กลยุทธ์การลงทุน
หุ้นปิโตรเลียมกลับมานำตลาด ขณะที่เงินเอเซีย เริ่มทรงตัว หรือชะลอการแข็งค่า
อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 30% ของพอร์ตเช่นเดิม โดยให้มีการปรับ
พอร์ตผสมผสานหุ้น Domestic Plays (BLA, CK, ITD BTS, SPALI, TCAP, BBL) และ
Global Plays BANPU, PTTCH, PTTAR
ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัว แม้ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ หนุนหุ้นปิโตรเลี่ยมเดินหน้าต่อ
แม้ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปยังมีอยู่ แต่พบว่าราคา
น้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex) สามารถฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 76 เหรียญฯต่อบาร์เรลอีก
ครั้งหลังจากปรับฐานในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตรงกันข้ามกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่สามารถยืน
เหนือ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล ได้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ และทำให้ค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันดิบดูไบจากต้น
ปีจนปัจจุบันอยู่ที่ 75.83 เหรียญฯต่อบาร์เรล สอดคล้องสมมติฐานของ ASP ที่ 75 เหรียญฯ ในปี
นี้ และ 80 เหรียญฯ ในปี 2554 ขณะเดียวกันพบว่าราคาถ่านหินในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงทรงตัว
โดยหากพิจารณาจากดัชนี BJI เคลื่อนไหวในกรอบ 90-95 เหรียญฯต่อตัน ทั้งนี้ปัจจัยหนุนหลัก
น่าจะเป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับทุกสกุลหลักของโลก โดยเฉพาะกับ
ประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งสกุลยูโร ปอนด์ และดอลลาร์ออสเตรเลีย ยกเว้นเงินเยนที่ทรงตัว เพราะ
ธนาคารโลกเข้าทำการแทรกแซง (และเงินเอเซียที่ทรงตัวในลักษณะเดียวกับเงินเยน) นอกจากนี้
เนื่องจากกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว เดือน ธ.ค. จนถึงต้นปีหน้าในซีกโลกตะวันตก ทำให้เชื่อว่าราคาปิ
โตรเลี่ยมจะฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือนข้างหน้า แม้ว่าการฟื้นตัวอาจะไม่ร้อนแรงเหมือน
ในช่วงภาวะปกติ ซึ่งน่าจะหนุนให้ราคาหุ้นปิโตรเลี่ยม โดยเฉพาะ BANPU ฟื้นตัวต่อ ขณะที่
PTTEP และ PTT แม้จะได้รับแรงหนุนจากราคาปิโตรเลี่ยมดังกล่าว แต่การที่แต่ละบริษัทมี
ปัญหาส่วนตัว เช่นกรณี PTTEP ยังมีปัญหาการฟ้องร้องในกรณีของไฟไหม้ที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน
มอนทารา ประเทศออสเตรเลีย และ PTT ในฐานะที่ถือหุ้นใหญ่ใน PTTEP 65.54% การลงทุน
จึงต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยงนี้ประกอบด้วย
เงินบาทเริ่มทรงตัว จึงต้องจับตามอย่างใกล้ชิด เงินบาทมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าค่าเงินเอเซียเริ่มแสดงสัญญานความขัดแย้งเกิดขึ้น กล่าว
คือ มีบางประเทศเริ่มแสดงทิศทางทรงตัวถึงอ่อนตัวเล็กน้อย เช่นเงินหยวน เยน รูเปียะ ของ
อินโดนีเซีย ริงกิต และ เปโซ ยกเว้นเงินรูปีย์ ของอินเดียที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง และแข็งค่ามากที่
สุดในภูมิภาคเอเซีย ทั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นผลจากเงินทุนไหลเข้าที่ยังมีความต่อเนื่องกว่า 2
สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่หลายประเทศ ต่างชาติเริ่มชะลอตัวการซื้อ (เช่นไทย) หรือเริ่มขาย (เช่น
ไต้หวัน) สำหรับเงินบาทพบว่าเริ่มหยุดแข็งค่าเช่นกัน หลังจากที่เงินบาทแข็งค่าสูงสุดติดลำดับ
ต้น ๆ ของภูมิภาค ทั้งนี้การที่ค่าเงินเอเซียเริ่มหยุดแข็งค่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการแทรก
แซงของธนาคารกลางในประเทศภูมิภาคนี้ ดังที่เห็นได้ชัดคือ ธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่น ขณะที่
กับประเทศไทย คาดว่านอกจาก ธปท. แทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน คาดว่ามีความเป็นไปได้
ที่อาจจะแทรกแซงตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าจากต้นปีจนปัจจุบัน อยู่ที่ 1.8 แสน
ล้านบาท หรือคิดเป็น 86% ของเงินทุนไหลเข้ารวม ตลาดเงินและตลาดทุน (นับจากต้นปีจนถึง
วันที่ 24 ก.ย. 2553 เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดการเงินไทยรวม 2.1 แสนล้านบาท) และ
สำหรับ เงินทุนที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ดังกล่าว พบว่าสัดส่วนราว 70% เป็นตราสารหนี้ที่มีอยู่
1-3 ปี (48% เป็นตราสารหนี้อายุไม่เกิน 1 ปี รองลงมาอายุ 1-3 ปี สัดส่วน 23% อายุ 3-5 ปี
สัดส่วน 10.5% อายุ 5-10 สัดส่วน 15% และอีก 4% อายุมากกว่า 10 ปี) ดังนั้นหาก ธปท.
ต้องการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นในตลาดตราสารหนี้ น่าจะเกิดกับตราสารหนี้ที่มีอายุ 1-3
ปี มากที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะหนุนให้ค่าเงินบาทนับจากนี้ จะเริ่มชะลอการแข็งค่าถึงหยุดแข็ง ดัง
ที่กล่าวข้างต้น โดยมาตรการหนึ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ คือ ธปท. อาจจะต้องชะลอการ
ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไปคือ 20 ต.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งอาจหนุนทำให้หุ้นพัฒนา
บ้านขาย กลับมาคึกคักอีกรอบ ปัจจัยค่าเงินอาจสะท้อนถึงโอกาสเงินทุนไหลออกมีมากขึ้น
ฤดูกาลทำ Preview Earnings งวด 3Q53 ของหุ้น ธ.พ. ส่วนใหญ่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ ASP ได้ทยอยทำประมาณการกำไรของหุ้น ธ.พ.
ไปแล้ว 4 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มผลกำไรจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า ได้
รับแรงหนุนจากการขยายสินเชื่อตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เรียงลำดับการเติบโต
จากมากไปน้อยคือ SCB(FV@B120), BBL(FV@B185), TISCO(FV@B41) และ KTB
(FV@B19) แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณากำไรสุทธิ ซึ่งได้รวมรายการพิเศษ พบว่ามี ธ.พ. บาง
แห่ง ผลกำไรสุทธิหดตัวจากงวดก่อนหน้า เพราะในงวด 2Q53 มีการรายงานกำไรจากรายการ
พิเศษไว้มาก เช่น TISCO งวดที่แล้วรับรู้รายได้จากค่าที่ปรึกษาในการขายหุ้น SCIB 140 ล้าน
บาท และกำไรจากการขาย NPA 100 ล้านบาท ตามมาด้วย BBL (FV@B185) เพราะในงวด
ที่แล้วมีกำไรจากการขายหุ้น ACL กว่า 2 พันล้านบาท โดยสรุปคาดว่าผลกำไรจากการดำเนิน
งานในงวด 3Q53 ของ ธ.พ. น่าจะดีขึ้นจากสินเชื่อที่เติบโต และ NIM น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้ม
ดอกเบี้ยขาขึ้น โดยหุ้น Top picks คือ TCAP, BBL
ยังมีการประท้วงโครงการในมาบตาพุด แต่คาดโรงแยกก๊าซฯ 6 จะออกใบอนุญาตได้ในสัปดาห์นี้
ภายหลังจาก ครม. มีมติเห็นชอบร่างประกาศของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวด
ล้อม เรื่องการกำหนดกรอบของอุตสากรรมที่เข้าข่ายร้ายแรง 11 ประเภท (ลดลงจากเดิม 18
ประเภท) ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2553 ซึ่งกำหนดให้อุตสาหกรรมเหล่านี้จำเป็นจะต้องจัดทำรายงาน
การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และการทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA)
เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น แต่ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีกลุ่มผู้ที่ไม่เห็น
ด้วยต่อการลดอุตสาหกรรมที่ร้ายแรงจาก 18 ประเภท เหลือ 11 ประเภท ได้ออกมาชุมนุมเพื่อ
ประท้วงหน้านิคมฯ และเรียกร้องให้ภาครัฐฯ ออกมาตอบและแก้ไขในประเด็นดังกล่าว ซึ่งแม้จะ
เป็นเพียงความเสี่ยงเล็กๆ แต่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่องว่าท้ายที่สุด จะบานปลาย และ
กลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มพลังงานยังมี
ปัจจัยบวกหนุน หลังจากหลังจากที่มีข่าวออกมาก่อนหน้าว่ากระทรวจอุตสาหกรรมจะชะลอการ
ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่6 ล่าสุดรมว. กระทรวงพลังงาน ได้ออกมา
เปิดเผยว่า ได้ติดต่อประสานงานไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เร่งออกใบอนุญาตฯ ดังกล่าว
ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ และสามารถเดินเครื่องได้ภายใน 1 เดือนนับจากนี้ ซึ่งจะเป็น
ปัจจัยหนุนต่อ PTT เนื่องจากโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ที่จะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้
ในงวด 4Q53 ตามที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ จะช่วยผลิต LPG ที่สามารถทดแทนการนำเข้าได้ราว
80,000 – 100,000 ตันต่อเดือน อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ต่อ PTTCH ที่คาดว่าโรงงานอีเท
นแครกเกอร์ใหม่ 1 ล้านตัน จะสามารถเดินเครื่องการผลิตได้ 100% หลังได้รับ Feedstock
จากโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 ซึ่งจะทำให้ปริมาณการผลิตของ PTTCH เพิ่มขึ้นอีกราว 50%YoY
จึงยังแนะนะซื้อ ทั้ง PTTCH(FV@B158.54)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 9:03:33
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น