ดัชนี SET ชนแนวต้านใหญ่ 975 จุด แรงขายที่ทำให้หลุด 970 จะเป็นสัญญาณลบ
ดัชนีฯ อยู่ที่ 674.83 จุด +0.97 จุด +0.1% ปริมาณซื้อขาย 21,048 ลบ.
แนวรับ : 970 แนวต้าน : 980
สรุปทิศทางดัชนีฯ ช่วงเช้า
ดัชนี SET ช่วงเช้าเปิดทะลุขึ้นไปสูงสุดที่ 980 จุด ก่อนที่จะลงมาทรงตัว
เหนือ 975 จุดซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญของแนวโน้มขึ้นใหญ่ 13 ปี ซึ่งกำหนดเขตแนว
ต้านนี้เป็นจุดขายทางเทคนิคที่สำคัญ และขึ้นมาแตะแนวต้านระยะ 2 เดือนจากต่ำสุด
ระดับ 856 ถึง 980 จุด และในปัจจุบัน RSI ขึ้นมาอยู่ในเขตเสี่ยงที่ระดับ 80.34% ดัง
นั้นจึงต้องตั้งระดับตัดขายเพื่อรักษากำไรไว้ที่ระดับ 970 จุด เพราะถ้าต่ำกว่า 970
จุด SET จะมีเป้าหมายขาลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 940 จุด
ตลาดยังคงมีแรงซื้อหนุนมากกว่าขาย โดยหุ้นหมวดพลังงานมีแรงซื้อสูงสุด
ในระดับ 60% ขณะที่แรงขายไม่รุนแรงนักที่หมวด ICT ในระดับ 59% สำหรับหุ้นที่มี
แรงซื้อสูงสุดในตลาดคือ IRPC 30% PTTEP 13% ซึ่งมีปริมาณซื้อขายเท่ากันใน
ระดับ 1.7 พันลบ. และ KTB 11% ส่วนแรงขายมากที่สุดคือ ADVANC 18%
GSTEEL 7% และ KBANK 7%
แนวโน้มบ่ายนี้
คาดว่าหุ้นพลังงานจะเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่าตลาด และเลือกซื้อหุ้นเป็น
รายตัว IRPC ซื้อ (กรอบ 4.30-4.60) ราคาขึ้นทะลุ 4.20 และ 4.30 บาท เป้าหมายถัด
ไป 4.60 KTB ขาย (กรอบ 17.20-18.00) เป็นหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเช้านี้ ราคาขึ้น
ทะลุ 17.20 บาทขึ้นมาอยู่ในเขตแนวต้าน 17.60 – 18.00 บาท เป็นจังหวะขายทำ
กำไร
KTC ขาย (กรอบ 13.80-15.20) คาดว่าขึ้นไม่ผ่านทดสอบแนวต้านบริเวณ
15.30 บาท
AH ซื้อ (กรอบ 14.50-16.50) ราคาฟื้นตัวขึ้นใกล้ผ่าน 15.00 บาทเป็นโอกาส
ซื้อระยะสั้น คาดว่าผ่านยอดเดิม 15.50 บาทได้ โดยมีเป้าหมายรอขายทำกำไรที่
ระดับ 16.50 บาท
IVL ซื้อ (กรอบ 27.50-30.00) ทะลุ 28.50 บาท ซื้อระยะสั้น เป้าทดสอบแนว
ต้าน 30.00
TPP ซื้อ (กรอบ 14.50-16.50) ราคาพุ่งขึ้นแรงทะลุกรอบสามเหลี่ยมยอดเดิม
15.30 บาท คาดว่าจะขึ้นไปที่ 16.50 บาท ผ่านได้ขึ้นต่อถึง 18.00 บาท
DCC ซื้อ (กรอบ 51-60) ราคาพุ่งขึ้นทดสอบแนวต้าน 53 บาท ผ่านได้ซื้อต่อ
ขาย 60.00
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 13:35:33
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53
Trading Strategy
“แกว่ง...แต่ยังอยู่ในโมเมนตัมบวก”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้...บวกต่อ SET Index วานนี้ปรับขึ้น 5.65 จุด มาปิดที่ 975.30
มูลค่าซื้อขาย 3.7 หมื่นล้านบาท นำโดยกลุ่มพลังงาน, ธนาคารพาณิชย์, รับเหมาก่อ
สร้าง, ขนส่ง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.3 พันล้านบาท ส่วนกลุ่มที่เหลือขายสุทธิ
สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติทำ Net Short 752 ล้านบาท ส่วนสถาบัน
ในประเทศและรายย่อยทำ Net Long
• เก็งกำไรผลประกอบการ 3Q กลุ่มแบงค์ แม้ตลาดอาจจะแกว่งตัวหลังจาก
ปรับขึ้นมามาก แต่ด้วยเม็ดเงินต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และการซื้อ
เก็งกำไรผลประกอบการ 3Q53 โดยขณะนี้นักวิเคราะห์กำลังทำ Preview กำไรสุทธิ
ของกลุ่มแบงค์ และในเดือนต.ค.จะเป็นการทยอยทำ Preview ของกลุ่มอุตสาหกรรม
อื่นๆ ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าภาคการผลิตและส่งออก
จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่การบริโภคการลงทุน และการท่องเที่ยวยังแข็ง
แกร่งและมีโมเมนตัมดี ส่วนประเด็นที่จับตาในระยะต่อไป คือ แนวทางการดูแลค่าเงิน
บาทของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ คือ ดร.ประสาร ซึ่งจะเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ต้นต.ค.นี้
ทั้งนี้เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็น 30.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (แข็งขึ้น 6.4%QTD,
9.1%YTD) สำหรับหุ้นที่เราเห็นว่าโดดเด่นในวันนี้ ได้แก่
• MAJOR : ธุรกิจโรงภาพยนตร์มีสัญญาณที่ดีต่อเนื่องใน 3Q53 โดยรายได้
จากโรงภาพยนตร์มีการฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากมีภาพยนตร์ดังหลายเรื่องที่ได้รับความ
นิยมเข้าฉาย นอกจากนี้ยังเห็นยอดการจองโฆษณาเป็นไปอย่างดีมาก จนสามารถ
คาดการณ์ได้ว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะสูงกว่า 2Q53 (ซึ่งมีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท)
แนวโน้ม 4Q53 สดใส คาดว่าจะมีการบันทึกกำไรจากการขาย “ซูซูกิ อเวนิว”
เข้ากองทุน Major Cineplex Lifestyle Leashold Property Fund (MJLF) โดย
ขนาดกองทุนประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนกำไรจากการขายหลังภาษีโดยตรงอยู่ที่
70 ล้านบาท และมีกำไรทางอ้อมอีก 30 ล้านบาท ผ่านบริษัทย่อย คือ SF แนะนำซื้อ
ให้ราคาพื้นฐาน 16.50 บาท
• PTT : ระยะสั้นมากมี Catalyst จากการกลับมาดำเนินการของโรงแยกก๊าซ
แห่งที่ 6 ในพื้นที่มาบตาพุด โดยขณะนี้กำลังรอใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม
ซึ่งคาดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ ทั้งนี้เพราะโรงแยกก๊าซไม่อยู่ใน 11 ประเภทกิจการที่อาจส่ง
ผลกระทบรุนแรงฯอยู่แล้ว สำหรับผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบ
QoQ โดยหลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจก๊าซของ PTT เอง ซึ่งคิดเป็น 40% ของ
รายได้ ซึ่งยอดขายก๊าซใน 1H53 เติบโตถึง 14%YoY และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง
ใน 2H53 ส่วนธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทร่วมใน 3Q53 ดีขึ้นเล็กน้อย ด้านบริษัทย่อย
PTTEP คาดว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะใกล้เคียงกับ 2Q53 ส่วนภาพรวมทั้งปี 2553-
2554 คาดว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวสูง 28% และ 16% ตามลำดับ แนะนำซื้อ ให้ราคา
พื้นฐาน 368 บาท (Sum-of-parts) ส่วนหลักทรัพย์ทั้งที่เป็น Big Cap และ Mid Cap
ที่แนะนำซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ KBANK, KTB, TMB, PTT,PTTAR, BEC, LPN,
TASCO, VNG, ITD, AP, HEMRAJ, ROJNA, MINT หุ้นปันผลเด่น มีเงินเย็นสามารถ
ทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT, DCC, MODERN, LPN,
SPALI
Key Drivers :
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงต่อ 47.23 จุด
+ เศรษฐกิจสหรัฐ : ภาคแรงงานและกิจกรรมภาคธุรกิจดีขึ้น
+ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ โดย NYMEX +2.11 US$ มาปิดที่ 79.97 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ร่วงลง โดยปิดที่ 3.35 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 4.24 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด -22 จุด มายัง
2446
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย –0.70 US$ มาปิดที่ 1,309.60
US$/ออนซ์
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุภาคธนาคารยุโรปยังเปราะบาง
- Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสเปนลง 1 ขั้นเป็น Aa1 (เดิม Aaa)
+ เศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.53...การบริโภค การลงทุน และท่องเที่ยวขยายตัวดี
• วันนี้สอท.จะเข้าพบธปท.เพื่อนำข้อเสนอจาก 34 อุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบจากบาทแข็งให้พิจารณา
• บอร์ดธปท.อนุมัติให้ดร.บัณฑิตลาออกจากรองผู้ว่าการธปท.มีผล 1 พ.ย.53
Top Picks – ต.ค.53 : KTB, HEMRAJ, MAJOR, PTT, THAI
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF, SPF
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : KBANK 4.3% ของปริมาณซื้อขายกระดาน
หลัก
วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ลบ...เลิก” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็น
บวก (แต่พร้อมเป็นลบจากแรงกดของสภาวะ Overbought + Divergence) ความน่าจะ
เป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นรีบาวน์ก่อนลงต่ำ แนวต้าน –980-990 ลดพอร์ตตาม
เมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 950 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับ
ตลาดรวม หากรีบาวน์จะมีแนวต้าน 680-690 ค่าลบให้ลดพอร์ตตามและ Stop loss
เมื่อหลุด 655 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวกเพื่อขายที่แนวต้าน หรือซื้ออ่อน
ตัวแต่ไม่ต่ำกว่าแนวฟิวเตอร์ที่ 950 หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ ASP, CPN, BAY,
EGCO, MINT, MAJOR, BIGC, TKS
ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงต่อ 47.23 จุด การซื้อขายผันผวน โดยนักลงทุนบางรายมี
การขายทำกำไรปิดสิ้นไตรมาส บางรายซื้อเพิ่มหลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี
+ เศรษฐกิจสหรัฐ : ภาคแรงงานและกิจกรรมภาคธุรกิจดีขึ้น ตัวเลขผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์สิ้นสุด 25 ก.ย. ร่วงลง 16,000 ราย เป็น
453,000 ราย ส่วนดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจเขตมิดเวสต์สหรัฐขยายตัวเป็น 60.4 ใน
เดือนก.ย.จาก 56.7 ในเดือนส.ค. ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สำหรับ GDP
ไตรมาส 2 มีการปรับขึ้นเป็นเติบโต 1.7% จากรายงานครั้งก่อนที่ 1.6% เพราะมีการ
ปรับเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ
+ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ โดย NYMEX +2.11 US$ มาปิดที่ 79.97
US$/bbl ส่วน BRENT +1.54 US$ มายัง 82.31 US$/bbl หนุนโดยตัวเลขภาคแรง
งานและกิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด และมีการประท้วงหยุดงาน
ในเอกวาดอร์ ซึ่งเอกวาดอร์เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และส่งออกน้ำมันดิบ
ราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ร่วงลง โดยปิดที่ 3.35 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 4.24 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด -22 จุด มายัง
2446
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย –0.70 US$ มาปิดที่ 1,309.60
US$/ออนซ์
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุภาคธนาคารยุโรปยังเปราะบาง แม้ว่าภาค
ธนาคารจะผ่านพ้นภาวะที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับการลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี แต่ยัง
มีแรงกดดันจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพภาคครัวเรือน หลายธนาคารยังต้องพึ่งพาการรี
ไฟแนนซ์จาก ECB
- Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสเปนลง 1 ขั้นเป็น Aa1 (เดิม Aaa) เพราะวิตก
ปัญหาขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง
ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ เศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.53...การบริโภค การลงทุน และท่องเที่ยวขยายตัว
ดี จากรายงานของธปท.ล่าสุดพบว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงภาค
ท่องเที่ยวขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนส.ค.ขยายตัว
6.7%YoY ดีขึ้นจาก 5.1% ในเดือนก.ค. เพราะรายได้ภาคเกษตร การจ้างงาน และ
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านดัชนีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มก้าวกระโดด
ถึง 22.0%YoY โดยหลักมาจากการขยายตัวของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและ
อุปกรณ์ สำหรับการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนส.ค.53 เพิ่มขึ้น 10.3%YoY
เป็น 1,268 พันคน อัตราการเข้าพักของโรงแรมขยับขึ้นเป็น 50.3% จาก 47.1% ใน
เดือนก่อนหน้า ส่วนการผลิตและส่งออกชะลอลงเมื่อเทียบ MoM เพราะสินค้าในกลุ่ม
อิเลคทรอนิกส์ คือ HDD มีการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า ยังผลให้ดัชนีการผลิตภาค
อุตสาหกรรมขยายตัวลดลงเป็น 8.7% ในเดือนส.ค. จาก 13.1% ในเดือนก.ค. และ
ผลผลิตด้านการเกษตรลดลง 6.7%YoY อันเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง และเพลี้ยระบาด
ในมันสำปะหลัง แต่ราคาสินค้าเกษตรยังเพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง 38.0%YoY ทำให้รายได้
ภาคเกษตรขยายตัว 28.8%YoY ในเดือนส.ค. แต่ก็แผ่วลงจาก 45.8% ในเดือนก่อน
หน้า ส่วนมูลค่าส่งออกเดือนส.ค.ขยายตัว 23.6%YoY และ 5.3%MoM
• วันนี้สอท.จะเข้าพบธปท.เพื่อนำข้อเสนอจาก 34 อุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบจากบาทแข็งให้พิจารณาหลังจากที่มาตรการดูแลบาทที่ธปท.ออกไปช่วงที่
ผ่านมาไม่สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบมากคืออุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนและอำนาจต่อรองต่ำ
• บอร์ดธปท.อนุมัติให้ดร.บัณฑิตลาออกจากรองผู้ว่าการธปท.มีผล 1 พ.ย.53
ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์เพื่อสมัครงานในตำแหน่ง Director ของ ASEAN+3
MACRO ECONOMIC AND RESEARCH OFFICE ที่กำลังมีการสรรหาอยู่ ทั้งนี้
ดร.บัณฑิตเป็น 1 ใน 4 ของผู้สมัครเป็นผู้ว่าการธปท. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธปท.แทนนางธาริษา วัฒนา
เกส ผู้ว่าการธปท.ที่เกษียณในสิ้นเดือนก.ย.53
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:17:34
“แกว่ง...แต่ยังอยู่ในโมเมนตัมบวก”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้...บวกต่อ SET Index วานนี้ปรับขึ้น 5.65 จุด มาปิดที่ 975.30
มูลค่าซื้อขาย 3.7 หมื่นล้านบาท นำโดยกลุ่มพลังงาน, ธนาคารพาณิชย์, รับเหมาก่อ
สร้าง, ขนส่ง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.3 พันล้านบาท ส่วนกลุ่มที่เหลือขายสุทธิ
สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติทำ Net Short 752 ล้านบาท ส่วนสถาบัน
ในประเทศและรายย่อยทำ Net Long
• เก็งกำไรผลประกอบการ 3Q กลุ่มแบงค์ แม้ตลาดอาจจะแกว่งตัวหลังจาก
ปรับขึ้นมามาก แต่ด้วยเม็ดเงินต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และการซื้อ
เก็งกำไรผลประกอบการ 3Q53 โดยขณะนี้นักวิเคราะห์กำลังทำ Preview กำไรสุทธิ
ของกลุ่มแบงค์ และในเดือนต.ค.จะเป็นการทยอยทำ Preview ของกลุ่มอุตสาหกรรม
อื่นๆ ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าภาคการผลิตและส่งออก
จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่การบริโภคการลงทุน และการท่องเที่ยวยังแข็ง
แกร่งและมีโมเมนตัมดี ส่วนประเด็นที่จับตาในระยะต่อไป คือ แนวทางการดูแลค่าเงิน
บาทของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ คือ ดร.ประสาร ซึ่งจะเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ต้นต.ค.นี้
ทั้งนี้เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็น 30.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (แข็งขึ้น 6.4%QTD,
9.1%YTD) สำหรับหุ้นที่เราเห็นว่าโดดเด่นในวันนี้ ได้แก่
• MAJOR : ธุรกิจโรงภาพยนตร์มีสัญญาณที่ดีต่อเนื่องใน 3Q53 โดยรายได้
จากโรงภาพยนตร์มีการฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากมีภาพยนตร์ดังหลายเรื่องที่ได้รับความ
นิยมเข้าฉาย นอกจากนี้ยังเห็นยอดการจองโฆษณาเป็นไปอย่างดีมาก จนสามารถ
คาดการณ์ได้ว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะสูงกว่า 2Q53 (ซึ่งมีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท)
แนวโน้ม 4Q53 สดใส คาดว่าจะมีการบันทึกกำไรจากการขาย “ซูซูกิ อเวนิว”
เข้ากองทุน Major Cineplex Lifestyle Leashold Property Fund (MJLF) โดย
ขนาดกองทุนประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนกำไรจากการขายหลังภาษีโดยตรงอยู่ที่
70 ล้านบาท และมีกำไรทางอ้อมอีก 30 ล้านบาท ผ่านบริษัทย่อย คือ SF แนะนำซื้อ
ให้ราคาพื้นฐาน 16.50 บาท
• PTT : ระยะสั้นมากมี Catalyst จากการกลับมาดำเนินการของโรงแยกก๊าซ
แห่งที่ 6 ในพื้นที่มาบตาพุด โดยขณะนี้กำลังรอใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม
ซึ่งคาดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ ทั้งนี้เพราะโรงแยกก๊าซไม่อยู่ใน 11 ประเภทกิจการที่อาจส่ง
ผลกระทบรุนแรงฯอยู่แล้ว สำหรับผลประกอบการ 3Q53 คาดว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบ
QoQ โดยหลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจก๊าซของ PTT เอง ซึ่งคิดเป็น 40% ของ
รายได้ ซึ่งยอดขายก๊าซใน 1H53 เติบโตถึง 14%YoY และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง
ใน 2H53 ส่วนธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทร่วมใน 3Q53 ดีขึ้นเล็กน้อย ด้านบริษัทย่อย
PTTEP คาดว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะใกล้เคียงกับ 2Q53 ส่วนภาพรวมทั้งปี 2553-
2554 คาดว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวสูง 28% และ 16% ตามลำดับ แนะนำซื้อ ให้ราคา
พื้นฐาน 368 บาท (Sum-of-parts) ส่วนหลักทรัพย์ทั้งที่เป็น Big Cap และ Mid Cap
ที่แนะนำซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ KBANK, KTB, TMB, PTT,PTTAR, BEC, LPN,
TASCO, VNG, ITD, AP, HEMRAJ, ROJNA, MINT หุ้นปันผลเด่น มีเงินเย็นสามารถ
ทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT, DCC, MODERN, LPN,
SPALI
Key Drivers :
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงต่อ 47.23 จุด
+ เศรษฐกิจสหรัฐ : ภาคแรงงานและกิจกรรมภาคธุรกิจดีขึ้น
+ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ โดย NYMEX +2.11 US$ มาปิดที่ 79.97 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ร่วงลง โดยปิดที่ 3.35 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 4.24 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด -22 จุด มายัง
2446
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย –0.70 US$ มาปิดที่ 1,309.60
US$/ออนซ์
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุภาคธนาคารยุโรปยังเปราะบาง
- Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสเปนลง 1 ขั้นเป็น Aa1 (เดิม Aaa)
+ เศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.53...การบริโภค การลงทุน และท่องเที่ยวขยายตัวดี
• วันนี้สอท.จะเข้าพบธปท.เพื่อนำข้อเสนอจาก 34 อุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบจากบาทแข็งให้พิจารณา
• บอร์ดธปท.อนุมัติให้ดร.บัณฑิตลาออกจากรองผู้ว่าการธปท.มีผล 1 พ.ย.53
Top Picks – ต.ค.53 : KTB, HEMRAJ, MAJOR, PTT, THAI
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF, SPF
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : KBANK 4.3% ของปริมาณซื้อขายกระดาน
หลัก
วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ลบ...เลิก” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็น
บวก (แต่พร้อมเป็นลบจากแรงกดของสภาวะ Overbought + Divergence) ความน่าจะ
เป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นรีบาวน์ก่อนลงต่ำ แนวต้าน –980-990 ลดพอร์ตตาม
เมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 950 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับ
ตลาดรวม หากรีบาวน์จะมีแนวต้าน 680-690 ค่าลบให้ลดพอร์ตตามและ Stop loss
เมื่อหลุด 655 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวกเพื่อขายที่แนวต้าน หรือซื้ออ่อน
ตัวแต่ไม่ต่ำกว่าแนวฟิวเตอร์ที่ 950 หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ ASP, CPN, BAY,
EGCO, MINT, MAJOR, BIGC, TKS
ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงต่อ 47.23 จุด การซื้อขายผันผวน โดยนักลงทุนบางรายมี
การขายทำกำไรปิดสิ้นไตรมาส บางรายซื้อเพิ่มหลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี
+ เศรษฐกิจสหรัฐ : ภาคแรงงานและกิจกรรมภาคธุรกิจดีขึ้น ตัวเลขผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์สิ้นสุด 25 ก.ย. ร่วงลง 16,000 ราย เป็น
453,000 ราย ส่วนดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจเขตมิดเวสต์สหรัฐขยายตัวเป็น 60.4 ใน
เดือนก.ย.จาก 56.7 ในเดือนส.ค. ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สำหรับ GDP
ไตรมาส 2 มีการปรับขึ้นเป็นเติบโต 1.7% จากรายงานครั้งก่อนที่ 1.6% เพราะมีการ
ปรับเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ
+ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อ โดย NYMEX +2.11 US$ มาปิดที่ 79.97
US$/bbl ส่วน BRENT +1.54 US$ มายัง 82.31 US$/bbl หนุนโดยตัวเลขภาคแรง
งานและกิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด และมีการประท้วงหยุดงาน
ในเอกวาดอร์ ซึ่งเอกวาดอร์เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และส่งออกน้ำมันดิบ
ราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ร่วงลง โดยปิดที่ 3.35 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 4.24 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด -22 จุด มายัง
2446
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย –0.70 US$ มาปิดที่ 1,309.60
US$/ออนซ์
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุภาคธนาคารยุโรปยังเปราะบาง แม้ว่าภาค
ธนาคารจะผ่านพ้นภาวะที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับการลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี แต่ยัง
มีแรงกดดันจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพภาคครัวเรือน หลายธนาคารยังต้องพึ่งพาการรี
ไฟแนนซ์จาก ECB
- Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตสเปนลง 1 ขั้นเป็น Aa1 (เดิม Aaa) เพราะวิตก
ปัญหาขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง
ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ เศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.53...การบริโภค การลงทุน และท่องเที่ยวขยายตัว
ดี จากรายงานของธปท.ล่าสุดพบว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงภาค
ท่องเที่ยวขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนส.ค.ขยายตัว
6.7%YoY ดีขึ้นจาก 5.1% ในเดือนก.ค. เพราะรายได้ภาคเกษตร การจ้างงาน และ
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านดัชนีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มก้าวกระโดด
ถึง 22.0%YoY โดยหลักมาจากการขยายตัวของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและ
อุปกรณ์ สำหรับการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนส.ค.53 เพิ่มขึ้น 10.3%YoY
เป็น 1,268 พันคน อัตราการเข้าพักของโรงแรมขยับขึ้นเป็น 50.3% จาก 47.1% ใน
เดือนก่อนหน้า ส่วนการผลิตและส่งออกชะลอลงเมื่อเทียบ MoM เพราะสินค้าในกลุ่ม
อิเลคทรอนิกส์ คือ HDD มีการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า ยังผลให้ดัชนีการผลิตภาค
อุตสาหกรรมขยายตัวลดลงเป็น 8.7% ในเดือนส.ค. จาก 13.1% ในเดือนก.ค. และ
ผลผลิตด้านการเกษตรลดลง 6.7%YoY อันเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง และเพลี้ยระบาด
ในมันสำปะหลัง แต่ราคาสินค้าเกษตรยังเพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง 38.0%YoY ทำให้รายได้
ภาคเกษตรขยายตัว 28.8%YoY ในเดือนส.ค. แต่ก็แผ่วลงจาก 45.8% ในเดือนก่อน
หน้า ส่วนมูลค่าส่งออกเดือนส.ค.ขยายตัว 23.6%YoY และ 5.3%MoM
• วันนี้สอท.จะเข้าพบธปท.เพื่อนำข้อเสนอจาก 34 อุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบจากบาทแข็งให้พิจารณาหลังจากที่มาตรการดูแลบาทที่ธปท.ออกไปช่วงที่
ผ่านมาไม่สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผล
กระทบมากคืออุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนและอำนาจต่อรองต่ำ
• บอร์ดธปท.อนุมัติให้ดร.บัณฑิตลาออกจากรองผู้ว่าการธปท.มีผล 1 พ.ย.53
ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์เพื่อสมัครงานในตำแหน่ง Director ของ ASEAN+3
MACRO ECONOMIC AND RESEARCH OFFICE ที่กำลังมีการสรรหาอยู่ ทั้งนี้
ดร.บัณฑิตเป็น 1 ใน 4 ของผู้สมัครเป็นผู้ว่าการธปท. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธปท.แทนนางธาริษา วัฒนา
เกส ผู้ว่าการธปท.ที่เกษียณในสิ้นเดือนก.ย.53
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:17:34
บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53
สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับบวกขึ้นเล็กน้อย สวนทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่อ่อนตัวลง ขณะที่
มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและแบงก์ เข้ามาช่วยหนุนบรรยากาศ แม้จะมีแรงขายหุ้นกลุ่ม
เทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินไหลเข้าที่มีค่อนข้าง
มาก จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัว สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด
กระแสเงินที่ไหลเข้ารอบนี้มาหนักทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ ล่าสุดเมื่อวานราคา
พันธบัตรอายุ 5 ปี ซึ่งเป็นซีรี่ที่ซื้อขายมากที่สุด ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในขณะที่ค่าเงินบาทก็
แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง วันนี้เราก็จะมีผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่ สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาน่าจะเป็น นโยบาย
ของท่านผู้ว่าคนใหม่ว่าจะเหมือนคนเก่าหรือไม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับนโยบายการควบ
คุมค่าเงินบาทหรือไม่ มาดูในแง่ปัจจัยอื่นๆยังไม่มีอะไรใหม่มากนัก เพราะข่าวเรื่องประเด็น
เศรษฐกิจในโซนยุโรปหรือสหรัฐก็ไม่มีผลกับตลาดหุ้นไทยมากนักในช่วงนี้ จะมีก็แต่ preview
ผลประกอบการกลุ่มแบงค์ ซึ่งก็อาจทำให้กลุ่มแบงค์คึกคักขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องถือว่าตอนนี้หุ้น
แบงค์หลายๆตัวราคาค่อนข้างแพงทีเดียว วันนี้เรามองกลุ่มรับเหมามีโอกาสวิ่งหลังพักหายใจมา
ได้สักระยะ
ปัจจัยตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเท
ขายทำกำไรหลังจากตลาดทะยานขึ้นแข็งแกร่งในช่วงแรก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของ
สหรัฐ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่ร่วงลง
เกินคาด อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนแรงลงในช่วงหลัง เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาเทขาย
ทำกำไร แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตลาดปิดลบในกรอบที่จำกัดเนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นว่า
ธนาคารกลางสหรัฐ จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเข้าใกล้ 80 เหรียญ/บาร์เรล ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยรวมปัจจัยตลาด
ทรงตัว
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:06:03
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับบวกขึ้นเล็กน้อย สวนทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่อ่อนตัวลง ขณะที่
มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและแบงก์ เข้ามาช่วยหนุนบรรยากาศ แม้จะมีแรงขายหุ้นกลุ่ม
เทคโนโลยี และอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินไหลเข้าที่มีค่อนข้าง
มาก จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัว สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด
กระแสเงินที่ไหลเข้ารอบนี้มาหนักทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ ล่าสุดเมื่อวานราคา
พันธบัตรอายุ 5 ปี ซึ่งเป็นซีรี่ที่ซื้อขายมากที่สุด ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในขณะที่ค่าเงินบาทก็
แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง วันนี้เราก็จะมีผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่ สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาน่าจะเป็น นโยบาย
ของท่านผู้ว่าคนใหม่ว่าจะเหมือนคนเก่าหรือไม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับนโยบายการควบ
คุมค่าเงินบาทหรือไม่ มาดูในแง่ปัจจัยอื่นๆยังไม่มีอะไรใหม่มากนัก เพราะข่าวเรื่องประเด็น
เศรษฐกิจในโซนยุโรปหรือสหรัฐก็ไม่มีผลกับตลาดหุ้นไทยมากนักในช่วงนี้ จะมีก็แต่ preview
ผลประกอบการกลุ่มแบงค์ ซึ่งก็อาจทำให้กลุ่มแบงค์คึกคักขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องถือว่าตอนนี้หุ้น
แบงค์หลายๆตัวราคาค่อนข้างแพงทีเดียว วันนี้เรามองกลุ่มรับเหมามีโอกาสวิ่งหลังพักหายใจมา
ได้สักระยะ
ปัจจัยตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเท
ขายทำกำไรหลังจากตลาดทะยานขึ้นแข็งแกร่งในช่วงแรก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของ
สหรัฐ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่ร่วงลง
เกินคาด อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนแรงลงในช่วงหลัง เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาเทขาย
ทำกำไร แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตลาดปิดลบในกรอบที่จำกัดเนื่องจากนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นว่า
ธนาคารกลางสหรัฐ จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเข้าใกล้ 80 เหรียญ/บาร์เรล ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยรวมปัจจัยตลาด
ทรงตัว
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 12:06:03
บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53
ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (+/-) รายงานเศรษฐกิจวันนี้ Mix (+ PMI จีน /US ISM -)
• (+)กนง.อาจคงดอกเบี้ยฯ ในการประชุม20ตค. หากเงินเฟ้อวันนี้ต่ำกว่า3.3%y-y
• (-) แรงขายทำกำไรหลังสิ้นสุด Window Dressing และการขึ้นแรงของตลาดหุ้น
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway Up
คาดดัชนีฯ Sideway Up แนวต้าน 982-985จุด แนวรับ 968/963จุด แรงซื้อนัก
ลงทุนต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุน จากแนวโน้มดอลล์อ่อน-บาทแข็ง แต่การซื้อ
อาจชะลอลงหลังเริ่มมีแรงขายทำกำไรหลังสิ้นสุด Window Dressing ในทุกภูมิภาค
ตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ-ISM เดือน กย.
ลดลง(54.5 จาก 56.3)รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของไทย ครึ่งหลังมีสัญญาณชะลอ
ตัว สำหรับหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับน้ำมัน และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับดอกเบี้ย คาด
ว่าจะเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดวันนี้ จากรายงานน้ำมันดิบปิดสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์
และคาดเงินเฟ้อไทยเดือนกย.ต่ำกว่าคาด +3.3%y-y ส่งผลกนง.คงดอกเบี้ยในการ
ประชุม 20 ตค.นี้
กลยุทธ์ลงทุนวันนี้ : สะสม/ถือ หุ้นบูลชิพ ที่ Laggard, High beta, Under value
และมีประเด็นสนับสนุน ในข้อ 1-3 แนะนำ PTTEP PTTCH PTTAR BAY KTB ITD
CK ส่วนกลุ่มที่ Underperform วันนี้ ได้แก่ หุ้น Low beta ประเภทโรงไฟฟ้า ประปา
ทางด่วน เกษตร อาหารฯ
1.หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่คำนวณอยู่ใน MSCI Thailand (ส่วนใหญ่เป็น แบงก์
พลังงาน) ที่ Laggard ได้แก่ PTTEP ADVANC PTTAR CPF SCB GLOW
2. หุ้น M&A แนะนำ BANPU PTTCH KTB TMB TUF MINT
3. หุ้นแนะนำเดือนตค ซื้อ KTB PTTCH PTTEP ITD BANPU / หุ้น
Underperform CCET IRPC THCOM BECL PSL
(Update 1-2 สัปดาห์) การย่อตัวชั่วคราวของดัชนีฯในวันระหว่างสัปดาห์ เป็น
โอกาสในการซื้อเพิ่ม และคงคาดว่าดัชนีฯจะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ เป้าหมาย 977/991
จุดในระยะเดือน
ข่าวดี: 1.เฟดมีแนวโน้มสูงที่จะอัดฉีด QE รอบสอง 2. กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย
ในวันที่ 20 ตค.หากรายงานเงินเฟ้อเดือนกย.วันนี้ ต่ำคาด 3.3%y-y
ข่าวลบ:1. การวิตกต่อสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯหลังสภาฯล่างสหรัฐฯผ่าน
กฎหมาย Yuan Bill 2.MPI ที่ต่ำลง (MPI สค+8.7% Vs 16.3%กค) สะท้อน GDP จะ
โตช้าลงใน 3Q10F(4.5%-7%y-y เทียบ 1H10 +10.6%y-y)
กลยุทธ์วันนี้ : สะสม/ถือ บูลชิพ
วานนี้- หุ้นเด่น PTTEP PTT PTTAR BAY KTB จาก Theme laggard high beta
ส่วน MINT THAI ITD CK ได้รายงาน ธปท.หนุนราคาหุ้นหุ้นแนะนำวันนี้- PTTEP(คาด
2H10F รายงานกำไรดีขึ้นตามลำดับ+Laggard Play) KTB(ได้ประโยชน์จากสินเชื่อ
รัฐฯ และมีแนวโน้มปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย)
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค PTTEP PTT SYNEX MAJOR TPP MINT /
คาด Derivative warrant จำนวนมากอาจติด Cash balance / GSTEEL นัดประชุม
เจ้าหนี้วันนี้ แต่อาจต้องเลื่อนไปเป็น 14ตค.หากองค์ประชุมไม่ครบ//BANPU ประกาศ
ปันผลกลางปี 8 บาท / ตลท.แยกหมวดเหล็ก เริ่มปีหน้า
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 11:05:48
• (+/-) รายงานเศรษฐกิจวันนี้ Mix (+ PMI จีน /US ISM -)
• (+)กนง.อาจคงดอกเบี้ยฯ ในการประชุม20ตค. หากเงินเฟ้อวันนี้ต่ำกว่า3.3%y-y
• (-) แรงขายทำกำไรหลังสิ้นสุด Window Dressing และการขึ้นแรงของตลาดหุ้น
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway Up
คาดดัชนีฯ Sideway Up แนวต้าน 982-985จุด แนวรับ 968/963จุด แรงซื้อนัก
ลงทุนต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุน จากแนวโน้มดอลล์อ่อน-บาทแข็ง แต่การซื้อ
อาจชะลอลงหลังเริ่มมีแรงขายทำกำไรหลังสิ้นสุด Window Dressing ในทุกภูมิภาค
ตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ-ISM เดือน กย.
ลดลง(54.5 จาก 56.3)รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของไทย ครึ่งหลังมีสัญญาณชะลอ
ตัว สำหรับหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับน้ำมัน และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับดอกเบี้ย คาด
ว่าจะเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดวันนี้ จากรายงานน้ำมันดิบปิดสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์
และคาดเงินเฟ้อไทยเดือนกย.ต่ำกว่าคาด +3.3%y-y ส่งผลกนง.คงดอกเบี้ยในการ
ประชุม 20 ตค.นี้
กลยุทธ์ลงทุนวันนี้ : สะสม/ถือ หุ้นบูลชิพ ที่ Laggard, High beta, Under value
และมีประเด็นสนับสนุน ในข้อ 1-3 แนะนำ PTTEP PTTCH PTTAR BAY KTB ITD
CK ส่วนกลุ่มที่ Underperform วันนี้ ได้แก่ หุ้น Low beta ประเภทโรงไฟฟ้า ประปา
ทางด่วน เกษตร อาหารฯ
1.หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่คำนวณอยู่ใน MSCI Thailand (ส่วนใหญ่เป็น แบงก์
พลังงาน) ที่ Laggard ได้แก่ PTTEP ADVANC PTTAR CPF SCB GLOW
2. หุ้น M&A แนะนำ BANPU PTTCH KTB TMB TUF MINT
3. หุ้นแนะนำเดือนตค ซื้อ KTB PTTCH PTTEP ITD BANPU / หุ้น
Underperform CCET IRPC THCOM BECL PSL
(Update 1-2 สัปดาห์) การย่อตัวชั่วคราวของดัชนีฯในวันระหว่างสัปดาห์ เป็น
โอกาสในการซื้อเพิ่ม และคงคาดว่าดัชนีฯจะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ เป้าหมาย 977/991
จุดในระยะเดือน
ข่าวดี: 1.เฟดมีแนวโน้มสูงที่จะอัดฉีด QE รอบสอง 2. กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย
ในวันที่ 20 ตค.หากรายงานเงินเฟ้อเดือนกย.วันนี้ ต่ำคาด 3.3%y-y
ข่าวลบ:1. การวิตกต่อสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯหลังสภาฯล่างสหรัฐฯผ่าน
กฎหมาย Yuan Bill 2.MPI ที่ต่ำลง (MPI สค+8.7% Vs 16.3%กค) สะท้อน GDP จะ
โตช้าลงใน 3Q10F(4.5%-7%y-y เทียบ 1H10 +10.6%y-y)
กลยุทธ์วันนี้ : สะสม/ถือ บูลชิพ
วานนี้- หุ้นเด่น PTTEP PTT PTTAR BAY KTB จาก Theme laggard high beta
ส่วน MINT THAI ITD CK ได้รายงาน ธปท.หนุนราคาหุ้นหุ้นแนะนำวันนี้- PTTEP(คาด
2H10F รายงานกำไรดีขึ้นตามลำดับ+Laggard Play) KTB(ได้ประโยชน์จากสินเชื่อ
รัฐฯ และมีแนวโน้มปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย)
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค PTTEP PTT SYNEX MAJOR TPP MINT /
คาด Derivative warrant จำนวนมากอาจติด Cash balance / GSTEEL นัดประชุม
เจ้าหนี้วันนี้ แต่อาจต้องเลื่อนไปเป็น 14ตค.หากองค์ประชุมไม่ครบ//BANPU ประกาศ
ปันผลกลางปี 8 บาท / ตลท.แยกหมวดเหล็ก เริ่มปีหน้า
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 11:05:48
บล.ทิสโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53
สรุปภาวะตลาดวันก่อน
SET ปิด +5.65 จุด หรือ +0.58% มาที่ 975.30 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย
36,811.12 ล้านบาท ดัชนีกลุ่มพลังงาน +1.08%, กลุ่มแบงก์ +0.71%, กลุ่มอสังหาริม
ทรัพย์ +0.19%, กลุ่มเทคโนโลยี -0.01%, กลุ่มขนส่ง +2.69% ปัจจัยจากเม็ดเงินไหล
เข้า ยังเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงซื้อที่มีเข้ามาในหุ้น
กลุ่มแบงก์จากความคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 3/53 ที่ดี และสินเชื่อที่น่าจะยัง
ขยายตัวในไตรมาส 4
ทิศทางตลาดวันนี้
แนวโน้ม สัปดาห์หน้า ; Liquidity Rally ; SET ขึ้นต่อสู่เป้าแรก 980 – 1,000
จุด ตลาดหุ้น TIP ( Thailand , Indonesia , Philippines ) หาก SET ยืนเหนือ 950
จุด จะทรงกับขึ้นในสัปดาห์หน้าเป้า 980 – 1,000 จุด กรณีที่ SET ลงปรับฐานย่อย
คาดไม่ต่ำกว่า 950 จุด แต่หากเป็นการลงปรับฐานใหญ่ SET จะมีจุดขายตัดขาดทุน
ถ้าระหว่างเทรดลงต่ำกว่า 950 จุดหรือปิดต่ำกว่า 955 จุด – ลงได้ถึง 930 จุด แนว
โน้มวันนี้ Liquidities Flood - คาดแรงซื้อหุ้นจะเข้าต่อเนื่องหุ้นใหญ่กลุ่มพลังงาน
และธนาคาร อาทิ PTT , PTTEP , BANPU , KBANK , BBL , SCB , KTB etc
คาด SET เปิดบวกขึ้นทดสอบ แนวต้าน 980 , 985 จุด กรณี SET ขึ้นไม่ผ่าน
976 จุด ( High เมื่อวาน = 975.30 จุด ) จะลงปรับฐานทดสอบแนวรับที่ 968 ,
962 จุด แต่เป็นการลงปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ กลยุทธ์วันนี้ ; 1. Port ลงทุน ; เป้าแรกใกล้
ถึง - ถือ – ขายบางส่วน 980 – 1,000 จุด 2. Port เก็งกำไร ; SET ลงซื้อ 968 ,
962 จุด ขึ้นขายที่ 980, 985 จุด 3. หุ้นแนะนำวันนี้ ; PTT , PTTEP , BANPU ,
SCB , KBANK , KEST , ASP , BTS
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:52:03
SET ปิด +5.65 จุด หรือ +0.58% มาที่ 975.30 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย
36,811.12 ล้านบาท ดัชนีกลุ่มพลังงาน +1.08%, กลุ่มแบงก์ +0.71%, กลุ่มอสังหาริม
ทรัพย์ +0.19%, กลุ่มเทคโนโลยี -0.01%, กลุ่มขนส่ง +2.69% ปัจจัยจากเม็ดเงินไหล
เข้า ยังเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงซื้อที่มีเข้ามาในหุ้น
กลุ่มแบงก์จากความคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 3/53 ที่ดี และสินเชื่อที่น่าจะยัง
ขยายตัวในไตรมาส 4
ทิศทางตลาดวันนี้
แนวโน้ม สัปดาห์หน้า ; Liquidity Rally ; SET ขึ้นต่อสู่เป้าแรก 980 – 1,000
จุด ตลาดหุ้น TIP ( Thailand , Indonesia , Philippines ) หาก SET ยืนเหนือ 950
จุด จะทรงกับขึ้นในสัปดาห์หน้าเป้า 980 – 1,000 จุด กรณีที่ SET ลงปรับฐานย่อย
คาดไม่ต่ำกว่า 950 จุด แต่หากเป็นการลงปรับฐานใหญ่ SET จะมีจุดขายตัดขาดทุน
ถ้าระหว่างเทรดลงต่ำกว่า 950 จุดหรือปิดต่ำกว่า 955 จุด – ลงได้ถึง 930 จุด แนว
โน้มวันนี้ Liquidities Flood - คาดแรงซื้อหุ้นจะเข้าต่อเนื่องหุ้นใหญ่กลุ่มพลังงาน
และธนาคาร อาทิ PTT , PTTEP , BANPU , KBANK , BBL , SCB , KTB etc
คาด SET เปิดบวกขึ้นทดสอบ แนวต้าน 980 , 985 จุด กรณี SET ขึ้นไม่ผ่าน
976 จุด ( High เมื่อวาน = 975.30 จุด ) จะลงปรับฐานทดสอบแนวรับที่ 968 ,
962 จุด แต่เป็นการลงปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ กลยุทธ์วันนี้ ; 1. Port ลงทุน ; เป้าแรกใกล้
ถึง - ถือ – ขายบางส่วน 980 – 1,000 จุด 2. Port เก็งกำไร ; SET ลงซื้อ 968 ,
962 จุด ขึ้นขายที่ 980, 985 จุด 3. หุ้นแนะนำวันนี้ ; PTT , PTTEP , BANPU ,
SCB , KBANK , KEST , ASP , BTS
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:52:03
บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53
แนวโน้มตลาดวันนี้
วันทำการสุดท้ายของไตรมาสที่ 3 ปี 53 ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าบวกต่อ
ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 975.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.65 จุด(+0.58%) มูลค่าการซื้อขาย
ปานกลางหนาแน่นปานกลางที่ 3.7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
อีก 3.3 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวน
ในกรอบ 960 - 979 และมีโอกาสที่จะผ่านแนวต้าน จากปัจจัยบวกเงินไหลเข้าซื้อหุ้น
ขนาดใหญ่ และความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจไทยหลังธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะการ
ผลิตภาคอุตสาหกรรม แต่โดยภาพรวมยังคงเติบโตในเกณฑ์สูงและมั่นใจว่า แรงส่งที่
ดีในครึ่งปีแรก จะช่วยหนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี S50Z10 แท่งเทียนปิดขาว
สูงขึ้นเล็กน้อย Volume ลดลงเล็กน้อย แต่ค่า Indicators ยังเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณ
บวก คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อแต่เริ่มอ่อนแรงลง แนวต้านที่ 682 แนวรับที่ 669
SET50 ดัชนีปิดขาวสูงขึ้น Volume ลดลง แต่ Indicators ปรับตัวสูงขึ้น
คาดดัชนียังปรับตัวขึ้นต่อตาม Trend line กรอบแนวต้านที่ 678 แนวรับที่
665 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,810-18ม970 GFZ10 เก็ง
กำไรระยะสั้นในกรอบ 18,900-19,000
กลยุทธ์ หุ้นขนาดใหญ่หรือBig Cap. ได้ปัจจัยบวกจากแรงซื้อนักลงทุนต่าง
ชาติ และการคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส
3 ที่กำลังจะประกาศออกมา โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารถือหรือปรับตัวเป็น
จังหวะเข้าซื้อเล่นรอบระยะสั้น SCB KBANK BBL หรือเข้าซื้อเก็งกำไร TMB กลุ่ม
พลังงานยังมีแนวโน้มกลับตัวขึ้น กลุ่มโรงกลั่น PTTAR TOP สำหรับหุ้นเก็งกำไรทาง
เทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น KSL MAJOR หรือเลือกใน Stocks
in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวปิดสูงขึ้นต่อเนื่อง Indicators เพิ่มขึ้น
แต่ปริมาณการซื้อขายลดลงมาก คาดการณ์ดัชนียังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตาม
Trend Line มีโอกาสทดสอบแนวต้านที่ 979 แนวรับ ที่ 970 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 970
ถือเพื่อรอขาย
ดัชนีนิกเกอิ แนวโน้มดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบยืนแนวรับ 9,300
และมีโอกาสที่จะกลับตัวขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะ
ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป และทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดมากขึ้น
หากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ว่าหน่วยงานกำกับ
ดูแลด้านการธนาคารของจีนอาจจะปรับเพิ่มอัตราขั้นต่ำที่ธนาคารต่างๆต้องกันสำรอง
ไว้เป็น 15% จากเดิม 10% ส่งผลให้ระดับดัชนีสร้างไม่สามารถสร้างจุดสูงขึ้นได้ต่อ
เนื่อง และมีโอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 22,200
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : CPN (ราคาปิด 30.25 แนะนำซื้อ เป้าปี 54 ที่ 38.40) ราย
ได้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงการใน
อนาคตที่อยู่ระหว่างพัฒนา 6 โครงการ ทำให้พื้นที่ค้าปลีกให้เช่ารวมมีแนวโน้มเพิ่ม
ขึ้น 31% จาก 9.7 แสนตรม. ในปี 53 เป็น 1.27 ล้านตรม. ในปี 56 เราคาดกำไรปกติปี
53 (ไม่นับรวมรายการพิเศษที่เป็นกำไรจากการขายสาขาปิ่นเกล้า 3.2 พันล้าน
บาท) ยังเติบโตได้ 14% จากปี 52 และคาดจะเติบโตต่อเนื่องอีกราว 18% ในปี 54
(Analyst -วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Stocks in trend
แนะนำ ซื้อ PTTEP, PTTCH จะได้ประโยชน์สูงสุดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัว
เพิ่มขึ้น โดยวานนี้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.11 ดอลลาร์ (+2.7%) ปิด
ที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล
HANA (ราคาปิด 25.50 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสมตาม
Consensus 34) ผู้บริหาร HANA คาดผลประกอบการ 3Q53 สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ต่อจาก 2Q53 หลังคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังการผลิตใน 3Q53
เพิ่มขึ้นเป็น 95% จากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 80% ขณะที่ HANA ระบุยังไม่ได้รับผล
กระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการทำสัญญา
ประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว รวมทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้นคาดว่าจะช่วยชด
เชยอัรากำไรที่อาจลดลงในอนาคตได้ (ที่มา: ทันหุ้น)
CTW (ราคาปิด 8.05 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่าย
สายเคเบิ้ล สายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ คาดจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็ง
ค่า เนื่องจากต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบหลักทองแดงและอลูมิเนียม ขณะที่คาดว่าจะได้
รับผลบวกจากการลงทุนของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า รวมทั้งงานโครงการด้าน
ไอที โดยมีฐานลูกค้าหลักของภาครัฐได้แก่ กฟผ., กฟน. และทีโอที เป็นต้น
(ที่มา: ทันหุ้น)
TPOLY (ราคาปิด 2.14 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร TPOLY คาดผล
ประกอบการในปี 53 ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่มีกำไร 36 ล้านบาท (EPS 0.10
บาท) เนื่องจากจะมีการรับรู้รายได้จากงานที่ยื่นประมูลตั้งแต่ช่วงต้นปี 53 เข้ามามาก
ขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 53 ที่ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY ขณะที่
คาดใน 4Q53 จะได้งานใหม่เพิ่มอีกราว 1 พันล้านบาท ซึ่งส่งผลให้สิ้นปี 53 จะมี
งานในมือที่ 4 พันล้านบาท (ที่มา: ข่าวหุ้น)
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ สหรัฐรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส จากการปรับเพิ่มการประเมิน
GDP ในช่วง 2Q53 เป็น 1.7% จากเดิมที่ 1.6% และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน
รายสัปดาห์ลดลง 16,000 รายแตะ 453,000 ตำแหน่งมากกว่าที่คาดว่าจะลดลงแตะ
460,000 รายสะท้อนว่าตลาดแรงงานฟื้นตัวปานกลาง ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
(PMI) ในภาคการผลิตของเขตชิคาโก เดือนก.ย. พุ่งขึ้นแตะระดับ 60.4 จุด จาก
56.7 จุดในเดือนส.ค. มากกว่าที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 55.9 จุด
+ จีนเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในเดือนก.ย.อยู่ที่
ระดับ 53.8% เพิ่มขึ้น 2.1%MoM
+ ญี่ปุ่นรายงานยอดการเริ่มสร้างบ้านในเดือนส.ค.พุ่งสูงเกินคาด 20.5% จาก
ที่พุ่งขึ้น 4.3% ในเดือนก.ค.และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10.2%
+ เยอรมนีรายงานอัตราว่างงานเดือนก.ย.ลดลงแตะ 7.2% จากระดับ 7.6%
ในเดือนส.ค. จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช่วยหนุนให้ภาวะตลาดแรงงานให้ดีขึ้น
+ ธปท.แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.53 ว่า เศรษฐกิจโดยรวมยัง
คงขยายตัวดี แม้อัตรการขยายตัวเริ่มชะลอตัวลงตามการขยายตัวของการส่งออกที่
ชะลอตัวลงแต่การท่องเที่ยว การบริโภค และภาคเอกชนยังขยายตัวดี ทั้งนี้ความเชื่อ
มั่นต่อภาคธุรกิจเดือน ส.ค.ที่ 50.3% และอยู่ที่ระดับ 56.7% ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
ถือว่าอยู่ในระดับสูง และหนุนการลงทุนช่วงต่อไป
ปัจจัยลบ
- ธนาคารกลางไอร์แลนด์อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคาร Anglo Irish
Bank และสถาบันการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้วงเงินใช้จ่ายในมาตรการช่วยเหลือ
ธนาคารในไอร์แลนด์พุ่งขึ้นแตะที่ 3.4 หมื่นล้านยูโร (4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่ง
จะส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณขยับขึ้นเป็น 32% ของ GDP จากเป้าเดิมที่
11.75% และสูงกว่าข้อบังคับของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่
เกิน 3% ของ GDP
- ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยุโรปกลับมาอีก ล่าสุดมูดี้ส์ได้ประกาศ
ลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของรัฐบาลสเปนลงสู่ Aa1 จาก AAA จากแนว
โน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรค
ปชป. การออกกม.นิรโทษกรรม และความพยายามป่วนเมืองด้วยการวางระเบิดตามที่
ต่าง ๆ และขู่วางระเบิดสถานที่สำคัญ
- กลุ่ม NGO ยังปักหลักชุมนุมคัดค้านประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่
นิคมฯมาบตาพุด
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 1 ต.ค. ก.พาณิชย์ของไทยจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) และ
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ในเดือน ก.ย.53 และวันนี้เป็นวันนัดไต่สวนครั้ง
สุดท้ายกรณีส.ส. และ ส.ว. ถือหุ้นสัมปทานของรัฐและถือหุ้นในกิจการสื่อจากพยาน
7 บริษัทได้แก่ DTAC, MCOT, JAS, GLOW, SCC, SCCC และบมจ.พีทีเอ
คอนสตรัคชั่น ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนส.ค.และดัชนีความเชื่อมั่น
ขั้นสุดท้ายเดือนก.ย.
* 3-6 ต.ค. นายกฯ จะเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 (ASEM 8) ที่
ประเทศเบลเยี่ยม
* 4-5 ต.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำหนดประชุมซึ่งคาดกันว่าจะพิจารณาใช้
มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเงินทุนในตลาดการเงินในภาวะ
การแข็งค่าของเงินเยน และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์ลดลง 47.23 จุด จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดย
เฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลง 47.23 จุด จากแรงขายทำ
กำไรของนักลงทุน ทั้งนี้ในช่วงเช้าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเนื่องจากได้แรง
หนุนจากการปรับเพิ่มตัวเลข GDP ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.7%
จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิด
เผยตัวเลขการว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวลดลง16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 453,000
ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 460,000 ราย อย่างไรก็
ตามดัชนีปรับตัวลดลงและปิดตลาดในแดนลบเนื่องจากถูกกดดันจากแรงขายทำกำไร
ของนักลงทุนโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง
47.23 จุด หรือ 0.44% ปิดที่ 10,788.05 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 3.53 จุด หรือ
0.31% ปิดที่ 1,141.20 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 7.94 จุด หรือ 0.33% ปิดที่
2,368.62 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 2.11 เหรียญขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้นแรงต่อ
เนื่องอีก 2.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในแนวโน้ม
เศรษฐกิจและดีมานด์พลังงานมากขึ้น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ปรับเพิ่ม
การประเมินตัวเลขจีดีพีขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ปี เป็นขยายตัว 1.7% จากที่
ประเมินไว้ครั้งก่อนว่าขยายตัวเพียง 1.6% นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิด
เผยตัวเลขการว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวลดลง16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 453,000
ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 460,000 ราย ทำให้ปิด
ตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 2.11
ดอลลาร์ ปิดที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุง
ลอนดอนส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์ปิดที่ 82.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:37:42
วันทำการสุดท้ายของไตรมาสที่ 3 ปี 53 ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าบวกต่อ
ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 975.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.65 จุด(+0.58%) มูลค่าการซื้อขาย
ปานกลางหนาแน่นปานกลางที่ 3.7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
อีก 3.3 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวน
ในกรอบ 960 - 979 และมีโอกาสที่จะผ่านแนวต้าน จากปัจจัยบวกเงินไหลเข้าซื้อหุ้น
ขนาดใหญ่ และความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจไทยหลังธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะการ
ผลิตภาคอุตสาหกรรม แต่โดยภาพรวมยังคงเติบโตในเกณฑ์สูงและมั่นใจว่า แรงส่งที่
ดีในครึ่งปีแรก จะช่วยหนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี S50Z10 แท่งเทียนปิดขาว
สูงขึ้นเล็กน้อย Volume ลดลงเล็กน้อย แต่ค่า Indicators ยังเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณ
บวก คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อแต่เริ่มอ่อนแรงลง แนวต้านที่ 682 แนวรับที่ 669
SET50 ดัชนีปิดขาวสูงขึ้น Volume ลดลง แต่ Indicators ปรับตัวสูงขึ้น
คาดดัชนียังปรับตัวขึ้นต่อตาม Trend line กรอบแนวต้านที่ 678 แนวรับที่
665 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,810-18ม970 GFZ10 เก็ง
กำไรระยะสั้นในกรอบ 18,900-19,000
กลยุทธ์ หุ้นขนาดใหญ่หรือBig Cap. ได้ปัจจัยบวกจากแรงซื้อนักลงทุนต่าง
ชาติ และการคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส
3 ที่กำลังจะประกาศออกมา โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารถือหรือปรับตัวเป็น
จังหวะเข้าซื้อเล่นรอบระยะสั้น SCB KBANK BBL หรือเข้าซื้อเก็งกำไร TMB กลุ่ม
พลังงานยังมีแนวโน้มกลับตัวขึ้น กลุ่มโรงกลั่น PTTAR TOP สำหรับหุ้นเก็งกำไรทาง
เทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น KSL MAJOR หรือเลือกใน Stocks
in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวปิดสูงขึ้นต่อเนื่อง Indicators เพิ่มขึ้น
แต่ปริมาณการซื้อขายลดลงมาก คาดการณ์ดัชนียังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตาม
Trend Line มีโอกาสทดสอบแนวต้านที่ 979 แนวรับ ที่ 970 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 970
ถือเพื่อรอขาย
ดัชนีนิกเกอิ แนวโน้มดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบยืนแนวรับ 9,300
และมีโอกาสที่จะกลับตัวขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะ
ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป และทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดมากขึ้น
หากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ว่าหน่วยงานกำกับ
ดูแลด้านการธนาคารของจีนอาจจะปรับเพิ่มอัตราขั้นต่ำที่ธนาคารต่างๆต้องกันสำรอง
ไว้เป็น 15% จากเดิม 10% ส่งผลให้ระดับดัชนีสร้างไม่สามารถสร้างจุดสูงขึ้นได้ต่อ
เนื่อง และมีโอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 22,200
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : CPN (ราคาปิด 30.25 แนะนำซื้อ เป้าปี 54 ที่ 38.40) ราย
ได้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงการใน
อนาคตที่อยู่ระหว่างพัฒนา 6 โครงการ ทำให้พื้นที่ค้าปลีกให้เช่ารวมมีแนวโน้มเพิ่ม
ขึ้น 31% จาก 9.7 แสนตรม. ในปี 53 เป็น 1.27 ล้านตรม. ในปี 56 เราคาดกำไรปกติปี
53 (ไม่นับรวมรายการพิเศษที่เป็นกำไรจากการขายสาขาปิ่นเกล้า 3.2 พันล้าน
บาท) ยังเติบโตได้ 14% จากปี 52 และคาดจะเติบโตต่อเนื่องอีกราว 18% ในปี 54
(Analyst -วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Stocks in trend
แนะนำ ซื้อ PTTEP, PTTCH จะได้ประโยชน์สูงสุดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัว
เพิ่มขึ้น โดยวานนี้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้น 2.11 ดอลลาร์ (+2.7%) ปิด
ที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล
HANA (ราคาปิด 25.50 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสมตาม
Consensus 34) ผู้บริหาร HANA คาดผลประกอบการ 3Q53 สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ต่อจาก 2Q53 หลังคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังการผลิตใน 3Q53
เพิ่มขึ้นเป็น 95% จากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 80% ขณะที่ HANA ระบุยังไม่ได้รับผล
กระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการทำสัญญา
ประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว รวมทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้นคาดว่าจะช่วยชด
เชยอัรากำไรที่อาจลดลงในอนาคตได้ (ที่มา: ทันหุ้น)
CTW (ราคาปิด 8.05 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่าย
สายเคเบิ้ล สายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ คาดจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็ง
ค่า เนื่องจากต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบหลักทองแดงและอลูมิเนียม ขณะที่คาดว่าจะได้
รับผลบวกจากการลงทุนของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า รวมทั้งงานโครงการด้าน
ไอที โดยมีฐานลูกค้าหลักของภาครัฐได้แก่ กฟผ., กฟน. และทีโอที เป็นต้น
(ที่มา: ทันหุ้น)
TPOLY (ราคาปิด 2.14 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร TPOLY คาดผล
ประกอบการในปี 53 ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่มีกำไร 36 ล้านบาท (EPS 0.10
บาท) เนื่องจากจะมีการรับรู้รายได้จากงานที่ยื่นประมูลตั้งแต่ช่วงต้นปี 53 เข้ามามาก
ขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 53 ที่ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY ขณะที่
คาดใน 4Q53 จะได้งานใหม่เพิ่มอีกราว 1 พันล้านบาท ซึ่งส่งผลให้สิ้นปี 53 จะมี
งานในมือที่ 4 พันล้านบาท (ที่มา: ข่าวหุ้น)
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ สหรัฐรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส จากการปรับเพิ่มการประเมิน
GDP ในช่วง 2Q53 เป็น 1.7% จากเดิมที่ 1.6% และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน
รายสัปดาห์ลดลง 16,000 รายแตะ 453,000 ตำแหน่งมากกว่าที่คาดว่าจะลดลงแตะ
460,000 รายสะท้อนว่าตลาดแรงงานฟื้นตัวปานกลาง ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
(PMI) ในภาคการผลิตของเขตชิคาโก เดือนก.ย. พุ่งขึ้นแตะระดับ 60.4 จุด จาก
56.7 จุดในเดือนส.ค. มากกว่าที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 55.9 จุด
+ จีนเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในเดือนก.ย.อยู่ที่
ระดับ 53.8% เพิ่มขึ้น 2.1%MoM
+ ญี่ปุ่นรายงานยอดการเริ่มสร้างบ้านในเดือนส.ค.พุ่งสูงเกินคาด 20.5% จาก
ที่พุ่งขึ้น 4.3% ในเดือนก.ค.และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10.2%
+ เยอรมนีรายงานอัตราว่างงานเดือนก.ย.ลดลงแตะ 7.2% จากระดับ 7.6%
ในเดือนส.ค. จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช่วยหนุนให้ภาวะตลาดแรงงานให้ดีขึ้น
+ ธปท.แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.53 ว่า เศรษฐกิจโดยรวมยัง
คงขยายตัวดี แม้อัตรการขยายตัวเริ่มชะลอตัวลงตามการขยายตัวของการส่งออกที่
ชะลอตัวลงแต่การท่องเที่ยว การบริโภค และภาคเอกชนยังขยายตัวดี ทั้งนี้ความเชื่อ
มั่นต่อภาคธุรกิจเดือน ส.ค.ที่ 50.3% และอยู่ที่ระดับ 56.7% ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
ถือว่าอยู่ในระดับสูง และหนุนการลงทุนช่วงต่อไป
ปัจจัยลบ
- ธนาคารกลางไอร์แลนด์อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคาร Anglo Irish
Bank และสถาบันการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้วงเงินใช้จ่ายในมาตรการช่วยเหลือ
ธนาคารในไอร์แลนด์พุ่งขึ้นแตะที่ 3.4 หมื่นล้านยูโร (4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่ง
จะส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณขยับขึ้นเป็น 32% ของ GDP จากเป้าเดิมที่
11.75% และสูงกว่าข้อบังคับของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่
เกิน 3% ของ GDP
- ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยุโรปกลับมาอีก ล่าสุดมูดี้ส์ได้ประกาศ
ลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของรัฐบาลสเปนลงสู่ Aa1 จาก AAA จากแนว
โน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรค
ปชป. การออกกม.นิรโทษกรรม และความพยายามป่วนเมืองด้วยการวางระเบิดตามที่
ต่าง ๆ และขู่วางระเบิดสถานที่สำคัญ
- กลุ่ม NGO ยังปักหลักชุมนุมคัดค้านประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่
นิคมฯมาบตาพุด
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 1 ต.ค. ก.พาณิชย์ของไทยจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) และ
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ในเดือน ก.ย.53 และวันนี้เป็นวันนัดไต่สวนครั้ง
สุดท้ายกรณีส.ส. และ ส.ว. ถือหุ้นสัมปทานของรัฐและถือหุ้นในกิจการสื่อจากพยาน
7 บริษัทได้แก่ DTAC, MCOT, JAS, GLOW, SCC, SCCC และบมจ.พีทีเอ
คอนสตรัคชั่น ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยรายได้ส่วนบุคคลเดือนส.ค.และดัชนีความเชื่อมั่น
ขั้นสุดท้ายเดือนก.ย.
* 3-6 ต.ค. นายกฯ จะเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 (ASEM 8) ที่
ประเทศเบลเยี่ยม
* 4-5 ต.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำหนดประชุมซึ่งคาดกันว่าจะพิจารณาใช้
มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเงินทุนในตลาดการเงินในภาวะ
การแข็งค่าของเงินเยน และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์ลดลง 47.23 จุด จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดย
เฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลง 47.23 จุด จากแรงขายทำ
กำไรของนักลงทุน ทั้งนี้ในช่วงเช้าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเนื่องจากได้แรง
หนุนจากการปรับเพิ่มตัวเลข GDP ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.7%
จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิด
เผยตัวเลขการว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวลดลง16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 453,000
ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 460,000 ราย อย่างไรก็
ตามดัชนีปรับตัวลดลงและปิดตลาดในแดนลบเนื่องจากถูกกดดันจากแรงขายทำกำไร
ของนักลงทุนโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง
47.23 จุด หรือ 0.44% ปิดที่ 10,788.05 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 3.53 จุด หรือ
0.31% ปิดที่ 1,141.20 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 7.94 จุด หรือ 0.33% ปิดที่
2,368.62 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 2.11 เหรียญขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้นแรงต่อ
เนื่องอีก 2.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในแนวโน้ม
เศรษฐกิจและดีมานด์พลังงานมากขึ้น หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ปรับเพิ่ม
การประเมินตัวเลขจีดีพีขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ปี เป็นขยายตัว 1.7% จากที่
ประเมินไว้ครั้งก่อนว่าขยายตัวเพียง 1.6% นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิด
เผยตัวเลขการว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวลดลง16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 453,000
ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 460,000 ราย ทำให้ปิด
ตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 2.11
ดอลลาร์ ปิดที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุง
ลอนดอนส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์ปิดที่ 82.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:37:42
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)