วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 24/09/53

Trading Strategy
“อ่อนตัวที่ไม่ต่ำกว่า 930 ยังมีลุ้นไปต่อ”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้...ผันผวน SET Index วานนี้แกว่งตัวแรง โดยปรับขึ้นไปสูงสุด
957.22 และลงมาต่ำสุด 945.27 ปิดตลาดใกล้ระดับต่ำสุดที่ 947.10 (+2.10 จุด) การ
แกว่งลงในช่วงท้ายเกิดจากการขายทำกำไรหลังดัชนีขึ้นมาทดสอบแนวต้าน 960+/-,
การ Force sell หุ้น TRUE และดัชนีดาวโจนส์ & ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าอ่อนตัวลง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิสูง 2.1 พันล้านบาท สถาบันในประเทศ
และพอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 170-200 ล้านบาท ส่วนรายย่อยขายสุทธิ
สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติทำ Net Short 240 ล้านบาท ส่วนสถาบันใน
ประเทศและรายย่อยทำ Net Long
• คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ หลังจากดัชนีทำ New High มักจะมีการปรับฐานตาม
มา ซึ่งเมื่อวานได้ปรับไปแล้วส่วนหนึ่งและอาจจะต่อเนื่องมาในวันนี้ อย่างไรก็ตาม
หากการอ่อนตัวไม่แรง กล่าวคือยังสามารถยืนเหนือ 930 ได้ ก็มีโอกาสที่จะวกกลับ
ไปปรับขึ้นต่อ ดังนั้นหากมีหุ้นต้นทุนต่ำ แนะนำให้ถือต่อ สำหรับการเข้าใหม่เน้นซื้อ
จังหวะอ่อนตัว แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า SET ไม่หลุด 930 หลักทรัพย์ที่เราเห็นว่า
น่าสนใจ ได้แก่
• KBANK : เราชอบ KBANK เนื่องจาก สินเชื่อในปี 53-54 ขยายตัวสูง โดย
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ DBSV ประมาณการไว้ที่ 8.0% ต่อปี โดยเน้นสินเชื่อ Corporate
และ SMEs ซึ่งมีความต้องการใช้สินเชื่อสูงในช่วงที่การลงทุนและการส่งออก
ขยายตัวแข็งแกร่ง, คุณภาพสินทรัพย์ดี NPL ratio ต่ำที่สุดในกลุ่ม โดยประมาณการ
ไว้ที่ 3.3% ในสิ้นปี 53 (จาก 3.9% ในสิ้นปีก่อน) และรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวสูง
ถึง 15% โดดเด่นเมื่อเทียบกับแบงค์ใหญ่ด้วยกัน สำหรับกำไรสุทธิปี 53-54 คาด
การณ์ว่าจะขยายตัวแข็งแกร่งมากที่ 21% และ 31% ตามลำดับ แนะนำซื้อ โดยให้
ราคาพื้นฐาน 140 บาท
• SCC : ผลดำเนินงานของธุรกิจที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีแข็งแกร่ง โดยอุปสงค์ของ
ปูนซีเมนต์, วัสดุก่อสร้าง และกระดาษขยายตัวสูงในปีนี้และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในปี
54 สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี คาดว่า Spread จะดีขึ้นในปี 54 หลังจากอ่อนตัวใน 2H53
สำหรับ Spread ของ HDPE ใน 3Q53 เท่ากับ 450 US$/ตัน และเฉลี่ย YTD เท่ากับ
500 US$/ตัน การปิดซ่อมบำรุงโรงงาน 40 วันใน 4Q53 ไม่กระทบยอดขายเพราะ
บริษัทได้ผลิตสะสมสต็อกไว้รองรับแล้ว ฐานะการเงินดี ปันผลสูง โดยคาดการณ์
Dividend Yield ปี 53-54 เท่ากับ 5% ต่อปี แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 366 บาท
• HEMRAJ : บริษัทวางแผนที่จะซื้อหุ้นนิคมฯ SIL และ RIL เป็น 100%
จากกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย จากเดิมที่ถือหุ้นเพียง 25% ข้อดีคือ จะสามารถบริหารงานใน
เชิงรุกได้อย่างเต็มที่, ความคืบหน้าของ Gheco-1 ในส่วนของการก่อสร้างยังเป็นไป
ตามกำหนดการเดิม คือ ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมที่จะทดสอบผลิตไฟฟ้า 2Q54
ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 80% และบริษัทมีแผนร่วมลงทุน SPP ในอนาคต
ปัจจุบันมีอยู่ 5 โครงการ แบ่งเป็น 1 โครงการที่เจ้าของโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว
และอีก 4 โครงการที่จะเข้าประมูลในรอบนี้ประมาณปลายปี 53 สำหรับการขายที่ดิน
ขณะนี้กำลังเจรจาขายที่ดินแปลงใหญ่ 130-140 ไร่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ แนะนำ
ซื้อ ราคาพื้นฐาน 2.43 บาท ส่วนหลักทรัพย์ที่แนะนำซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ
BEC, LPN, ITD, CK, AMATA, ROJNA, TASCO, MAJOR, TMB หุ้นปันผลเด่น มีเงิน
เย็นสามารถทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT, DCC,
MODERN, CSP,TICON, LPN, SPALI

Key Drivers :
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 76.89 จุด...ตัวเลขภาคแรงงานอ่อนแอกว่าคาด
+ ราคาน้ำมันดิบรีบาวน์ โดย NYMEX +0.47 US$ มาปิดที่ 75.18 US$/bbl
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ขยับขึ้นเล็กน้อย โดยปิดที่ 3.59 US$/bbl จากวัน
ก่อนหน้าที่ 3.34 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด –25 จุด มายัง
2461
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ปรับขึ้นต่อ โดย +4.20 US$ มาปิดที่
1,296.30 US$/ออนซ์
+ ดัชนีราคาถ่านหิน (BJI) สัปดาห์ที่ 4 เดือนก.ย.53 บวกต่อจากสัปดาห์ก่อน
0.75 US$ เป็น 95.10 US$/ตัน
- วานนี้ (23 ส.ค.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวการเปิดประมูล
3G
•/- กรณีมาบตาพุด...กนอ.และกรอ.ยังไม่ได้ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่
ไม่เข้าข่ายโครงการรุนแรงฯ
• ก.คลังอนุมัติ 5 มาตรการลดความผันผวนบาท...นับเป็นมาตรการที่ไม่รุนแรง
และกระทบกับตลาดทุนจำกัด

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : PTTCH 4.7% ของปริมาณซื้อขายกระดานหลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ย่อ=หยุด” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็น
บวกน้อยลง (ยืนเหนือ SMA 10 วัน แต่ปิดค่อนมาทางต่ำสุดของวัน และยังมีแรงกด
จากสภาวะ Overbought + Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบให้
น้ำหนักของการลง แต่หากรักษาค่าบวกได้ก็จะเป็นการปรับขึ้นก่อนถอยลงตามมา
แนวต้าน 955-960 ลดพอร์ตตามเมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 930
สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม หากรีบาวน์ต่อจะมีแนวต้าน 660 ค่าลบให้
ลดพอร์ตตามและ Stop loss เมื่อหลุด 640 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวก
เพื่อขายที่แนวต้าน หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ LH, AMATA, LANNA, SCC,
HMPRO, MAKRO, BEC

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 76.89 จุด...ตัวเลขภาคแรงงานอ่อนแอกว่าคาด ทั้งนี้
กระทรวงแรงงานงานรายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์เพิ่ม
ขึ้น 12,000 ราย เป็น 465,000 ราย ซึ่งแย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ส่วน
ยอดขายบ้านมือสองพุ่งขึ้น 7.6% ในเดือนส.ค.หลังดิ่ง 27% ในเดือนก.ค. แต่การฟื้น
ตัวก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์การคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน
ส.ค.ไต่ขึ้น 0.3% ดีกว่าคาดที่ 0.1%
+ ราคาน้ำมันดิบรีบาวน์ โดย NYMEX +0.47 US$ มาปิดที่ 75.18 US$/bbl
ส่วน BRENT +0.16 US$ มายัง 78.11 US$/bbl เนื่องจากมีข่าวการปิดซ่อมบำรุงโรง
กลั่นของโคโนโคฟิลลิปส์ รัฐนิวเจอร์ซีย์เป็นเวลา 45 วัน
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ขยับขึ้นเล็กน้อย โดยปิดที่ 3.59 US$/bbl จากวัน
ก่อนหน้าที่ 3.34 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ลดลงต่อ โดยปิด –25 จุด มายัง
2461
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ปรับขึ้นต่อ โดย +4.20 US$ มาปิดที่
1,296.30 US$/ออนซ์
+ ดัชนีราคาถ่านหินขยับขึ้นต่อ ดัชนีราคาถ่านหิน (BJI) สัปดาห์ที่ 4 ของเดือน
ก.ย.53 ขยับขึ้นต่อจากสัปดาห์ก่อน 0.75 US$/ตันเป็น 95.10 US$/ตัน...เป็นข่าวบวก
กับ BANPU โดยทำให้ราคาขายเฉลี่ยในปี 54 จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
- วานนี้ (23 ส.ค.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเห็นตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่
ให้คุ้มครองชั่วคราวการเปิดประมูล 3G ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าขณะนี้กำลังเร่งนำ
พ.ร.บ.องค์กรกสทช.เข้าพิจารณาในสภา และทางกระทรวงการคลัง & ไอซีทีกำลัง
ศึกษาความเป็นไปได้และพิจารณาว่าการแปลงสัมปทาน 2G เป็นใบอนุญาต 3G
ขัดต่อกฎหมายหรือไม่
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : เรามองว่าข่าวลบของหุ้นกลุ่มสื่อสารที่เกี่ยวข้อง
กับ 3G ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว จากนี้ไปจะมีแต่แย่ทรงตัว คือ ต้องรอให้มีการจัดกสทช.
ก่อน ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปีในการผ่านร่างพ.ร.บ.และสรรหากรรม
การกสทช. แล้วค่อยเปิดประมูล หรืออาจจะดีขึ้นหากสามารถแปลงสัญญาสัมปทาน
2G เป็นใบอนุญาต 3G ได้โดยมีความเหมาะสมเรื่องผลประโยชน์ของทุกฝ่ายและ
ไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่า ถ้าไม่มีหุ้นที่เกี่ยวข้อง
กับ 3G ก็ไม่ต้องรีบซื้อเพราะยังต้องใช้เวลาในการหาคำตอบเรื่องการประมูล 3G
อีกพอสมควร แต่ถ้ามีหุ้นอยู่แล้วแนะนำถือเพราะตอบรับข่าวลบไปมากแล้ว
•/- เกี่ยวกับกรณีมาบตาพุด...กนอ.และกรอ.ยังไม่ได้ออกใบอนุญาตให้ผู้
ประกอบการที่ไม่เข้าข่ายโครงการรุนแรงฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม
เปิดเผยว่า ขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมโรงงาน
อุตสาหกรรม (กรอ.) อยู่ระหว่างการพิจารณาตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางเกี่ยว
กับประกาศ 11 ประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯและรัฐธรรมนูญมาตรา 67
เพื่อออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการที่ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรงฯ โดยคาดว่าจะรอ
ออกใบอนุญาตให้พร้อมๆ กัน เนื่องจากถ้าออกให้รายใดก่อนจะมีปัญหาว่าเอื้อ
ประโยชน์ให้เป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ขณะนี้จึงยังไม่
ได้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการรายใดเลยรวมถึงโครงการโรงแยกก๊าซฯ 6
ของ PTT ก็ต้องรอให้พร้อมกับรายอื่นๆ
• ก.คลังอนุมัติ 5 มาตรการลดความผันผวนบาท...นับเป็นมาตรการที่ไม่รุนแรง
และกระทบกับตลาดทุนจำกัด กระทรวงการคลังจะออกประกาศเกี่ยวกับการดำเนิน
มาตรการผ่อนคลายระเบียบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อให้นิติบุคคลและบุคคล
ไทย สามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยมีสาระสำคัญสรุปได้เป็น 5
มาตรการ ประกอบด้วย
1) การผ่อนคลายให้นิติบุคคลลงทุน หรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัด
จำนวน ตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่เจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
กำหนด
2) อนุญาตให้นิติบุคคลให้กู้ยืมแก่กิจการที่ไม่ใช่กิจการในเครือได้เป็นจำนวน
รวมทั้งสิ้นไม่เกินปีละ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
3) เพิ่มวงเงินที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศ ประสงค์จะโอนเงินไป
ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุนหรือที่พักอาศัย จากไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ต่อรายต่อปี เป็นไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรายต่อปี
4) กรณีที่ไม่มีภาระผูกพัน ให้มียอดคงค้างในบัญชีไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์
สหรัฐตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่เจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินกำหนด
5) ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออก ที่ไม่ต้องนำเงินเข้าประเทศ จาก 20,000
ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/09/10 เวลา 12:00:41

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น