วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 29/09/53

สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดทรงตัว เป็นไปตามทิศทางตลาดภูมิภาคที่ส่วนใหญ่
ปรับลดลงเล็กน้อย โดยมีแรงขายนำออกมาในหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี แต่แรง
ซื้อในหุ้นกลุ่มแบงก์ ช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ปรับลงมากนัก สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อ
สุทธิ

แนวโน้มตลาด
ขณะที่ปัจจัยจากต่างประเทศไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นประเด็นการทำ
QE2 ของเฟด ฉะนั้นตลาดในภูมิภาคจึงแกว่งในแนวปรับขึ้นมาต่อเนื่องจากกระแสเงิน
ลงทุนไหลเข้า ส่วนตลาดบ้านเราเวลานี้นักลงทุนกำลังรอการประกาศงบ Q3/53 ของ
กลุ่มแบงก์กลางเดือนหน้า ทำให้ยังมีแรงเก็งกำไรเข้ามา อีกทั้งมีแรงเก็งกลุ่มสื่อสาร
โดยเฉพาะ TRUE จากข่าวที่จะมีการปรับสัญญาสัมปทานให้สามารถใช้คลื่นความถี่
เดิมมาทำ 3G แทน ส่วนปัจจัยการเมืองคงจะเข้ามาครอบงำตลาดช่วงกลางต.ค.เป็น
ต้นไป ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น อย่างไรก็ดีตลาดช่วงนี้ยังได้แรงหนุนจาก
เม็ดเงินไหลเข้าเป็นหลัก
ปัจจัยตลาดวันนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ราคาน้ำมันอ่อนตัว ค่าเงิน
ดอลลาร์อ่อนลง ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ประเด็นเมื่อคืนสหรัฐคือดัชนีความเชื่อ
มั่นลดลง จึงทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดจะทำ QE แน่นอน วันนี้ปัจจัยในประเทศให้
มองหุ้นกลุ่มสื่อสารที่รับประมูลงานของ TOT เป็นหลัก (คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662)
618-1332-3)

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด
'สุเทพ' จะลาออกจากรองนายกฯ ก่อน 8 ต.ค. เพื่อลงชิง ส.ส.สุราษฎร์ฯ:
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เผยว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
และเลขาธิการพรรคได้แจ้งต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคว่าจะลาออกจาก
ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อสมัครเข้าแข่งขันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือก
ตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ในวันที่ 30 ต.ค.นี้
เงินทุนยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่อง จากแรงหนุนบาทแข็ง: บลจ.
อเบอร์ดีน มองกระแสเงินทุนต่างประเทศจะยังไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อ
เนื่อง จากการคาดการณ์ว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าได้อีก โดยมองว่าเงินบาทใน
สิ้นปีนี้จะแข็งค่าไปที่ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ และจะลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่า 30 บาท/
ดอลลาร์ในปีหน้า รวมถึงการรักษาสัดส่วนลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยให้ใกล้เคียง
กับดัชนีที่นักลงทุนใช้อ้างอิง โดย มูลค่าการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุน
ต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จากประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
ในช่วงต้นปีนี้ มาที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ในเดือน ก.ย. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจาก
การที่ตลาดตราสารหนี้ไทยมีสัดส่วนอยู่มากพอสมควรในดัชนีอ้างอิงต่างๆ ที่ครอบ
คลุมการลงทุนตลาดตราสารหนี้ในประเทศเกิดใหม่ ทำให้เมื่อมีกระแสเงินทุนไหลเข้า
ตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่ทั่วโลก จึงมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ของไทย
ด้วย อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ (bond yield) ของไทย ไม่ได้เป็น
ปัจจัยที่ดึงดูดให้มีเงินทุนไหลเข้ามา เนื่องจากถ้าพิจารณาจากผลตอบแทนของ
พันธบัตรอายุ 10 ปีของไทย จะอยู่ที่ประมาณ 2.8% ซึ่งเมื่อหักลบกับอัตราเงินเฟ้อที่
3.3% ทำให้ผลตอบแทนออกมาติดลบ 0.5% อีกทั้งการออกมาตรการในการดูแลเงิน
ทุนไหลเข้า ของธนาคารกลางต่างๆ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
การแข็งค่าของสกุลเงินในประเทศได้เพราะเงินที่ไหลเข้ามาเป็นเงินลงทุนระยะยาว
หากในกรณีที่เงินบาทยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จนธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ต้องออกมาตรการมาดูแลนั้น เชื่อว่าจะเป็นมาตรการดูแลเรื่องตลาดตราสารหนี้
มากกว่าจะเป็นตลาดหุ้น และมาตรการที่ออกมาคงไม่รุนแรงนัก และเป็นไปในทิศทาง
เดียวกับที่ประเทศอื่นดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เช่น การเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ
ภาษีกำไรจากส่วนต่างราคา สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเชื่อว่าจะ
มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ไปที่ระดับ 2% ขณะที่หากดูตามปัจจัยพื้นฐานเรื่อง
การเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อแล้ว ดอกเบี้ยนโยบายควรขึ้นไปอยู่ที่
2.25% ในสิ้นปีนี้ แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น การแข็งค่าของเงินบาท และผล
กระทบต่อผู้ส่งออก ทำให้ ธปท. อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ไปก่อน ในช่วงที่เหลือของ
ปีนี้ ส่วนในปีหน้า จากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 4.5% ขณะที่อัตราเงิน
เฟ้ออยู่ที่ 3.50% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 54 ปรับขึ้นไปอยู่ที่อย่างต่ำ 3%
ครม.อนุมัติให้ทีโอทีลงทุนโครงข่าย 3G มูลค่า 1.99 หมื่นลบ.: คณะรัฐมนตรี
(ครม.) อนุมัติให้ บมจ.ทีโอที ลงทุนในโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
ระบบ 3G มูลค่า 1.99 หมื่นล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากวงเงินลงทุนเดิมที่ 2.9 หมื่น
ล้านบาท โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ใน 6 เดือน การอนุมัติให้ทีโอทีดำเนินการ 3G
ครั้งนี้ ครม. มีเงื่อนไขที่จะให้ปรับปรุงองค์กรและตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการเพื่อลด
ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและให้ใช้เครือข่ายร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย
บรอดแบนด์แห่งชาติ พร้อมทั้งให้ปรับปรุงสถานีให้บริการเดิมที่มีอยู่ 4,700 สถานีและ
สร้างเพิ่มรวมเป็นทั้งหมด 5,400 สถานี ซึ่งจะครอบคลุมกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
อีก 12-15 จังหวัด ซึ่งเชื่อว่าจะครอบคลุมผู้ใช้บริการโทรศัพท์ 50% ซึ่งคาดว่าจะ
ดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน ขณะเดียวกัน การทบทวนแผนธุรกิจของทีโอทีครั้งนี้
ได้เปลี่ยนแปลงวิธีประกวดราคาสากลไปเป็นวิธีการประกวดราคาทั่วไป ซึ่งจะทำให้
ประหยัดเวลาการดำเนินงานได้ประมาณ 60 วัน และทำให้ทีโอทีสามารถพัฒนาโครง
ข่ายโทรศัพท์ 3G ได้เสร็จก่อนผู้ประกอบการรายอื่น การเปลี่ยนแปลงวิธีประกวด
ราคาดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันเห็นว่าบริษัทชั้นนำด้านโทรคมนาคมทุกบริษัท มีผู้
แทนและสาขาอยู่ในไทยไม่ต่ำกว่า 5 ราย จึงคาดว่าจะมีผู้เข้าประกวดราคามากพอที่
จะทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ และในการประกวดราคาดังกล่าว จะไม่ปิด
กั้นบริษัทต่างประเทศในการเข้าร่วมประมูลแม้จะไม่มีสาขาในไทย โดยจะให้เป็น
ลักษณะของบริษัทร่วมทุนได้ สำหรับเงินลงทุน 1.99 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ส่วน
ของการประกวด
ราคา 1.74 หมื่นล้านบาท, การปรับปรุงโครงข่ายเดิมของบจ.เอซีทีโมบาย จาก 2G
และ 3G จำนวน 2 พันล้านบาท และเงินลงทุนในอุปกรณ์สนับสนุน เพื่อขยายขีด
ความสามารถของโครงข่าย อีก 510 ล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราค่าตอบแทนของ
โครงการ 19.49% และมีช่วงเวลาคืนทุน 7 ปี โดยคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาด 8% จาก
ยอดตลาดรวม 91 ล้านเลขหมาย ในปี 58 และมีสถานีฐาน 5,320 แห่ง ทั้งนี้ รมว.คลัง
ได้ชี้แจงต่อ ครม. ว่ากระทรวงการคลังจะไม่รับค้ำประกันเรื่องนี้ให้ทีโอที เนื่องจาก
เห็นว่าแผนการทำธุรกิจโทรศัพท์ 3G ของทีโอที เป็นการตัดสินใจในเชิงพาณิชย์
จีนเตรียมแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นแท่นสมาชิกทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของ IMF:
เอกสารของ IMF บ่งชี้ว่าการหารือเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนของประเทศสมาชิก IMF
นั้น จะเป็นการให้อำนาจในการลงมติใน IMF มากขึ้นต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
อาทิ บราซิล รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้และตุรกี โดยจีนกลายเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ
ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ เผชิญความ
ยากลำบากในการฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อำนาจในการลงมติเพิ่มขึ้น
จะทำให้ประเทศต่างๆ อาทิ จีน มีอำนาจมากขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจในการปล่อยกู้
ของ IMF และมีอิทธิพลมากขึ้นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลก ซึ่งข้อ
เสนอของ IMF จะเพิ่มส่วนแบ่งในการลงมติของประเทศตลาดเกิดใหม่อันเป็นส่วน
หนึ่งของแผนการที่จะเพิ่มทรัพยากรของ IMF สู่ 1 ล้านล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น
และจะลดอำนาจของประเทศยุโรปขนาดใหญ่และขนาดเล็ก อาทิ เนเธอร์แลนด์และ
เบลเยียม สำหรับ 3 ใน 4 กรณีศึกษาที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยต่อคณะกรรมการ IMF นั้น
บ่งชี้ว่าจีนจะเป็นสมาชิกที่มีอำนาจมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐและญี่ปุ่น จาก
อันดับ 6 ในปัจจุบัน และในกรณีหนึ่งนั้นจีนจะแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นสู่อันดับสอง ซึ่งแต่ละ
กรณีนั้นครอบคลุมประเทศสมาชิกรายใหญ่ที่สุด 20 แห่งของ IMF อินเดียจะขยับขึ้น
จากอันดับ 11 มาอยู่ที่อันดับ 9 ซึ่งปัจจุบันเป็นของแคนาดา ขณะที่บราซิลจะขยับขึ้น
จากอันดับ 14 มาที่อันดับ 11 และตุรกีจะกระโดดมาอยู่ที่อันดับ 20 จากอันดับ 30
สเปนจะเป็นประเทศยุโรปเพียงแห่งเดียวที่จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดัง
กล่าว โดยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 12 จากอันดับที่ 15 ขณะที่ซาอุดิอาระเบียจะหล่น
ลงจากอันดับ 8 ไปอยู่ที่อันดับ 13 ส่วนสหรัฐจะยังเป็นประเทศสมาชิกที่มีอำนาจมาก
ที่สุดของ IMF โดยมีโควต้า 17.67% ของส่วนแบ่งโควต้าทั้งหมด ซึ่งเท่ากับมีอำนาจ
วีโต้ใน IMF โควต้าดังกล่าวจะกำหนดว่าประเทศสมาชิกแต่ละรายต้องให้เงินสมทบ
มากเพียงใดต่อ IMF และประเทศสมาชิกจะสามารถกู้ยืมเงินได้มากเพียงใดโดย
คำนวณจากจีดีพี ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและการค้าของแต่ละประเทศ ในกรณี
ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐปฏิเสธที่จะสนับสนุนมติที่
จะรักษาอำนาจส่วนใหญ่ของยุโรปไว้ในคณะกรรมการ IMF ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก
24 ราย อำนาจของคณะกรรมการชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นเดือน ต.ค. และ
ประเด็นการปฏิรูป IMF จะเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมผู้นำการเงินโลกในการ
ประชุมของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันระหว่างวันที่ 8-9 ต.ค.
IMF เตรียมตรวจสอบระบบการเงิน 25 ประเทศหวังป้องกันวิกฤติรอบใหม่:
IMF จะตรวจสอบเชิงบังคับต่อภาคการเงินของประเทศที่มีความสำคัญทางระบบ 25
ประเทศ เพื่อพยายามป้องกันการเกิดวิกฤติการเงินทั่วโลกที่อาจสร้างความเสียหาย
อีกครั้ง จนถึงขณะนี้ การประเมินภาคการเงินของไอเอ็มเอฟ เป็นไปโดยสมัครใจ
สำหรับประเทศสมาชิกของ IMF โดย IMF ระบุว่า 25 ประเทศดังกล่าวได้แก่ สหรัฐ,
อังกฤษ, ตุรกี, สวิตเซอร์แลนด์, สวีเดน, สเปน, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, อินเดีย, ญี่ปุ่น,
จีน, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, บราซิล, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เน
เธอร์แลนด์, อิตาลี, ฮ่องกง, ไอร์แลนด์, รัสเซีย, เม็กซิโก และลักเซมเบิร์ก กลุ่มดัง
กล่าวครอบคลุมถึงเกือบ 90% ของระบบการเงินโลก และ 80% ของกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากนี้ ยังรวมถึงสมาชิก 15 ประเทศของกลุ่มเศรษฐกิจจี-20
(ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336)



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 29/09/10 เวลา 12:14:20

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น