Market Recap and Trend: การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศยังเป็นปัจจัยหนุน SET
ปรับขึ้นทดสอบแนวต้านระยะสัปดาห์ที่ 980 จุด
วานนี้ SET ปรับเพิ่มขึ้น 1.11% ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ ปิดตลาดที่ 962.47 จุด
ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 39,868 ล้านบาท นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และสื่อสาร
นักลงทุนต่างชาติยังซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่องอีก 2,629 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ แม้ว่าจะ
มีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น ตามการปรับลดลงของตลาดหุ้นต่างประเทศ
ประกอบกับ SET ปรับสูงขึ้นหลายวันติดต่อกัน แต่เราเชื่อว่าแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนจาก
ต่างประเทศจะยังเป็นปัจจัยหนุน SET ปรับสูงขึ้นไปทดสอบที่แนวต้านหลักในระยะสัดาห์บริเวณ
980 จุด ล่าสุดกระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 53 เป็น
7.5% (ขณะที่ธปท. คาดว่าจะเติบโต 6.5-7.5%) โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 6% ใน
3Q53 และ 3.3% ใน 4Q53 นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าเงินบาท จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องไปอยู่ที่
ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ฯ ในช่วงสิ้นปีนี้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 2% ภายในสิ้นปีนี้
และ 3% ณ สิ้นปี 54 ทั้งนี้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่
ปรับสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ และยุโรปจะเป็นปัจจัยหนุนการไหลเข้าของเงินทุนจาก
ต่างประเทศต่อเนื่อง โดยเช้านี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 30.55 บาท/ดอลลาร์ฯ
Investment Strategy: กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง...แนะซื้อหุ้นกลุ่ม
โรงแรม จากผลการดำเนินงานที่ผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q53 ไปแล้ว
เมื่อพิจารณาในเชิง Valuation ในปัจจุบัน SET ซื้อขายที่ P/E 13.7 เท่า และ
P/BV 1.92 เท่า ในปี 53 และลดลงเหลือ P/E 11.8 เท่า และ P/BV 1.73 เท่าในปี 54 ซึ่งถือ
ว่าเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/E และ P/BV ในอดีตตั้งแต่ปี 2540 ที่ระดับ 11.5 เท่า และ
1.55 เท่า ตามลำดับ แต่จากแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่คาดว่าจะยังมีเข้า
มาอย่างต่อเนื่องจาก 1).แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง 2).อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเร็ว และ
3).การปรับประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานของนักวิเคราะห์ ทำให้เราคาดว่า SET จะยังมี
แนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อไปในระยะสัปดาห์ โดยมองเป้าหมายทางเทคนิคที่ 980 จุด และคงเป้า
หมาย Bottom-Up ที่ 1,037 จุด ทั้งนี้ เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ต
เหมือนเดิม ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่อย่าง กลุ่มธนาคาร พลังงาน สื่อสาร และปิโตรฯ ยังมี
แนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดต่อไป...สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
• MINT – ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 13.5 บาท คาดผลการดำเนินงานพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วใน
2Q53 และจะค่อยๆ ฟื้นตัว เห็นได้ชัดจากยอดจองโรงแรมที่ดีตั้งแต่ 3Q53 และชัดเจนมากขึ้น
ในเดือน ต.ค.ที่เริ่มมียอดจองล่วงหน้าเข้ามาแล้ว ขณะที่ธุรกิจอาหารเติบโตต่อเนื่อง
AUTO :
หุ้นส่วนใหญ่มี Sentiment แข็งแกร่งขึ้นมาก
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +3.2% สูงกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ +3.1% (Update วันที่ 28 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +3.2% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET ที่มี
อัตราผลตอบแทน +3.1% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 0.1% แต่หาก
พิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +248% ดีกว่าตลาดที่ให้อัตรา
ผลตอบแทน +36% อยู่ 157% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตราผล
ตอบแทน 51% ดีกว่าผลตอบแทนของ SET ที่ 30% อยู่ 22% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
BANPU และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 8.3%
และ 3.4% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม
เศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL
(จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งสง่ ผลดีต่อแนวโนม้ ผลการดำเนินงาน) QH (คาดว่า
ผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่) และ BANPU (มี
ประเด็นบวกจากการขายหุ้น ITMG และซื้อ Centennial Coal ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจถ่านหินใน
อนาคต)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.44%และดัชนี S&P 500 ปิดลดลง
0.57% โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มการเงินร่วงลงหนักสุด หลังจากมูดีส์ อินเวสเตอร์ส
เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาแองโกล ไอริช แบงค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคาร
ยุโรปที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในภาคการ
เงินของยุโรป
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX เดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 3
เซ็นต์ 76.52 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์กส่งผลให้บรรยากาศการซื้อ
ขายในตลาดน้ำมัน NYMEX ซบเซาลงด้วย ขณะที่ นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันในรอบ
สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 ก.ย.ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐจะเปิดเผย
ในวันพุธนี้ โดยตลาดคาดว่าสต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 400,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่ม
ขึ้น 300,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 700,000 บาร์เรล และคาดว่าอัตราการใช้
กำลังการกลั่นน้ำมันจะลดลง 0.6%
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบยูโร นักลงทุนเทขายสกุลเงินยูโรความวิตกเกี่ยวกับปัญหาหนี้
ด้านการคลังในประเทศแถบยูโรโซน โดยเฉพาะไอร์แลนด์ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากใน
ความพยายามพยุงภาคธนาคารให้รอดพ้นจากวิกฤต โดยมีรายงานว่ารัฐบาลไอร์แลนด์เตรียมเพิก
ถอนการค้ำประกันหนี้บางประเภทของธนาคารไอร์แลนด์ในช่วงสิ้นเดือนนี้ ซึ่งข่าวดังกล่าวสร้าง
ความวิตกกังวลไปทั่วตลาดการเงินแม้รัฐบาลไอร์แลนด์ออกแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มี
ความเป็นไปได้น้อยมากที่ไอร์แลนด์หรือธนาคารไอร์แลนด์จะผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม นอกจากนี้ ยัง
ได้รับแรงกดดันหลังจากมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของ
ธนาคารแองโกล ไอริช แบงค์ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารยุโรปที่กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน ข่าวดัง
กล่าวส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในภาคการเงินของยุโรป
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 7 จุด มาที่ 2,451 จุด สิ้นสุดฤดูการเก็บสต็อกวัตถุดิบ
และสินค้าคงคลัง คาดว่าค่าระวางเรือจะมีทิศทางผันผวนไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยภาพค่าระวางเรือจะ
ถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้น
กว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หากไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง
TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วง
ปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจาก
อายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 9:07:50
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น