Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังคงดูเป็นบวกมากกว่าลบ แม้ตลาดหุ้นโลกดูค่อนข้าง
ไร้ทิศทาง แต่ค่าเงิน ฿ ที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง น่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ เรายังคาดหวังที่จะเห็น
SETI เดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 980±5 จุด
- โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ในขณะ
เดียวกันก็ควรเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงขึ้นไปพร้อมกันด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและ
กลางเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น 960 และ 935 จุด ตามลำดับ
- หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ MK, THAI, TOP และหุ้น
แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;= DECELERATION) คือ AMATA, CCET, DELTA
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): DTAC (41.25/42.75), PTTAR (27.25/28.75),
TOP (52.25/54.25) *
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- GEN-W1 และ NNCL-W พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- TF XD @ 14.90 บาท
- คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นที่มีโอกาสเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance
ตามเกณฑ์ตลท.คือ ADVA13CA, BANP13CB, IVL01PA, KBAN13CB, PS13CA,
PTT13CC,PTTC13CA, PTTE13CB, TTA13CA (9 หุ้น) --ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน
Turnover List
- พรุ่งนี้ :
- SLC XR 1 หุ้นสามัญเดิม : 4 หุ้นสามัญใหม่ @ 0.10 บาท กำหนดการจองซื้อ
18-22/10/10
- SLC XW 4 หุ้นสามัญเพิ่มทุน : 1 วอร์แรนท์ @ 0.00 บาท
- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 1 ต.ค.53: National Day (HK)
- 1,4-7 ต.ค.53: National Day (China)
- 4 ต.ค.53: Labor Day (Australia)
- 4-5 ต.ค.53: การประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 ณ ประเทศเบลเยียม
- 11 ต.ค.53: Columbus Day (US)
- 11 ต.ค.53: Sports Day (JP)
- 16 ต.ค.53: Chung Yeung Festival (HK)
- 20 ต.ค.53: กนง. ประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยครั้งที่ 7/2553
- 21-22 ต.ค.53: ประชุมทูตพาณิชย์ 76 แห่งทั่วโลกเพื่อกำหนดเป้าหมายสินค้าไทย
ปี 54
- 29 ต.ค.53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย.53
Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ดาวโจนส์ปิดลบ 0.4%,แต่ปิดสูงสุดรายไตรมาส ”
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี แต่ปิดสิ้นไตรมาส 3 ปรับตัวได้ดีที่สุดใน
รอบ 1 ปี ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นมากที่สุดเมื่อคิดเป็นรายเดือนนับ
ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2009 ขณะที่ข้อมูลบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายมากนัก
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 47.23 จุดหรือ 0.44%สู่ 10,788.05,
ดัชนี S&P500 ปิดขยับลง 3.53 จุดหรือ 0.31% สู่ 1,141.20และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง
7.94 จุด หรือ 0.33% สู่ 2,368.62
“ตัวเลขศก.หนุนน้ำมันดิบปิดบวก 2.11 ดอลล์ ”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.พุ่งขึ้น 2.11 ดอลลาร์ หรือ
2.71 % มาปิดตลาดที่ 79.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปิดที่ระดับสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์ใกล้80
ดอลลาร์/บาร์เรลในวันพฤหัสบดี ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ทังนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์
ร่วงลง 16,000 ราย สู่ 453,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 ก.ย.โดยร่วงลงมากเกินคาดซึ่ง
เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานอาจแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
สถาบันจัดการอุปทาน (ISM) ของสหรัฐรายงานว่า ดัชนีธุรกิจเขตชิคาโกพุ่งขึ้นสู่ 60.4
ในเดือนก.ย. จาก 56.7 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคการผลิตในแถบมิดเวสท์ของ
สหรัฐขยายตัวรวดเร็วเกินคาด และตัวเลขนี้สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจ
ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 3
“ สหรัฐเผยจีดีพี Q2/2010 โต 1.7%”
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ขั้นสุด
ท้ายประจำไตรมาส 2/2010 ขยายตัวขึ้น 1.7% จากรายงานครั้งก่อนที่เพิ่มขึ้น 1.6%โดยสูงกว่า
ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่าจะขยายตัว 1.6%ซึ่งเป็นผลจากการ
ปรับเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ
“ ยูโร/ดอลล์ไต่ขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 5 เดือน”
ยูโร/ดอลลาร์ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 5 เดือนในการซื้อขายที่ตลาดยุโรป วันพฤหัสบดี หลัง
จากร่วงลงในช่วงแรกโดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่อง ปัญหาทางการคลังและการ
ธนาคารในไอร์แลนด์ โดยยูโรได้รับแรงหนุนจากการที่ ภาคธนาคารกู้เงินน้อยเกินคาดจากการ
เปิดประมูลของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
“ ผลผลิตอุตสาหกรรมญี่ปุ่นร่วง เพิ่มแรงกดดันให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบาย ”
ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นลดลงเกินคาดในเดือนส.ค. -0.3% เมื่อเทียบกับ
ประมาณการเฉลี่ยถึงการเพิ่มขึ้น 1.1% หลังหลังการร่วงลง 0.2% ในเดือนก.ค. ในขณะที่การ
ขยายตัวของการส่งออกที่ชะลอตัวลง เริ่มที่จะส่งผลถ่วงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบางของ
ญี่ปุ่นซึ่งเพิ่มโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ในการประชุมกำหนด
นโยบายครั้งหน้าของ BOJ
ข่าวในประเทศ:
“ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยช่วง ส.ค. ยังขยายตัวดี”
ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยเครื่องชี้เศรษฐกิจไทย ส.ค. 53 โดยรวมยังขยายตัวดี
แม้บางภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการส่งออก อัตราขยายตัวเริ่มชะลอลงเข้าสู่
แนวโน้มปกติ เนื่องจากเร่งผลิตเพื่อส่งออกในช่วงก่อนหน้า และทางด้านภาคเกษตรขยายตัวชะลอ
ลงตามผลผลิตที่ลดลงจากปัญหาภัยแล้ง
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI)+6.7% จากรายได้ภาคเกษตร การจ้างงาน และ
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ขยายตัว
ต่อเนื่อง +22% โดยปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ในประเทศที่ขยายตัวสูงและการขยาย
สินเชื่อของสถาบันการเงิน นอกจากนี้ การนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้นเช่น
กัน เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
การเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็งยังหนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น อาทิ โครงการปัจจัยสนับ
สนุนการศึกษาและการพัฒนาครู และโครงการจัดหาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
ชลประทานการลงทุนภาคเอกชน
ส่วนภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศขยายตัวจากระยะเดียวกันปี
ก่อน +10.3% ตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มอาเซียนและจีน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวจากเดือนก่อนตามราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนเสถียรภาพต่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดย
ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และเงินทุนสำรองทางการอยู่ในเกณฑ์มั่นคง
“ ธปท. เผยยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใหม่เพื่อสกัดการไหลเข้าของเงินทุน ”
ธปท. เผยขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อดูแลค่าเงินบาทที่ยัง
คงอยู่ในระดับแข็งค่า หลังยังไม่พบเงินไหลเข้าผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม สอท. เผยว่า 1 ต.ค.53 จะรวบรวมข้อเสนอจากสมาชิกทั้ง 34 กลุ่ม
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาท เพื่อเสนอมาตรการเพิ่มเติมในการรับมือ
วิกฤติบาทแข็งค่าต่อ ธปท. หลังจากที่มีมาตรการดูแลค่าเงินบาทไปแล้ว 6 มาตรการ ภาคเอกชน
เกรงว่าหากดูแลไม่ดี ในช่วงสิ้นปีนี้อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ได้
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย มองว่าปัญหาแข็งค่าของบาทจะส่งผล
กระทบต่อเศรษฐกิจภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือและใต้ที่
พึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรเป็นหลัก
“ เม็ดเงินสร้างโรงงานพุ่ง รับอานิสงส์เศรษฐกิจไทยฟื้น ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับ
ใบอนุญาตประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) วงเงินลงทุน 125,581 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นกว่า 27,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และปีนี้เศรษฐกิจ
ขยายตัว 7-8% รวมถึงความต้องการสินค้าของทั่วโลกมีเพิ่มสูงขึ้น และนโยบายการโรดโชว์
ต่างประเทศของกระทรวงอุตสาหกรรมส่งผลให้ผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิต
ในไทย โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น
“ 'ม็อบมาบตาพุด' หงอยมาแค่ 200 คน ชุมนุมแบบไร้ทิศทางคัดค้าน 11 กิจการ”
ม็อบเอ็นจีโอ ค้าน 11 กิจการรุนแรงมาบตาพุด หงอย ผู้เข้าร่วมชุมนุมแค่ 200 คน
แถมเจตนารมณ์ยังไร้ทิศทางผิดทาง 'อภิสิทธิ์' ชี้แบ่งประเภทกิจการรุนแรงครอบคลุมแล้ว
พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจทุกฝ่าย ด้านแกนนำเครือข่ายฯขู่ฟ้องศาลปกครองวันที่ 4 ต.ค.นี้
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าขึ้นต่อ โดย SETI +5.65 จุด (+0.59%) ปิดที่
975.30 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขาย 36,811 ลบ.
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,788.05 (-0.4%), S&P 1,141.20 จุด (-0.3%),
NASDAQ 2,368.62 จุด (-0.3%), Nikkei 9,448.8 จุด (+0.9%), AOI 4,657.4 จุด
(+0.4%),KOSPI 1,877.57 จุด (+0.3%)
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติยังคงเข้าซื้อสุทธิ +3,346 ลบ. ในขณะที่สถาบัน,
บล. และรายย่อยขายสุทธิ -1,375, -5 และ -1,966 ลบ. ตามลำดับ
& 9786; สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $79.97 (+2.7%), BDI 2,446 จุด (-
0.9%), GRM $3.35 (-21.0%), ทองคำ $1,308.50 (-0.01%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
& 9786; ค่าเงินบาท: เช้านี้ ค่าเงิน ฿ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยซื้อขายที่ 30.28-30.31 บาท/
ดอลลาร์
& 9786; เศรษฐกิจ: ธปท. เผยเครื่องชี้ ศก. ไทย ส.ค. 53 ยังขยายตัวดี: MPI +8.7%, PCI
+6.7%,PII +22%—ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “ข่าวในประเทศ”
& 9786; การเมือง: การนัดชุมนุมใหญ่ที่นิคมมาบตาพุดยังดำเนินไปโดยสงบ ไร้เหตุการณ์
รุนแรง
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมสั้น/กลางยังดูแข็งแรง ถือเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI& 8805;
955/935 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ แม้ตลาดหุ้นโลกดูไร้ทิศทาง แต่ ฿
ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง น่าจะยังดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ เรายังคาดหวังที่จะเห็น SETI เดินหน้าขึ้น
ทดสอบแนวต้านบริเวณ 980±5 จุด
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
& 9786; ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่แกว่งตัวขึ้น แม้ Wall Street ไร้ทิศ
ทาง
ตลาดพันธบัตร: แกว่งขึ้นเล็กน้อย ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตร
US10Y=2.5116% [ความหมาย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตร& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ที่ปลอด
ความเสี่ยง (riskfree asset)+นักลงทุนประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ร่วงลงต่อเนื่อง ล่าสุด=78.664 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 1048778;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ยังแกว่งช่วงแคบ น้ำมัน& 1048778;, BDI& 1048774;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย:
น้ำมันดิบ+BDI=“สินทรัพย์เสี่ยง”, ทองคำ=“สินทรัพย์ปลอดภัย”]
โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำให้ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ก็ควรเพิ่ม
ความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางให้เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมา
960 และ 935 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ MK, THAI,
TOP และมีหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”) คือ AMATA, CCET, DELTA
แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้
Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand
แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false evidence about
realities) หลายๆ ประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้น ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับโครงการลงทุนใน
“มาบตาพุด” ตั้งแต่ช่วงปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลก
จะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 จะเห็น
ว่าฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่นๆ (“green shoots”)
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อว่า
ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และช่วงกลาง
(“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34% ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; ในช่วงที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ SETI ก็รักษาโครงสร้างแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้
ได้
& 9786; การขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้น
ต่อเนื่อง
& 9786; หลัง บจ. ออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายใหม่ โดยอิงปี 54 แทนปี
53 ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
ราคาน้ำมันดิบโลกยังแกว่งตัวในช่วง $70~80 ซึ่งอ่อนลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ
พ.ค. ผ่านมา
ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อ
ชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ทำให้โครงการส่วนใหญ่จะกลับมาเริ่มผลิต
เชิงพาณิชย์ได้ใน 4Q53
ปัจจัยเสี่ยงของ ENERG คือ 1) ถ้าเศรษฐกิจฟุบจะมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลังผลิต
ใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31 บ.), PTTEP (เป้าหมาย 180 บ.),
PTTCH (เป้าหมาย 120 บ.), TOP (เป้าหมาย 52 บ.)
กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 8M53 (7 ธนาคาร) +3.6%ytd โดย ส.ค. +0.8%mom หลัง ก.ค.หดตัวเล็กน้อย
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
คาดสินเชื่อยังโต 1.5x%& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ,
2) ส่งออกยังเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครองได้ปลดล็อก
โครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่หยุดชะงักมากว่า 8 เดือนแล้ว
NPL ยังไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4% ตาม
ลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131 บ.), SCB (เป้าหมาย 125.50 บ.)
กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยปัจจุบันมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
หลัง กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูล 3G ถูก
เลื่อนไป
การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G จะทำให้ต้นทุนถูกลงและอายุสัมปทานนานขึ้น โดย
TRUE จะได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
การขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้เวลาอีกนาน และคงได้ข้อยุติที่
ศาล
ในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บ.) มากที่สุด
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ส.ค.53 ยัง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความหมาย:
book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ก.ค.53 +1%mom ส่งผล 7M53 ขึ้นกว่า
+47% แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%
การส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2% และ +17%สนับ
สนุนคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53 แต่เงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วอาจกดดันกำไร
2H53
อย่างไรก็ตาม เราชอบ HANA (เป้าหมาย 36.8 บ.) และ DELTA (เป้าหมาย 31.9 บ.)
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.8 บ.) เพราะ 1) มี backlog+
งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นลบ; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นลบ.; 3) มีโอกาสชนะ
ประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีอีกช่วงปลายปี; 4) โครงการเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่น
ลบ. ได้เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองสงบความเชื่อมั่นฟื้น; 2)
เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ QH (เป้า
หมาย 3.24 บ.) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บ.) ที่กำไรปี 53 ดี
กว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองช่วง พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดิน 2Q53 ชะลอตัว
แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ +43% และ
เงินลงทุนโครงการ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์ขยายกำลังผลิต ทำให้ยอดขาย
ที่ดินปีนี้สดใส เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16 บ.), TICON (เป้าหมาย 14.4 บ.)
กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟู
อาคารที่เสียหายจากเหตุจลาจล และงานก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70 บ.)
วัสดุตกแต่ง: แม้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้จากภาวะแข่งขันสูง แต่ความต้อง
การวัสดุยังเติบโตดี เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว และเกษตรกรมีกำลังซื้อดีตามราคาพืชผล
ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น
กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิต ก.ค. 53 +8.6% ดีขึ้นจากเดือนก่อนตามภาวะเหล็กที่ฟื้นตัว โดยราคา
เหล็กโลกปรับขึ้นตามต้นทุนสินแร่ สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง เรามองว่ามี
ผลบวกเพียงระยะสั้น แม้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบถูกลง แต่ราคาขายเหล็กจะมีแนวโน้มลดลงด้วย
เราชอบ TMT (เป้าหมาย 6.40 บ.)
เหล็กเส้น: ผลิต +16.8% จำหน่าย +28% (ก.ค.) คำสั่งซื้อเริ่มกลับมา เพราะราคาเหล็ก
โลกปรับขึ้น ส.ค. หลังชะลอ 2 เดือน แต่ราคาคงไม่ขึ้นแรง เพราะ 4Q53 ราคาสินแร่เหล็กอาจลง
กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผลผลิต
+68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5% ส่งผล
ให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. เตรียมปรับเป้ายอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน +70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 220
บ.)
กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP ปี 53
ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บ.) เพราะกระทบจากการเมืองจำกัด
กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เพราะแม้มี
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่ม แต่ปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นปีนี้ยังกดดัน สำหรับเรือเทกอง เราชอบ
PSL (เป้าหมาย 23 บ.) เพราะขายล่วงหน้าปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือ
เก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60 ลำในอนาคต ส่วนเรือ
คอนเทนเนอร์ การเติบโตของการขนส่ง+ค่าระวางสูงขึ้น ยังส่งผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17 บ.)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บ.) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น หลังหดตัวใน 2Q53 เรายังชอบ AOT (เป้าหมาย 52
บ.) เพราะ 1) คดีกับ King Power ยุติ รับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติกลับมาหลังการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ช่วง high season ของธุรกิจ
กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 8M53 โตชะลอลง +9.98% เม็ดเงินผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ยังโต
+15.2% และโรงภาพยนตร์ +18.9% ส่วนสื่อที่ยังหดตัว คือนิตยสาร วิทยุและป้ายโฆษณา
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว และความสามารถจับจ่ายที่มากขึ้น ส่งผลให้มีการโฆษณามาก
ขึ้น เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บ.)
กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
กระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคาสินค้า
เกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบการ
บางรายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14% โดยยางพารา +98%,
ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บ./กก., ไก่ 38-39 บ./กก. ในขณะ
ที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บ./ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อกำไรใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11 บ.)
กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มักมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดและไข้เลือด
ออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน 4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค. 53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40 บ.) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดในกลุ่ม
Trader’s Digest
DTAC (แนวรับ=41.25, แนวต้าน=42.75) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ใน 3Q53 เริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch และบันทึกกำไรพิเศษจากการขายตึกเก่า 150
ลบ. คาดดันกำไรสูงสุดรอบ 2 ปีถึง 3,034 ลบ. +86%
4Q53 เป็น high season ของนักท่องเที่ยวและเทศกาลรื่นเริง จะดันกำไรปี 53 ไปถึง
10,319 ลบ. EPS 4.35 บ. (+56%)
สำหรับปี 54 ถึงแม้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหมด แต่ด้วยรายได้ที่โตตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมาก คาดว่าจะยังกำไรได้ถึง 10,055 ลบ. EPS 4.24 บ.
เรายังไม่ให้น้ำหนักเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน 2G เพราะยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน
ยังถูกที่สุดในกลุ่ม ด้วย P/E 9-10x และอัตราปันผล 5% แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้า
หมายที่ 55 บ. (อิง DCF, ไม่รวม 3G)
PTTAR (แนวรับ=27.25, แนวต้าน=28.75) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ส่วนต่าง PX-Condensate ที่พุ่งขึ้นเป็น $363/ตัน +11% จากต้นเดือนก.ย.53 ส่งผลดี
ต่อ PTTAR เพราะมีกำลังผลิต PX สูงสุดในประเทศที่ 1.2 ล้านตัน/ปี
คาด 3Q53 พลิกกลับมามีกำไร จาก -516 ลบ. ใน 2Q53 เนื่องจาก 1) ค่าการกลั่น
3Q53 ดีขึ้นจาก 2Q53; 2) อาจมีกำไร FX ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 10,196 ลบ. EPS 3.44 บ. +29% จากปี 53 ที่ 7,890 ลบ. EPS
2.66 บ.
ราคายังถูก โดย P/E ปี 54 แค่ 8x ต่ำกว่า TOP และ IRPC ที่ 9x แนะนำ “ซื้อ” โดยปรับ
ราคาเป้าหมายเป็น 35 บ. (ปรับขึ้น P/E จาก 9x เป็น 10x)
TOP (แนวรับ=52.25, แนวต้าน=54.25) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ค่าการกลั่นในเดือน ก.ย.อ่อนตัว แต่ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ก.ค.-ปัจจุบันยังดี อยู่ที่ $4.24
(+17% จาก 2Q53 ที่ $3.61) ซึ่งส่งผลดีต่อ TOP เพราะกำไรส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโรง
กลั่นเป็นหลัก
แนวโน้มกำไร 3Q53 ฟื้นตัว จากค่าการกลั่นปกติ(ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ที่
คาดว่าจะดีขึ้นจาก 2Q53 บวกกับอาจมีกำไร FX ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 11,822 ล้านบาท (EPS 5.79 บาท +40%yoy จากปีนี้ที่คาด 4.13
บาท)
จุดเด่นของ TOP คือ 1) มีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนผลิตต่ำเพียง $2.5/
บาร์เรล และ 2) กำไรผันผวนน้อยกว่าโรงกลั่นอื่น เพราะกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจต่อเนื่องคือ
ปิโตรเคมีอะโรเมติกส์/น้ำมันหล่อลื่น/ไฟฟ้า/ขนส่งทางเรือ/เอทานอล
ยังแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายปี 54 เป็น 58 บาท (ปรับ P/E ขึ้นจาก 9x เป็น
10x)
News & Views
GSTEEL : “จีสตีลเล่นเกมเสี่ยงส่อเค้าขายกิจการทิ้ง 'สมศักดิ์' เดิมพันครั้งสุดท้ายบีบแปลงหนี้
เป็นทุน” (ที่มา:ข่าวหุ้น)
'ลีสวัสดิ์ตระกูล' วางเดิมพันเฮือกสุดท้าย วันนี้นัดเจ้าหนี้ประชุม บีบต่างชาติรับแผนปรับ
โครงสร้างหนี้ แต่คาดองค์ ประชุมไม่ครบต้องเลื่อนไป 14 ต.ค. ระบุแม้แผนผ่านโหวต แต่ยัง
เสี่ยงถูกขายกิจการ เหตุบริษัทขาดสภาพคล่องหนัก พันธมิตรใหม่ไม่กล้าเสี่ยง คาด
ผลประกอบการปีนี้ขาดทุน ต่อเนื่อง 1 หมื่นล้านบาท ยากจะเยียวยา
ความเห็น: (พรชัย 520)
ในวันนี้ทาง GSTEEL มีการประชุมกับเจ้าหนี้ เพื่อโหวต รับแผนปรับโครงสร้างหนี้ของ
บริษัทซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าที่เจ้าหนี้หุ้นกู้ต่างประเทศอาจจะมาไม่ครบ และจะ
ต้องเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 14 ต.ค.53
แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าแผนปรับโครงสร้างจะผ่านการโหวต เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่มีทาง
เลือกที่ดีไปกว่านี้ ทังนี้ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ การหาพันธมิตรและจัดหาเงินทุนเพื่อใช้ใน
การดำเนินงานต่อไป
ในสภาพการซื้อขายที่มีการเก็งกำไรขึ้นมา และความผันผวนของราคามาก ประกอบกับ
การรับรู้ข้อมูลที่จำกัดทั้งในเรื่องพันธมิตรใหม่ และการแก้ปัญหางบการเงิน ซึ่งยังไม่มีความ
ชัดเจนใดๆ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีการให้ข่าวมาโดยตลอด นอกจากนี้แนวโน้มการปรับโครง
สร้างหนี้และการเพิ่มทุนจะทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูก dilute ดังนั้นนักลงทุนต้องระมัดระวังอย่างมาก
ในการเก็งกำไร
TUF: “จ่ายปันผลพิเศษ 0.26บาทต่อหุ้น” (ที่มา:SET)
แจ้งจ่ายปันผลพิเศษระหว่างกาล 0.26 บาทต่อหุ้น โดย
• วันขึ้นเครื่องหมาย XD คือ 11 ต.ค.53
• วันจ่ายปันผล 21 ต.ค.53
ความเห็น: (ณัฐพล 574)
เรามองผลประโยชน์จากการแจ้งจ่ายปันผลครั้งนี้มีจำกัด โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทน
ราว 0.4% ในขณะที่ทิศทางผลการดำเนินงาน 3Q53 อาจไม่โดดเด่นมากนัก เนื่องจากถูกกดดัน
จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว -3%QoQ และราคาวัตถุดิบปลาช่วงต้น 3Q53 ที่ค่อนข้างแพง
ทำให้มีลูกค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ อีกทั้ง Upside gain ที่จำกัดมากขึ้นเหลือเพียง 6% ดังนั้น
เราจึงแนะนำเพียง “ถือ” โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ก่อนและหลังเพิ่มทุนที่ 61.0 บาทและ
56.5 บาทอิง PER ที่ 13x
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:23:24
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น