วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/09/53

Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ แม้ตลาดหุ้นโลกไร้ทิศทาง
แต่ค่าเงิน ฿ ที่แข็ง น่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ อีกทั้ง SETI ก็ได้ฝ่าแนวต้านระยะสั้น 945±5 จุด
ขึ้นมาแล้ว เรายังคาดหวังที่จะเห็น SETI เดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 980±5 จุด
- โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ในขณะเดียว
กันก็ควรเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงขึ้นไปพร้อมกันด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลาง
เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นต่อเป็น 955 และ 935 จุด ตามลำดับ
- หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ BIGC และหุ้นแสดง
สัญญาณลบ (& 1048676;=DECELERATION) คือ TICON
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BAY (23.80/25.25), DTAC (41.25/43.50), PTTAR
(26.50/28.75) *

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นที่มีโอกาสเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance
ตามเกณฑ์ตลท.คือ JAS, TRUE--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List

- พรุ่งนี้ :
- GEN-W1 และ NNCL-W1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- TF XD @ 14.90 บาท

- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 30 ก.ย.53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.53
- 1 ต.ค.53: National Day (HK)
- 1,4-7 ต.ค.53: National Day (China)
- 4 ต.ค.53: Labor Day (Australia)
- 4-5 ต.ค.53: การประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 ณ ประเทศเบลเยียม
- 11 ต.ค.53: Columbus Day (US)
- 11 ต.ค.53: Sports Day (JP)
- 16 ต.ค.53: Chung Yeung Festival (HK)
- 20 ต.ค.53: กนง. ประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยครั้งที่ 7/2553
- 21-22 ต.ค.53: ประชุมทูตพาณิชย์ 76 แห่งทั่วโลกเพื่อกำหนดเป้าหมายสินค้าไทย
ปี 54

Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ดาวโจนส์ปิดลบ 0.2%,คาดตลาดผันผวนมากขึ้น”
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทชะลอตัวลงในวันพุธหลังทะยานขึ้นนานนับเดือน ขณะที่นักลงทุน
คาดว่าตลาดจะมีความผันผวนมากขึ้น ขณะที่ใกล้จะสิ้นสุดไตรมาส 3 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดใน
รอบ 1 ปี
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 22.86 จุดหรือ 0.21%สู่ 10,835.28,
ดัชนี S&P 500 ปิดขยับลง 2.97 จุดหรือ 0.26% สู่ 1,144.73และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง
3.03 จุด หรือ 0.13% สู่ 2,376.56

“สต็อกน้ำมันลดหนุนราคาปิดพุ่งขึ้น 1.68 ดอลล์ ”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้นกว่า 2 % สู่จุดสูงสุดในรอบ7 สัปดาห์
ในวันพุธหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ(EIA) รายงานว่า สต็อก
น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.พุ่งขึ้น 1.68 ดอลลาร์ หรือ 2.21 % มาปิดตลาดที่
77.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์ในวันที่ 11
ส.ค.
EIA รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 500,000 บาร์เรล สู่ 357.9 ล้านบาร์เรลในช่วง
สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 ก.ย., สต็อกน้ำมันกลั่นดิ่งลง 1.3 ล้านบาร์เรล สู่ 173.6 ล้านบาร์เรล,ส่วน
อัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 2.0 % สู่ 85.8 %

“คาดเฟดผ่อนคลายนโยบายกดดอลล์อ่อนลง”
ดอลลาร์ร่วงลงในช่วงการซื้อขายที่ตลาดยุโรปวันพุธ ขณะที่การร่วงลงของ อัตราผลตอบ
แทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอเกินคาดทำ ให้นักลงทุนคาดว่า
สหรัฐจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มเติม
ส่วนทางด้านค่าเงินหยวนแข็งค่าแตะ 6.6844 หยวน/ดอลลาร์ในช่วงเที่ยงวันนี้ ซึ่งเป็น
ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ทางการจีนปรับเพิ่มค่าเงินหยวนในเดือนก.ค.2005 โดยในช่วงเช้าเมื่อวานนี้
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้กำหนดค่ากลางของหยวนไว้ที่สถิติสูงสุดขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังคง
กดดันรัฐบาลจีนอย่างต่อเนื่องเพื่อปล่อยให้หยวนแข็งค่าขึ้น

ข่าวในประเทศ:
“เร่งออกพันธบัตร 9 หมื่นล. รับเงินทุนต่างชาติไหลเข้าชี้ธปท.เลือกวิธีดูแลค่าเงิน ”
นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผย
ว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติมาสู่ตลาดทุนไทยสูงถึง
127,000 ล้านบาท โดย 75% เป็นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ 25% ลงทุนในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจากนี้ไปยังมองว่ามีแนวโน้มที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาอีก
จำนวนมาก ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) ที่เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็ว
กระทรวงการคลังเร่งออกพันธบัตรระยะยาว หวังกักเงินทุนไหลเข้า นำร่องออกพันธบัตร 9
หมื่นล้านบาท ไตรมาสแรก ปีงบ 2554 รีไฟแนนซ์เงินกู้ไทยเข้มแข็งพร้อมแนะธปท.ไม่ควรส่ง
สัญญาณด้านดอกเบี้ยที่ชัดเจน หวั่นเงินทุนระยะสั้นทะลักเข้ากระทบเศรษฐกิจ

“สนพ.เผยค่าเงินบาทแข็ง ทำให้จ่ายเงินนำเข้าพลังงานลดลงราว 6-7 หมื่นลบ.”
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาติดต่อกันตั้งแต่
ต้นปี จนถึงปัจจุบันมีการแข็งค่าไปแล้วประมาณ 10% ส่งผลดีต่อการนำเข้าพลังงานจาก
ต่างประเทศ ทำให้ลดการจ่ายเงินบาทน้อยลงประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท ที่ในปีนี้คาดว่า จะมี
การนำเข้าพลังงานเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7 แสนล้านบาท

“พร้อมรับมือม็อบมาบตาพุด ชี้ไม่จำเป็นต้องตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ.”
'กอร์ปศักดิ์' ชี้ไม่จำเป็นต้องตั้งมาบตาพุดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระบุทำยากเพราะติด
ข้อกฎหมาย เผยมีนโยบายดันเขตระยองเป็นเมืองท่าอยู่แล้ว เร่งแก้ปัญหาโครงการขยายเขต
จำหน่ายน้ำประปาเร่งด่วน ระหว่างนี้ให้ใช้น้ำฟรีไปก่อน ด้านผู้ว่าฯ ระยอง เตรียมพร้อมรับมือ
การชุมนุมใหญ่ 30 ก.ย.นี้

“สภาฯมีมติ ตั้งกมธ.ร่วมสองสภาพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมาย กสทช.,ไม่กำหนดเวลา”
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ร่วมสองสภาเพื่อร่วมกัน
พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการ
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทร คมนาคม(กสทช.)โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลา
การพิจารณา
แต่อย่างไรก็ตามหลังจาก ครม.มีมติให้บริษัท ทีโอที ขยายโครงข่าย 3จี ในวงเงิน 1.9
หมื่นล้านบาทไปแล้ว แต่ปรากฏว่าสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานส่วนใหญ่ของบริษัท
ทีโอที ไม่เห็นด้วยกับแผนการลงทุนดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้ทีโอทีต้องเป็นหนี้ในวงเงิน
ดังกล่าว
นอกจากนี้แบงก์พาณิชย์ขยาดปล่อยกู้ทีโอทีคลังไม่ค้ำความเสี่ยง ประเมินสู้เอกชนยาก
ขณะที่เจ้าตัวระดมสมองหาเงินกู้ ส่วนทางด้านเอกชนมีความสับสนในการอนุมัติ 3จีทีโอทีเร็ว
เหลือเชื่อ

“นายกฯ นัด'สุเทพ' 1 ต.ค.หารือต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-งานด้านมั่นคง ”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เผยว่าในวันศุกร์ที่ 1 ต.ค.จะหารือกับนายสุเทพ
เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
(ศอฉ.) เกี่ยวกับการต่ออายุพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และงานในหน้าที่รับผิดชอบ

Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าต่ออย่างแข็งแกร่งตามตลาดหุ้นโลก โดย SETI
+10.38 จุด (+1.09%) มาปิดที่ 969.65 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายที่คึกคักขึ้นเป็น 43,049
ลบ.

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,835.3 (-0.2%), S&P500 1,144.7 จุด (-0.3%),
NASDAQ 2,376.56 จุด (-0.1%), Nikkei 9,523.3 จุด (-0.4%), AOI 4,670.4 จุด
(-0.5%), KOSPI 1,864.8 จุด (-0.1%)
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติและสถาบันซื้อสุทธิ +2,699 และ +637 ลบ. ตาม
ลำดับในขณะที่ บล. และรายย่อยขายสุทธิ -1,350 และ -1,986 ลบ. ตามลำดับ
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $77.86 (+2.2%), BDI 2,468 จุด (-1.6%),
GRM $4.24 (-4.1%), ทองคำ $1,309.10 (+0.1%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
& 9786; ค่าเงินบาท: เช้านี้ ค่าเงิน ฿ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยซื้อขายที่ 30.40-30.43 บาท/
ดอลลาร์
& 9786; เศรษฐกิจ: เลขาธิการ กบข. มอง SETI ขึ้นต่อเนื่องถึง 1Q54 ไปทดสอบระดับ
1,000 จุด
การเมือง: เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกนัดชุมนุมใหญ่ที่นิคมมาบตาพุดวันนี้
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมสั้น/กลางยังดูแข็งแรง ถือเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI& 8805;
955/935 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ แม้ตลาดหุ้นโลกจะไร้ทิศทาง แต่แนว
โน้มค่าเงิน ฿ แข็ง น่าจะยังดึงดูดเม็ดเงินเข้าต่อ อีกทั้ง SETI สามารถฝ่าแนวต้าน 945±5 จุด
แล้วเรายังคาดหวังจะเห็น SETI เดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 980±5 จุด
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่แกว่งตัวแคบๆ ตามทิศทาง Wall Street
ตลาดพันธบัตร: ดีดกลับเล็กน้อย ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตร US10Y=2.5009%
[ความหมาย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตร& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง (riskfree
asset)+นักลงทุนประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ร่วงลงต่อเนื่อง ล่าสุด=78.724 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 1048778;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ยังแกว่งตัวแคบๆ น้ำมัน& 1048778;, BDI& 1048774;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย:
น้ำมันดิบ+BDI=“สินทรัพย์เสี่ยง”, ทองคำ=“สินทรัพย์ปลอดภัย”]
โมเมนตัมยังดูแข็งแรง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำให้ “ลุ้นทางบวก” ต่อ แต่ก็ควรเพิ่ม
ความเข้มในการจำกัดความเสี่ยงด้วย โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางให้เลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมา
เป็น 955 และ 935 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ BIGC และมีหุ้น
แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”) คือ TICON

แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้

Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand

แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false evidence about
realities) หลายๆ ประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้น ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับโครงการลงทุนใน
“มาบตาพุด” ตั้งแต่ช่วงปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยคาดว่าเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 จะ
เห็นว่าฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่นๆ (“green shoots”)
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและ
ยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และช่วง
กลาง (“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้T1 นตัว +24% และ +34% ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786;ในช่วงที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ SETI ก็รักษาโครงสร้างแนวโน้ม “ขาขึ้น”
ไว้ได้
& 9786; การขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นต่อ
เนื่อง
& 9786; หลัง บจ. ออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายใหม่ โดยอิงปี 54 แทนปี
53 ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้

Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
ราคาน้ำมันดิบโลกยังแกว่งตัวในช่วง $70~80 ซึ่งอ่อนลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ
พ.ค. ผ่านมา
ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อ
ชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ทำให้โครงการส่วนใหญ่จะกลับมาเริ่มผลิต
เชิงพาณิชย์ได้ใน 4Q53
ปัจจัยเสี่ยงของ ENERG คือ 1) ถ้าเศรษฐกิจฟุบจะมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลัง
ผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31 บ.), PTTEP (เป้าหมาย 180
บ.), PTTCH (เป้าหมาย 120 บ.), TOP (เป้าหมาย 52 บ.)

กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 8M53 (7 ธนาคาร) +3.6%ytd โดย ส.ค. +0.8%mom หลัง ก.ค.หดตัวเล็ก
น้อย
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
คาดสินเชื่อยังโต 1.5x%& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ,
2) ส่งออกยังเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครองได้ปลดล็อก
โครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่หยุดชะงักมากว่า 8 เดือนแล้ว
NPL ยังไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4%
ตามลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131 บ.), SCB (เป้าหมาย 125.50 บ.)

กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
แม้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
หลัง กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูล 3G ถูก
เลื่อนไป
การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G จะทำให้ต้นทุนถูกลงและอายุสัมปทานนานขึ้น โดย
TRUE จะได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
การขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้เวลาอีกนาน และคงได้ข้อยุติที่
ศาล
ในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บ.) มากที่สุด

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ส.ค.53 ยัง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความหมาย:
book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ก.ค.53 +1%mom ส่งผล 7M53 ขึ้นกว่า
+47% แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%
การส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2% และ +17%สนับ
สนุนคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53 แต่เงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วอาจกดดันกำไร
2H53
อย่างไรก็ตาม เราชอบ HANA (เป้าหมาย 36.8 บ.) และ DELTA (เป้าหมาย 31.9 บ.)

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.8 บ.) เพราะ 1) มี backlog+
งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นลบ; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นลบ.; 3) มีโอกาสชนะ
ประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีอีกช่วงปลายปี; 4) โครงการเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่นลบ.
ได้เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองสงบความเชื่อมั่นฟื้น; 2)
เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ QH (เป้า
หมาย 3.24 บ.) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บ.) ที่กำไรปี 53 ดี
กว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองช่วง พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดิน 2Q53 ชะลอตัว
แต่คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ +43% และเงินลง
ทุนโครงการ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์ขยายกำลังผลิต ทำให้ยอดขายที่ดินปีนี้
สดใส เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16 บ.), TICON (เป้าหมาย 14.4 บ.)

กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟู
อาคารที่เสียหายจากเหตุจลาจล และงานก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70 บ.)
วัสดุตกแต่ง: แม้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้จากภาวะแข่งขันสูง แต่ความต้อง
การวัสดุยังเติบโตดี เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว และเกษตรกรมีกำลังซื้อดีตามราคาพืชผล
ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิต ก.ค. 53 +8.6% ดีขึ้นจากเดือนก่อนตามภาวะเหล็กที่ฟื้นตัว โดย
ราคาเหล็กโลกปรับขึ้นตามต้นทุนสินแร่ สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งขึ้นต่อเนื่อง เรามองว่ามี
ผลบวกเพียงระยะสั้น แม้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบถูกลง แต่ราคาขายเหล็กจะมีแนวโน้มลดลงด้วย
เราชอบ TMT (เป้าหมาย 6.40 บ.)
เหล็กเส้น: ผลิต +16.8% จำหน่าย +28% (ก.ค.) คำสั่งซื้อเริ่มกลับมา เพราะราคาเหล็ก
โลกปรับขึ้น ส.ค. หลังชะลอ 2 เดือน แต่ราคาคงไม่ขึ้นแรง เพราะ 4Q53 ราคาสินแร่เหล็กอาจลง

กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผลผลิต
+68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5% ส่ง
ผลให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. เตรียมปรับเป้ายอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน
+70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 220
บ.)

กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP ปี 53
ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บ.) เพราะกระทบจากการเมือง
จำกัด

กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เพราะแม้มี
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่ม แต่ปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นปีนี้ยังกดดัน สำหรับเรือเทกอง เราชอบ
PSL (เป้าหมาย 23 บ.) เพราะขายล่วงหน้าปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือ
เก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60 ลำในอนาคต ส่วนเรือ
คอนเทนเนอร์ การเติบโตของการขนส่ง+ค่าระวางสูงขึ้น ยังส่งผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17 บ.)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บ.) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น หลังหดตัวใน 2Q53 เรายังชอบ AOT (เป้าหมาย 52
บ.) เพราะ 1) คดีกับ King Power ยุติ รับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติกลับมาหลังการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ช่วง high season ของธุรกิจ

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 8M53 โตชะลอลง +9.98% เม็ดเงินผ่านสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ยังโต
+15.2% และโรงภาพยนตร์ +18.9% ส่วนสื่อที่ยังหดตัว คือนิตยสาร วิทยุและป้ายโฆษณา
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว และความสามารถจับจ่ายที่มากขึ้น ส่งผลให้มีการโฆษณามาก
ขึ้น เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บ.)

กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
กระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคาสินค้า
เกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบการบาง
รายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14% โดยยางพารา +98%,
ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บ./กก., ไก่ 38-39 บ./กก. ใน
ขณะที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บ./ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อกำไรออกใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11 บ.)

กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มักมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดและไข้เลือด
ออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน
4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค.53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40 บ.) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดในกลุ่ม

Trader’s Digest
BAY (แนวรับ=23.80, แนวต้าน=25.25) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
อยู่ในช่วงรวมบริษัทในเครือเข้าเป็นหนึ่ง (“One BAY”) ทำให้ประหยัดต้นทุน
(economies of scope) โดยสามารถลด คชจ.+ทำ cross selling ได้ดีขึ้น จากฐานลูกค้าราย
ย่อยที่มีถึง 42%
ปี 53 แม้ได้ประโยชน์จากการควบรวมไม่เต็มปี แต่คาดทำกำไรได้ 7,927 ลบ. EPS
1.31 บ. (+19%) และปี 54 คาดว่าจะมีกำไรโตอย่างโดดเด่นถึง 10,218 ลบ. EPS 1.68 บ.
(+53%)
ราคาหุ้น BAY ยังปรับขึ้นไม่มาก เพียง +10% เทียบหุ้นกลุ่ม BANK ที่ +36% ytd
นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้าสะสม โดย 3-4วันที่ผ่านมา ได้ซื้อสุทธิผ่าน NVDR กว่า
1,000 ลบ.
แนะนำ “ซื้อ” เพราะมี upside อีก 11% จากราคาเป้าหมาย 27.5 บ. (อิง P/B ที่ 1.6x)

DTAC (แนวรับ=41.25, แนวต้าน=43.50) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ใน 3Q53 เริ่มรับรู้ Net IC กับ Hutch และบันทึกกำไรพิเศษจากการขายตึกเก่า 150
ลบ. คาดจะผลักดันกำไรสูงสุดรอบ 2 ปีถึง 3,034 ลบ. +86%
4Q53 เป็น high season ของนักท่องเที่ยวและเทศกาลรื่นเริง จะช่วยดันกำไรปี 53
เติบโตก้าวกระโดดถึง +56% เป็น 10,319 ลบ. EPS 4.35 บ.
สำหรับปี 54 ถึงแม้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหมด แต่ด้วยรายได้ที่โตตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงมาก คาดว่าจะยังกำไรได้ถึง 10,055 ลบ. EPS 4.24 บ.
เรายังไม่ให้น้ำหนักเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน 2G เพราะมีรายละเอียดไม่ชัดเจน
หลายเรื่องและอาจต้องใช้เวลานานเพื่อแก้ไข
ถูกสุดในกลุ่มด้วย P/E แค่ 9-10x อัตราปันผล 5% แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 55 บ.
(อิงวิธี DCF, ยังไม่รวม 3G)

PTTAR (แนวรับ=26.50, แนวต้าน=28.75) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ส่วนต่าง PX-Condensate ที่พุ่งขึ้นเป็น $363/ตัน +11% จากต้นเดือนก.ย.53 ส่งผลดี
ต่อ PTTAR เพราะมีกำลังผลิต PX สูงสุดในประเทศที่ 1.2 ล้านตัน/ปี
คาด 3Q53 พลิกกลับมามีกำไร จาก -516 ลบ. ใน 2Q53 เนื่องจาก 1) ค่าการกลั่น
3Q53 ดีขึ้นจาก 2Q53; 2) อาจมีกำไร FX ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 10,196 ลบ. EPS 3.44 บ. +29% จากปี 53 ที่ 7,890 ลบ. EPS
2.66 บ.
ราคาหุ้นยังถูก มีโอกาสปรับขึ้นได้ โดย P/E ปี 54 แค่ 7.99x ต่ำกว่า TOP และ IRPC
ที่ 8.9x และ 8.7x ตามลำดับ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 31 บ. (อิง P/E ที่ระมัดระวังเพียง 9x)



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 30/09/10 เวลา 10:15:48

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น