แนวโน้มตลาดวันนี้
เมื่อวันศุกร์ตลาดหุ้นไทยยังปิดบวก ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 951.90 จุด เพิ่มขึ้น4.80 จุด
(+0.51%)มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นปานกลางที่ 2.8 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอีก
1.1 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ 940-
957 ระยะสั้นมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 957-960 โดยมีปริมาณการซื้อขายเป็นสัญญาณชี้นำการ
ผ่านยืนแนวต้าน 957 และปัจจัยบวกหลักการซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ S50Z10
แท่งเทียนปิดขาวสูงขึ้น ค่า Indicators และ Volume เพิ่มขึ้นมากสอดคล้องกันเป็นสัญญาณ
บวก คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ แนวต้านที่ 664 แนวรับ 653 SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน
ขาวสูงขึ้นเล็กน้อย Volume ลดลง แต่ Indicators เพิ่มขึ้น คาดดัชนีปรับตัวขึ้นต่อตาม Trend
Line กรอบแนวต้านที่ 660 แนวรับที่ 649 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ
18,850-18,950 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,900-18,980
กลยุทธ์ ปริมาณการซื้อขายลดน้อยถอยลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอาจมีแรงขายที่บริเวณแนวต้าน
949-957 สำหรับภาพการลงทุนระยะสั้นเน้นเล่นรอบมากขึ้น ปรับตัวลงเป็นจังหวะในการเข้าซื้อ-
ขึ้นขายทำรอบ การคาดการณ์หรือปรับราคาเป้าหมายทางพื้นฐานเป็นปัจจัยต่อการเก็งกำไร กลุ่ม
พลังงาน BANPU PTT กลุ่มธนาคาร BBL หุ้นรายหลักทรัพย์ SCC KSL สำหรับหุ้นเก็งกำไร
ทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น TPIPL ITD หรือเลือกใน Stocks in
Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ(แนวต้านเป้าหมายแรก 949) ปรับตัวลงแรงซื้อกลุ่มสื่อสาร กลุ่ม
พลังงาน
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวราคาปิดสูงขึ้นเล็กน้อย ปริมาณการซื้อขายลดลง
มาก แต่ Indicators เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณขัดแย้งเล็กน้อย คาดการณ์ดัชนียังปรับตัวขึ้นต่อตาม
Trend Line ระยะสั้น กรอบแนวต้านที่ 957 แนวรับที่ 945 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 945 ถือเพื่อรอ
ขาย
ดัชนีนิกเกอิ นักลงทุนยังคงติดตามการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อสกัดการแข็งค่าของ
เงินเยน หลังฺ BOJเทขายเยนเป็นครั้งที่สองออกมา ซึ่งได้สร้างความมั่นใจในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามแนวโน้มตลาดมีโอกาสที่จะพักตัวในระยะสั้นจากสัญญาณขายเมื่อต่ำกว่า 9,500
ลงมา เป็นการปรับลงรอบใหม่ที่แนวรับ 9,300
ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกงยังขาดปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นตลาด ระดับดัชนียืนแนวรับ
22,000 แนวโน้มเป็นการสร้างฐานราคา ในขณะที่สัญญาณทางเทคนิคมีความขัดแย้งทางขาขึ้น
ทำให้มีโอกาสที่จะถูกขายทำกำไรจากภาวะซื้อมาก แนวรับสำคัญ 21,800 / 21,500
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : BANPU (702 ซื้อ เป้าปี 54:764)ระยะสั้นได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้ม
ผลประกอบการ 3Q53 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากจะมีกำไรก่อนหักภาษีจากการขาย
หุ้น ITM (บริษัทลูก) เข้ามาประมาณ 395 ล้านเหรียญหรือ 12,325 ล้านบาท ส่วนระยะยาวคาด
เข้าซื้อหุ้น Centennial สำเร็จหนุนกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7.34 บาท/หุ้น ช่วยชดเชย
ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลที่คาดว่าลดลงจากการขายหุ้น ITM ประมาณ 3.6 บาทต่อหุ้น ส่วน
ราคาถ่านหินล่าสุดเพิ่มขึ้น 75 เซนต์และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะมองว่าจะมีการ
Stock ถ่านหินไว้ใช้มากขึ้นในช่วงฤดูหนาว คาดกำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 22,139 ล้านบาทเพิ่ม
ขึ้น 56%yoy(รวมกำไรจากการขายหุ้น ITM)
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
Stocks in trend
TTW (ราคาปิด 5.50 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 6.10) ปริมาณการจ่ายน้ำประปาช่วงเดือน
ก.ค.-ส.ค.53 อยู่ที่ 43.10 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 10.51% YoY ขณะที่ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.53
ได้มีการเริ่มเดินเครื่องกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้น 1.2 แสน ลบ.ม.ต่อวัน แล้ว รวมกำลังการผลิต
เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 แสน ลบ.ม.ต่อวัน
TISCO (ราคาปิด 38.50 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสมตาม Consensus 40)
ผู้บริหาร TISCO คาดยอดสินเชื่อในไตรมาส 3/53 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2/53
โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังคงเติบโตค่อนข้างมาก (ที่มา: นสพ.ทันหุ้น)
และนำ ซื้อเก็งกำไร CK (ราคาปิด 9.30 ราคาเหมาะสมตาม Consensus 9.85), ITD
(ราคาปิด 4.38 ราคาเหมาะสมตาม Consensus 4.45), STEC (ราคาปิด 13.30
ราคาเหมาะสมตาม Consensus 15.48) โดย รฟม.คาดว่าภายในต้นเดือน ต.ค.53 จะสามารถ
ลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้ทั้ง 5 สัญญา (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น)
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ ฝรั่งเศสเปิดเผยว่า GDP ในช่วง 2Q53 ขยายตัว 0.7% ดีกว่าที่คาดว่าจะสูงขึ้น
0.6% จากช่วงไตรมาสแรก ทั้งนี้ ทางการฝรั่งเศสคาดการณ์ GDP ทั้งปีที่ 1.5% จากที่หดตัวลง
2.5% ในปี 52
+ ยอดการใช้จ่ายด้านสินค้าทุนในภาคธุรกิจของสหรัฐประจำเดือนส.ค.ปรับตัวสูงขึ้น
4.1% ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้จ่ายในภาคธุรกิที่ดีขึ้น หลังจากที่ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนร่วง
ลง 5.3% ในเดือนก.ค.
+ สหรัฐรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนนอกภาคอุตสาหกรรมขนส่งเดือนส.ค. สูงขึ้น 2%
ทำสถิติขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 เดือน และสูงกว่าที่คาดถึง 2 เท่าแต่อุปสงค์สินค้าคงทนโดยรวม
ในเดือนส.ค.ปรับตัวลดลง 1.3% จากผลกระทบของยอดสั่งซื้อเครื่องบินที่ดิ่งลงอย่างหนัก
+ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันว่าสัญญาณการลงทุนเริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะ
นักลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจากญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และฮ่องกง ที่เริ่มเข้ามาพิจารณาหาพื้นที่เพื่อ
การลงทุนในไทยมากขึ้น หลังชะลอการลงทุนไปเกือบ 1 ปี
+ ธปท.ได้ข้อสรุปในการปรับลดค่าธรรมเนียมซึ่งออกมาในทางที่ดีและน่าจะมีผลต่อการ
ลดรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชยไม่มาก (ข้อสรุปมี 3 ข้อประกอบด้วย 1) เลิกเก็บค่า
ธรรมเนียมการถอนเงินผ่านตู้ATMข้ามธนาคาร โดยจะให้คิดอัตราเดียวทั่วประเทศครั้งละ 10
บาทเมื่อกดเงินผ่านตู้ ATM 2) ปรับอัตราการเบิกถอนเงินข้ามเขตในธนาคารเดียวกัน จาก
ปัจจุบันธนาคารจะคิดค่าบริการขั้นต่ำอยู่ที่ 20-25 บาทต่อรายการมาเป็นคิดค่าบริการอัตราเดียว
กันหมด 20 บาทต่อรายการ 3) ปรับอัตราการโอนเงินผ่านตู้ ATMของธนาคารเดียวกันแต่ข้าม
เขตให้คิดอัตราเดียวกันทั่วประเทศ 15 บาทต่อรายการ โดยให้ฟรีในรายการแรกของแต่ละเดือน)
+ ใกล้สิ้นสุดงวดระยะเวลาบัญชีไตรมาส 3 ในวันที่ 30 ก.ย. 53 ซึ่งอาจมีประเด็น
การทำ Window dressing
ปัจจัยลบ
- สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 4.3%MoM ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเพิ่ม
ขึ้น 5% และร่วงลง 29%YoY โดยจำนวนบ้านใหม่ที่ขายได้ยังทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับ
เดือนก.ค. ที่ระดับ 288,000 ยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2506 บ่งชี้ว่า
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอ่อนแอ
- บรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (FDIC) เปิดเผยว่ามีธนาคารล้มละลายอีก 1 แห่ง คือ
ธนาคารฮาเวน ทรัสต์แบงค์ ฟลอริด้า (Haven Trust Bank Florida) ในรัฐฟลอริด้า ส่งผลยอด
รวมธนาคารล้มละลายในปีนี้พุ่งเป็น 126 แห่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคการเงินของสหรัฐยังคงได้รับ
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรคปชป.
ความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล การออกกม.นิรโทษกรรม ทั้งปี 5 ต.ค. ครบกำหนดการ
ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ยังประกาศใช้ในพื้นที่ 7 จังหวัด โดยมีแนวโน้มว่าจะยกเลิกการ
ประกาศใช้ใน 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุดร ขอนแก่น
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 28 ก.ย. ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) จะเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ GDP ใหม่
ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเดิม
* 29 ก.ย. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)จะประกาศตัวเลข GDP ปี 53 ที่ทบทวนใหม่
* 30 ก.ย. เครือข่ายชุมชนภาคตะวันออกจะนัดชุมนุมปิดมาบตาพุดเพื่อแสดงท่าทีคัดค้าน
การประกาศ 11ประเภทกิจการรุนแรงนั้น แต่มีชาวบ้านบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วย ขณะที่
ธปท. มีกำหนดประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย เดือน ส.ค.53 ส่วนสหรัฐจะประกาศตัวเลข GDP
2Q53 (ตัวเลขจริง)
* 1 ต.ค. ก.พาณิชย์ของไทยจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) และดัชนีราคาผู้
บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ในเดือน ก.ย.53 และวันนี้เป็นวันนัดไต่สวนครั้งสุดท้ายกรณีส.ส. และ
ส.ว. ถือหุ้นสัมปทานของรัฐและถือหุ้นในกิจการสื่อจากพยาน 7 บริษัทได้แก่ DTAC, MCOT,
JAS, GLOW, SCC, SCCC และบมจ.พีทีเอ คอนสตรัคชั่น
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street: ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 197.84 จุด หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและเยอรมนีออกมา
อย่างสดใส
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 197.84 จุด โดยตลาดได้แรงหนุนจากการ
เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าพอใจทั้งในสหรัฐและยุโรป อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐที่
ปรับตัวสูงขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค. โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนนอกภาคอุตสาหกรรมขนส่งเดือนส.
ค.ปรับตัวสูงขึ้น 2% ทำสถิติขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ถึง 2 เท่า ส่วนเยอรมนีก็รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นจาก 106.7 จุด
ในเดือนส.ค.เป็น 106.8 จุด ทำให้ปิดตลาดดัชนี ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 197.84 จุด หรือ 1.86%ปิด
ที่ 10,860.26 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 23.84 จุด หรือ 2.12% ปิดที่ 1,148.67 จุด และ
ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 54.14 จุด หรือ 2.33% ปิดที่ 2,381.22 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 1.31 เหรียญ ขานรับตัวเลขยอดสินค้าคงทนที่เพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์ต่อ
บาร์เรล โดยตลาดได้แรงหนุนเช่นเดียวกับตลาดหุ้นวอลสตรีทคือนักลงทุนขานรับตัวเลขยอดสินค้า
คงทนที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนนอกภาค
อุตสาหกรรมขนส่งปรับตัวสูงขึ้น 2% ในเดือนส.ค. ทำสถิติขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 เดือน และสูง
กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 2 เท่า ทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า
NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์ ปิดที่ 76.49 ดอลลาร์/บาร์เรลส่วนราคาน้ำมัน
ดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ ปิดที่ 78.87 ดอลลาร์/
บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 27/09/10 เวลา 9:46:35
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น