนค่าลง แต่ยอมรับว่ามีความวิตกในเรื่องดังกล่าว โดยญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาด
เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีเมื่อวันที่ 15 ก.ย. เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เยนส่งผลกระทบต่อการ
ฟื้นตัวที่อ่อนแอ ขณะที่ไทยและโคลัมเบียก็ดำเนินการดังกล่าวเช่นกัน
'โอบามา' ประกาศนโยบายพลังงานเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งในปีหน้า:
ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่า การปฏิรูปนโยบายพลังงานของสหรัฐจะเป็น
ภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งในปีหน้า และอาจต้องดำเนินการแบบไม่เป็นทางการ แทนที่
จะดำเนินการผ่านการออกกฎหมาย โดยจะเริ่มจัดการกับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิ
ลที่มากเกินไปในทุกๆ ด้าน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายที่
กำหนดให้สหรัฐต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงราว 17% ภายในปี 2020 เทียบ
กับระดับของปี 2005 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ ปธน.โอบามารวมไว้ในการแถลงในการ
ประชุมเรื่องสภาพอากาศที่สหประชาชาติ แต่ร่างกฎหมายแบบเดียวกันยังไม่เข้าสู่
การพิจารณาของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ปธน.โอบามาอาจจะเผชิญกับความยุ่งยาก
จากการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเดือน พ.ย. ซึ่งคาดว่าพรรครีพับลิกันจะได้คะแนน
เสียงจำนวนมากในการเลือกตั้งสภาคองเกรสวันที่ 2 พ.ย.นี้ โดยอาจครองเสียงข้าง
มากหนึ่งหรือสองสภาและด้วยพรรครีพับลิกันที่อยู่ในอำนาจหรือพรรคเดโมแคร
ตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ปธน.โอบามาก็จะเผชิญกับความยากลำบาก
มากขึ้นที่จะทำให้ภารกิจนโยบายที่สำคัญของเขาผ่านความเห็นชอบในสภา (ปอง
รัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336)



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 12:08:41

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น