กลยุทธ์การลงทุน
Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง และอาจหนุนให้ดัชนีใกล้ 999 จุดในสัปดาห์หน้า แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงต่อการปรับฐาน แนะนำให้ทยอยปรับพอร์ตขายระยะสั้น และให้ถือเงิน
สดให้มากที่สุด กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น น่าจะเป็นการ Trading ใน 2-3 กลุ่มหลักคือ ธ.พ. และ
พลังงาน (BANPU, PTTCH, PTTAR) เพราะยังมีปัจจัยหนุนระยะสั้น โดยให้ถือหุ้นที่ under-
perform เช่น BTS
Fund Flow ทำสถิติสูงต่อเนื่อง แต่ผลตอบแทนสุทธิกว่า 20% หนุนให้มีโอกาสขายระยะสั้น
วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ด้วยมูลค่า 3.3 พัน
ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. 2553 ถึงปัจจุบัน สูงราว 5.97 หมื่นล้าน
บาท ด้วย Fund Flow ที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคเอเซีย ทำให้มีโอกาสมาก
ขึ้นที่จะเห็น SET 999 จุดได้ในเร็ว ๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาผลตอบแทนของนักลงทุน
ต่างชาตินับตั้งแต่เข้ามารอบนี้ พบว่าสูงถึง 17.08% ทั้งนี้ยังไม่รวมกับผลตอบแทนจากค่าเงิน
บาทที่แข็งค่าทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 13 ปีที่ 30.32 บาทต่อเหรียญฯ คิดเป็น FX Gain ราว
6% ส่งผลให้นักลงทุนกลุ่มนี้มีผลตอบแทนสูงกว่า 23% อีกทั้งดัชนีตลาดปัจจุบัน PER ตลาดขึ้น
มาที่เกือบ 15 เท่า (ใช้กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2553) ถือว่าเป็นระดับที่สุ่มเสี่ยงต่อการถอยออกของ
Fund Flow ทุกเมื่อ อีกทั้งตามปกติในช่วงเดือน ต.ค. ของทุกปีจะเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund
Flow ไหลออก โดยจะมีลักษณะทยอยขายสลับซื้อ เพื่อรับรู้สถานะจากการลงทุน ก่อนที่จะไหล
ออกหนักขึ้นตลอดเดือน พ.ย. ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค ดังนั้น
แม้ว่า Fund Flow จะยังคงไหลเข้าอยู่ในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อดัชนี แต่นับจากนี้
ให้เริ่มระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น
ดอลลาร์สหรัฐเริ่มฟื้นตัว หลังดัชนีเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจงวด 3Q53 อาจไม่ย่ำแย่นัก
สหรัฐรายงาน GDP Growth ขั้นสุดท้ายอยู่ที่ 1.7% เทียบกับงวดก่อนหน้า (qoq) โดย
เป็นผลจากการกระเตื้องขึ้น 2 ส่วนคือ การบริโภคภาคครัวเรือน และสต๊อกสินค้าของภาคผลิต
โดยภาพรวม GDP Growth ในงวด 1H53 เฉลี่ย 1.85% แต่คาดว่า GDP Growth ในงวด
2H53 จะชะลอตัวลงเหลือ 1.45% (เป้าหมาย GDP Growth ทั้งปี 2553 อยู่ที่ 3.3%) จากผล
กระทบของปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป อย่างไรก็ตามล่าสุด มีการรายงานตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจ
สหรัฐในบางพื้นที่เริ่มกระเตื้องขึ้น แต่เชื่อว่าไม่ยั่งยืน เช่น กิจกรรมทางธุรกิจ เชต มิดเวสต์ใน
เดือน ก.ย. 2553 เพิ่มขึ้นดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาด และผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกราย
สัปดาห์ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อต่อเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง ส่งผล
ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มฟื้นตัว เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลกหลาย
แห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มพัฒนาแล้วเช่น เงินยูโร เงินปอนด์ และเงินเยน ขณะที่ค่าเงินของ
ประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเซีย เริ่มเห็นว่าส่วนใหญ่เริ่มทรงตัว และแกว่งตัวออกด้านข้าง เช่น
เปโซ (ฟิลิปปินส์) รูเปียะ (อินโดนีเซีย) หยวน (จีน) ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดอลลาร์สิงคโปร์ และ วอน
(เกาหลี) ยกเว้นเงินบาทที่ยังแข็งค่าเล็กน้อย เพราะมี Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่องทั้งในตลาด
เงิน และตลาดตราหนี้ เฉพาะวานนี้มูลค่าซื้อสุทธิรวมกันราว 1.76 หมื่นล้านบาท โดยจำนวนดัง
กล่าวไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ 1.42 หมื่นล้านบาท หรือ 80% ของเงินทุนไหลเข้ารวมใน 1 วัน
คาดว่าเป็นเพราะตลาดเงินได้รับทราบถึงแผนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. อีกครั้งราว
0.25% เป็น 2% ในการประชุม 20 ต.ค. นี้ เพราะมีความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ
ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูดี เงินเฟ้อ ต.ค. ทรงตัวจากงวด ส.ค. หนุน ธปท. ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%
วานนี้ ธปท. รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ส.ค. 2553 เริ่มเห็นภาพที่ขัดแย้งกัน เช่น การบริโภคภาค
ครัวเรือน (C) เริ่มส่งสัญญาณการอ่อนตัว โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคล และมอเตอร์ไซ
ค์ ลดลงจากหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน (I) ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ
ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และสินค้านำเข้าประเภททุน ยกเว้นยอดขายปูนซิเมนต์ที่ยังติด
ลบ แต่ติดลบน้อยลง เป็นต้น ส่วนการค้าระหว่างประเทศยังดูดี โดยพบว่ายอดส่งออกและนำเข้า
ในเดือน ส.ค. 2553 ยังเป็นไปในอัตราเร่ง และทำให้ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด กลับมา
เกินดุลอีกครั้ง หลังจากที่ติดลบในเดือนก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าโดยภาพรวม เศรษฐกิจ
น่าจะเริ่มชะลอตัวในงวด 6 เดือนหลังของปีนี้ โดยคาดว่าจะเติบโตราว 3.8% เทียบกับในงวด
1H53 ที่เติบโตเฉลี่ย 10.6% ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาวิกฤติการเงินโลก ทั้งนี้ หากภาพเศรษฐกิจ
ในช่วงที่เหลือเป็นไปอย่างที่คาดดังกล่าว ตลาดหุ้นในฐานะเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ก็น่าจะเริ่มส่ง
สัญญาณชะลอการปรับขึ้น หรือน่าจะเป็นช่วงของการปรับฐานนับจากนี้ ขณะที่วันนี้คาดว่า
กระทรวงพาณิชย์จะรายตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2553 ราว 3.3% ใกล้เคียงกับเดือน ส.ค.
(เทียบกับฐานเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. 2552 ติดลบ 1% ใกล้เคียงกับ ส.ค. 2552 ซึ่งทำให้ผลตอบ
แทนสุทธิ ติดลบเกือบ 2%) และการที่ ธปท. ให้ความสำคัญกับระดับราคามากกว่าเรื่องค่าเงิน
บาทที่แข็ง จึงทำให้ ธปท. มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก 0.25% ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่
2% ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยอาจจะทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับฐานล่วง
หน้าก่อนการประชุมราว 1-2 สัปดาห์ เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรงแตะ 80 เหรียญฯ หนุนหุ้นปิโตรเลี่ยมไปต่อ แต่น่าจะเป็นโอกาสขาย
ทำกำไร
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐที่กระเตื้องขึ้นระยะสั้น บวกกับปัญหาการสไตรค์ใน
ประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายหนึ่งในกลุ่ม OPEC ส่งผลให้ราคาน้ำมัน
ดิบในตลาดโลกฟื้นตัวต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex)
ปรับตัวขึ้นกว่า 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคา
น้ำมันดิบดูไบ ที่ดีดตัวขึ้น มาที่ระดับ 78.87 เหรียญฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบจาก
ต้นปีจนถึงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 75.9 เหรียญฯต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานของ ASP ที่คาด
ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2553 และ 2554 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯ และ 80 เหรียญฯ ตาม
ลำดับ และยังคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ น่าจะสามารถแกว่งตัวเหนือระดับ 73-74 เหรียญฯต่อ
บาร์เรลได้ตลอดไปจนถึงสิ้นปีนี้ได้ เป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียม สำหรับผู้ที่มีหุ้น
BANPU, PTTEP ยังแนะนำให้ถือต่อ เพื่อรอขายทำไรระยะสั้น เช่น PTTEP(FV@B185)
ทยอยขายในกรอบ 155-160 บาท ส่วน BANPU(FV@B755) น่าจะขายทำกำไรเหนือ 720
บาทขึ้นไป เพราะราคาที่ให้ขายมี upside เหลือน้อยกว่า 10% เทียบกับ Fair Value ปี 2554
ขณะที่หุ้นโรงกลั่น ที่มีธุรกิจปิโตรเคมีต่อยอด คาดว่าผลประกอบการใน 3Q53–4Q53 จะมีแนว
โน้มดีขึ้นจากงวด 6 เดือนแรกของปีนี้อย่างมาก นักลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือนขึ้นไป) แนะนำให้
ทยอยซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวคือ PTTAR(FV@B34) และ TOP(FV@B66)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/10/10 เวลา 10:01:05
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น