วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
Fund Flow ยังหนุนตลาดหุ้นเอเซีย แต่ให้สังเกตค่าเงินเอเซีย เริ่มชะลอการแข็งค่า
อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 30% ของพอร์ตเช่นเดิม และเลือกถือหุ้น
บางกลุ่มเช่น ธ.พ. (BBL, BAY, TCAP) สาธารณูปโภค (CK, ITD, BTS, BMCL) พลังงาน
(BANPU, PTTCH, PTTAR)

คาด Fund Flow น่าจะเริ่มชะลอตัว หลังเข้ามาแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท
วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ด้วยมูลค่า
2.63 พันล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2553 ถึงปัจจุบัน สูงกว่า 5.1
หมื่นล้านบาทไปแล้ว สอดคล้องกับที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้เบื้องต้นว่า ในรอบนี้จะมี Fund Flow
เข้ามาอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาท และจะหนุนให้ SET ขึ้นมาเหนือที่ระดับ 960 จุดได้ ซึ่งเป็นไป
ในทิศทางเดียวกับตลาดเพื่อนบ้านที่ยังมีแรงซื้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 (เฉพาะที่รายงาน
6 ประเทศ) รวม 393.87 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นราว 142% จากวันก่อนหน้า นำโดยตลาดหุ้น
ไต้หวัน 147 ล้านเหรียญฯ รองลงมาเป็นเกาหลีใต้ 132 ล้านเหรียญฯ ตามมาด้วยไทย 86 ล้าน
เหรียญฯ อินโดนีเซีย 20.7 ล้านเหรียญฯ ฟิลิปปินส์ 7.3 ล้านเหรียญฯ และเวียดนาม 0.14 ล้าน
เหรียญฯ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า Fund Flow จะยังคงไหลเข้าต่อตลอดจนถึงสิ้นเดือนนี้ (อีก 3 วันทำ
การ) ตามผลของฤดูกาล โดยหาก Fund Flow ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกราว 1 หมื่นล้านบาท
จะทำให้ยอดซื้อสะสมสุทธิรอบนี้พุ่งสู่ 6 หมื่นล้านบาท เทียบเท่าระดับปกติที่ Fund Flow มักจะ
ไหลเข้ามาและไหลออกไปในช่วง 2-3 ปีหลังสุด จะหนุนให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 999
จุดได้ แต่อย่างไรก็ตามด้วยระยะเวลาทำการที่เหลือน้อยในเดือนนี้ และประกอบกับช่วงเดือน ต.
ค. ของทุกปี นักลงทุนต่างชาติมักมีสถานะขายสุทธิ หรือเป็นช่วง Fund Flow ไหลออก ดังนั้น
อาจเป็นไปได้ที่ดัชนีอาจปรับตัวขึ้นสูงสุดช่วงนี้ไม่ถึงระดับดังกล่าว และให้เริ่มระมัดระวังการลง
ทุนมากขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. นี้ เพราะมีความเสี่ยงจาก Fund Flow ไหลออกเพิ่มสูงขึ้น

เงินสกุลเอเซีย เริ่มชะลอการแข็งค่า ให้จับตาอย่างใกล้ชิด เงินบาทมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
แม้นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อตลาดหุ้นไทย แต่เมื่อวานนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 วันที่
นักลงทุนต่างชาติได้ขายตราสารหนี้ในวงเงินสูงถึง 3.53 พันล้านบาท (ทำให้ยอดซื้อสะสมสุทธิคง
เหลือ 1.76 แสนล้านบาท) มีผลทำให้ค่าเงินบาทเริ่มมีทิศทางแกว่งตัว โดยวานนี้เงินบาทแกว่ง
ตัวในกรอบ 30.83-30.55 บาทต่อดอลลาร์ แต่สุดท้ายเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อยราว 0.4%
โดยแข็งค่ากว่ารูปีย์ หยวน ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งแข็งค่าเฉลี่ย 0.21% เท่า แต่แข็งค่าน้อยกว่า
เงินวอนของเกาหลีที่แข็งค่า 0.6% ขณะที่ค่าเงินของบางประเทศในเอเซีย เริ่มหยุดแข็งและกลับ
มาทรงตัว เช่น เปโซ (ฟิลิปปินส์) ริงกิต มาเลเซีย ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้งนี้
ค่าเงินเอเซียที่เริ่มมีทิศทางขัดแย้ง อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ และน่าจะมีผลทำให้เงินทุนที่
ไหลเข้าในตลาดหุ้นเอเซีย เริ่มชะลอตัวตามผลฤดูกาลดังกล่าวข้างต้น

ผลกระทบจากการปรับปรุงการจัดเก็บค่าธรรมเนียม กระทบ ธ.พ.น้อยกว่าที่คาดไว้
ผลจากการหารือ ระหว่างสมาคมธนาคารไทย และ ธปท. ในการจัดค่าธรรมเนียม
ใหม่ โดยเฉพาะการให้บริการผ่านตู้ ATM สรุปได้ 3 ประเด็นคือ 1) ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน
สด ข้ามธนาคาร ให้คิดอัตราเดียวทั่วประเทศครั้งละ 10 บาท จากเดิมให้ลดในอัตราที่แตกต่าง
กัน กล่าวคือในต่างจังหวัด คิดค่าบริการเฉลี่ย 10-20 บาท/รายการ และในเขต กทม.และ
ปริมณฑล เดิมฟรี 4 ครั้งแรก ครั้งที่ 5 คิดครั้งละ 5 บาท 2) ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงิน
ธนาคารเดียวกัน แต่ข้ามเขต ให้คิดค่าบริการอัตราเดียวกันหมด 20 บาท/รายการ จากปัจจุบัน
ให้คิดค่าบริการขั้นต่ำอยู่ที่ 20-25 บาท/รายการ และมีการคิดอัตราสูงสุด 1 พันบาท/รายการ และ
3) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินของธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต (จังหวัด) ให้คิดอัตราเดียวกันทั่ว
ประเทศ 15 บาท/รายการ จากเดิมคิดค่าบริการเฉลี่ยครั้งละ 25-35 บาท/รายการ ทั้งนี้คาดว่า
ธปท. จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2554 โดยสรุป คาดว่าผลกระทบต่อกำไรสุทธิ จากการ
เปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ ASP คาดไว้เดิม กล่าวคือจะส่งผลให้กำไรสุทธิจะ
ลดลงเพียง 5% จากเดิมที่คาดไว้ราว 7% ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าปัจจัยหนุนให้ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมี
กำไรเติบโตที่ดีในปี 2554 ยังมาจากการขยายตัวของสินเชื่อในประเทศ โดยได้รับปัจจัยหนุนจาก
แผนกระตุ้นการลงทุนของรัฐ เป็นหลัก

คาดหุ้น ธ.พ. จะเป็นที่สนใจ เพราะผลกำไรงวด 3Q53 ดีกว่า 2Q53
คาดว่าหุ้น ธ.พ. ยังเป็นที่สนใจของตลาด เพราะสัปดาห์นี้เป็นช่วงของการจัดทำ
ประมาณการกำไรงวด 3Q53 ซึ่งโดยรวมคาดว่ามีแนวโน้มดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า โดยหลังจากที่
นักวิเคราะห์ ASP ได้จัดทำประมาณการกำไรของหุ้น ธ.พ. ไปแล้ว 4 แห่ง (SCB(FV@B120),
BBL(FV@B185), TISCO(FV@B41) และ KTB(FV@B19)) ดังที่ได้สรุปไปวานนี้แล้ว
วันนี้นักวิเคราะห์ ASP ได้คาดการณ์หุ้น ธ.พ. เพิ่มอีก แห่งคือ BAY คาดว่าในงวด 3Q53 จะมี
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากงวด 2Q53 ราว 13% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อย และการ
เติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม ซึ่งได้กลับเข้าสู่ระดับปกติ หลังจากได้ที่ได้รับผลกระทบในงวด
2Q53 จากปัญหาการเมืองในประเทศ โดยรวมแม้กำไรในงวด 9M53 คิดเป็น 74% ของ
ประมาณการ แต่พบว่าสินเชื่อ 9M53 เติบโตเพียง 3.3% ต่ำกว่า เป้าหมายที่ BAY และ ASP
กำหนดไว้ที่ 8% และ 10% ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ BAY ได้ขาย NPL ในงวดนี้
ออกไป 5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 6% ของสินเชื่อรวม จึงอาจจะต้องปรับเป้าหมายสินเชื่อปีนี้
ลง แต่เป็นที่สังเกตว่าผลกำไรสุทธิปี 2553 และ 2554 ของ BAY จะเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม
เฉลี่ยราว 35% และ 32% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ธ.พ. ที่ 9.2% และ 17% จึงทำให้ BAY
จะมีค่า PER สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยอยู่ที่เกือบ 20 เท่าในปีนี้ แต่จะลดลงเหลือ 15 เท่าในปี
2554 จึงแนะนำซื้อ BAY(FV@B32.5) ในฐานะที่เป็นหุ้น Growth Stock





เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 9:36:54

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น