วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ฟิลลิป : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

กลยุทธ์การลงทุน: ซื้อเก็งกำไรช่วงตลาดอ่อนตัว
แนวโน้มตลาดวันนี้: Sideways อิงทางบวก แต่กรอบจำกัดมากขึ้น
ภาพรวมยังคงอยู่ข้างบวกได้ต่อตามการโหมซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุน
ต่างชาติไปกว่า 3.3 พันล้านบาท วานนี้ ขณะที่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันยังเป็นแรง
หนุนหุ้นพลังงานได้ ต่อ ส่วนประเด็นความวิตกปัญหาเศรษฐกิจยุโรปหลังมูดี้ส์ปรับลด
อันดับเครดิตของ สเปนดูเหมือนไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกระแสเงินทุนที่ไหล
เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแต่ อย่างใด ขณะที่ความผันผวนระหว่างวันจากแรงขายทำกำไร
ระยะสั้นที่มีตลอดทาง หลังสัญญาณทางเทคนิคบางตัวอยู่ในเขตซื้อมากเกินไปจะ
ทำให้กรอบการปรับขึ้นเริ่ม จำกัดมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน: ระยะสั้นเน้นการซื้อเก็งกำไรในช่วงตลาดอ่อนตัว ขณะที่
จับตา Fundflow เป็นหลัก
แนวต้าน : 983-990 แนวรับ : 968-960

ปัจจัยเด่นวันนี้
+ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในหุ้นไทยจำนวน 3,345.91 ล้านบาท เมื่อ
วานนี้
+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดพุ่งขึ้น 2.11 ดอลลาร์ หรือ
2.71% มา ที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนว
โน้มที่ดีขึ้น
+ ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคมว่าโดยรวมยังคงขยายตัว
ดี แม้บางภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิต และการส่งออก อัตราการขยายตัว
เริ่มชะลอลงเข้าสู่แนวโน้มปกติ ขณะที่การบริโภค-การลงทุนภาคเอกชน และ ภาค
การท่องเที่ยวขยายตัวดีต่อเนื่อง
+ ม.หอการค้าไทย พบเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัว โดยไตรมาส 3 ที่ผ่าน
มา ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.2% ส่วนไตรมาส 4 นี้ คาดขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.2% ซึ่งชะลอตัว
ลง จากช่วงครึ่งปีแรก ดังนั้น จึงปรับเพิ่มประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 7.3%
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 47.23 จุด ในวันพฤหัสบดี ขณะที่ข้อมูลบ่งชี้ว่า
เศรษฐกิจไม่ได้ เลงร้ายมากนัก หลังจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงใน
สัปดาห์ ที่ผ่านมา อีกทั้งกท.พาณิชย์ของสหรัฐยังปรับเพิ่มตัวเลขจีดีพี 2Q และดัชนี
กิจกรรม ทางธุรกิจในนิวยอร์ก ซิตี้ และมิดเวสต์ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น
- นายกรัฐมนตรีระบุพร้อมจะทำความเข้าใจกับภาคประชาชนราว 400-500
คน ที่ชุมนุมบริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดระยองเพื่อคัดค้านการประกาศ 11
ประเภทกิจการรุนแรง ขณะที่ผู้ชุมนุมยืนยันปักหลักชุมนุมอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้
บรรลุข้อตกลง
- มูดี้ส์ลดเรทติ้งสเปนอยู่ที่ Aa1 จากเดิม Aaa หลังจากวิตกอนาคตเศรษฐกิจ
ซบเซา กดดันรัฐบาลเร่งปฏิรูปการคลังแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง
0 คลังส่งสัญญาณกนง.ตรึงดอกเบี้ยนโยบายสกัดบาทแข็ง ด้านหอการค้า
ไทยเห็น พ้องแนะรัฐคุมบาทแข็งไม่เกิน 30 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่ธปท. ยันยังไม่มี
มาตรการ ใหม่สกัดบาทแข็ง



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:25:57

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังคงดูเป็นบวกมากกว่าลบ แม้ตลาดหุ้นโลกดูค่อนข้าง
ไร้ทิศทาง แต่ค่าเงิน ฿ ที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง น่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ เรายังคาดหวังที่จะเห็น
SETI เดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 980±5 จุด
- โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ในขณะ
เดียวกันก็ควรเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงขึ้นไปพร้อมกันด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและ
กลางเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น 960 และ 935 จุด ตามลำดับ
- หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ MK, THAI, TOP และหุ้น
แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;= DECELERATION) คือ AMATA, CCET, DELTA
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): DTAC (41.25/42.75), PTTAR (27.25/28.75),
TOP (52.25/54.25) *

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- GEN-W1 และ NNCL-W พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- TF XD @ 14.90 บาท
- คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นที่มีโอกาสเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance
ตามเกณฑ์ตลท.คือ ADVA13CA, BANP13CB, IVL01PA, KBAN13CB, PS13CA,
PTT13CC,PTTC13CA, PTTE13CB, TTA13CA (9 หุ้น) --ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน
Turnover List

- พรุ่งนี้ :
- SLC XR 1 หุ้นสามัญเดิม : 4 หุ้นสามัญใหม่ @ 0.10 บาท กำหนดการจองซื้อ
18-22/10/10
- SLC XW 4 หุ้นสามัญเพิ่มทุน : 1 วอร์แรนท์ @ 0.00 บาท

- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 1 ต.ค.53: National Day (HK)
- 1,4-7 ต.ค.53: National Day (China)
- 4 ต.ค.53: Labor Day (Australia)
- 4-5 ต.ค.53: การประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 ณ ประเทศเบลเยียม
- 11 ต.ค.53: Columbus Day (US)
- 11 ต.ค.53: Sports Day (JP)
- 16 ต.ค.53: Chung Yeung Festival (HK)
- 20 ต.ค.53: กนง. ประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยครั้งที่ 7/2553
- 21-22 ต.ค.53: ประชุมทูตพาณิชย์ 76 แห่งทั่วโลกเพื่อกำหนดเป้าหมายสินค้าไทย
ปี 54
- 29 ต.ค.53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย.53

Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ดาวโจนส์ปิดลบ 0.4%,แต่ปิดสูงสุดรายไตรมาส ”
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี แต่ปิดสิ้นไตรมาส 3 ปรับตัวได้ดีที่สุดใน
รอบ 1 ปี ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นมากที่สุดเมื่อคิดเป็นรายเดือนนับ
ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2009 ขณะที่ข้อมูลบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายมากนัก
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 47.23 จุดหรือ 0.44%สู่ 10,788.05,
ดัชนี S&P500 ปิดขยับลง 3.53 จุดหรือ 0.31% สู่ 1,141.20และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง
7.94 จุด หรือ 0.33% สู่ 2,368.62

“ตัวเลขศก.หนุนน้ำมันดิบปิดบวก 2.11 ดอลล์ ”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนพ.ย.พุ่งขึ้น 2.11 ดอลลาร์ หรือ
2.71 % มาปิดตลาดที่ 79.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปิดที่ระดับสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์ใกล้80
ดอลลาร์/บาร์เรลในวันพฤหัสบดี ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ทังนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์
ร่วงลง 16,000 ราย สู่ 453,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 ก.ย.โดยร่วงลงมากเกินคาดซึ่ง
เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานอาจแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
สถาบันจัดการอุปทาน (ISM) ของสหรัฐรายงานว่า ดัชนีธุรกิจเขตชิคาโกพุ่งขึ้นสู่ 60.4
ในเดือนก.ย. จาก 56.7 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคการผลิตในแถบมิดเวสท์ของ
สหรัฐขยายตัวรวดเร็วเกินคาด และตัวเลขนี้สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจ
ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 3

“ สหรัฐเผยจีดีพี Q2/2010 โต 1.7%”
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ขั้นสุด
ท้ายประจำไตรมาส 2/2010 ขยายตัวขึ้น 1.7% จากรายงานครั้งก่อนที่เพิ่มขึ้น 1.6%โดยสูงกว่า
ที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่าจะขยายตัว 1.6%ซึ่งเป็นผลจากการ
ปรับเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ

“ ยูโร/ดอลล์ไต่ขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 5 เดือน”
ยูโร/ดอลลาร์ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 5 เดือนในการซื้อขายที่ตลาดยุโรป วันพฤหัสบดี หลัง
จากร่วงลงในช่วงแรกโดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่อง ปัญหาทางการคลังและการ
ธนาคารในไอร์แลนด์ โดยยูโรได้รับแรงหนุนจากการที่ ภาคธนาคารกู้เงินน้อยเกินคาดจากการ
เปิดประมูลของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)

“ ผลผลิตอุตสาหกรรมญี่ปุ่นร่วง เพิ่มแรงกดดันให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบาย ”
ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นลดลงเกินคาดในเดือนส.ค. -0.3% เมื่อเทียบกับ
ประมาณการเฉลี่ยถึงการเพิ่มขึ้น 1.1% หลังหลังการร่วงลง 0.2% ในเดือนก.ค. ในขณะที่การ
ขยายตัวของการส่งออกที่ชะลอตัวลง เริ่มที่จะส่งผลถ่วงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบางของ
ญี่ปุ่นซึ่งเพิ่มโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) ในการประชุมกำหนด
นโยบายครั้งหน้าของ BOJ

ข่าวในประเทศ:
“ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยช่วง ส.ค. ยังขยายตัวดี”
ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยเครื่องชี้เศรษฐกิจไทย ส.ค. 53 โดยรวมยังขยายตัวดี
แม้บางภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการส่งออก อัตราขยายตัวเริ่มชะลอลงเข้าสู่
แนวโน้มปกติ เนื่องจากเร่งผลิตเพื่อส่งออกในช่วงก่อนหน้า และทางด้านภาคเกษตรขยายตัวชะลอ
ลงตามผลผลิตที่ลดลงจากปัญหาภัยแล้ง
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI)+6.7% จากรายได้ภาคเกษตร การจ้างงาน และ
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ขยายตัว
ต่อเนื่อง +22% โดยปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ในประเทศที่ขยายตัวสูงและการขยาย
สินเชื่อของสถาบันการเงิน นอกจากนี้ การนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้นเช่น
กัน เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
การเบิกจ่ายโครงการไทยเข้มแข็งยังหนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น อาทิ โครงการปัจจัยสนับ
สนุนการศึกษาและการพัฒนาครู และโครงการจัดหาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
ชลประทานการลงทุนภาคเอกชน
ส่วนภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศขยายตัวจากระยะเดียวกันปี
ก่อน +10.3% ตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มอาเซียนและจีน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวจากเดือนก่อนตามราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนเสถียรภาพต่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดย
ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และเงินทุนสำรองทางการอยู่ในเกณฑ์มั่นคง

“ ธปท. เผยยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใหม่เพื่อสกัดการไหลเข้าของเงินทุน ”
ธปท. เผยขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อดูแลค่าเงินบาทที่ยัง
คงอยู่ในระดับแข็งค่า หลังยังไม่พบเงินไหลเข้าผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม สอท. เผยว่า 1 ต.ค.53 จะรวบรวมข้อเสนอจากสมาชิกทั้ง 34 กลุ่ม
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาท เพื่อเสนอมาตรการเพิ่มเติมในการรับมือ
วิกฤติบาทแข็งค่าต่อ ธปท. หลังจากที่มีมาตรการดูแลค่าเงินบาทไปแล้ว 6 มาตรการ ภาคเอกชน
เกรงว่าหากดูแลไม่ดี ในช่วงสิ้นปีนี้อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ได้
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย มองว่าปัญหาแข็งค่าของบาทจะส่งผล
กระทบต่อเศรษฐกิจภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือและใต้ที่
พึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรเป็นหลัก

“ เม็ดเงินสร้างโรงงานพุ่ง รับอานิสงส์เศรษฐกิจไทยฟื้น ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับ
ใบอนุญาตประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) วงเงินลงทุน 125,581 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นกว่า 27,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และปีนี้เศรษฐกิจ
ขยายตัว 7-8% รวมถึงความต้องการสินค้าของทั่วโลกมีเพิ่มสูงขึ้น และนโยบายการโรดโชว์
ต่างประเทศของกระทรวงอุตสาหกรรมส่งผลให้ผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิต
ในไทย โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น

“ 'ม็อบมาบตาพุด' หงอยมาแค่ 200 คน ชุมนุมแบบไร้ทิศทางคัดค้าน 11 กิจการ”
ม็อบเอ็นจีโอ ค้าน 11 กิจการรุนแรงมาบตาพุด หงอย ผู้เข้าร่วมชุมนุมแค่ 200 คน
แถมเจตนารมณ์ยังไร้ทิศทางผิดทาง 'อภิสิทธิ์' ชี้แบ่งประเภทกิจการรุนแรงครอบคลุมแล้ว
พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจทุกฝ่าย ด้านแกนนำเครือข่ายฯขู่ฟ้องศาลปกครองวันที่ 4 ต.ค.นี้

Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าขึ้นต่อ โดย SETI +5.65 จุด (+0.59%) ปิดที่
975.30 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขาย 36,811 ลบ.

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,788.05 (-0.4%), S&P 1,141.20 จุด (-0.3%),
NASDAQ 2,368.62 จุด (-0.3%), Nikkei 9,448.8 จุด (+0.9%), AOI 4,657.4 จุด
(+0.4%),KOSPI 1,877.57 จุด (+0.3%)
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติยังคงเข้าซื้อสุทธิ +3,346 ลบ. ในขณะที่สถาบัน,
บล. และรายย่อยขายสุทธิ -1,375, -5 และ -1,966 ลบ. ตามลำดับ
& 9786; สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $79.97 (+2.7%), BDI 2,446 จุด (-
0.9%), GRM $3.35 (-21.0%), ทองคำ $1,308.50 (-0.01%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
& 9786; ค่าเงินบาท: เช้านี้ ค่าเงิน ฿ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยซื้อขายที่ 30.28-30.31 บาท/
ดอลลาร์
& 9786; เศรษฐกิจ: ธปท. เผยเครื่องชี้ ศก. ไทย ส.ค. 53 ยังขยายตัวดี: MPI +8.7%, PCI
+6.7%,PII +22%—ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “ข่าวในประเทศ”
& 9786; การเมือง: การนัดชุมนุมใหญ่ที่นิคมมาบตาพุดยังดำเนินไปโดยสงบ ไร้เหตุการณ์
รุนแรง
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมสั้น/กลางยังดูแข็งแรง ถือเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI& 8805;
955/935 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ แม้ตลาดหุ้นโลกดูไร้ทิศทาง แต่ ฿
ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง น่าจะยังดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ เรายังคาดหวังที่จะเห็น SETI เดินหน้าขึ้น
ทดสอบแนวต้านบริเวณ 980±5 จุด
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
& 9786; ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่แกว่งตัวขึ้น แม้ Wall Street ไร้ทิศ
ทาง
ตลาดพันธบัตร: แกว่งขึ้นเล็กน้อย ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตร
US10Y=2.5116% [ความหมาย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตร& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ที่ปลอด
ความเสี่ยง (riskfree asset)+นักลงทุนประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ร่วงลงต่อเนื่อง ล่าสุด=78.664 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 1048778;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ยังแกว่งช่วงแคบ น้ำมัน& 1048778;, BDI& 1048774;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย:
น้ำมันดิบ+BDI=“สินทรัพย์เสี่ยง”, ทองคำ=“สินทรัพย์ปลอดภัย”]
โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำให้ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ก็ควรเพิ่ม
ความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางให้เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมา
960 และ 935 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ MK, THAI,
TOP และมีหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”) คือ AMATA, CCET, DELTA

แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้

Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand

แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false evidence about
realities) หลายๆ ประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้น ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับโครงการลงทุนใน
“มาบตาพุด” ตั้งแต่ช่วงปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลก
จะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 จะเห็น
ว่าฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่นๆ (“green shoots”)
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อว่า
ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และช่วงกลาง
(“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34% ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; ในช่วงที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ SETI ก็รักษาโครงสร้างแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้
ได้
& 9786; การขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้น
ต่อเนื่อง
& 9786; หลัง บจ. ออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายใหม่ โดยอิงปี 54 แทนปี
53 ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้

Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
ราคาน้ำมันดิบโลกยังแกว่งตัวในช่วง $70~80 ซึ่งอ่อนลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ
พ.ค. ผ่านมา
ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อ
ชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ทำให้โครงการส่วนใหญ่จะกลับมาเริ่มผลิต
เชิงพาณิชย์ได้ใน 4Q53
ปัจจัยเสี่ยงของ ENERG คือ 1) ถ้าเศรษฐกิจฟุบจะมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลังผลิต
ใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31 บ.), PTTEP (เป้าหมาย 180 บ.),
PTTCH (เป้าหมาย 120 บ.), TOP (เป้าหมาย 52 บ.)

กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 8M53 (7 ธนาคาร) +3.6%ytd โดย ส.ค. +0.8%mom หลัง ก.ค.หดตัวเล็กน้อย
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
คาดสินเชื่อยังโต 1.5x%& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ,
2) ส่งออกยังเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครองได้ปลดล็อก
โครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่หยุดชะงักมากว่า 8 เดือนแล้ว
NPL ยังไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4% ตาม
ลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131 บ.), SCB (เป้าหมาย 125.50 บ.)

กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยปัจจุบันมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
หลัง กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูล 3G ถูก
เลื่อนไป
การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G จะทำให้ต้นทุนถูกลงและอายุสัมปทานนานขึ้น โดย
TRUE จะได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
การขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้เวลาอีกนาน และคงได้ข้อยุติที่
ศาล
ในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บ.) มากที่สุด

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ส.ค.53 ยัง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความหมาย:
book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ก.ค.53 +1%mom ส่งผล 7M53 ขึ้นกว่า
+47% แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%
การส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2% และ +17%สนับ
สนุนคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53 แต่เงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วอาจกดดันกำไร
2H53
อย่างไรก็ตาม เราชอบ HANA (เป้าหมาย 36.8 บ.) และ DELTA (เป้าหมาย 31.9 บ.)

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.8 บ.) เพราะ 1) มี backlog+
งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นลบ; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นลบ.; 3) มีโอกาสชนะ
ประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีอีกช่วงปลายปี; 4) โครงการเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่น
ลบ. ได้เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองสงบความเชื่อมั่นฟื้น; 2)
เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ QH (เป้า
หมาย 3.24 บ.) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บ.) ที่กำไรปี 53 ดี
กว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองช่วง พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดิน 2Q53 ชะลอตัว
แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ +43% และ
เงินลงทุนโครงการ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์ขยายกำลังผลิต ทำให้ยอดขาย
ที่ดินปีนี้สดใส เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16 บ.), TICON (เป้าหมาย 14.4 บ.)

กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟู
อาคารที่เสียหายจากเหตุจลาจล และงานก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70 บ.)
วัสดุตกแต่ง: แม้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้จากภาวะแข่งขันสูง แต่ความต้อง
การวัสดุยังเติบโตดี เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว และเกษตรกรมีกำลังซื้อดีตามราคาพืชผล
ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิต ก.ค. 53 +8.6% ดีขึ้นจากเดือนก่อนตามภาวะเหล็กที่ฟื้นตัว โดยราคา
เหล็กโลกปรับขึ้นตามต้นทุนสินแร่ สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง เรามองว่ามี
ผลบวกเพียงระยะสั้น แม้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบถูกลง แต่ราคาขายเหล็กจะมีแนวโน้มลดลงด้วย
เราชอบ TMT (เป้าหมาย 6.40 บ.)
เหล็กเส้น: ผลิต +16.8% จำหน่าย +28% (ก.ค.) คำสั่งซื้อเริ่มกลับมา เพราะราคาเหล็ก
โลกปรับขึ้น ส.ค. หลังชะลอ 2 เดือน แต่ราคาคงไม่ขึ้นแรง เพราะ 4Q53 ราคาสินแร่เหล็กอาจลง

กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผลผลิต
+68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5% ส่งผล
ให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. เตรียมปรับเป้ายอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน +70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 220
บ.)

กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP ปี 53
ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บ.) เพราะกระทบจากการเมืองจำกัด

กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เพราะแม้มี
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่ม แต่ปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นปีนี้ยังกดดัน สำหรับเรือเทกอง เราชอบ
PSL (เป้าหมาย 23 บ.) เพราะขายล่วงหน้าปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือ
เก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60 ลำในอนาคต ส่วนเรือ
คอนเทนเนอร์ การเติบโตของการขนส่ง+ค่าระวางสูงขึ้น ยังส่งผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17 บ.)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บ.) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น หลังหดตัวใน 2Q53 เรายังชอบ AOT (เป้าหมาย 52
บ.) เพราะ 1) คดีกับ King Power ยุติ รับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติกลับมาหลังการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ช่วง high season ของธุรกิจ

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 8M53 โตชะลอลง +9.98% เม็ดเงินผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ยังโต
+15.2% และโรงภาพยนตร์ +18.9% ส่วนสื่อที่ยังหดตัว คือนิตยสาร วิทยุและป้ายโฆษณา
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว และความสามารถจับจ่ายที่มากขึ้น ส่งผลให้มีการโฆษณามาก
ขึ้น เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บ.)

กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
กระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคาสินค้า
เกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบการ
บางรายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14% โดยยางพารา +98%,
ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บ./กก., ไก่ 38-39 บ./กก. ในขณะ
ที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บ./ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อกำไรใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11 บ.)

กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มักมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดและไข้เลือด
ออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน 4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค. 53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40 บ.) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดในกลุ่ม

Trader’s Digest
DTAC (แนวรับ=41.25, แนวต้าน=42.75) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ใน 3Q53 เริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch และบันทึกกำไรพิเศษจากการขายตึกเก่า 150
ลบ. คาดดันกำไรสูงสุดรอบ 2 ปีถึง 3,034 ลบ. +86%
4Q53 เป็น high season ของนักท่องเที่ยวและเทศกาลรื่นเริง จะดันกำไรปี 53 ไปถึง
10,319 ลบ. EPS 4.35 บ. (+56%)
สำหรับปี 54 ถึงแม้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหมด แต่ด้วยรายได้ที่โตตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมาก คาดว่าจะยังกำไรได้ถึง 10,055 ลบ. EPS 4.24 บ.
เรายังไม่ให้น้ำหนักเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน 2G เพราะยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน
ยังถูกที่สุดในกลุ่ม ด้วย P/E 9-10x และอัตราปันผล 5% แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้า
หมายที่ 55 บ. (อิง DCF, ไม่รวม 3G)

PTTAR (แนวรับ=27.25, แนวต้าน=28.75) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ส่วนต่าง PX-Condensate ที่พุ่งขึ้นเป็น $363/ตัน +11% จากต้นเดือนก.ย.53 ส่งผลดี
ต่อ PTTAR เพราะมีกำลังผลิต PX สูงสุดในประเทศที่ 1.2 ล้านตัน/ปี
คาด 3Q53 พลิกกลับมามีกำไร จาก -516 ลบ. ใน 2Q53 เนื่องจาก 1) ค่าการกลั่น
3Q53 ดีขึ้นจาก 2Q53; 2) อาจมีกำไร FX ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 10,196 ลบ. EPS 3.44 บ. +29% จากปี 53 ที่ 7,890 ลบ. EPS
2.66 บ.
ราคายังถูก โดย P/E ปี 54 แค่ 8x ต่ำกว่า TOP และ IRPC ที่ 9x แนะนำ “ซื้อ” โดยปรับ
ราคาเป้าหมายเป็น 35 บ. (ปรับขึ้น P/E จาก 9x เป็น 10x)

TOP (แนวรับ=52.25, แนวต้าน=54.25) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ค่าการกลั่นในเดือน ก.ย.อ่อนตัว แต่ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ก.ค.-ปัจจุบันยังดี อยู่ที่ $4.24
(+17% จาก 2Q53 ที่ $3.61) ซึ่งส่งผลดีต่อ TOP เพราะกำไรส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโรง
กลั่นเป็นหลัก
แนวโน้มกำไร 3Q53 ฟื้นตัว จากค่าการกลั่นปกติ(ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน) ที่
คาดว่าจะดีขึ้นจาก 2Q53 บวกกับอาจมีกำไร FX ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 11,822 ล้านบาท (EPS 5.79 บาท +40%yoy จากปีนี้ที่คาด 4.13
บาท)
จุดเด่นของ TOP คือ 1) มีความสามารถในการแข่งขันสูงจากต้นทุนผลิตต่ำเพียง $2.5/
บาร์เรล และ 2) กำไรผันผวนน้อยกว่าโรงกลั่นอื่น เพราะกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจต่อเนื่องคือ
ปิโตรเคมีอะโรเมติกส์/น้ำมันหล่อลื่น/ไฟฟ้า/ขนส่งทางเรือ/เอทานอล
ยังแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายปี 54 เป็น 58 บาท (ปรับ P/E ขึ้นจาก 9x เป็น
10x)

News & Views
GSTEEL : “จีสตีลเล่นเกมเสี่ยงส่อเค้าขายกิจการทิ้ง 'สมศักดิ์' เดิมพันครั้งสุดท้ายบีบแปลงหนี้
เป็นทุน” (ที่มา:ข่าวหุ้น)
'ลีสวัสดิ์ตระกูล' วางเดิมพันเฮือกสุดท้าย วันนี้นัดเจ้าหนี้ประชุม บีบต่างชาติรับแผนปรับ
โครงสร้างหนี้ แต่คาดองค์ ประชุมไม่ครบต้องเลื่อนไป 14 ต.ค. ระบุแม้แผนผ่านโหวต แต่ยัง
เสี่ยงถูกขายกิจการ เหตุบริษัทขาดสภาพคล่องหนัก พันธมิตรใหม่ไม่กล้าเสี่ยง คาด
ผลประกอบการปีนี้ขาดทุน ต่อเนื่อง 1 หมื่นล้านบาท ยากจะเยียวยา

ความเห็น: (พรชัย 520)
ในวันนี้ทาง GSTEEL มีการประชุมกับเจ้าหนี้ เพื่อโหวต รับแผนปรับโครงสร้างหนี้ของ
บริษัทซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าที่เจ้าหนี้หุ้นกู้ต่างประเทศอาจจะมาไม่ครบ และจะ
ต้องเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 14 ต.ค.53
แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าแผนปรับโครงสร้างจะผ่านการโหวต เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่มีทาง
เลือกที่ดีไปกว่านี้ ทังนี้ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ การหาพันธมิตรและจัดหาเงินทุนเพื่อใช้ใน
การดำเนินงานต่อไป
ในสภาพการซื้อขายที่มีการเก็งกำไรขึ้นมา และความผันผวนของราคามาก ประกอบกับ
การรับรู้ข้อมูลที่จำกัดทั้งในเรื่องพันธมิตรใหม่ และการแก้ปัญหางบการเงิน ซึ่งยังไม่มีความ
ชัดเจนใดๆ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีการให้ข่าวมาโดยตลอด นอกจากนี้แนวโน้มการปรับโครง
สร้างหนี้และการเพิ่มทุนจะทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูก dilute ดังนั้นนักลงทุนต้องระมัดระวังอย่างมาก
ในการเก็งกำไร

TUF: “จ่ายปันผลพิเศษ 0.26บาทต่อหุ้น” (ที่มา:SET)
แจ้งจ่ายปันผลพิเศษระหว่างกาล 0.26 บาทต่อหุ้น โดย
• วันขึ้นเครื่องหมาย XD คือ 11 ต.ค.53
• วันจ่ายปันผล 21 ต.ค.53

ความเห็น: (ณัฐพล 574)
เรามองผลประโยชน์จากการแจ้งจ่ายปันผลครั้งนี้มีจำกัด โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทน
ราว 0.4% ในขณะที่ทิศทางผลการดำเนินงาน 3Q53 อาจไม่โดดเด่นมากนัก เนื่องจากถูกกดดัน
จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว -3%QoQ และราคาวัตถุดิบปลาช่วงต้น 3Q53 ที่ค่อนข้างแพง
ทำให้มีลูกค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ อีกทั้ง Upside gain ที่จำกัดมากขึ้นเหลือเพียง 6% ดังนั้น
เราจึงแนะนำเพียง “ถือ” โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ใหม่ก่อนและหลังเพิ่มทุนที่ 61.0 บาทและ
56.5 บาทอิง PER ที่ 13x



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:23:24

บล.คันทรี่ กรุ๊ป : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ “ ผันผวนสูง “
ดัชนีตลาดหุ้นปิดที่ 975.3 จุด สูงขึ้น 5.65 จุด หรือ 0.6% ด้วยปริมาณการ
ซื้อขาย 3.68 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 3.3 พันล้านบาท
แรงซื้อส่งท้ายไตรมาสที่ 3 ดันราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อ แต่ตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวน
เนื่องจากแรงขายทำกำไรที่มีเข้ามาอยู่ตลอดเวลา

ปัจจัยที่คาดว่าจะมีผลกับตลาดหุ้นวันนี้
* เศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นต่างประเทศ – รายงานตัวเลข GDP(q2 +1.7%)
ที่ออกมาดีกว่าคาดและสูงกว่าไตรมาสที่ผ่านมา กลับไม่ได้ช่วยพยุงดัชนีฯตลาดหุ้น
หลายๆแห่ง ในคืนที่ผ่านมาได้ ค่าเงิน US$ ยังคงปรับตัวลดลง ราคาพันธบัตรสูงขึ้น
และ VIX Index ของตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรป พากันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณ
ในทางลบ อีกทั้ง ก่อนหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯเปิดทำการ Moody’s ออกมาปรับลด
เครดิตประเทศสเปน เราประเมินว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นฝั่งตะวันตก ยังมีความกังวล
ต่อภาวะเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย เงินทุนบางส่วนจะยังไหลออกจากตลาดหุ้น และมาเข้า
ยังตลาด Emerging Market อยู่ต่อไป เงินสกุลเงินเอเชีย (JP Morgan Asia Dollar
Index สูงขึ้น 2.6% จากสิ้นเดือน ส.ค.) พากันแข็งค่าขึ้นโดยปริยาย และจะทำให้การ
ปรับตัวสูงขึ้นของดอกเบี้ยเป็นไปได้ยาก เท่ากับว่าตอนนี้ ตลาดหุ้น Emerging
Market ทั้งหลาย จะได้ประโยชน์ทั้งดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนไหลเข้า ไปอีกระยะหนึ่ง
* ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ – ราคาน้ำมันดิบ WTI (NOV-2010) ล่าสุด
อยู่ที่ $79 เหรียญ/บาร์เรล ค่าเงิน US$ ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เป็นบวกในช่วงสั้นๆ
ต่อหุ้นผู้ผลิตน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ด้านราคาและหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ เรายังมอง
เป็นบวกต่อ โดยปัจจัยหนุนตัวหลักๆ คือค่า US$ ที่อ่อนค่าลง
* การเมืองและเศรษฐกิจ – ธปท.รายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.ชะลอตัว
ลงแต่ยืนยันว่าทั้งปียังคงดี (กระทรวงคลัง คาด GDP ปีนี้ +7.5%) และธปท.ยังไม่
มีนโยบายค่าเงินออกมาในตอนนี้ เป็นสัญญาณบวกต่อตลาด การชุมนุมหรือการ
เคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ “มาบตาพุด” ยังไม่มีสัญญาณในทางลบ

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ “ ยังไม่เห็นข่าวลบ ”
ดัชนีฯยิ่งขึ้น แรงขายทำกำไรจะยิ่งมาก วันนี้เป็นวันแรกของไตรมาสที่ 4 เรา
คาดว่าปัจจัยแวดล้อมที่ยังเป็นบวก มีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง น่าจะทำให้เป็นอีกวัน
หนึ่งที่ดัชนีฯจะมีโอกาสที่จะปิดในแดนบวก

กลยุทธ์การลงทุน “ ลงซื้อ ขึ้นขาย ”
การทำนายทิศทางดัชนีฯจะค่อนข้างยาก เพราะแรงขายที่มีมากนั่นเอง
เราแนะให้ลงทุนในกรอบสั้นๆ จับทางการซื้อขายของนักลงทุนกลุ่มใหญ่ๆของตลาด
และเล่นตาม โดยอาศัยความผันผวนที่สูงของตลาดให้เป็นโอกาส คือ “ลงซื้อ ขึ้น
ขาย” หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจของตลาด ยังเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นที่ได้อานิสงค์
จากดอกเบี้ยต่ำ อาทิเช่น อสังหาฯ , ธนาคาร , น้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนทำรายการในวันนี้ ควรรอดูทิศทางของดัชนีฯและราคาหุ้นตัวที่
สนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขาย





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:10:41

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

กลยุทธ์การลงทุน
Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง และอาจหนุนให้ดัชนีใกล้ 999 จุดในสัปดาห์หน้า แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงต่อการปรับฐาน แนะนำให้ทยอยปรับพอร์ตขายระยะสั้น และให้ถือเงิน
สดให้มากที่สุด กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น น่าจะเป็นการ Trading ใน 2-3 กลุ่มหลักคือ ธ.พ. และ
พลังงาน (BANPU, PTTCH, PTTAR) เพราะยังมีปัจจัยหนุนระยะสั้น โดยให้ถือหุ้นที่ under-
perform เช่น BTS

Fund Flow ทำสถิติสูงต่อเนื่อง แต่ผลตอบแทนสุทธิกว่า 20% หนุนให้มีโอกาสขายระยะสั้น

วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ด้วยมูลค่า 3.3 พัน
ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2553 ถึงปัจจุบัน สูงราว 5.97 หมื่นล้าน
บาท ด้วย Fund Flow ที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคเอเซีย ทำให้มีโอกาสมาก
ขึ้นที่จะเห็น SET 999 จุดได้ในเร็ว ๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาผลตอบแทนของนักลงทุน
ต่างชาตินับตั้งแต่เข้ามารอบนี้ พบว่าสูงถึง 17.08% ทั้งนี้ยังไม่รวมกับผลตอบแทนจากค่าเงิน
บาทที่แข็งค่าทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 13 ปีที่ 30.32 บาทต่อเหรียญฯ คิดเป็น FX Gain ราว
6% ส่งผลให้นักลงทุนกลุ่มนี้มีผลตอบแทนสูงกว่า 23% อีกทั้งดัชนีตลาดปัจจุบัน PER ตลาดขึ้น
มาที่เกือบ 15 เท่า (ใช้กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2553) ถือว่าเป็นระดับที่สุ่มเสี่ยงต่อการถอยออกของ
Fund Flow ทุกเมื่อ อีกทั้งตามปกติในช่วงเดือน ต.ค. ของทุกปีจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund
Flow ไหลออก โดยจะมีลักษณะทยอยขายสลับซื้อ เพื่อรับรู้สถานะจากการลงทุน ก่อนที่จะไหล
ออกหนักขึ้นตลอดเดือน พ.ย. ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค ดังนั้น
แม้ว่า Fund Flow จะยังคงไหลเข้าอยู่ในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อดัชนี แต่นับจากนี้
ให้เริ่มระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น

ดอลลาร์สหรัฐเริ่มฟื้นตัว หลังดัชนีเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจงวด 3Q53 อาจไม่ย่ำแย่นัก

สหรัฐรายงาน GDP Growth ขั้นสุดท้ายอยู่ที่ 1.7% เทียบกับงวดก่อนหน้า (qoq) โดย
เป็นผลจากการกระเตื้องขึ้น 2 ส่วนคือ การบริโภคภาคครัวเรือน และสต๊อกสินค้าของภาคผลิต
โดยภาพรวม GDP Growth ในงวด 1H53 เฉลี่ย 1.85% แต่คาดว่า GDP Growth ในงวด
2H53 จะชะลอตัวลงเหลือ 1.45% (เป้าหมาย GDP Growth ทั้งปี 2553 อยู่ที่ 3.3%) จากผล
กระทบของปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป อย่างไรก็ตามล่าสุด มีการรายงานตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจ
สหรัฐในบางพื้นที่เริ่มกระเตื้องขึ้น แต่เชื่อว่าไม่ยั่งยืน เช่น กิจกรรมทางธุรกิจ เชต มิดเวสต์ใน
เดือน ก.ย. 2553 เพิ่มขึ้นดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาด และผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกราย
สัปดาห์ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อต่อเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง ส่งผล
ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มฟื้นตัว เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลกหลาย
แห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มพัฒนาแล้วเช่น เงินยูโร เงินปอนด์ และเงินเยน ขณะที่ค่าเงินของ
ประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเซีย เริ่มเห็นว่าส่วนใหญ่เริ่มทรงตัว และแกว่งตัวออกด้านข้าง เช่น
เปโซ (ฟิลิปปินส์) รูเปียะ (อินโดนีเซีย) หยวน (จีน) ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดอลลาร์สิงคโปร์ และ วอน
(เกาหลี) ยกเว้นเงินบาทที่ยังแข็งค่าเล็กน้อย เพราะมี Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่องทั้งในตลาด
เงิน และตลาดตราหนี้ เฉพาะวานนี้มูลค่าซื้อสุทธิรวมกันราว 1.76 หมื่นล้านบาท โดยจำนวนดัง
กล่าวไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ 1.42 หมื่นล้านบาท หรือ 80% ของเงินทุนไหลเข้ารวมใน 1 วัน
คาดว่าเป็นเพราะตลาดเงินได้รับทราบถึงแผนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อีกครั้งราว
0.25% เป็น 2% ในการประชุม 20 ต.ค. นี้ เพราะมีความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ
ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูดี เงินเฟ้อ ต.ค. ทรงตัวจากงวด ส.ค. หนุน ธปท. ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%
วานนี้ ธปท. รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ส.ค. 2553 เริ่มเห็นภาพที่ขัดแย้งกัน เช่น การบริโภคภาค
ครัวเรือน (C) เริ่มส่งสัญญาณการอ่อนตัว โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคล และมอเตอร์ไซ
ค์ ลดลงจากหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน (I) ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ
ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และสินค้านำเข้าประเภททุน ยกเว้นยอดขายปูนซิเมนต์ที่ยังติด
ลบ แต่ติดลบน้อยลง เป็นต้น ส่วนการค้าระหว่างประเทศยังดูดี โดยพบว่ายอดส่งออกและนำเข้า
ในเดือน ส.ค. 2553 ยังเป็นไปในอัตราเร่ง และทำให้ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด กลับมา
เกินดุลอีกครั้ง หลังจากที่ติดลบในเดือนก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าโดยภาพรวม เศรษฐกิจ
น่าจะเริ่มชะลอตัวในงวด 6 เดือนหลังของปีนี้ โดยคาดว่าจะเติบโตราว 3.8% เทียบกับในงวด
1H53 ที่เติบโตเฉลี่ย 10.6% ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาวิกฤติการเงินโลก ทั้งนี้ หากภาพเศรษฐกิจ
ในช่วงที่เหลือเป็นไปอย่างที่คาดดังกล่าว ตลาดหุ้นในฐานะเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ก็น่าจะเริ่มส่ง
สัญญาณชะลอการปรับขึ้น หรือน่าจะเป็นช่วงของการปรับฐานนับจากนี้ ขณะที่วันนี้คาดว่า
กระทรวงพาณิชย์จะรายตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2553 ราว 3.3% ใกล้เคียงกับเดือน ส.ค.
(เทียบกับฐานเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. 2552 ติดลบ 1% ใกล้เคียงกับ ส.ค. 2552 ซึ่งทำให้ผลตอบ
แทนสุทธิ ติดลบเกือบ 2%) และการที่ ธปท. ให้ความสำคัญกับระดับราคามากกว่าเรื่องค่าเงิน
บาทที่แข็ง จึงทำให้ ธปท. มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก 0.25% ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่
2% ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับฐานล่วง
หน้าก่อนการประชุมราว 1-2 สัปดาห์ เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงแตะ 80 เหรียญฯ หนุนหุ้นปิโตรเลี่ยมไปต่อ แต่น่าจะเป็นโอกาสขาย
ทำกำไร
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐที่กระเตื้องขึ้นระยะสั้น บวกกับปัญหาการสไตรค์ใน
ประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายหนึ่งในกลุ่ม OPEC ส่งผลให้ราคาน้ำมัน
ดิบในตลาดโลกฟื้นตัวต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex)
ปรับตัวขึ้นกว่า 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคา
น้ำมันดิบดูไบ ที่ดีดตัวขึ้น มาที่ระดับ 78.87 เหรียญฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบจาก
ต้นปีจนถึงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 75.9 เหรียญฯต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานของ ASP ที่คาด
ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2553 และ 2554 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯ และ 80 เหรียญฯ ตาม
ลำดับ และยังคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ น่าจะสามารถแกว่งตัวเหนือระดับ 73-74 เหรียญฯต่อ
บาร์เรลได้ตลอดไปจนถึงสิ้นปีนี้ได้ เป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียม สำหรับผู้ที่มีหุ้น
BANPU, PTTEP ยังแนะนำให้ถือต่อ เพื่อรอขายทำไรระยะสั้น เช่น PTTEP(FV@B185)
ทยอยขายในกรอบ 155-160 บาท ส่วน BANPU(FV@B755) น่าจะขายทำกำไรเหนือ 720
บาทขึ้นไป เพราะราคาที่ให้ขายมี upside เหลือน้อยกว่า 10% เทียบกับ Fair Value ปี 2554
ขณะที่หุ้นโรงกลั่น ที่มีธุรกิจปิโตรเคมีต่อยอด คาดว่าผลประกอบการใน 3Q53–4Q53 จะมีแนว
โน้มดีขึ้นจากงวด 6 เดือนแรกของปีนี้อย่างมาก นักลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือนขึ้นไป) แนะนำให้
ทยอยซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวคือ PTTAR(FV@B34) และ TOP(FV@B66)



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:01:05

บล.เกียรตินาคิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

SET วานนี้ปิดบวกสวนทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลง หลังมีแรงซื้อหุ้น
อย่างต่อเนื่อง ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น
SET ปิดบวกและยืนเหนือ 975 จุด โดยดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบแดนบวก
และลบสลับกัน แต่ดัชนีก็สามารถยืนแดนบวกได้ หลังจากที่ยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้ามา
อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มพลังงาน และแบงก์จากความคาดหวังผล
ประกอบการไตรมาส 3/53 ที่คาดว่าจะออกมาดี และสินเชื่อที่จะยังขยายตัวในไตร
มาส 4 ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปทำNew high ของปีที่ 976.08 จุด ก่อนที่จะมาปิด
975.30 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในรอบเกือบ 14 ปี เพิ่มขึ้น 5.65 จุด (+0.58%) ด้วย
มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมาก 36,811.12 ล้านบาท

การลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ
วานนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน 3,345.91 ล้านบาท และนักลงทุน
สถาบันขายสุทธิจำนวน 1,375.22 ล้านบาท ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิจำนวน
4.87 ล้านบาท

ตารางแสดงยอดการลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ ปี 2553
Apr -53 May -53 Jun -53 Jul -53 Aug -53 Sep -53 Total -53
นักลงทุนต่างประเทศ -4,097 -58 ,743 2,974 6,879 16 ,019 36 ,008 41 ,578
นักลงทุนสถาบัน -4,322 10 ,751 4,634 -3,660 -7,891 -14 ,983 -27 ,166
บริษัทหลักทรัพย์ -1,273 -106 1,393 -714 2,538 430 2,906
ที่มา : รวบรวมโดย KKS

แนวโน้มตลาดวันนี้
เราคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในช่วง 965-980 จุด เป็นแนวโน้ม
แกว่งตัวตามดาวโจนส์ที่ปิด -47 จุด จากแรงขายทำกำไรหลังจากตลาดปรับตัวขึ้น
คาดว่าจะทำให้หุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนในเช้านี้หลังจากปรับขึ้นแรงเมื่อวานโดยตลาด
จะแกว่งตัวในกรอบ 965-980 จุด
ด้านสถาบันขายสุทธิ –1,375 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ +3,345 ล้านบาท
แสดงถึงตลาดหุ้นจะแกว่งตัวผันผวน จากแรงซื้อและขายของทั้งสองสถาบัน โดย
ความผันผวนยังมีอยู่ที่เหนือแนว 960 จุด แต่ถ้าปัจจัยบวกเรื่องเม็ดเงินต่างชาติไหล
เข้าเป็นซื้อสุทธิอยู่ จากการคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 3/53 ยังพอให้ตลาดหุ้น
ไต่ขึ้นอยู่ในช่วงนี้ได้
ด้านปัจจัยต่างประเทศเป็นแนวโน้มแกว่งตัวส่งผลต่อตลาดให้เกิดความ
ผันผวน แต่ปัจจัยเรื่องเม็ดเงินไหลเข้าหนุนอยู่ โดยค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่า
คาดว่าแนวรับระยะสั้นยังใช้ได้ที่ 965 จุด ส่วนแนวรับใหญ่ขึ้นอยู่ที่ 950 จุด
ในทางเทคนิคถ้าดัชนียืนเหนือ 965 จุดยังพอน่าซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัว ใน
กรณีที่ต่ำกว่า 950 จุดจะน่าขายหุ้น
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในช่วงนี้ให้เป็นถือหุ้น 50% ถือเงินสด 50%





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:57:42

บล.ยูโอบีเคย์เฮียน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

sideway
แนวโน้มตลาดวันนี้ : แกว่งตัว side way โดยการเข้าสู่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นทำกำไรออกมาบ้างเพื่อลดความเสี่ยงลง หลัง
จากที่ตลาดปรับตัวขึ้นเกือบทุกวันในสัปดาห์นี้ ประกอบกับยังคงมีความพยายามสร้าง
ความปั่นป่วนทางการเมืองด้วยการลอบวางระเบิดเป็นระยะ อย่างไรก็ดีเงินลงทุนจาก
นักลงทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ด้วยมูลค่า 3,351 ล้านบาท
และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้น
แนวรับ : 965–966 แนวต้าน : 979-980
กลยุทธ์ : ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มหลักที่บริเวณแนวรับ
ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร เช่นเดิมที่บริเวณแนวรับ เก็งกำไรหุ้น
ขนาดเล็กที่มีข่าวดีเป็นรายตัว
ระยะสั้น : เก็งกำไร PTTEP, BANPU, PTT, PTTAR BBL, SCB, KBANK
ระยะยาว : ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มหลักที่บริเวณแนวรับ
จับข่าวมาเก็งกำไร
+ ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้า ส่งมอบเดือนพ.ย. ตลาด NYMEX ปิดตลาด
วานนี้ที่ 79.97 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.7% จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่บ่งชี้ว่า
เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น
ความเห็น ราคาน้ำมันที่ปิดพุ่งขึ้นคาดว่าจะทำให้มีแรงเก็งกำไรเข้ามาใน
กลุ่มพลังงานต่อเนื่องจากวานนี้ โดยบริษัทในกลุ่ม PTT จะได้ประโยชน์จากราคา
น้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การร่วมมือกันระหว่าง PTT และ PTTEP เข้าทำธุรกิจเกี่ยว
ข้องกับเรือผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวก็เป็นไปตามแผนของกลุ่มบริษัท และจะช่วย
ขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทในระยะยาว แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” PTT PTTEP TOP
และ PTTAR
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยในประเทศ
+ ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง
โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรม สอดคล้องกับภาคการส่งออกที่อัตราการขยาย
ตัวชะลอลงสู่ระดับปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 47.23 จุด ปิดที่ 10,788.05 จุด โดยการซื้อขายเป็น
ไปอย่างผันผวน ในขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงมากกว่า
คาด
+ ราคาน้ำมันดิบ (WTI) ส่งมอบเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 2.11 ดอลลาร์ ในขณะที่ตัว
เลขเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น
11% สูงสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:52:46

บล.บีฟิท : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

Market Attitude
ยังลุ้นขึ้นต่อ
เงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นไทยก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่หนุนหุ้น
ไทยปรับขึ้น ทำให้ดัชนีปิดไตรมาส 3 ในระดับที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามเรามองว่า
ค่าเงินบาทที่กำลังแข็งค่ามาใกล้ที่ระดับ 30 บาท ก็จะเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นต่อ
ผู้ประกอบการส่งออก แต่ท่าทีของธปท.ก็ยังจะไม่ใช้มาตรการอะไรที่รุนแรงนัก
ตราบใดที่การเคลื่อนไหวยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค เงิน ดอลลาร์ยังมี
ทิศทางที่อ่อนลงได้จากมาตรการที่ผ่อนคลายของเฟด ขณะที่ของไทยเราการประชุม
กนง.ในเดือนนี้ แม้ก่อนหน้าคาดกันว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก แต่
จากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้กนง.กลับมาคงอัตราดอกเบี้ยไว้อีกครั้ง อย่างไรก็
ตามจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวของไทยและภูมิภาคเอเชีย ก็จะยังดึงดูดเม็ดเงินเข้า
มาลงทุนต่อ สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงเล็กน้อย ไม่มีนัยสำคัญ
อะไร ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาใช้ได้ จากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลด
ลงในสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐยังปรับเพิ่มตัวเลขการขยาย
ตัวของจีดีพีไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจในนิวยอร์ค ซิตี้และเขตมิดเวสต์
ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นด้วย การเคลื่อนไหวของหุ้นในภูมิภาควันแรกของไตรมาส 4 ก็
ขยับขึ้นเล็กน้อยในทางบวก เรามองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีลุ้นที่จะปรับขึ้นต่อจาก
เงินทุนที่เข้ามา น้ำหนักในการเล่นยังคงอยู่ที่หุ้นขนาดใหญ่กลุ่มพลังงานและธนาคาร

กลยุทธ์การลงทุน
ระยะกลาง : ถือต่อ ... (จุดถอยอยู่ที่ 950 จุด)
ระยะสั้น : ลุ้นต่อ-เก็งกำไรต่อ ... (ห้ามหลุด 965 จุด)

Market Viewpoint
ตลาดหุ้นสหรัฐ ดาวโจนส์ -47.23 จุด หรือ -0.44% ปิดที่ 10,788.05 การ
ซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน ขณะที่นักลงทุนบางรายทำการปรับฐานการลงทุนในช่วง
สิ้นไตรมาส และบางรายเข้าซื้อหุ้น หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส โดยหลัง
จากตลาดปรับตัวขึ้นและลงเกือบ 1% ตลาดก็ปิดอ่อนลงเล็กน้อย
น้ำมันดิบ NYMEX +2.11 ดอลลาร์ หรือ +2.71% ปิดที่ 79.97 ดอลลาร์/
บาร์เรล ปิดที่ระดับสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์ โดยที่ตัวเลขเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมี
แนวโน้มที่ดีขึ้น
ยุโรป - อียูมีการฟื้นตัวมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2 และเงินเฟ้ออยู่ในระดับ
ปานกลางแต่ธนาคารยังมีความเสี่ยงจำนวนมาก
สเปน - มูดี้ส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนลงสู่Aa1 จาก AAA
วานนี้ โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพ
เศรษฐกิจไทย - ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.เริ่มขยายตัวในอัตรา
ที่ชะลอลง โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรม แต่โดยภาพรวมยังคงเติบโตใน
เกณฑ์สูง
เงินบาท - รมว.คลัง ระบุส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทย และต่างประเทศ
ขณะนี้ ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้บาทอยู่ในระดับที่แข็งค่ามาก
มาบตาพุด - นายกฯ พร้อมที่จะทำความเข้าใจกับภาคประชาชน ที่ได้ออกมา
ชุมนุมคัดค้านการประกาศ 11 ประเภทกิจการ
PTTEP & PTT - ตั้งบริษัทPTT FLNG Limited ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเรือ
ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว โดยถือหุ้นฝ่ายละ 50%





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:45:49

บล.ทรีนีตี้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

Go for Goal 1,000? น้ำมันโดดลอย 80 เหรียญฯ
ในที่สุดตลาดหันมาเทน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานอีกครั้ง อีกทั้งราคาน้ำมันโดด
ลอยขึ้น 2 เหรียญฯ เป็น 80 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศยังคอน
เฟิร์มภาวะที่ดีขึ้น ต่างชาติเทเงินเข้าตลาดไทยอีก วานนี้ ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดไทย 3,300
ล้านบาท แต่ซื้อสุทธิตลาดบอนด์วันเดียวมากถึง 14,200 ล้านบาท บาทแข็งจะต้องทำอะไรสัก
อย่างขอให้เลือกไปทางบอนด์ ทั้งนี้ต้นทุนซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติขยับขึ้นมาเรื่อย ๆ จาก 2-3
สัปดาห์ก่อนที่ 877 จุด ขึ้นมาเป็น 901 จุด กลุ่มพลังงานของรอบวันนี้ยังเลือก TOP, PTTEP
ส่วนธนาคารเลือก BBL, SCB ส่วนกลุ่มอื่นขนาดกลางวันนี้เลือก TUF, CPF, MINT,
CENTEL, SAT, AH, IHL
กรอบวันนี้ แนวรับ 967 แนวต้าน 983

ปัจจัยวันนี้
(+) เศรษฐกิจไทย: ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค. ที่ประกาศออกมายังคงขยายตัวได้ดี
อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาคการผลิตและการส่งออก อัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอลงสู่แนวโน้มปกติ
แต่ภาคการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อ
เนื่อง เราคาดว่าตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีแรก
(เนื่องจากฐานที่ต่ำ) ทรีนีตี้คาดไตรมาส 3/53 โต 6.5% และไตรมาส 4/53 โต 3.1% คาด
GDP ปีนี้ทั้งปีโต7.5% และปีหน้าโตต่อเนื่อง 5.0%
(+) MINT: เข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว คาดอัตราการเข้าพักโรงแรม
(Occupancy Rate) ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่
เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ธุรกิจอาหารยังคงเติบโตดีต่อเนื่อง คาดอัตราการเติบโตของ ยอดขายสาขา
เดิมในระดับ 5% ในไตรมาส 3/53 เพิ่มขึ้น 1.3% QoQ หลังจากผ่านช่วงที่เลวร้ายจากภาวะ
เศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองในประเทศ คาดผลประกอบการของ MINT จะฟื้นตัวอย่างต่อ
เนื่องโดยเฉพาะในปี 2554 ที่คาดกำไรเติบโตกว่า 60% แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 16.0 บาท
(+) TUF ปันผลพิเศษ 0.26 บาท: TUF จัดสรรกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน
สำหรับงวด 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.53 – 30 ก.ย.53 เป็นเงินปันผลระหว่างกาล อัตราหุ้น
ละ 0.26 บาทโดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจาก BOI สำหรับการจ่ายเงิน
ปันผลระหว่างกาลงวดพิเศษนี้ เนื่องจาก BOI ฉบับที่ 1 จะหมดอายุ 21 ต.ค.53 ถ้าจ่ายตามงวด
ปกติ (1 ก.ค.–31 ธ.ค. 53) จะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากบัตรส่งเสริมการลง
ทุนดังกล่าว XD 11 ต.ค. 53 กำหนดจ่ายเงิน 21 ต.ค.53 เห็นเป็นการเพิ่มประโยชน์ให้กับผู้ถือ
หุ้น TUF จากการจ่ายครึ่งปีแรกมาแล้ว 1 บาทต่อหุ้น การจ่ายครั้งนี้อาจดีกว่าความคาดหมายทั้งปี
ของเราที่ 1.25-1.50 บาท ดังนั้นเป็นไปได้ว่าการจ่ายปันผลจากครึ่งปีหลังยังอาจมีจ่ายออกมาได้
อีก 0.25 บาท หรือไม่จ่ายก็ไม่เป็นผลลบอะไรต่อหุ้น เราคาดว่าการจ่ายครั้งนี้อาจไม่ได้มีผล
กระทบทางการเงินกับ TUF ในการกำลังมีดีลเข้าซื้อกิจการของ MW Brands เพราะเงินส่วน
นั้นเกิดจากการกู้และเพิ่มทุน แนะนำซื้อเต็มที่ต่อไป ราคาเป้าหมาย 74 บาท



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:45:33

บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

กลยุทธ์วันนี้ Can Test 980?
ประเด็นสำคัญวันนี้ แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนรอบเอเชียและยุโรปวานนี้
จะไม่เอื้อต่อการลงทุน แต่ SET INDEX ยังคงเดินหน้าปิดเพิ่มขึ้นเป็นวันที่ 2
ด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่หนาแน่น ด้วยการซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 9
อีก 3,346 ล้านบาท และตลาดตราสารหนี้มากถึง 14,199 ล้านบาท
แม้ว่าปัญหาภาคเศรษฐกิจในสหรัฐฯ และยุโรปดูเหมือนว่าจะย่ำแย่มาก
ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งของยุโรปที่ถึงแม้ว่า IMF – ECB จะจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วย
เหลือสภาพคล่องทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก แต่สถานการณ์กลับดูไม่พัฒนา
ไปในทางที่ดีขึ้น ด้านสหรัฐฯ แม้ว่า GDP ใน 2Q53 สุดท้ายจะเติบโต 1.7% qoq
ดีกว่าที่คาดไว้ 1.6% qoq ซึ่งหากเป็นอย่างในอดีตที่ผ่านมา การลงทุนในสินทรัพย์
เสี่ยงทั่วโลกจะได้รับผลกระทบด้วยการถูดดึงเงินทุนออก เพื่อจัดสรรเข้าสินทรัพย์ที่
ปราศจากความเสี่ยงอย่างพันธบัตรรัฐบาล และทองคำ แต่ ณ ปัจจุบันกลับเป็นไปใน
ลักษณะตรงกันข้าม ด้วยเงื่อนไขของสภาพคล่องทางการเงินที่ล้นอยู่ในระบบการเงิน
โลก บวกกับโอกาสการทำ US Dollar Carry Trade ทำให้เกิดการแบ่งแยกของเงิน
ทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชีย ซึ่งมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าในเชิง
เปรียบเทียบ จึงไม่น่าแปลกใจที่เงินทุนยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะไม่มีประเด็นบวกใหม่เข้าหนุนการลงทุนเลยก็ตาม
ด้วยประเด็นข้างต้น SET INDEX วันนี้และต่อเนื่องถึงสัปดาห์หน้า เชื่อว่า
จะยังเป็นทิศทางของการขยับขึ้น เพื่อทดสอบ 1,000 จุด ด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติ
เป็นปัจจัยสำคัญ บวกกับแรงเก็งกำไรงบ 3Q53 ของกลุ่มธนาคาร เพราะใกล้ประกาศ
งบในสัปดาห์ถัดไป
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: KimEng ยืนยัน “ถือพอร์ตการลงทุน” และเริ่ม
ทยอยสะสมหุ้นเป็นรายหุ้น (Selective Buy) MAJOR / MINT
การลงทุนทางเลือก: แนะนำให้นักลงทุน “ทยอยเปิดสถานะ Long ใน
S50Z10 บริเวณ 670 จุด” และถือข้ามวัน Stop Loss: S50Z10 < 665 จุด ปิด Long
และ Wait&See

Portfolio
Hold: CPF/ MINT/ MAJOR/ BBL/ KTB/ BAY/ KBANK/ BANPU /
PTTEP / CPALL/ TTA/ THCOM/ BLAND/ DELTA / KCE/ AMATA/ RCL/ DTAC/
SCC/ THAI/ RCL
Buy : MAJOR / MINT

Technical View
แนวรับ 960-966 จุด และ 944-950 จุด และ 930 จุด ส่วนแนวต้าน
985-990 จุด, 999 จุด และ 1,075 จุด แนะนำถือครองหุ้นหลักตามแนวโน้ม





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:39:32

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

Market Recap and Trend: ลุ้นปรับขึ้นทดสอบ 980 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลดี
จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
กระแสการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศยังเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดัน SET ปรับสูงขึ้น
0.59% ปิดตลาดวานนี้ที่ 975.30 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 36,596 ล้านบาท นักลงทุน
ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่อง 3,351 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ เรายังลุ้นการปรับสูงขึ้น
ทดสอบแนวต้านหลักที่บริเวณ 980 จุดเช่นเดิม จากปัจจัยเงินทุนยังมีแนวโน้มไหลเข้าประเทศ
ต่อเนื่อง ล่าสุดเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาที่ 30.3 บาท/ดอลลาร์ฯ สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.
ยังคงแข็งแกร่ง โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้น 8.7% (เดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 16.3%) ดัชนี
การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 6.7% (เดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 5.1%) การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว
22% (เดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 22.9%) การส่งออกขยายตัว 23.6% ที่ US$1.63 หมื่นล้าน และการ
นำเข้าเติบโต 41.8% ที่ US$1.54 หมื่นล้าน ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล US$852 ล้าน และดุล
บัญชีเดินสะพัดเกินดุล US$280 ล้าน ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจทรงตัวที่ 50.3 จากเดือน ก.ค.ที่
50.4 ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องทำให้ ธปท.มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
0.25% ในการประชุมวันที่ 20 ต.ค.นี้ เป็น 2.0%

Investment Strategy: ระวังแรงขายทำกำไรบริเวณ 980 จุด...ยังเน้นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่
อย่าง กลุ่มธนาคาร พลังงาน สื่อสาร ปิโตรเคมีฯ
กระแสเงินทุนไหลเข้าจะเป็นปัจจัยหนุน SET ปรับสูงขึ้นไปที่แนวต้านบริเวณ 980 จุด
ซึ่งเป็นระดับที่เราคาดว่าจะเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมามากขึ้น ขณะที่เรายังมองว่ากระแสเงิน
ทุนจะยังคงไหลเข้าต่อเนื่องในระยะกลาง ซึ่งอาจทำให้ SET มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปที่เป้าหมาย
Bottom-Up ของเราบริเวณ 1,037 จุด เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ โดยเราคงแนะนำนักลงทุนถือ
หุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อไป และมีจุด Trailing Stop ที่ 958 จุด โดยคาดว่ากลุ่มหุ้น
ขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ธนาคาร สื่อสาร และปิโตรเคมี จะยังแข็งแกร่งกว่าตลาดต่อไป
• PTTEP – แนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 207 บาท ราคาหุ้น Laggard ตลาดมาก ขณะที่
ผลการดำเนินงาน 3Q53 มีแนวโน้มออกมาดี และคาดว่าทั้งปี 53 กำไรจะเติบโตถึง 72% YoY
• MAJOR – แนะนำ เก็งกำไร คาดผลการดำเนินงาน 3Q53 ออกมาดี และดีต่อเนื่อง
ใน 4Q53 โดยมีภาพยนต์ดังหลายเรื่อง อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์, พระนเรศวรฯ และนาเนียร์
เข้าฉาย ประกอบกับคาดว่าจะมีการบันทึกกำไรจากการขายกองทุนอสังหาฯ ด้วย

Futures Strategy :
แนะนำถือสถานะ LONG สัญญา S50Z10 โดยมี Trailing Stop ที่ 670 จุดเหมือน
เดิม (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)

AUTO :
MAJOR มี Sentiment แข็งแกร่งขึ้นใน Auto Matrix

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +3.2% สูงกว่าอัตราผลตอบ
แทน SET ที่ +3.1% (Update วันที่ 28 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +3.2% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET ที่มี
อัตราผลตอบแทน +3.1% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 0.1% แต่หาก
พิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +248% ดีกว่าตลาดที่ให้อัตรา
ผลตอบแทน +36% อยู่ 157% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตราผล
ตอบแทน 51% ดีกว่าผลตอบแทนของ SET ที่ 30% อยู่ 22% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
BANPU และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 8.3%
และ 3.4% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม
เศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL
(จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งสง่ ผลดีต่อแนวโนม้ ผลการดำเนินงาน) QH (คาดว่า
ผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่) และ BANPU (มี
ประเด็นบวกจากการขายหุ้น ITMG และซื้อ Centennial Coal ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจถ่านหินใน
อนาคต)

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.44% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด
เพิ่มขึ้น 0.31% หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ปรับเพิ่มการประเมินตัวเลขจีดีพีขั้นสุดท้าย
ประจำไตรมาส 2 ปี เป็นขยายตัว 1.7% จากที่ประเมินไว้ครั้งก่อนว่าขยายตัวเพียง 1.6% ปัจจัย
สำคัญในการปรับเพิ่มการประเมินตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 มาจากการขยายตัวของตัวเลขการใช้
จ่ายผู้บริโภค โดยทางกระทรวงได้ปรับเพิ่มการประเมินตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคประจำไตรมาส
2 เป็นขยายตัว 2.2% จากเดิมที่ประเมินว่าขยายตัวเพียง 2.0% นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์
สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดนำเข้าสินค้าในไตรมาส 2 พุ่งขึ้น 33.5% ทำสถิติพุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบ
26 ปี ขณะที่ยอดการส่งออกสินค้าขยับขึ้นเพียง 9.1% เท่านั้น%
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน พ.ย.
ปิดเพิ่มขึ้น 2.11 ดอลลาร์ มาปิดที่ 79.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นักลงทุนมีความเชื่อมั่น
ในแนวโน้มเศรษฐกิจและดีมานด์พลังงาน หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ปรับเพิ่มการ
ประเมินตัวเลขจีดีพีขั้นสุดท้ายประจำไตรมาส 2 ปี เป็นขยายตัว 1.7% จากที่ประเมินไว้ครั้งก่อน
ว่าขยายตัวเพียง 1.6%
ดอลล์แข็งเทียบยูโร หลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจดีเกินคาด ยูโรอ่อนแรงลงในเวลา
ต่อมา หลังจากมีข่าวว่าธนาคารกลางไอร์แลนด์ให้เงินช่วยเหลือธนาคารแองโกล ไอริชแบงค์
โดยนักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าการอัดฉีดเงินทุนในมาตรการช่วยเหลือภาคธนาคารจะส่งผลให้
ไอร์แลนด์มียอดขาดดุลงบประมาณเพิ่มเป็น 32% ของตัวเลขจีดีพี จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ในระดับ
11.75% ในปี 2553 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าข้อบังคับของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ประเทศ
สมาชิกยูโรโซนควบคุมยอดเกินดุลการค้าให้ขยายตัวได้ไม่เกิน 3% ของจีดีพี
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 22 จุด มาที่ 2,446 จุด สิ้นสุดฤดูการเก็บสต็อกวัตถุดิบ
และสินค้าคงคลัง คาดว่าค่าระวางเรือจะมีทิศทางผันผวนไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยภาพค่าระวางเรือจะ
ถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้น
กว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หากไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง
TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วง
ปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจาก
อายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:16:36

บล.ธนชาต : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

SET ตลาดกำลังเผชิญแนวต้านสำคัญระยะ 13 ปีบริเวณ 975 จุด โดยมี
แรงซื้อหุ้นหมวดพลังงานโดดเด่นหลายตัวนำโดย PTT TOP PTTAR ESSO PTTEP
และ EGCO โดย EGCO มีจังหวะซื้อระยะสั้นจากราคาห้นที่ต่ำและเริ่มดีดตัวขึ้นผ่าน
94 บาท ขณะที่เป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 120 บาท KSL ผ่านพ้นช่วงต่ำสุดของผลการ
ดำเนินงานที่ขาดทุนใน 3Q10 คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นใน 1Q11

ประเด็นสำคัญวันนี้
EGCO “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 120 บาท หลังจากข่าวซื้อหุ้นน้ำเทิน 2 ได้
อีก 10% ด้วยราคาเหมาะสมทำให้ถือหุ้นทั้งหมด 35% แม้ไม่ส่งผลต่อราคาเป้าหมาย
ปัจจุบันที่ 120 บาท เนื่องจากเราได้รวมไปแล้ว แต่ EGCO ยังมี Upside ในกำไรและ
มูลค่าหุ้นปัจจุบันอีก จากโอกาสขยายกำลังผลิตไดเพิ่มขึ้นอีกจากการทำ M&A ใน
ต่างประเทศอีก 2 โครงการและโครงการ SPP อีก 3–4 โครงการ ซึ่งน่าจะรู้ผล
ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ขณะที่ราคาหุ้นยังถูกอยู่มาก ซื้อขายที่ norm PE ที่
6.7 เท่า และให้ yield ที่ 6.2% ในปี 2011F ทางเทคนิคแนะ ซื้อเก็งกำไร ผ่าน 94
บาทได้ จะมีแรงส่งต่อมากขึ้น แนวต้านหลัก 97 บาท
KSL “ซื้อ” ราคาเป้าหมายทางเทคนิค 12 บาท ผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดไป
แล้ว ผลการดำเนินงานใน 4Q10 แม้จะยังไม่ดีนัก แต่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจาก 3Q10
ที่บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุนเป็นครั้งแรก เนื่องจากไม่มีค่าปรับจากการไม่
สามารถส่งออกได้ในปริมาณที่กำหนด สำหรับช่วง FY1Q11 ผลการดำเนินงาน
น่าจะดีขึ้น เนื่องจาก 1) กำไรที่ดีขึ้นจากยอดขายน้ำตาลในประเทศ เนื่องจากมี
ความเป็นไปได้ที่ราคาวัตถุดิบจะลดลง 2) ไม่มีผลขาดทุนจากการทำ hedging จาก
ยอดส่งออก 3) กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรงผลิตใหม่ที่ อ. บ่อพลอย และ 4) มีผล
ขาดทุนจากลาว และกัมพูชาน้อยลง เนื่องจากขั้นตอนการปลูกเสร็จสิ้นลง ทาง
เทคนิคแนะ ซื้อเก็งกำไร ราคาหุ้นยังเคลื่อนไหวในกรอบ Downtrend ขณะที่ระยะสั้น
มีสัญญาณที่ดีจากฟื้นตัวกลับแบบ Head & Shoulders แนวต้าน 11.60 บาท และ
11.90 บาท ทางเทคนิคแนะซื้อเก็งกำไร
MAJOR “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20 บาท กลับมาแข็งแกร่งจากการปรับ
โครงสร้างบริษัทร่วมค้า การฟื้นตัวของรายได้โฆษณาและธุรกิจหลักคือโรง
ภาพยนตร์ จากรายได้จากการจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์สูงถึง 820 ล้านบาท จากการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยอดขายตั๋วที่ดีขึ้นและราคาตั๋วชมภาพยนตร์เฉลี่ยที่สูงขึ้น
คาดว่า EPS ใน 3Q10 จะทำสถิติแข็งแกร่งที่สุดของปีหรือราว 170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
60%q-q และ 30%y-y และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทางเทคนิค แนะซื้อเก็งกำไร มี
โอกาสทำ New High โดยเฉพาะผ่านแนวต้าน 15 บาทได้ จะมีแรงซื้อเพิ่มขึ้น มี
เป้าหมายแนวหลักที่ 18 บาท
THAI “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 47 บาท ธุรกิจของ THAI กำลังฟื้นตัวแข็งแกร่ง
เนื่องจากการฟื้นตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคาดว่า cabin factor
ของ THAI จะเพิ่มขึ้นจาก 65% ในช่วง 2Q10 มาอยู่ที่ 74% ใน FY3Q10F และ
76% ใน 4Q10F ทางเทคนิคแนะ ซื้อเก็งกำไร ราคามีแนวโน้มที่จะขึ้นทดสอบ High
เดิม 43.25 บาท และมีโอกาสทำ New High แนวต้านหลัก 46.50 บาท






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:13:46

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

คาดมีลุ้นเป้าหมาย 980-990 จุดได้ แต่ยังต้องระวังจังหวะแกว่งผันผวนอยู่!!
แนวโน้ม: แม้ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปและสหรัฐจะปิดเป็นลบ แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ค่อนข้าง
สดใสของสหรัฐ และการเปิดเป็นบวกของตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจของไทย
เดือน ส.ค. ที่ยังขยายตัวได้ดี น่าจะยังเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศให้มีเข้ามา
ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าสู่ช่วงลุ้นผลประกอบการไตรมาส 3/53 ของ บจ. ต่างๆ แล้ว ทำให้
FSS คาดว่า SET มีแนวโน้มที่จะยังเดินหน้าต่อเนื่องได้ โดยคาดว่า SET มีโอกาสขยับขึ้นไป
แถว 980-990 จุดในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตามยังคาดหมายว่าตลาดจะยังมีลักษณะแกว่งตัวผันผวน
เป็นระยะๆ จากแรงขายทำกำไรเนื่องจากการขยับขึ้นมาค่อนข้างร้อนแรงของตลาดหุ้นไทย ดังนั้น
จึงยังแนะนำให้เลือกซื้อเป็นรายหลักทรัพย์อยู่ ส่วนหุ้นที่ขยับขึ้นมาแรงมากก็มีโอกาสที่จะแกว่งตัว
ย้อนลงได้ จึงควรรอทยอยเข้ารับในจังหวะพักตัวกลับลงจะปลอดภัยกว่าการซื้อตามทันที
กลยุทธ์: จึงยังแนะนำให้แบ่งส่วนขายทำกำไรบ้างเมื่อตลาดขยับขึ้น และจังหวะเลือกหุ้น
เข้ารับยังน่ารอเมื่อตลาดปรับตัวลง โดยหุ้นที่ยังน่าสนใจและราคาต่ำกว่าราคาตามพื้นฐานมากๆ
ได้แก่ SIRI, LPN, BCP, IRPC, GLOW, KCE, TASCO, HANA, GFPT, AMATA,
PTTEP, DTAC, SPALI, DELTA, VNG, ADVANC, TTCL, CPALL, PS, GLOBAL,
TTW และ PTTAR เป็นต้น

ประเด็นสำคัญวันนี้
(+) หุ้นเด่นแนะนำเดือน ต.ค.ได้แก่ BANPU, PTTEP, SCB, STEC, TUF แม้ว่า
ตามสถิติแล้ว เดือน ต.ค. จะเป็นเดือนที่ต่างชาติขายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเดือน ธ.ค. แต่
การประชุมของ ECB, BOE, BOJ, BOK เดือนนี้ที่น่าจะตรึงดอกเบี้ย (ของไทยมีแนวโน้มว่าจะ
ขึ้น 0.25%) รวมทั้งการประชุม Fed ต้นเดือนหน้าที่ตลาดคาดว่าจะมี QE2 กลับเป็นข่าวบวกกับ
สินทรัพย์เสี่ยงและมีโอกาสเกิด Dollar carry trade จึงเชื่อว่าตลาดในเดือน ต.ค. มีโอกาส
ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปหา 1,000 จุดแต่ยิ่งเข้าใกล้ระดับดังกล่าว ความผันผวนจะยิ่งมากขึ้น คาดว่า
แบงก์จะเป็นกลุ่มที่โดดเด่นเพราะประกาศงบฯ 20 – 21 ต.ค. รวมทั้งหุ้นรายตัวใน Real
sector ที่จะเริ่มมีการคาดการณ์ประมาณปลายเดือน
(+) เศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. ยังขยายตัวดี การบริโภคและการลงทุนขยายตัวดี แต่การ
ส่งออกเริ่มชะลอตามคาด ซึ่งทำให้ภาคการผลิตชะลอด้วย แต่ภาพรวมยังดูดี
(+) ธปท. อาจปรับประมาณการ GDP ขึ้นในวันที่ 20 ต.ค. นี้
(-) รมว.ไอซีทียืนยัน พ.ร.บ.กสทช.คลอดสิ้นเดือน พ.ย. นี้ ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แม้
พ.ร.บ.กสทช. จะผ่าน ยังมีกระบวนการจัดตั้ง กสทช. (6 เดือน) จัดทำแผนแม่บทและแผนบริหาร
คลื่นความถี่ (6 - 8 เดือน) เตรียมประมูล 3G (6 เดือน) การประมูลจะเกิดขึ้นในปี 2012 เป็น
อย่างเร็ว ส่วน 3G ของทีโอที ถ้าทำได้จริง เป็นข่าวบวกกับ JTS, JAS, SAMART,
SAMTEL, AIT, LOXLEY
(-) GSTEEL ประชุมเจ้าหนี้วันนี้ ลุ้นว่าจะยอมรับแผนการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่
หรืออาจเลื่อนหากไม่ครบองค์ประชุม แม้เจ้าหนี้จะแปลงสภาพทั้งหมด แต่ไม่ได้แก้ปัญหาสภาพ
คล่องที่ตึงตัว ไม่แนะนำ GSTEEL
Fund Flow วานนี้ยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่อง แม้มีปัจจัยลบจากการปรับ
เครดิตเรดติ้งประเทศสเปน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ค่อนข้างชะลอตัว แต่ก็เป็นสาเหตุที่
ทำให้กระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้
การประกาศตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของจีนที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจีนจะนโยบาย
ยืดหยุ่นทางการการค้ากับสหรัฐ ทำให้สหรัฐค่อนข้างที่จะผ่อนคลายหรือกดดันให้จีนแข็งค่าเงิน
หยวนในช่วงนี้ ดังนั้นแนวโน้มกระแสเงินทุนจากต่างชาติก็จะยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาค ประกอบ
กับค่าเงินในภูมิภาค และค่าเงินยูโรยังแข็งค่าต่อเนื่อง เช้านี้ค่าเงินบาทยังแข็งค่าทำสถิติใหม่
อย่างต่อเนื่อง

Technical View :
“ดัชนียังอยู่ระหว่างทดสอบแนวต้านแถว 980 จุด ต้องผ่านขึ้นถึงจะมีลุ้นขยับหาแนวต้าน
ถัดไปให้ทำกำไรได้ แต่ถ้ายังไม่ผ่านก็ต้องระวังย้อนลงหาแนวรับต่างๆ ไว้ด้วย...”
แนวรับ : 968-965*** , 955-953* , 942-937**
แนวต้าน : 976-980** , 990***

Technical Picks:
SAMTEL (Bt 10.80 เป้าเทคนิค 12-13 cut loss ถ้าหลุด 10)
CENTEL (Bt 5.50 เป้าเทคนิค 6.20 cut loss ถ้าหลุด 5.20)
IFS (Bt 1.47 เป้าเทคนิค 1.60-1.70 cut loss ถ้าหลุด 1.42)




เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 9:02:41

บล.เคจีไอ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

เงินบาทพุ่งหนุนฝรั่งซื้อต่อ
KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต่อในวันศุกร์ แรงผลักขึ้นจากเม็ดเงินต่างชาติจะยัง
สนับสนุนหุ้นใหญ่ เนื่องจากตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกยังอยู่ในความคาดหวังต่อมาตรการเสริมสภาพ
คล่องของสหรัฐฯ ทั้งนี้แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาเมื่อคืนเช่นการขอรับสวัสดิการว่าง
งานรายสัปดาห์ดีกว่าคาดค่อนข้างมาก แต่ช่วงเช้ามืดนั้นประธานเฟด เบน เบอร์นานกี ยังออกมา
ย้ำว่าการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ค่อนข้างช้าและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเกินควร KGI จึงเชื่อว่ากระแส
ของนโยบายกระตุ้นสภาพคล่องจะยังอยู่ในตลาด นอกจากนี้จิตวิทยาในตลาดหุ้นเอเชียน่าจะดี หลัง
จากจีนเพิ่งรายงานดัชนี PMI ซึ่งเป็นเครื่องชี้ในภาคการผลิตที่ค่อนข้างเร็ว เพิ่มขึ้นสู่ 53.8 สูง
กว่าที่ตลาดคาดที่ 52.0 และ 51.7 ในเดือนก่อนหน้านั้น ด้านปัจจัยลบในฝั่งยุโรปเช่นการที่สเปน
ถูกลดความน่าเชื่อถือ 1 ขั้นจากมูดี้ส์นั้นไม่น่าจะกระทบตลาดมากนัก
ด้านปัจจัยในประเทศ เงินบาทยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายเชิงจิตวิทยาที่ 30 บ. ซึ่งน่าจะ
เป็นแรงหนุนที่ดีให้กับแรงซื้อต่างชาติด้วยความมั่นใจที่มากขึ้นว่าทางการจะไม่ออกมาตรการที่
รุนแรงมาควบคุมเงินทุนไหลเข้า ขณะที่เมื่อวานนี้กระทรวงคลังก็ให้ข่าวว่าส่วนต่างดอกเบี้ยของ
ไทยไม่ได้มีส่วนสำคัญทำให้เงินบาทแข็งค่า ทำให้เราเชื่อว่าโดยภาพรวมเงินบาทจะแข็งค่าเกาะ
ทิศทางเงินในภูมิภาคได้ต่อไปนอกจากนี้นักลงทุนควรติดตามข่าวสารแบงก์ชาติหลังจากรองผู้ว่า
ดร. บัณฑิต นิจถาวร ลาออก ว่าจะมีท่านใดมาทำหน้าที่แทนซึ่งจะมีผลต่อนโยบายดอกเบี้ยและ
อัตราแลกเปลี่ยนด้วย
กลยุทธ์: แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้นพลังงานที่น่าจะได้ประโยชน์จากเม็ดเงินไหลเข้าและ
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นใกล้ระดับ 80 เหรียญฯ เช่น PTTEP*, PTTAR* และ TOP ส่วนหุ้นแบงก์
แนะซื้อถือลงทุนได้ท่ามกลางแนวโน้มการลงทุนเอกชนในปีหน้าที่แข็งแกร่ง เราชอบ KTB* และ
BBL* ทั้งนี้ดัชนีฯ วันนี้มีแนวต้านที่ 984 และแนวรับที่ 969 จุด

ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงมี
แนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง High Season ปีนี้ และประเมินว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯและค่าเงินยูโร
ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทจะไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจาก
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าที่พัก และรวมถึงโปรแกรมทัวร์ในประเทศไทยยังคงเป็นราคาที่ไม่แพง ทำให้
ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับต่างชาติ ดังนั้นเราจึงยังคงมุมมองเชิง
บวกต่อแนวโน้มปริมาณการจราจรทางอากาศของ AOT* ว่าจะเติบโตตามการฟื้นตัวของจำนวน
นักท่องเที่ยวต่างชาติ เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 49.00 บาท
CPF* ส่งออกกุ้งเพิ่มมั่นใจได้ยอดขายกุ้งทะลุ 12,000 ล้านบาท เหตุจากประเทศคู่
แข่งประสบปัญหาโรคระบาด ย้ำค่าบาทแข็งไม่กระทบ ผลดำเนินงานบริษัทโดยรวมยังเป็นไปตาม
เป้าที่ตั้งไว้ที่ 1.8 แสนล้านบาท ถึงแม้ว่ายอดขายกุ้งจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ทั้งนี้คิดเป็น
เพียง10.0% ของยอดขายรวม เนื่องจากราคาเนื้อไก่ เนื้อหมู และไข่ ที่อ่อนตัวลง เราคาดว่าผล
ประกอบการในไตรมาส 4/53 จะอ่อนตัวลงตาม ยังคงแนะนำขายด้วยราคาเป้าหมายปี 54 ที่
22.88 บาท



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:55:54

บล.ไอร่า : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

ทิศทางตลาดวันนี้
• ทิศทางตลาดวันนี้ จับตาเม็ดเงินต่างชาติ
• (-) สหรัฐกังวลปัญหาธนาคารในยุโรป
• (+) ต่างชาติซื้อสุทธิ +3,345mn ขายล่วงหน้า -752mn
• (+)ราคาน้ำมัน +US$2.11 เป็น US$79.97/barrel
• หุ้นแนะนำ: BANPU และ KTB

ปัจจัยสำคัญวันนี้
• (-) ตลาดหุ้นต่างประเทศ DJIA -47, NASDAQ -7 และ S&P -3, FTSE -20,
CAC -21 และ DAX -17 ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวหลังประกาศยอดขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่า
คาด และประเพิ่ม GDP ใน Q2 จาก 1.6% เป็น 1.7% หลังจากนั้นถูกกดดันจากปัญหาธนาคาร
ในไอร์แลนด์และการลดเครดิตสเปน มูลค่าซื้อขายเบาบาง ราคาน้ำมันล่วงหน้า NYMEX
+US$2.11 เป็น US$79.97 barrel
• (+) เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมียอดสุทธิ +3,345ล้านบาท ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี
+41,573ล้านบาท และต่างประเทศมียอดสุทธิล่วงหน้า -752ล้านบาท มียอดสะสมกย53
+260mn

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้
ทิศทางตลาด ฟื้นต่อ? โดยมีแนวต้านทางเทคนิค 1,000จุด คาดกระแสเม็ดเงินยัง
ไหลเข้าเอเชียต่อเนื่อง หลังดัชนีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนต้องการถือหุ้นมากขึ้น
และลดการถือพันธบัตรและเงินสด แนะจับตา (1) ภาคประชาชนจะยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด 4
ตคนี้ (2) TOT จะเสนอบอร์ด เปิดประมูล 3G มูลค่า 19,900mn 14ตค (3)กองทุนฟื้นฟูฯ
ประชุมขาย KTB 20ตค

ดัชนีความเสี่ยง (VIX) +1.9%% เป็น 23.7จุด เทียบกับระดับปกติที่ 20-25




เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:52:50

บล.ซิกโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/10/53

แนวโน้มวันนี้
น้ำมันดิบ NYMEX ยังคงปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เกิด Daily Buy
Signal ครั้งใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ประกอบกับ
การที่ทางการสหรัฐเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 24 กันยายน ลดลง
475,000 บาร์เรล ลดลงมากกว่าที่คาดว่าจะลดลงเพียง 300,000 บาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมัน
เบนซินลดลง 3.47 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรล ทั้งนี้ข้อมูล
ดังกล่าวช่วยนักลงทุนคลายความกังวลในเรื่องอุปสงค์พลังงานหดตัว ที่ได้รับผลกระทบมาจาก
ความล่าช้าของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ Price Pattern ของน้ำมันดิบ NYMEX (กราฟ
ซ้ายมือ) ระยะสั้นบ่งชี้ว่าน้ำมันดิบ NYMEX มีแนวต้านหลักอยู่ที่ US$ 80.21/บาร์เรล หาก
น้ำมันดิบ NYMEX สามารถปิดตลาดเหนือระดับดังกล่าวได้สำเร็จ เราน่าจะได้เห็นการปรับตัว
ขึ้นไปทดสอบ High เดิมที่ US$ 82.55/บาร์เรล และเป้าหมายแรกของการทำ New High
ระยะสั้นอยู่ที่ US$ 85.52/บาร์เรล ตามลำดับ สำหรับ Price Pattern ของ SET Index (กราฟ
ขวามือ) หากสามารถปิดตลาดในรายสัปดาห์เหนือ 960 จุดสำเร็จ นี่จะบ่งชี้ถึงภาวะ Bullish อย่าง
มากของตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นของ Minute Wave 3 ของ Sub Wave 5 ของ
Major Wave 1 เพิ่งใช้เวลาไปเพียง 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งเราเชื่อว่า SET Index น่าจะอยู่ใน
Uptrend ไปถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย โดย Sectors ที่นักลงทุนไม่ควรพลาดจากการอ่อนค่าของ
ดอลลาร์สหรัฐและปัญหาเงินเฟ้อในอนาคต ได้แก่ 1) Banking Sector 2) Food Sector 3)
Agribusiness Sector 4) Property Sector และ 5) Commerce Sector ผู้อ่านสามารถ
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อใน “Technical Fever หัวข้อ ผลจากการอ่อนค่าของดอลลาร์
สหรัฐ”
วันนี้ SET Index มีแนวต้านอยู่ที่ 978-981 จุด และ 986 จุด โดยมีแนวรับอยู่ที่
973-970 จุด และ 965 จุด ตามลำดับ



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 8:44:40

ค่าเงินบาทเย็นนี้ ปิดตลาดที่ 30.39 บาท/ดอลล์

ค่าเงินบาทเย็นนี้ ปิดตลาดที่ 30.39 บาท/ดอลล์ คาดพรุ่งนี้แข็งค่าต่อให้กรอบ 30.25-30.35
บาท/ดอลล์

นักค้าเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL) กล่าวว่า ค่าเงินบาทเย็นนี้ปิด
ตลาดที่ระดับ 30.39 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดของวัน ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าสุด
ที่ 30.41-30.45 บาท/ดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ยังคงมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย
ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 30.25-30.35 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของค่าเงิน
สกุลยูโรที่แข็งค่าขึ้นภายหลังจากค่าเงินสกุลดอลลาร์อ่อนค่าลงในวันนี้



รายงาน โดย ดลนภา บัญชรหัตถกิจ
เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 17:17:54

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

Trading Strategy
“มีสิทธิแกว่งถึงอ่อนก่อน...ไม่แรงก็ไปต่อ”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้ปรับขึ้นแรงเหมือนภูมิภาค SET Index วานนี้ปรับขึ้นเช่นเดียวกับ
ตลาดภูมิภาค ปิดตลาด +10.57 จุด มายัง 962.47 มูลค่าซื้อขาย 4 หมื่นล้านบาท หุ้น
นำตลาดอยู่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์, พลังงาน, หลักทรัพย์, พาณิชย์,สื่อสาร, สื่อและ
บันเทิง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2.6 พันล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 429 ล้านบาท
สถาบันในประเทศและรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติ
และรายย่อยทำ Net Long ส่วนสถาบันในประเทศทำ Net Short แต่มูลค่าไม่สูง
• มีสิทธิแกว่งถึงอ่อนก่อน...ไม่แรงก็ไปต่อ ระยะสั้นมากดัชนีมีโอกาสแกว่งถึง
อ่อนตัวก่อน แต่เชื่อว่าจะไม่แรงเพราะเป็นเทศกาลการทำ Preview กำไร 3Q53 ของ
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และการทำราคาปิดสิ้นงวดไตรมาส 3 (Window dressing) นอก
จากนั้นยังมีตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.53 ที่จะประกาศออกมาในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งคาด
ว่าการบริโภค การลงทุน และการส่งออกยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง ล่าสุดสศค.ปรับเพิ่ม
GDP Growth ปี 53 ของไทยขึ้นเป็น 7.5% (เดิม 5.5%) และขยายตัวต่อ 4.5% ในปี
54 ซึ่งอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวดีหนุนหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์,พาณิชย์,
อาหาร, วัสดุก่อสร้าง, รับเหมาก่อสร้าง, นิคมอุตสาหกรรม ส่วนการลดค่าธรรมเนียม
ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เราคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของกลุ่มในปี 54
ประมาณ 3% แต่กำไรสุทธิปี 54 ยังคงเติบโตสูงถึง 15% แม้ใส่ผลกระทบส่วนนี้ไป
แล้ว ดังนั้นการอ่อนตัวของราคาหุ้นจึงเป็นจังหวะซื้อ หุ้น Top Picks กลุ่มแบงค์ คือ
BBL, KBANK,KTB สำหรับตลาดรวม ในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้ถือหุ้นพื้นฐานดีต้นทุน
ต่ำต่อไป (Let Profit Run) ส่วนการซื้อใหม่เน้นจังหวะที่มีการอ่อนตัว โดยมีเงื่อนไข
ว่า SET จะต้องไม่ต่ำกว่าแนวฟิวเตอร์ที่ 940 หุ้นที่เลือกเป็น Top Picks วันนี้ ได้แก่
• MINT : ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมฟื้นตัวดีขึ้นใน 3Q53 หลังปัญหาการเมือง
คลี่คลาย และคาดว่าจะเติบโตชัดเจนใน 4Q53 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการ
ท่องเที่ยว ผลดำเนินงานใน 3Q-4Q จึงมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนธุรกิจอาหารยัง
คงแข็งแกร่ง จากยอดขายในสาขาเดิมที่ดีขึ้น และการขยายสาขาใหม่ โดยในปี
2553 จะขยายเพิ่ม 60 สาขา ส่วนธุรกิจคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นหนึ่งใน Key Growth
ช่วง 1-2 ปีนี้ ปัจจุบันมีการขายไปแล้ว 6 สัญญาสำหรับโครงการ St.Regis และจะเริ่ม
รับรู้รายได้ตั้งแต่ 4Q53 นอกจากนี้ MINT ก็ยังพยายามหาโอกาสทางธุรกิจในการลง
ทุนโครงการใหม่ๆที่ให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ แนะนำซื้อ ให้ราคาตามพื้นฐาน
13.50 บาท (ประเมินด้วย DCF, WACC 9% และ terminal growth ที่ 2%)
• SEAFCO : กำไรสุทธิใน 2H53 จะดีกว่า 1H53 โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิใน
ครึ่งปีหลังเป็น 69 ล้านบาท เทียบกับครึ่งปีแรกที่เป็นขาดทุนสุทธิ 42 ล้านบาท ส่วน
สัญญาณที่ดีในขณะนี้คือ บริษัทได้สั่งซื้อเครื่องเจาะเสาเข็มเพิ่มอีก 2 ชุด จากเดิมที่
มีอยู่ 9 ชุด เพราะมองเห็นถึงโอกาสที่จะได้รับงานก่อสร้างประเภทเสาเข็มเพิ่มขึ้น
มากในอนาคต สำหรับกำไรสุทธิปี 54 คาดว่าจะเพิ่มก้าวกระโดดเป็น 96 ล้านบาท
โดยหลักมาจากรายได้และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น โครงการใหญ่ที่จะรับรู้รายได้ปี 54 คือ
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีแดง (บริษัทมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ CK) รวมถึง
คอนโดมิเนียมแนวสูงต่างๆ แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 6.81 บาท อิงกับ P/BV ปี 54
ที่ 2.0 เท่า
• VNG : ปริมาณขาย 3Q52 ยังคงแข็งแกร่ง คำสั่งซื้อทั้ง Particle Board และ
MDF Board เข้ามาในระดับสูง โดยเฉพาะในตลาดจีนและตะวันออกกลาง ด้านราคา
ขาย Particle Board ปรับขึ้น 15%QoQ เป็น 150 US$/ตัน ส่วน MDF Board เพิ่มขึ้น
2%QoQ เป็น 225 US$/ตัน เราประมาณการว่ากำไรสุทธิ 3Q53 จะทรงตัวสูงที่
ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนค่าเงินบาทเฉลี่ยใน 3Q53 ที่แข็งค่าขึ้นประมาณ
4%QoQ ไปแล้ว และกำไรสุทธิที่คาดการณ์ดังกล่าวยังเติบโตก้าวกระโดด 128%
YoY แนวโน้ม 4Q53 ยังไปได้ดี เนื่องจากสต็อก MDF Board ของลูกค้า
ในตะวันออกกลางยังต่ำกว่าระดับปกติมาก นอกจากนั้นยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต
Laminated Flooring และ Particle Board เพื่อหนุนการเติบโตในระยะยาว แนะนำ
ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 8.00 บาท อิงกับ P/E ปี 54 ที่ 9.0 เท่า ส่วนหลักทรัพย์ที่แนะนำ
ซื้อไปแล้วและให้ถือต่อ คือ KTB, KBANK, PTT, PTTAR, SCC, BEC, LPN, ITD,
CK, AMATA,HEMRAJ, ROJNA, TASCO, IVL, MAJOR, GFPT, TMB หุ้นปันผล
เด่น มีเงินเย็นสามารถทยอยซื้อ/ถือลงทุนยาวเพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT,
DCC, MODERN, TICON, LPN, SPALI

Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 48.22 จุด
- สหรัฐ : ดัชนีการผลิตเขตมิดเวสต์ลดลง 1.4%MoM ในเดือนส.ค.
• ราคาน้ำมันดิบทรงตัว โดย NYMEX +0.03 US$ มาปิดที่ 76.52 US$/bbl
ส่วน BRENT –0.30 US$ มายัง 78.57 US$/bbl
+ ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ปรับขึ้น โดยปิดที่ 4.04 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.48 US$/bbl
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) รีบาวน์ โดยปิด +7 จุด มายัง
2451
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย +0.50 US$ มาปิดที่ 1,298.60
US$/ออนซ์
+ วานนี้ (27 ก.ย.) สศค.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ปี 53 เป็น 7.5%
จากเดิมที่ 5.5%
• การปรับลดค่าธรรมเนียมกระทบกำไรสุทธิปี 54 ของกลุ่มแบงค์ประมาณ 3%
+ TIPCO มี Hidden value จากการถือหุ้นใน TASCO สูงมาก…ในเชิงกลยุทธ์
น่าสนใจซื้อลงทุน

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : LH 6.8% ของปริมาณซื้อขายกระดานหลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ค่าบวกเพื่อเล่นสั้น” ระยะสั้นสัญญาณทาง
เทคนิคเป็นบวก (ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นลบจากแรงกดของสภาวะ Overbought +
Divergence) ความน่าจะเป็นของตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นปรับขึ้นก่อนถอยลงตาม
มา แนวต้าน 970 ลดพอร์ตตามเมื่อดัชนีเป็นลบ และ Stop loss เมื่อหลุด 940
สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวม หากรีบาวน์ต่อจะมีแนวต้าน 670 ค่าลบให้
ลดพอร์ตตามและ Stop loss เมื่อหลุด 645 กลยุทธ์ : เล่นสั้นให้ซื้อตามด้วยค่าบวก
เพื่อขายที่แนวต้าน หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ TISCO, ASP, SCCC, SEAFCO, AJ,
BECL, MINT, LOXLEY

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 48.22 จุด การปรับขึ้นต่อเนื่องของดัชนีทำให้มีแรงขาย
ทำกำไรออกมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นยังน่าสนใจเพราะ
การประกาศข้อตกลงทางธุรกิจหลายรายทำให้มีมูลค่าเพิ่ม จึงมีแรงซื้อกลับลดค่าลบ
ในช่วงท้ายตลาด
- สหรัฐ : ดัชนีการผลิตเขตมิดเวสต์ลดลง 1.4%MoM ในเดือนส.ค. เป็น 79.9
ส่วนการขยายตัวต่อปีลดลงเป็น 8.5% จาก 13.1% ในเดือนก่อนหน้า โดยหลักมาจาก
การผลิตรถยนต์ที่ลดลง
• ราคาน้ำมันดิบทรงตัว โดย NYMEX +0.03 US$ มาปิดที่ 76.52 US$/bbl
ส่วน BRENT –0.30 US$ มายัง 78.57 US$/bbl
+ ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ปรับขึ้น โดยปิดที่ 4.04 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.48 US$/bbl
+ ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) รีบาวน์ โดยปิด +7 จุด มายัง
2451
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทรงตัว โดย +0.50 US$ มาปิดที่ 1,298.60
US$/ออนซ์

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
+ วานนี้ (27 ก.ย.) สศค.ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ปี 53 เป็น 7.5% จาก
เดิมที่ 5.5% (มิ.ย.53) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์
อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 53 ขึ้นเป็น 7.3-7.8% หรือเฉลี่ยเท่ากับ 7.5%
จากเดิมที่ 5.5% ส่วนในปี 54 คาดการณ์ไว้ที่ 4.0-5.0% หรือเฉลี่ยเท่ากับ 4.5%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปี 53 ประเมินไว้ที่ 3.4% และปี 54 เป็น 3.5% ด้านอัตราดอกเบี้ย
นโยบาย R/P 1 วันคาดว่าจะเท่ากับ 2.0% ในสิ้นปี 53 และเพิ่มเป็น 3.0% ในสิ้นปี 54
(ปัจจุบันเท่ากับ 1.75%)
• การปรับลดค่าธรรมเนียมกระทบกำไรสุทธิปี 54 ของกลุ่มแบงค์ประมาณ
3% ผู้ว่าการธปท.เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมธนาคารไทยว่ามีมติปรับค่าธร
รมเนียมธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม 4 มาตรการ คือ
1. การโอนเงินผ่านเอทีเอ็มธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต ปัจจุบันคิดค่าบริการ
หมื่นละ 10 บาท บวกค่าธรรมเนียมอีกรายการละ 10 บาท เฉลี่ยรวมค่าธรรมเนียมขั้น
ต่ำ 20 สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อรายการแล้วแต่วงเงินอัตราใหม่จะเปลี่ยนเป็นโอน
เงินได้ฟรีในครั้งแรกของแต่ละเดือน ครั้งต่อไปคิดรายการละไม่เกิน 15 บาท เริ่มใช้
ไตรมาสแรกปี 2554
2. การถอนเงินธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต ซึ่งปัจจุบันธนาคารส่วนใหญ่คิดค่า
บริการหมื่นละ 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท เป็นอัตราใหม่ ไม่เกิน 15 บาทต่อ
รายการ เริ่มใช้ไตรมาสแรกปี 2554
3. การทำธุรกรรมถอนหรือถามยอดผ่านตู้เอทีเอ็มของต่างธนาคาร ซึ่งปัจจุบัน
ในเขตกรุงเทพ จะถอนเงิน หรือ ถามฟรีได้ 4 ครั้งแรกของเดือน ครั้งที่ 5 คิดรายการ
ละ 5 บาท ส่วนต่างจังหวัด ถอนเงินคิด 20-25 บาทต่อรายการและในครั้งที่ 5 จะคิด
เพิ่มอีก 5 บาทต่อรายการ เปลี่ยนเป็นให้ฟรี 4 ครั้งต่อเดือน ทั้งในต่างจังหวัดและ
กรุงเทพ ส่วนครั้งที่ 5 ขึ้นไป คิดไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ เริ่มใช้ไตรมาส 2 ปีหน้า
4. การถอนเงินต่างธนาคารข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม ธนาคารส่วนใหญ่คิดค่า
บริการหมื่นละ 10 บาท บวกค่าธรรมเนียมคู่สายอีก 10 บาท รวมขั้นต่ำ 20-25 ต่อ
รายการ และเพิ่มขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ 5 เป็นต้นไปอีกครั้งละ 5 บาท เปลี่ยนใหม่เป็น ฟรี 4
ครั้งแรก ต่อเดือน ครั้งที่ 5 ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ โดยเริ่มบังคับใช้ไตรมาส 2 ปี
หน้า
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : มาตรการที่ออกมาทำให้ธนาคารพาณิชย์มีอัตรา
ค่าธรรมเนียมลดลงประมาณ 20% ของอัตราเดิม ทั้งนี้รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
มาตรการข้างต้นคิดเป็น 22% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะทำให้
กำไรสุทธิของกลุ่มแบงค์ในปี 54 ลดลง 3% ดังนั้นเราคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโต
ของรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปี 54 จะลดลงเป็น 11% จาก 16%
ในปี 53 เพื่อสะท้อนค่าธรรมเนียมโอนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของ
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งที่ 15% ในปี 54 แม้ว่ารายได้ค่าธรรม
เนียมจะเติบโตน้อยลงก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์เห็นว่า การอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะ
ซื้อ โดยหุ้น Top Picks ในกลุ่มแบงค์ คือ BBL, KBANK, KTB
+ TIPCO มี Hidden value จากการถือหุ้นใน TASCO สูงมาก ปัจจุบัน TIPCO
ถือหุ้น TASCO เท่ากับ 24.33% (37.113 ล้านหุ้น) โดยมีมูลค่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้
ในงบการเงิน ณ สิ้น 2Q53 เท่ากับ 685 ล้านบาท แต่มูลค่าหุ้น TASCO ตามราคา
ตลาด (คำนวณจากราคาปิด 68.75 บาท) ที่ TIPCO ถืออยู่สูงถึง 2,552 ล้านบาท
เมื่อหักกับมูลค่าเงินลงทุนที่บันทึกไว้แล้วจะมีมูลค่าเพิ่มอีก 1,867 ล้านบาท หรือคิด
เป็น 3.87 บาทต่อหุ้น TIPCO และ ณ สิ้นมิ.ย. 53 TIPCO มี BVS เท่ากับ 3.57 บาท
เมื่อรวมกับมูลค่าเพิ่มจาก TASCO อีก 3.87 บาทก็จะมี Adjusted BVS เป็น 7.44
บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดของ TIPCO ที่ 5.05 บาทถึง 47% สำหรับการดำเนินงาน
6M53 ของ TIPCO มีรายได้ 2.6 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 171 ล้านบาท (EPS :
0.35 บาท) คิดเป็น 83% ของกำไรสุทธิปี 52 นับว่ามีการเติบโตดีขึ้นมาก นักวิเคราะห์
ประเมินราคาพื้นฐานเฉลี่ยไว้ที่ 6 บาท คาดการณ์ Dividend Yield ไว้ที่ 4% ต่อปี
ในเชิงกลยุทธ์เห็นว่า TIPCO เป็น Value stock ที่น่าสนใจลงทุน

TIPCO มี Hidden Value จากการถือหุ้นใน TASCO สูงมาก
สัดส่วนที่ถือใน TASCO 24.33%
จำนวนหุ้นที่ถือใน TASCO (ล้านหุ้น) 37.113
มูลค่าเงินลงทุนใน TASCO ตามงบการเงิน ณ สิ้นมิ.ย.53 (ล้านบาท) 685
มูลค่า TASCO ตามราคาตลาดที่ 68.75 บาท/หุ้น (ล้านบาท) 2,552
Hidden Value ใน TASCO (ล้านบาท) 1,867
จำนวนหุ้นเรียกชำระแล้วของ TIPCO (ล้านหุ้น) 482.58
Hidden Value ใน TASCO/หุ้น TIPCO (บาท/หุ้น) 3.87
Book Value ต่อหุ้นของ TIPCO ณ สิ้นมิ.ย.53 (บาท/หุ้น) 3.57
Hidden Value/หุ้น TIPCO (บาท/หุ้น) 3.87
Adjusted Book Value ต่อหุ้นของ TIPCO (บาท/หุ้น) 7.44
ราคาหุ้น TIPCO (บาท/หุ้น) 5.05
% Upside 47%
ที่มา : SET, DBS Vickers



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 14:01:19

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดปรับตัวขึ้น ภาวะการซื้อขายมีแรงซื้อตั้งแต่เปิดตลาด
และดัชนีระหว่างวันขึ้นไปทดสอบที่ 970 แต่ปลายตลาดมีแรงขายออกมาจึงทำให้ไม่
สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ตลาดหุ้นปรับขึ้น เนื่องจากมีแรงซื้อจากนักลงทุน
ต่างชาติในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน และแบงก์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี
มาร์เก็ตแคปใหญ่ และมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

แนวโน้มตลาด
กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าภูมิภาค รวมถึงไทยต่อเนื่อง เกิดจากตัวเลขด้าน
เศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมาค่อนข้างแย่มาก
ประกอบกับราคาบ้านตก หลังจากมาตรการของสหรัฐหมดอายุ ทำให้นักลงทุนห่วงว่า
ทางการสหรัฐจะใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบเศรษฐกิจอีก หลังเห็นธนาคาร
กลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำอีกนาน นักลงทุนเลยนำเงินวิ่ง
มาหาผลตอบแทนจากข้างนอกแทน ฉะนั้นพอเป็นเรื่องของกระแสเงิน หุ้นที่น่าจะ
ปรับตัวขึ้นหลักก็ติองเป็นหุ้นที่สามารถรองรับกระแสเงินจำนวนมากได้ ซึ่งก็คือหุ้น
ใหญ่โดยเฉพาะแบงค์ ฉะนั้นถึงนักลงทุนจะชอบเทรดหุ้นเล็กหุ้นกลางแต่ก็ควรมีหุ้น
ใหญ่ติดพอร์ตไว้บ้าง
ปัจจัยตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยเมื่อคืนนี้
เนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดในยุโรป รวมถึง
เบลเยียมและสเปน ได้ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาในระบบการเงิน
ของภูมิภาคแห่งนี้ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐใน
สัปดาห์นี้ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีดีพีไตรมาส 2 และดัชนี
ภาคการผลิตของสหรัฐ ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ขึ้นอีก โดยรวมปัจจัยตลาดวันนี้ทรงตัว คาดตลาดแกว่งตัวในกรอบแคบๆ (คมสันต์
ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1332-3)

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด
นายกฯ นัด 'สุเทพ' 1 ต.ค.หารือต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-งานด้านมั่นคง: นาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผยว่าในวันที่ 1 ต.ค.จะหารือกับนายสุเทพ เทือก
สุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก
เฉิน (ศอฉ.) เกี่ยวกับการต่ออายุพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการใน
สถานการณ์ฉุกเฉิน และงานในหน้าที่รับผิดชอบ การนัดหารือดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่นาย
สุเทพจะลาออกไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สุราษฎร์ธานี
เขตเลือกตั้งที่ 1 ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด
ให้วันที่ 30 ต.ค.เป็นวันเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ดังกล่าว และเปิดรับสมัครในวันที่ 4-8 ต.
ค.นี้ ส่วนกรณีว่าจะต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล
ไปถึงสิ้นปีนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น โดยจะมีการหารือ
กันในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ปัจจุปัน มี 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี
สมุทรปราการ อุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา ที่ยังคงมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุก
เฉิน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 5 ต.ค.นี้
กบข. มองหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 1000 จุด บาทแข็งหนุนทุนนอกไหล
เข้า: กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) มองหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสแตะระดับ
1000 จุด โดยเงินบาทที่แข็ง ช่วยหนุนทุนนอกไหลเข้า ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึง
เมื่อ 29 ก.ย. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.55 หมื่นล้านบาท กบข. ยังมองหุ้นไทยจาก
นี้จะปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/54 ซึ่งนอกจากกระแสของ fund flow ที่ไหลเข้า
แล้ว มองว่าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาดด้วย โดย
ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าในต้นปีหน้าจะมีการประเมิน
อีกครั้งว่า ช่วงเวลาใดจะเหมาะสมในการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ปัจจุบัน
กบข. ลงทุนในหุ้นไทยเป็นสัดส่วนประมาณ 10% เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่อยู่ประมาณ
9% โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้
กบข. ทยอยขายบางส่วนออกไป เพื่อทำกำไรและมีการซื้อกลับเข้ามาบ้าง อย่างไรก็
ตาม ประเมินว่าการลงทุนของ กบข. คงจะไม่เต็มเพดานที่ระดับ 11.5% และในช่วง
เกือบ 9 เดือนที่ผ่านมา กบข. สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยได้ที่ประมาณกว่า
6.5% ลดลงจากสิ้นปีก่อนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8.91% เนื่องจากหุ้นไทยปี
นี้ แม้จะปรับตัวขึ้นแต่ก็ไม่สูงเท่าปีก่อน โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเพียง
ประมาณ 30% ขณะที่ปีก่อนตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 60-70%
สบน. มองเงินทุนยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่อง คาดบาทแข็งค่าอีก:
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดเงินทุนจากต่างประเทศ จะยังไหลเข้ามา
ลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลตอบ
แทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงิน
บาทแข็งค่าต่อไป และเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหยุดการส่ง
สัญญาณที่ชัดเจนว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพราะจะยิ่งดึง
ดูดให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรมากขึ้น โดยในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. 53
มีการไหลเข้าของเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาในตลาดทุนสูงถึงกว่า 1.27
แสนล้านบาท โดย 75% เป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่เน้นการลงทุนใน
พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตร ธปท. ส่วนอีก 25% เป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 53 มีเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ 1.24 แสนล้าน
บาท และไหลเข้าตลาดหุ้น 16,897 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือครองของนักลงทุน
ต่างชาติ ในพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มขึ้นมาเป็น 10% จาก 3.7% เมื่อสิ้นปี 52 ขณะเดียว
กัน อันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรไทย สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยตราสาร
หนี้ในประเทศของไทยทั้งหมด อยู่ในระดับ Investment Grade ทั้งสิ้น จึงทำให้นักลง
ทุนต่างชาติปรับน้ำหนักการลงทุนของพันธบัตรรัฐบาลไทยในตะกร้าการลงทุน โดย
ให้น้ำหนักไทยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศภูมิภาค นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรไทยมี
การพัฒนามากขึ้น โดยมีการออกอย่างสม่ำเสมอและเป็นวงเงินที่เพียงพอสำหรับการ
สร้างสภาพคล่องในตลาดรอง ทั้งนี้ สบน.จะช่วยดูแลการไหลเข้าของเงินทุน โดยจะ
เร่งระดมทุนด้วยตราสารหนี้ระยะยาว เพื่อดึงให้เงินที่ไหลเข้ามาอยู่ในไทยนานขึ้น
และใช้โอกาสในช่วงดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดต้นทุน ขณะเดียวกัน จะเร่งลงทุนภายใต้
โครงการไทยเข้มแข็ง เช่น ระบบรถไฟ ให้มีการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อใช้ประโยชน์จาก
ค่าเงินแข็งในปัจจุบัน โดยแผนออกพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ
54 จำนวน 9 หมื่นล้านบาท ว่ามีการออกไม่มากนัก เนื่องจากขณะนี้เงินคงคลังมีเป็น
จำนวนสูงจนแทบไม่ต้องระดมทุน แต่การออกดังกล่าวเพื่อต้องการสร้างอัตราอ้างอิง
ในตลาด ส่วนในไตรมาสต่อไปของปีงบประมาณ 54 คาดว่าการออกพันธบัตรรัฐบาล
คงจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับในไตรมาสแรก สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กน
ง.) เหลือการประชุมในปีนี้อีก 2 ครั้ง ในเดือน ต.ค. และ ธ.ค. ขณะที่ปัจจุบันอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% โดยปีนี้ กนง. ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้งๆ
ละ 0.25% ในการประชุมเมื่อเดือน ก.ค. และ ส.ค. และที่ผ่านมา ธปท. ส่งสัญญาณ
อย่างต่อเนื่องว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ และการปรับ
อัตราดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติยังคงดำเนินต่อไป
คาดวุฒิสภาสหรัฐลงมติร่างกฎหมายจัดการเงินหยวนหลังเลือกตั้งเดือน พ.ย.:
วุฒิสมาชิกเชอร์ร็อด บราวน์จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า วุฒิสภาสหรัฐไม่มีแนวโน้ม
ที่จะลงมติในร่างกฎหมายเพื่อที่จะกดดันจีนให้ปรับขึ้นค่าเงินหยวนจนกว่าจะหลังจาก
การเลือกตั้งสภาคองเกรสในวันที่ 2 พ.ย. สมาชิกสภาคองเกรสจำนวนมากเชื่อว่าจีน
จงใจทำให้เงินหยวนมีมูลค่าต่ำเกินไปมากถึง 25-40% เพื่อให้บริษัทของจีนได้
เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรจะจัดการกับ
ประเด็นดังกล่าวโดยกำหนดให้กระทรวงพาณิชย์จัดการกับสกุลเงินที่มีมูลค่าต่ำเกิน
ไปด้วยการให้เงินอุดหนุนด้านการส่งออก และเปิดโอกาสสำหรับบริษัทของสหรัฐใน
การเรียกร้อง 'ภาษีชดเชย' สำหรับความได้เปรียบด้านสกุลเงินของจีน อย่างไรก็ดี
บริษัทต่างๆ ต้องพิสูจน์ว่าได้รับผลกระทบหรือถูกคุกคามอย่างหนัก จากการแข่งขัน
ของสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว ทั้งนี้ สมาชิกสภา
นิติบัญญัติได้ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารของ ปธน.โอบามา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าร่าง
กฎหมายสกุลเงินดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก
IMF ชี้ยังไม่เห็นความเสี่ยงเกิดสงครามลดค่าเงินระหว่างประเทศ: นายโดมินิค
สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการ IMF เปิดเผยว่า เขาไม่เห็นความเสี่ยงที่จะเกิด 'สงคราม
สกุลเงิน' ทั่วโลก ขณะที่ประเทศต่างๆ จะเข้าแทรกแซงเพื่อทำให้สกุลเงินของตน
อ่อนค่าลง แต่ยอมรับว่ามีความวิตกในเรื่องดังกล่าว โดยญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาด
เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีเมื่อวันที่ 15 ก.ย. เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เยนส่งผลกระทบต่อการ
ฟื้นตัวที่อ่อนแอ ขณะที่ไทยและโคลัมเบียก็ดำเนินการดังกล่าวเช่นกัน
'โอบามา' ประกาศนโยบายพลังงานเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งในปีหน้า:
ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่า การปฏิรูปนโยบายพลังงานของสหรัฐจะเป็น
ภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งในปีหน้า และอาจต้องดำเนินการแบบไม่เป็นทางการ แทนที่
จะดำเนินการผ่านการออกกฎหมาย โดยจะเริ่มจัดการกับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิ
ลที่มากเกินไปในทุกๆ ด้าน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายที่
กำหนดให้สหรัฐต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงราว 17% ภายในปี 2020 เทียบ
กับระดับของปี 2005 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ ปธน.โอบามารวมไว้ในการแถลงในการ
ประชุมเรื่องสภาพอากาศที่สหประชาชาติ แต่ร่างกฎหมายแบบเดียวกันยังไม่เข้าสู่
การพิจารณาของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ปธน.โอบามาอาจจะเผชิญกับความยุ่งยาก
จากการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเดือน พ.ย. ซึ่งคาดว่าพรรครีพับลิกันจะได้คะแนน
เสียงจำนวนมากในการเลือกตั้งสภาคองเกรสวันที่ 2 พ.ย.นี้ โดยอาจครองเสียงข้าง
มากหนึ่งหรือสองสภาและด้วยพรรครีพับลิกันที่อยู่ในอำนาจหรือพรรคเดโมแคร
ตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ปธน.โอบามาก็จะเผชิญกับความยากลำบาก
มากขึ้นที่จะทำให้ภารกิจนโยบายที่สำคัญของเขาผ่านความเห็นชอบในสภา (ปอง
รัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336)



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 12:08:41

บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (+) คาดตัวเลขเศรษฐกิจไทยวันนี้หนุนบาทแข็งค่า MPI สค. +21.3% y-y (กค.
+16.3%) และดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล US$600ล้าน
• (+) คาด Window dressing หนุนกลุ่มปิโตรฯ พลังงานที่ Underperform SET
บวกกับ จีนจะรายงาน PMI (พรุ่งนี้) คาดเพิ่มขึ้นเป็น 52.5 จาก 51.7
• (-) วิตกต่อข่าวการอุทธรณ์,ม็อบ มาบตาพุด

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway up
คาดดัชนีฯ Sideway up แนวต้าน 975/978 จุด แนวรับ 962/956 จุด แรงซื้อนัก
ลงทุนต่างชาติยังคงหนุนตลาดฯ จากแนวโน้มดอลล์อ่อน-บาทแข็ง จากตัวเลข
เศรษฐกิจสหรัฐฯ-วันศุกร์ ISM คาดลดลงเหลือ 54.5 จาก 56.3 ส่วนไทยคาดกลับมา
เกินดุลบัญชีเดินสะพัด และโค้งสุดท้ายไตรมาส 3 คาดหุ้นบูลชิพที่ Laggard มี
โอกาสทำ Window dressing ส่วนข่าวลบน่าจะมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นน้อย ได้แก่
วิตกการอุทธรณ์คดีมาบตาพุด ความสัมพันธ์จีนสหรัฐฯจากแรงกดดันค่าเงินหยวน
กลยุทธ์ลงทุนวันนี้ : สะสม/ถือ หุ้นบูลชิพ ที่ Laggard, High beta, Under value
และมีประเด็นสนับสนุน ในข้อ 1-3 แนะนำ PTTEP PTTCH PTTAR BAY KTB
ITD CK ส่วนกลุ่มที่ Underperform วันนี้ ได้แก่ หุ้น Low beta ประเภทโรงไฟฟ้า
ประปา ทางด่วน เกษตร อาหารฯ
1.หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่คำนวณอยู่ใน MSCI Thailand (ส่วนใหญ่เป็น แบงก์
พลังงาน) ที่ Laggard ได้แก่ PTTEP ADVANC PTTAR CPF SCB GLOW
2. Window dressing แนะนำ HANA PTTAR ESSO AOT MINT
3.หุ้น M&A แนะนำ BANPU PTTCH KTB TMB TUF MINT
(Update 1-2 สัปดาห์) การย่อตัวชั่วคราวของดัชนีฯในวันระหว่างสัปดาห์ เป็น
โอกาสในการซื้อเพิ่ม และคงคาดว่าดัชนีฯจะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ เป้าหมาย 977/991
จุดในระยะเดือน
ข่าวดี 1.Window dressing กลุ่มสินค้าโภภัภณฑ์(ปิโตรฯ พลังงาน ที่
Laggard) 2. รายงานเศรษฐกิจเป็นบวก ไทยวันนี้ MPIที่แข็งแกร่ง หนุนGDPดีกว่า
คาด และดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล หนุนบาทแข็งขึ้นเทียบภูมิภาค
ข่าวลบ:1.สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯอาจเกิดขึ้นหลังจากสภาล่างสหรัฐฯสัปดาห์
นี้เตรียมผ่านร่างกม.กดดัน จีน ให้ปรับค่าเงินหยวน2.วิตกอุทธรณ์ และม็อบมาบตาพุด

กลยุทธ์วันนี้ :สะสม/ถือ บูลชิพ
วานนี้-หุ้นเด่นส่วนใหญ่อยู่ใน Theme ของเราได้แก่ PTTCH PTTAR PTTEP
BAY KTB ส่วนหุ้นดิ่ง คือ สื่อสารตัวเล็ก JAS JTS และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
หุ้นแนะนำวันนี้- KTB (ประชุมนักวิเคราะห์พรุ่งนี้ คาด Consensus มีมุมมองเป็นบวก
PTTAR (Window dressing,PMI จีนพรุ่งนี้หนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์)]
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค PTTEP KTB TTW KH SGP AH TICON
PF/ คาด Derivative warrant (ADVA13CA BANP13CB IVL01PA PTTE13CB
TTA13CA) อาจติด Cash balance / TMB โบรกคาดกำไร 3Q/10-903 ลบ./ SAT ได้
งาน ECO-car สูงสุด



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 11:32:54

บล.ทิสโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

สรุปภาวะตลาดวันก่อน
SET ปิด +10.38 จุด หรือ +1.08% มาที่ 969.65 โดยมีมูลค่าการซื้อขาย
43,048.83 ล้านบาท ดัชนีกลุ่มพลังงาน +1.13%, กลุ่มแบงก์ +1.54% และกลุ่มไอซี
ที +0.62% มีแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ กลุ่มพลังงาน แบงก์ และสื่อสาร ซึ่งมีแรงซื้อ
ของนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ มีการเก็งกำไรใน DW หลายตัวจนเกินปัจจัยพื้นฐาน
ไปมาก นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง

ทิศทางตลาดวันนี้
แนวโน้ม สัปดาห์นี้ ; Liquidity Rally ; SET เข้าใกล้เป้าหมายแรก 980 –
990 จุด ตลาดหุ้น TIP ( Thailand , Indonesia , Philippines ) หาก SET ยืนเหนือ
945 จุด จะทรงกับขึ้นในสัปดาห์นี้เป้าสั้น 980 จุด กรณีที่ SET แย่กว่าคาด SET
จะมีจุดขายตัดขาดทุนหากลงปิดต่ำกว่า Sma.10 วันที่ 945 จุด – ลงได้ถึง 920
จุด แนวโน้มวันนี้ Liquidities Flood – “ Window Dressing “- คาดแรงซื้อหุ้นจะเข้า
ต่อเนื่อง เครือ PTT (PTTEP , PTTCH , PTTAR , IRPC , TOP , BCP) และ
ธนาคาร (SCB , KBANK , BAY , KTB) คาด SET เปิดบวกขึ้นทดสอบ แนวต้าน
973 , 980 จุด กรณี SET ขึ้นไม่ผ่าน 973 จุด (High เมื่อวาน = 973.03 จุด) จะลง
ปรับฐานทดสอบแนวรับที่ 962 , 958 จุด แต่เป็นการลงปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ กลยุทธ์
วันนี้ ; 1. Port ลงทุน ; เป้าแรกใกล้ถึง - ถือ – รอขายบางส่วน 975 – 980 , 990
จุด 2. Port เก็งกำไร ; SET ลงซื้อ 962 , 958 จุด ขึ้นขายที่ 973 , 980 จุด 3. หุ้น
แนะนำวันนี้ ; PTT , PTTEP , IRPC , PTTAR , PTTCH , SCB , KBANK , KEST ,
ASP , KGI , UNIQ , BTS



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:53:09