Trading Strategy
“ยืนเหนือ 900 ได้ก็ Follow ต่อ”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้ปรับขึ้นต่อตามคาด SET Index วานนี้ทะยานขึ้นต่อ 9.28 จุด มายัง 909.65
มูลค่าซื้อขาย 4 หมื่นล้านบาท นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์, วัสดุก่อสร้าง, ปิโตรเคมี และ
พลังงานในกลุ่มก๊าซและน้ำมัน ส่วนกลุ่มสื่อสารมีการขายทำกำไรหลังยื่นซองประมูลธุรกิจ 3G
ในวันนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.1 พันล้านบาท, สถาบันในประเทศพลิกเป็นซื้อสุทธิ 962
ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 465 ล้านบาท ส่วนรายย่อยขายสุทธิ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส ต่างชาติ
Net Short 616 ล้านบาท สถาบันในประเทศ Net Short 714 ล้านบาท ส่วนรายย่อย Net
Long
• ครม.พิจารณาโครงการรุนแรงฯวันนี้...ลุ้นกรณีมาบตาพุด 2 ก.ย.นี้ ในวันนี้
คณะรัฐมนตรีจะพิจารณา 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ ที่กระทรวงทรัพยากร
ธรรมชาติฯเสนอ และหลังจากนั้นในวันที่ 2 ก.ย.ศาลปกครองกลางจะตัดสินคดีมาบตาพุด ซึ่ง
ปัจจุบันมีโครงการถูกระงับชั่วคราวอยู่ประมาณ 50 โครงการ
• แต่...สิ่งที่กังวลคือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วยกับ
11 ประเภทโครงการรุนแรง โดยถ้าการต่อต้านไม่มีน้ำหนัก ก็คาดว่าจะเห็นการตัดสินของศาลฯ
ในทางที่เป็นบวก โดยเฉพาะกับ PTT, PTTCH และ SCC ซึ่งมีบางโครงการของบริษัทถูกระงับ
โครงการชั่วคราว รวมเป็นปัจจัยหนุนตลาดในระยะต่อไปด้วย แต่หากการต่อต้านรุนแรงมากก็อาจ
นำไปสู่การเลื่อนตัดสินของศาลปกครองกลางในคดีมาบตาพุด (ศาลฯนัดรับฟังคำสั่งวันที่ 2
ก.ย.นี้) และทำให้ตลาดอาจมีการปรับฐานได้
• หลักทรัพย์ที่น่าสนใจ...เลือกเป็นหุ้นพื้นฐานที่ราคา Laggard ได้แก่ KTB (ได้รับ
ประโยชน์จากความคืบหน้าในการลงทุนภาครัฐ มีฐานเงินฝากที่แข็งแกร่งจากข้าราชการและ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ และราคาหุ้นปรับขึ้นน้อยกว่าแบงค์ใหญ่ด้วยกันทั้ง BBL, KBANK, SCB
โดยราคาพื้นฐานที่ 15.30 บาท มี Upside จากราคาปิดวานนี้ 16%), TVO (ธุรกิจ 2H53
มีแนวโน้มดีขึ้น จากราคาถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น อุปสงค์กากถั่วเหลืองในประเทศ
แข็งแกร่งเพราะธุรกิจอาหารขยายตัวดีมาก ทำให้ความต้องการใช้กากถั่วเหลืองเพื่อเป็นอาหาร
สัตว์สูงขึ้นด้วย บริษัทเปิดดำเนินการโรงงานใหม่กำลังการผลิต 2 พันตันต่อวันตั้งแต่ 3Q53 เป็น
ต้นไป และได้รับประโยชน์จากเงินบาทแข็ง เพราะนำเข้าสุทธิ จ่ายปันผลน่าประทับใจ คาด
Dividend Yield ปี 53-54 เท่ากับ 6% และ 7% ตามลำดับ ให้ราคาพื้นฐาน 27.25 บาท) ส่วน
PTT, PTTCH, SCC, BBL, KBANK, SCB ถือโดยต้องติดตามประเด็นเรื่องการประกาศ
โครงการรุนแรงฯและคดีมาบตาพุดอย่างใกล้ชิด สำหรับ IVL, BH, ROJNA, TSTH (Stop
loss ที่ 1.8), TRUE (Stop loss ที่ 6.0), BEC, MINT (Stop loss ที่ 11.5) ให้ถือต่อเมื่อ
SET ยังยืนเหนือ 900 จุดได้ ด้าน SNC, TMT, DCC, MODERN เงินเย็นถือลงทุนยาวรับปัน
ผล หลักทรัพย์ที่แนะนำให้หาจังหวะขายทำกำไร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปรับขึ้น ได้แก่
HEMRAJ, KCE, ITD, PTL,MAJOR
Key Drivers :
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 140.92 จุด หรือ –1.39% นักลงทุนกลับมากังวลกับการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจหลังการแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโอบามา
- ราคาน้ำมันดิบลดลง วานนี้ NYMEX –0.47 US$ มาปิดที่ 74.70 US$/bbl
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ดิ่ง โดยปิด 3.45 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 4.15
US$/bbl
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ขยับขึ้นเล็กน้อย ปิดตลาด +1.30 US$ มายัง
1,239.20 US$/ออนซ์
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ไม่มีรายงานเพราะตลาดปิดทำการ
• วันนี้ (31 ส.ค.) ครม.จะพิจารณาประเภทโครงการรุนแรงฯ & ศาลปกครองกลางนัด
รับฟังคำสั่งเรื่องมาบตาพุด 2 ก.ย.นี้
•/- แต่...สิ่งที่กังวลคือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วย
กับ 11 ประเภทโครงการรุนแรง
• แบงค์ชาติประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค.53 ในวันนี้
• กทช.เปิดเผยว่ามีเอกชนยื่นซองประมูลธุรกิจ 3G ทั้งหมด 4 ราย แต่เอกสารไม่
ครบ 1 ราย...ในการประมูลรอบแรกจะมี 2 รายที่ได้ใบอนุญาต ที่เหลืออีก 1 รายต้องประมูลใน
รอบที่ 2 อีกครั้ง
Top Picks – ส.ค.53 : DTAC, KCE, SCB, THAI, TVO, MODERN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : ปริมาณการขายชอร์ตน้อยมาก
วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ซื้อค่าบวก, ลบหยุด, หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันเลิก
(ต่อ)” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคเป็นบวกแต่น้อยลง (ทรงตัวเหนือ SMA 10 วัน แต่ยังมีแรงกด
ของสภาวะ Overbought +Divergence และโครงสร้างขาลงระยะยาว) ความน่าจะเป็นของ
ตลาด คือ แกว่งแบบมีลุ้นปรับขึ้นก่อนแล้วถอยตามมาแนวต้าน 915-920 ดัชนีเป็นลบให้ทยอยลด
พอร์ต หรืออย่างช้าเมื่อหลุด 880 สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวมแนวต้าน 620-
630 ต่ำกว่า 600 ให้ลดพอร์ตตาม กลยุทธ์หลัก : ซื้อเก็งกำไรตามด้วยค่าบวก หุ้นเด่นทางเทคนิค
วันนี้ คือ BAY, TTCL, CK, KEST, BTS, IVL, TMT, NBC
ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
- ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 140.92 จุด หรือ –1.39% นักลงทุนกลับมากังวลกับการฟื้นตัว
ของเศรษฐกิจหลังการแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโอบามา โดยนักวิเคราะห์มองว่าใน
แถลงการณ์ไม่ได้บ่งชี้ถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนั้นยังรอดูข้อมูล
ภาคการผลิต บริการ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์นี้
- ราคาน้ำมันดิบลดลง วานนี้ NYMEX –0.47 US$ มาปิดที่ 74.70 US$/bbl และ
BRENT –0.05 US$ มายัง 76.60 US$/bbl เพราะนักลงทุนยังวิตกกับการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจสหรัฐ
- ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot ดิ่ง โดยปิด 3.45 US$/bbl จากวันก่อนหน้าที่ 4.15
US$/bbl
• ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ขยับขึ้นเล็กน้อย ปิดตลาด +1.30 US$ มายัง
1,239.20 US$/ออนซ์
• ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ไม่มีรายงานเพราะตลาดปิดทำการ
ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
• วันนี้ (31 ส.ค.) ครม.จะพิจารณาประเภทโครงการรุนแรงฯ & ศาลปกครองกลางนัดรับ
ฟังคำสั่งเรื่องมาบตาพุด 2 ก.ย.นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเสนอประเภท
กิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 31 ส.ค.53 โดยจะมีจำนวน
ประเภทน้อยกว่าที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้เสนอมา คือ 18 ประเภทโครงการ (คาดว่าจะเหลือ
เป็น 11 ประเภท) และศาลปกครองกลางนัดรับฟังคำสั่งคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.53 ซึ่งขณะนี้
มีโครงการที่ถูกระงับชั่วคราวอยู่ประมาณ 50 โครงการ
•/- แต่...สิ่งที่กังวลคือ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการและ NGOs ที่ไม่เห็นด้วย
กับ 11 ประเภทโครงการรุนแรง โดยถ้าการต่อต้านไม่มีน้ำหนัก ก็คาดว่าจะเห็นการตัดสินของ
ศาลฯในทางที่เป็นบวก โดยเฉพาะกับ PTT,PTTCH และ SCC ซึ่งมีบางโครงการของบริษัท
ถูกระงับโครงการชั่วคราว รวมเป็นปัจจัยหนุนตลาดในระยะต่อไป แต่หากการต่อต้านรุนแรงมากก็
อาจนำไปสู่การเลื่อนตัดสินของศาลปกครองกลางในคดีมาบตาพุด และทำให้ตลาดอาจมีการปรับ
ฐานได้
• แบงค์ชาติประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค.53 ในวันนี้ ทีมกลยุทธ์ Retail คาดว่า
การบริโภคและการลงทุนในประเทศเดือนก.ค.53 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกขยายตัว
สูงเมื่อเทียบ YoY แต่จะหดตัวเมื่อเทียบ MoM การเติบโตของสินเชื่อชะลอลงเนื่องจากมีการ
ชำระคืนเงินต้นกันมาก แต่คาดว่าจะกลับมาเติบโตในระยะต่อไปเพราะความต้องการใช้สินเชื่อ
เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเพื่อลงทุนของ Corporate และ SMEs มากขึ้น ส่วนเสถียรภาพ
ทั้งในและต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี
• กทช.เปิดเผยว่ามีเอกชนยื่นซองประมูลธุรกิจ 3G ทั้งหมด 4 ราย แต่เอกสารไม่ครบ
1 ราย จึงเหลือผู้ประมูลที่มีเอกสารครบ 3 ราย และกทช.จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติการ
ประมูลในวันที่ 14 ก.ย.53 และเปิดซองประมูล 20 ก.ย.53
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : คาดว่าผู้ที่ยื่นเอกสารครบและน่าจะผ่านคุณสมบัติในการ
ประมูลธุรกิจ 3G คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ต จะเป็นผู้ประกอบการ 2G รายใหญ่เดิม คือ
ADVANC, DTAC และ TRUE ซึ่งตามเกณฑ์การออกใบอนุญาตล็อตแรกจะเป็น N-1 ทำให้
1 ใน 3 รายนี้จะหลุดการประมูลในรอบแรก แต่สามารถเข้าประมูลในรอบที่ 2 หลังจากประมูล
รอบแรกไปแล้ว 90 วัน ทั้งนี้ในตลาดคาดการณ์กันว่า TRUE อาจจะหลุดในการประมูลรอบ
แรกเพราะฐานะการเงินอ่อนแอกว่า ADVANC และ DTAC แต่ก็ยังเชื่อว่า TRUE จะประมูลได้
ในรอบที่ 2 ดังนั้นหากราคาหุ้นอ่อนตัวลงแรงก็เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 15:03:56
วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553
บล.ธนชาต : Daily Trading Strategy 31/08/53
ตลาดยังคงแกว่งอยู่ในเขตขายทำกำไร แต่มีแรงซื้อสลับได้เป็นรายตัว
ดัชนีฯ อยู่ที่ 908.04 จุด -1.61 จุด -0.18% ปริมาณซื้อขาย 23,564 ลบ.
แนวรับ : 900 แนวต้าน : 912
สรุปทิศทางดัชนีฯ ช่วงเช้า
แรงขายช่วงเช้าส่งผลดัชนีฯ ลงมาปิดช่องว่างแล้วดีดกลับขึ้นไปใกล้เคียง
ช่วงเปิดตลาด หมวด ICT มีแรงขายมากที่สุดนำโดย TRUE(กรอบ 5.90-6.60)
DTAC(กรอบ 46-51) และ JAS(กรอบ 1.10-1.40) รองลงมาเป็นหุ้นกลุ่มเหล็ก
GSTEEL(กรอบ 0.55-0.65) และ SSI(กรอบ 1.90-2.10) ในขณะที่มีแรงซื้อรายตัวที่
TASCO (กรอบ 60.00-66.00) SCC(กรอบ 280-300) และ PTTCH (กรอบ 104-115)
และแรงซื้อหมวดธนาคารนำโดย TMB (กรอบ 2.40-2.80) KTB(กรอบ 13.60-14.60)
และ BAY(กรอบ 20.80-21.60)
ดัชนี SET50 ยังคงแตะบริเวณแนวต้าน 620 จุด และ SET กรอบแนวต้าน
ระยะกลางที่สำคัญ โดยมีแท่งเทียนรูปแบบ Doji เกิดขึ้นบริเวณแนวต้าน ซึ่งจะส่งผล
ให้เกิดการกลับตัวลงเป็นสัญญาณขายได้ ยังคงคำแนะนำขายทำกำไรเช่นเดิม โดย
รอจังหวะซื้อระยะสั้นที่บริเวณแนวรับ 600 จุด หรือ SET ที่ระดับ 880 จุด
แนวโน้มบ่ายนี้
STA ซื้อ (กรอบ 20.50-23.50) คาดว่าทดสอบ 22.00 ทะลุไปถึงแนวต้าน
23.50
TIPCO ซื้อ (กรอบ 5.30-5.80) ทะลุ 5.00 เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้น มีโอกาส
ทะลุ 5.50 ขึ้นไปทดสอบแนวต้านใหญ่ที่ระดับ 5.80
KTB ซื้อ (กรอบ 13.60-14.60) ทะลุ 13.60 ทำยอดสูงสุดใหม่ระยะ 1 เดือน
กราฟสัปดาห์ฟื้นตัว มีแนวโน้มขึ้นต่อไปทดสอบแนวต้าน 14.60
PTTCH ซื้อ (กรอบ 104-115) แนวโน้มฟื้นตัว คาดว่าทะลุ 108 มีทิศทางขึ้น
ต่อเนื่อง
SCC ซื้อ ระยะสั้น ราคาทะลุ 280 ขึ้นต่อเนื่อง มีเป้าหมายแนวต้านถัดไป 300
TASCO รอขาย ยอดสูงสุดเดิมเมื่อ 7 ปีก่อนที่ระดับ 66.00 เป็นเป้าหมายสำคัญ
PTTEP ซื้อ (กรอบ 140-146) ยังเป็นจังหวะที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในกรอบ 140-
146
BJC ซื้อ (กรอบ 18.50-20.20) มีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้าน 20.20
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 14:08:38
ดัชนีฯ อยู่ที่ 908.04 จุด -1.61 จุด -0.18% ปริมาณซื้อขาย 23,564 ลบ.
แนวรับ : 900 แนวต้าน : 912
สรุปทิศทางดัชนีฯ ช่วงเช้า
แรงขายช่วงเช้าส่งผลดัชนีฯ ลงมาปิดช่องว่างแล้วดีดกลับขึ้นไปใกล้เคียง
ช่วงเปิดตลาด หมวด ICT มีแรงขายมากที่สุดนำโดย TRUE(กรอบ 5.90-6.60)
DTAC(กรอบ 46-51) และ JAS(กรอบ 1.10-1.40) รองลงมาเป็นหุ้นกลุ่มเหล็ก
GSTEEL(กรอบ 0.55-0.65) และ SSI(กรอบ 1.90-2.10) ในขณะที่มีแรงซื้อรายตัวที่
TASCO (กรอบ 60.00-66.00) SCC(กรอบ 280-300) และ PTTCH (กรอบ 104-115)
และแรงซื้อหมวดธนาคารนำโดย TMB (กรอบ 2.40-2.80) KTB(กรอบ 13.60-14.60)
และ BAY(กรอบ 20.80-21.60)
ดัชนี SET50 ยังคงแตะบริเวณแนวต้าน 620 จุด และ SET กรอบแนวต้าน
ระยะกลางที่สำคัญ โดยมีแท่งเทียนรูปแบบ Doji เกิดขึ้นบริเวณแนวต้าน ซึ่งจะส่งผล
ให้เกิดการกลับตัวลงเป็นสัญญาณขายได้ ยังคงคำแนะนำขายทำกำไรเช่นเดิม โดย
รอจังหวะซื้อระยะสั้นที่บริเวณแนวรับ 600 จุด หรือ SET ที่ระดับ 880 จุด
แนวโน้มบ่ายนี้
STA ซื้อ (กรอบ 20.50-23.50) คาดว่าทดสอบ 22.00 ทะลุไปถึงแนวต้าน
23.50
TIPCO ซื้อ (กรอบ 5.30-5.80) ทะลุ 5.00 เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้น มีโอกาส
ทะลุ 5.50 ขึ้นไปทดสอบแนวต้านใหญ่ที่ระดับ 5.80
KTB ซื้อ (กรอบ 13.60-14.60) ทะลุ 13.60 ทำยอดสูงสุดใหม่ระยะ 1 เดือน
กราฟสัปดาห์ฟื้นตัว มีแนวโน้มขึ้นต่อไปทดสอบแนวต้าน 14.60
PTTCH ซื้อ (กรอบ 104-115) แนวโน้มฟื้นตัว คาดว่าทะลุ 108 มีทิศทางขึ้น
ต่อเนื่อง
SCC ซื้อ ระยะสั้น ราคาทะลุ 280 ขึ้นต่อเนื่อง มีเป้าหมายแนวต้านถัดไป 300
TASCO รอขาย ยอดสูงสุดเดิมเมื่อ 7 ปีก่อนที่ระดับ 66.00 เป็นเป้าหมายสำคัญ
PTTEP ซื้อ (กรอบ 140-146) ยังเป็นจังหวะที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในกรอบ 140-
146
BJC ซื้อ (กรอบ 18.50-20.20) มีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้าน 20.20
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 14:08:38
บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
Market Highlight
วันนี้ แม้ตลาดหุ้นโลกผันผวนและ SETI ยังติดแนวต้านที่ 910 จุด แต่ด้วยปัจจัยขับ
เคลื่อนตลาดส่วนใหญ่ที่ยังดูเป็นบวก เราคาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัว/ขึ้นต่อ
(sideways/sideways up)
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำให้ “ลุ้นทางบวก” ต่อ โดย SETI มีแนวต้านถัดไปที่
บริเวณ 925 จุด อย่างไรก็ตาม เราแนะนำให้ผู้เล่นระยะสั้นและกลางเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมาที่
895 และ 890 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 61569;=ACCELERATION) คือ AMATA, BAY,
BBL, TISCO, TMT ส่วนหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 61570;=DECELERATION) คือ
TOP
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BAY (20.9/22.1), PS (23.5/25.5), TISCO (34.-/39.-)
การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร:
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
วันนี้ :
BLA XD @ 0.20 บาท, KH XD @ 0.10 บาท
SAT-T1 SP ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.-21 ก.ย.53 (เพื่อการใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้น
สามัญครั้งสุดท้าย)
พรุ่งนี้ :
LLUXF XD @ 0.3223 บาท, PTTCH XD @ 1.45 บาท, SPACK XD @
0.62 บาท
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
31 ส.ค..53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค.53
2 ก.ย.53: ศาลปกครองกลางนัดฟังคำสั่งคดีโครงการมาบตาพุด (13:30 น.)
6 ก.ย.53: Labor Day (สหรัฐอเมริกา)
20 ก.ย.53:Respect for the Aged Day (ญี่ปุ่น)
21 ก.ย.53:สหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
22-24 ก.ย.53: MID-AUTUMN FESTIVAL (จีน)
23 ก.ย.53: The day following chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าขึ้นต่ออย่างแข็งแกร่งหลัง “ปักธง” ที่ระดับ 900 จุด
ได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้ SETI +9.28 จุด (+1.03%) ปิดที่ 909.65 จุด มูลค่าซื้อขาย 40,127
ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,009.73 จุด (-1.4%), S&P 1,048.92 จุด (-1.5%),
NASDAQ 2,119.97 จุด (-1.6%), Nikkei 8,935.79 จุด (-2.3%), AOI 4,471.6 จุด (-
0.3%), KOSPI 1,745.27 จุด (-0.8%)
กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติ, สถาบัน และ บล. ซื้อสุทธิ +1,113, +962 และ
+465 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่รายย่อยขายสุทธิ -2,541 ล้านบาท
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $74.70 (-0.6%), BDI 2,712 จุด (+0.3%),
GRM $3.45 (-16.9%), ทองคำ $1,236.30 (+0.0%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงินบาทยังแข็งขึ้นต่อเนื่อง โดยซื้อขายที่ 31.27-31.30 บาท/
ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: วันนี้ ประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง เอกชนเชื่อผลดีหลังมีความ
ชัดเจน
การเมือง: ผลเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. ชี้คนกรุงยังหนุนรัฐบาล+ไม่เอาม็อบทั้ง “เหลือง”-
“แดง”
เทคนิค: โมเมนตัมระยะสั้นยังเป็นบวก ตราบใดที่ SETI สามารถประคองตัว & 61619;895
จุดได้
วันนี้ แม้ตลาดหุ้นโลกผันผวนและ SETI ยังติดแนวต้านที่ 910 จุด แต่ด้วยปัจจัยขับ
เคลื่อนตลาดส่วนใหญ่ที่ดูเป็นบวก เราคาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัว/ขึ้นต่อ
(sideways/sideways up) โดย SETI มีแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 925 จุด
ทางด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่
เศรษฐกิจอาจฟุบลงระลอก 2 (double-dip recession) อยู่ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับฐานลงตามทิศทาง Wall Street
ตลาดพันธบัตร: กลับอ่อนลง ล่าสุดอัตราผลตอบแทน US10Y=2.5303% [ความ
หมาย: อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล& 61668;=แรงขายสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุน
ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
ค่าเงินดอลลาร์: แกว่งตัวแคบๆ ล่าสุด=83.180 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 61668;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: แกว่งแคบ (น้ำมัน& 61664;+ทองคำ& 61664;+BDI& 61668;) [ความหมาย: น้ำมัน+BDI =
สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อไป โดย SETI มีแนวต้านถัดไปที่ 910
และ 925 จุดตามลำดับ ทั้งนี้ เราแนะนำผู้เล่นระยะสั้นและกลางเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมาที่ 890
และ 885 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น หุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;=“ACCELERATION”) คือ AMATA,
BAY, BBL, TISCO, TMT หุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=“DECELERATION”) คือ TOP
แนวโน้มระยะกลาง:
หากมองย้อนกลับไปปี 52 และ 1H53 จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่าง
แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก
ดังนี้
แต่คนส่วนใหญ่กลับอยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เนื่องจาก “ความกลัว” หลายประการ
คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการ
ผลิตในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดง
ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
เราคาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ใน
เอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ เอเชียไม่ได้ประสบปัญหารุนแรงเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นมาถึงเป้าหมายที่บริเวณ 850~900 จุดแล้ว แต่
เชื่อว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 61678;”) และ
ช่วงกลาง (“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของรูปแบบตัว “U”
การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
เห็นได้จากยอดขายและกำไรสุทธิ 1H53 ที่ฟื้นตัวถึง +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา:
ตลท.]
คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้สรุปบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อ
ชุมชน” ส่งรัฐบาลแล้ว คาดว่าโครงการที่หยุดชะงัก จะเริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่ง+
ยังรักษาโครงสร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชีย
แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลังออกงบ 2Q53 แล้ว นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายใหม่ โดยใช้ “ราคาเป้า
หมายปี 54” แทน “ราคาเป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
คำอธิบาย: OVERWEIGHT=ควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าเป็นกลุ่มที่
ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด; NEUTRAL=ควรลงทุนเท่ากับน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าให้ผลตอบ
แทนใกล้เคียงกับตลาด; UNDERWEIGHT=ควรลงทุนน้อยกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะ
ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด โดยระบบคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาชนะดัชนี
โดย “น้ำหนักกลุ่ม”=น้ำหนักของหุ้นแต่ละกลุ่มในสูตรคำนวณ SETI, “ผลตอบแทนของตลาด”=
อัตราผลตอบแทนที่คำนวณจากดัชนี SET Total Return Index (SETTRI)
ทั้งนี้ TRI=ดัชนีผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งรวม 1) กำไร/ขาดทุน
จากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น; 2) สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน; 3) เงินปันผล โดยมีข้อสมมติว่าเงินปันผล
ถูกนำไปลงทุนซ้ำในหลักทรัพย์ตัวเดิมด้วย
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 12:28:12
วันนี้ แม้ตลาดหุ้นโลกผันผวนและ SETI ยังติดแนวต้านที่ 910 จุด แต่ด้วยปัจจัยขับ
เคลื่อนตลาดส่วนใหญ่ที่ยังดูเป็นบวก เราคาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัว/ขึ้นต่อ
(sideways/sideways up)
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำให้ “ลุ้นทางบวก” ต่อ โดย SETI มีแนวต้านถัดไปที่
บริเวณ 925 จุด อย่างไรก็ตาม เราแนะนำให้ผู้เล่นระยะสั้นและกลางเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมาที่
895 และ 890 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 61569;=ACCELERATION) คือ AMATA, BAY,
BBL, TISCO, TMT ส่วนหุ้นแสดงสัญญาณลบ (& 61570;=DECELERATION) คือ
TOP
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BAY (20.9/22.1), PS (23.5/25.5), TISCO (34.-/39.-)
การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร:
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
วันนี้ :
BLA XD @ 0.20 บาท, KH XD @ 0.10 บาท
SAT-T1 SP ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.-21 ก.ย.53 (เพื่อการใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้น
สามัญครั้งสุดท้าย)
พรุ่งนี้ :
LLUXF XD @ 0.3223 บาท, PTTCH XD @ 1.45 บาท, SPACK XD @
0.62 บาท
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
31 ส.ค..53: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค.53
2 ก.ย.53: ศาลปกครองกลางนัดฟังคำสั่งคดีโครงการมาบตาพุด (13:30 น.)
6 ก.ย.53: Labor Day (สหรัฐอเมริกา)
20 ก.ย.53:Respect for the Aged Day (ญี่ปุ่น)
21 ก.ย.53:สหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
22-24 ก.ย.53: MID-AUTUMN FESTIVAL (จีน)
23 ก.ย.53: The day following chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าขึ้นต่ออย่างแข็งแกร่งหลัง “ปักธง” ที่ระดับ 900 จุด
ได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้ SETI +9.28 จุด (+1.03%) ปิดที่ 909.65 จุด มูลค่าซื้อขาย 40,127
ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,009.73 จุด (-1.4%), S&P 1,048.92 จุด (-1.5%),
NASDAQ 2,119.97 จุด (-1.6%), Nikkei 8,935.79 จุด (-2.3%), AOI 4,471.6 จุด (-
0.3%), KOSPI 1,745.27 จุด (-0.8%)
กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติ, สถาบัน และ บล. ซื้อสุทธิ +1,113, +962 และ
+465 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่รายย่อยขายสุทธิ -2,541 ล้านบาท
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $74.70 (-0.6%), BDI 2,712 จุด (+0.3%),
GRM $3.45 (-16.9%), ทองคำ $1,236.30 (+0.0%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงินบาทยังแข็งขึ้นต่อเนื่อง โดยซื้อขายที่ 31.27-31.30 บาท/
ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: วันนี้ ประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง เอกชนเชื่อผลดีหลังมีความ
ชัดเจน
การเมือง: ผลเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. ชี้คนกรุงยังหนุนรัฐบาล+ไม่เอาม็อบทั้ง “เหลือง”-
“แดง”
เทคนิค: โมเมนตัมระยะสั้นยังเป็นบวก ตราบใดที่ SETI สามารถประคองตัว & 61619;895
จุดได้
วันนี้ แม้ตลาดหุ้นโลกผันผวนและ SETI ยังติดแนวต้านที่ 910 จุด แต่ด้วยปัจจัยขับ
เคลื่อนตลาดส่วนใหญ่ที่ดูเป็นบวก เราคาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัว/ขึ้นต่อ
(sideways/sideways up) โดย SETI มีแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 925 จุด
ทางด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่
เศรษฐกิจอาจฟุบลงระลอก 2 (double-dip recession) อยู่ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับฐานลงตามทิศทาง Wall Street
ตลาดพันธบัตร: กลับอ่อนลง ล่าสุดอัตราผลตอบแทน US10Y=2.5303% [ความ
หมาย: อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล& 61668;=แรงขายสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุน
ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
ค่าเงินดอลลาร์: แกว่งตัวแคบๆ ล่าสุด=83.180 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 61668;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: แกว่งแคบ (น้ำมัน& 61664;+ทองคำ& 61664;+BDI& 61668;) [ความหมาย: น้ำมัน+BDI =
สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำ “ลุ้นทางบวก” ต่อไป โดย SETI มีแนวต้านถัดไปที่ 910
และ 925 จุดตามลำดับ ทั้งนี้ เราแนะนำผู้เล่นระยะสั้นและกลางเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นมาที่ 890
และ 885 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น หุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;=“ACCELERATION”) คือ AMATA,
BAY, BBL, TISCO, TMT หุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=“DECELERATION”) คือ TOP
แนวโน้มระยะกลาง:
หากมองย้อนกลับไปปี 52 และ 1H53 จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่าง
แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก
ดังนี้
แต่คนส่วนใหญ่กลับอยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เนื่องจาก “ความกลัว” หลายประการ
คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการ
ผลิตในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดง
ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
เราคาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ใน
เอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ เอเชียไม่ได้ประสบปัญหารุนแรงเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นมาถึงเป้าหมายที่บริเวณ 850~900 จุดแล้ว แต่
เชื่อว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 61678;”) และ
ช่วงกลาง (“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของรูปแบบตัว “U”
การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
เห็นได้จากยอดขายและกำไรสุทธิ 1H53 ที่ฟื้นตัวถึง +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา:
ตลท.]
คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้สรุปบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อ
ชุมชน” ส่งรัฐบาลแล้ว คาดว่าโครงการที่หยุดชะงัก จะเริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่ง+
ยังรักษาโครงสร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชีย
แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลังออกงบ 2Q53 แล้ว นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายใหม่ โดยใช้ “ราคาเป้า
หมายปี 54” แทน “ราคาเป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
คำอธิบาย: OVERWEIGHT=ควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าเป็นกลุ่มที่
ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด; NEUTRAL=ควรลงทุนเท่ากับน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าให้ผลตอบ
แทนใกล้เคียงกับตลาด; UNDERWEIGHT=ควรลงทุนน้อยกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะ
ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด โดยระบบคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาชนะดัชนี
โดย “น้ำหนักกลุ่ม”=น้ำหนักของหุ้นแต่ละกลุ่มในสูตรคำนวณ SETI, “ผลตอบแทนของตลาด”=
อัตราผลตอบแทนที่คำนวณจากดัชนี SET Total Return Index (SETTRI)
ทั้งนี้ TRI=ดัชนีผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งรวม 1) กำไร/ขาดทุน
จากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น; 2) สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน; 3) เงินปันผล โดยมีข้อสมมติว่าเงินปันผล
ถูกนำไปลงทุนซ้ำในหลักทรัพย์ตัวเดิมด้วย
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 12:28:12
บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
SET ปรับตัวขึ้น 1.03% มาปิดที่ 909.65 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพคล่อง
การเงินที่สูง ส่งผลให้ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับ 30% นับตั้งแต่เดือนธ.ค.
ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของตลาดจนถึงปัจจุบัน เราประเมินว่ากระแสเงินลงทุนจะยังคงไหล
เข้าอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัดเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปีปรับลง
(ราคาพันธบัตรปรับขึ้น) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์มาอยู่ที่
31.26 บาท ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับค่า
เงินดอลลาร์ สอดคล้องกับตัวเลข Fund flow ที่หนาแน่นเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์
ดัชนีหุ้นธนาคาร Bank index ปรับตัวขึ้นทำ New high ส่งสัญญาณ Break
out เกิดขึ้นพร้อมตลาด ถือได้ว่าเป็นหุ้นที่ Out perform อย่างเห็นได้ชัด ในเชิงพื้น
ฐานนักวิเคราะห์เรายังคงแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” เนื่องจาก 1) เศรษฐกิจฟื้น
ตัวทำให้สินเชื่อขยายตัวดีขึ้น 2) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 3) รายได้จากค่า
ธรรมเนียมสูงขึ้น 4) ค่าใช้จ่ายการสำรองหนี้สูญและสงสัยจะสูญลดลงอย่างมีนัยยะ
สำคัญ
แนวทางการลงทุน: เราประเมินว่ากระแสเงินลงทุนกำลังไหลเข้าสู่ตลาดทุนเห็น
ได้ชัดจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 925 จุดส่วนแนวรับอยู่ที่
905 จุด แนะนำ “ ซื้อ “ KBANK, SCB, KTB, KEST, ASP และ HEMRAJ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:21:47
การเงินที่สูง ส่งผลให้ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับ 30% นับตั้งแต่เดือนธ.ค.
ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของตลาดจนถึงปัจจุบัน เราประเมินว่ากระแสเงินลงทุนจะยังคงไหล
เข้าอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัดเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปีปรับลง
(ราคาพันธบัตรปรับขึ้น) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์มาอยู่ที่
31.26 บาท ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับค่า
เงินดอลลาร์ สอดคล้องกับตัวเลข Fund flow ที่หนาแน่นเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์
ดัชนีหุ้นธนาคาร Bank index ปรับตัวขึ้นทำ New high ส่งสัญญาณ Break
out เกิดขึ้นพร้อมตลาด ถือได้ว่าเป็นหุ้นที่ Out perform อย่างเห็นได้ชัด ในเชิงพื้น
ฐานนักวิเคราะห์เรายังคงแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” เนื่องจาก 1) เศรษฐกิจฟื้น
ตัวทำให้สินเชื่อขยายตัวดีขึ้น 2) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 3) รายได้จากค่า
ธรรมเนียมสูงขึ้น 4) ค่าใช้จ่ายการสำรองหนี้สูญและสงสัยจะสูญลดลงอย่างมีนัยยะ
สำคัญ
แนวทางการลงทุน: เราประเมินว่ากระแสเงินลงทุนกำลังไหลเข้าสู่ตลาดทุนเห็น
ได้ชัดจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 925 จุดส่วนแนวรับอยู่ที่
905 จุด แนะนำ “ ซื้อ “ KBANK, SCB, KTB, KEST, ASP และ HEMRAJ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:21:47
บล.ทิสโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
สรุปภาวะตลาดวันก่อน
SET ปิด +9.28 จุด หรือ +1.03% มาที่ 909.65 โดยมีมูลค่าการซื้อขาย
40,127.45 ล้านบาท ดัชนีกลุ่มแบงก์ +2.65%, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ +2.12% และ
กลุ่มไอซีที -1.03% ตลาดหุ้นไทยขึ้นตามหุ้นโลก หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
ระบุพร้อมออกมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่ช่วงบ่าย เริ่มมี
แรงขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสื่อสาร ที่ก่อนหน้านี้ปรับขึ้นมาแรง เนื่อง
จากแรงซื้อเก็งกำไรในการเข้าประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G
ทิศทางตลาดวันนี้
แนวโน้ม เดือน ก.ย.53 ; SET ขึ้นต่อแต่ระวัง Peak ชั่วคราวที่ 915 , 930
จุด SET Energy ปิด 17,028 จุด + 0.98 % คาดขึ้นต่อทดสอบแนวต้าน 17,530 จุด
Upside 2.9 %ฉุด SET ขึ้นต่อแบบ Bearish Divergence ( ขึ้นแบบผันผวน ) เป้า
915 , 930 จุด มี Cycle Peak ประมาณ 1-10 ก.ย. 53 แนวโน้มวันนี้ ค่าเงินบาท
แข็งค่าทำ New Low รอบ 27 เดือน Fund Flow ไหลเข้าประเทศไทยซื้อตราสาร
หนี้ และหุ้น คาด SET เปิดลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศทดสอบแนวรับ 900 – 902
จุด ( ลงปิด Gap ) หากยืนได้เหนือ 900 จุดจะดีดกลับขึ้นทดสอบแนวต้าน 912 ,
915 จุด โดย SET ยังคงรูปแบบขาขึ้นต้องไม่ลงต่ำกว่า 900 , 896 จุด หาก SET
ลงต่ำกว่า 896 จุดจะเกิดแรงขายทำกำไร และตัดขาดทุนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ฉุด
SET ลงทดสอบแนวรับ 880 จุด กลยุทธ์การลงทุน ; 1. Port ลงทุน ; ทยอยขาย
ลด Port ถือเงินสด 2. เก็งกำไร ; ลงซื้อ 900 – 902 จุด ( ลงปิด GAP ) ขึ้นขาย
912 , 915 จุด 3. หุ้นแนะนำ ( Laggard Play ) ; PTT , PTTCH , KTB , BAY , SCB,
BECL , BEC 4. กำหนดจุดขายตัดขาดทุนหาก SET ลงต่ำกว่า 896 , 880 จุด ( ยิ่ง
ลงยิ่งขาย) โดยจุดที่ Confirm SET ลงปรับฐานใหญ่คือปิดต่ำกว่า 880 จุด ลงได้
ถึง 850 จุด
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:09:30
SET ปิด +9.28 จุด หรือ +1.03% มาที่ 909.65 โดยมีมูลค่าการซื้อขาย
40,127.45 ล้านบาท ดัชนีกลุ่มแบงก์ +2.65%, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ +2.12% และ
กลุ่มไอซีที -1.03% ตลาดหุ้นไทยขึ้นตามหุ้นโลก หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
ระบุพร้อมออกมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว แต่ช่วงบ่าย เริ่มมี
แรงขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสื่อสาร ที่ก่อนหน้านี้ปรับขึ้นมาแรง เนื่อง
จากแรงซื้อเก็งกำไรในการเข้าประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G
ทิศทางตลาดวันนี้
แนวโน้ม เดือน ก.ย.53 ; SET ขึ้นต่อแต่ระวัง Peak ชั่วคราวที่ 915 , 930
จุด SET Energy ปิด 17,028 จุด + 0.98 % คาดขึ้นต่อทดสอบแนวต้าน 17,530 จุด
Upside 2.9 %ฉุด SET ขึ้นต่อแบบ Bearish Divergence ( ขึ้นแบบผันผวน ) เป้า
915 , 930 จุด มี Cycle Peak ประมาณ 1-10 ก.ย. 53 แนวโน้มวันนี้ ค่าเงินบาท
แข็งค่าทำ New Low รอบ 27 เดือน Fund Flow ไหลเข้าประเทศไทยซื้อตราสาร
หนี้ และหุ้น คาด SET เปิดลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศทดสอบแนวรับ 900 – 902
จุด ( ลงปิด Gap ) หากยืนได้เหนือ 900 จุดจะดีดกลับขึ้นทดสอบแนวต้าน 912 ,
915 จุด โดย SET ยังคงรูปแบบขาขึ้นต้องไม่ลงต่ำกว่า 900 , 896 จุด หาก SET
ลงต่ำกว่า 896 จุดจะเกิดแรงขายทำกำไร และตัดขาดทุนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ฉุด
SET ลงทดสอบแนวรับ 880 จุด กลยุทธ์การลงทุน ; 1. Port ลงทุน ; ทยอยขาย
ลด Port ถือเงินสด 2. เก็งกำไร ; ลงซื้อ 900 – 902 จุด ( ลงปิด GAP ) ขึ้นขาย
912 , 915 จุด 3. หุ้นแนะนำ ( Laggard Play ) ; PTT , PTTCH , KTB , BAY , SCB,
BECL , BEC 4. กำหนดจุดขายตัดขาดทุนหาก SET ลงต่ำกว่า 896 , 880 จุด ( ยิ่ง
ลงยิ่งขาย) โดยจุดที่ Confirm SET ลงปรับฐานใหญ่คือปิดต่ำกว่า 880 จุด ลงได้
ถึง 850 จุด
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:09:30
บล.เคที ซีมิโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
SET อาจเริ่มชะลอความร้อนแรงลง (กรอบการเคลื่อนไหว 900 – 920 จุด) เมื่อปัจจัย
ภายนอกไม่เป็นใจ กลับมากังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จนทำให้มีการเทขายทำกำไร
จังหวะสะสมเมื่ออ่อนตัว
ภาวะตลาดวานนี้ ด้วยอานิสงส์ที่ธนาคารกลางประเทศสำคัญขยับตัวพร้อมดำเนิน
มาตรการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ผนวกกับปัจจัยในประเทศก็ค่อนข้างสดใส หนุนให้
SET พุ่งทันทีที่เปิดตลาด ไปแตะระดับสูงสุดที่ 914 จุด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีแรงขายทำกำไร
ออกมาบ้าง แต่ก็ยังสามารถประคองตัว ปิดที่ 909.65 จุด เพิ่มขึ้น 9.28 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย
4.01 หมื่นล้านบาท
ภาวะตลาดวันนี้ SET อาจเริ่มชะลอความร้อนแรงลง (กรอบการเคลื่อนไหว 900 –
920 จุด) เมื่อปัจจัยภายนอกไม่เป็นใจ กลับมากังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จนทำให้มีการ
เทขายทำกำไร อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดหุ้นไทย ทิศทางน่าจะยังคงเป็นบวกอยู่ เพราะรอบนี้การ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุปสงค์ในประเทศ ค่อนข้างสดใส น่าจะช่วยลดแรงกดดันจาก
ปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ การอ่อนตัวของตลาดระยะนี้ จึงน่าจะเป็นโอกาสของการสะสมหุ้น โดย
เฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคในประเทศ อาทิ กลุ่มธนาคาร (SCB, BAY) กลุ่ม
อสังหาริมทรัพย์ (LPN, AP, CK) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC, VNG)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:01:26
ภายนอกไม่เป็นใจ กลับมากังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จนทำให้มีการเทขายทำกำไร
จังหวะสะสมเมื่ออ่อนตัว
ภาวะตลาดวานนี้ ด้วยอานิสงส์ที่ธนาคารกลางประเทศสำคัญขยับตัวพร้อมดำเนิน
มาตรการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ผนวกกับปัจจัยในประเทศก็ค่อนข้างสดใส หนุนให้
SET พุ่งทันทีที่เปิดตลาด ไปแตะระดับสูงสุดที่ 914 จุด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีแรงขายทำกำไร
ออกมาบ้าง แต่ก็ยังสามารถประคองตัว ปิดที่ 909.65 จุด เพิ่มขึ้น 9.28 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย
4.01 หมื่นล้านบาท
ภาวะตลาดวันนี้ SET อาจเริ่มชะลอความร้อนแรงลง (กรอบการเคลื่อนไหว 900 –
920 จุด) เมื่อปัจจัยภายนอกไม่เป็นใจ กลับมากังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จนทำให้มีการ
เทขายทำกำไร อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดหุ้นไทย ทิศทางน่าจะยังคงเป็นบวกอยู่ เพราะรอบนี้การ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุปสงค์ในประเทศ ค่อนข้างสดใส น่าจะช่วยลดแรงกดดันจาก
ปัจจัยเสี่ยงภายนอกได้ การอ่อนตัวของตลาดระยะนี้ จึงน่าจะเป็นโอกาสของการสะสมหุ้น โดย
เฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคในประเทศ อาทิ กลุ่มธนาคาร (SCB, BAY) กลุ่ม
อสังหาริมทรัพย์ (LPN, AP, CK) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC, VNG)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:01:26
บล.คันทรี่ กรุ๊ป : เด็กแนว 31/08/53
เด็กแนว
ถ้าวันนี้ปรับฐานอย่าตกใจ เพราะตลาดหุ้นรอบบ้านที่ขึ้นมาตามดาวโจนส์นั้นไม่
ได้มีเรื่องอะไรใหม่ แต่มันเป็นเพราะหุ้นลงมาเยอะ จนทำให้เกิด Oversold แล้วซื้อคืน
เก็งกำไรกันช่วงสั้น ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศก็ยังไม่มั่นใจด้านเศรษฐกิจของตัว
เอง แต่ดูไปดูมาก็ยังไม่เห็นสัญญาณของหุ้นไทยลงจริงจังซะที ตอนนี้ได้แต่ปล่อย
ไหลไปตามน้ำ และปรับต้นทุน ตั้ง stop profit กันความเสี่ยงไว้จะดีกว่า ส่วนแนวโน้ม
ดูกราฟดัชนีวันนี้ท่าจะอ่อนตัว เพราะสัญญาณแท่งเทียนบอกว่ามันร้อนแรงไปหน่อย
ควรย่อมาแถว 900 จุดตั้งฐานกันใหม่แล้วกัน
& 9650;CWT วันนี้หันมาหาชัยวัฒนาอีกที หุ้นที่เด็กแนวชอบเชียร์มาหลายครั้ง
ตั้งแต่อยู่ในหลุมแถว 3 บาท จนตอนนี้เติบใหญ่จะสองหลักเข้าไปแล้ว ด้วยตัว
บริษัทเองมีศักยภาพพอที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งได้แรงเช่นกัน ถ้าหุ้นไม่ดี ต่อให้เชียร์
ไงมันก็อาจจะไม่ยาวก็ได้
จากตารางที่เด็กแนวให้มา สังเกตดูให้ดีผลประกอบการครึ่งปีนั้นพลิกจาก
ขาดทุนเป็นกำไรด้วยกันทั้ง IHL และ CWT ซึ่งเป็นหุ้นทำธุรกิจเบาะหนังเหมือนกัน
และมีคำสั่งซื้อทะลักไปถึงปีหน้าแล้ว ทำให้คอนเฟิร์มรายได้มั่นคงแน่นอน แต่เมื่อ
เทียบด้าน Book แล้วพบว่า CWT ราคายังต่ำกว่า Book อย่างเห็นได้ชัด และด้วยการ
ขยายตัวของกำไรสุดโต่งนี้ทำให้ค่า PE ประมาณการอยู่ต่ำติดดินเพียง 1.6 เท่าอ่ะ
ถูกสุดๆ เลยด้วย ซึ่งถ้าจะให้เทียบเป็นค่า PE เดียวกับ IHL แล้วจะทำให้ราคา CWT
ไปไกลสุดกู่เลยด้วย
แต่เราใช้หลัก conservative ถ้าให้ PE ระดับกลางๆ 4-5 เท่าราคาก็ควรจะ
ไปอยู่แถว 20-25 บาท และอัตราปันผลสิ้นปีอาจได้สูงถึง 15% ด้วย ถือว่าสุดยอด
มากๆ เพราะฉะนั้นแถวนี้เป็นของถูกเกินไป แม้ราคาจะขึ้นมาแล้วก็ยังซ่อนค่าไว้อีก
เพียบเลยด้วย ใครชอบแม่เอาแม่ ต้านสั้น 9.20 ใครชอบลูก CWT-W1 ก็เอาลูกไป
มีต้านแถว 4.50 บาทขอให้รวย
& 9650;SVI เห็นโวลุ่มเมื่อวานโป่งขึ้น จากที่ไม่ค่อยได้เห็นมานาน ทำให้สนใจว่า
จังหวะเก็งกำไรน่าจะกลับมาในหุ้นตัวนี้ บทวิเคราะห์ รายเดือนของฝ่ายวิเคราะห์เด็ก
แนวให้น้ำหนัก SVI ว่าเป็นหุ้นน่าลงทุนประจำเดือน เพราะมองว่าผลงานครึ่งปีแรกใช้
ได้ และประเมินแนวโน้ม Order ในครึ่งปีหลังอยู่ในระดับดี หลังได้รับผลบวกจาก
ปัญหาหนี้สินในยุโรปที่คลีคลายลง และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานใหม่ SVI
3 เฟส 1 ที่กำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องจักร แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของการจัด
หาวัตถุดิบแต่ก็จะถูกแก้ไขด้วยการตั้งสาขาในต่างประเทศว่าไปนั่น เขามีทางออก
เรียบร้อยแล้วเห็นป่ะ ..ซึ่งเมื่อเราพิจารณาร่วมกับตัวเลข Dividend Yield ในปีนี้ที่น่า
พอใจที่ 0.20 บาท (Q1 จ่าย 0.095 บาท) ทำให้เลือก SVI เป็นหุ้นที่น่าสนใจ แถม
กราฟตั้งลำรอบใหม่ เด้งขึ้นเป็นสัญญาณซื้อวันแรกอีกด้วย ถ้าแรงดีๆ มี gap ในการ
วิ่งได้ถึง 3 บาท เพราะฉนั้นถือว่าน่าลองความเสี่ยงต่ำ
& 9650;หุ้นแอบชอบ NCH ไม่ได้เห็นตัวนี้มานาน แต่อาจจะบานตะไทก็ได้ เพราะ
หุ้นที่ผลประกอบการชะลอตัว ราคาลงต่ำแล้วเด้งอย่างแรงๆ เนียะ ภาษาแถวบ้านเค๊า
บอกว่าต้องโดนอะไรไปแน่ๆ เลยถึงร้อนได้อย่างนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตาอย่างมาก
ขอบอกว่าเล่นแบบตามน้ำ ตามกราฟ เพราะสัญญาณสำคัญถ้าผ่าน 2.30
บาทไปได้มีแววแรงได้ถึง 3 บาท ของงี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่เกี่ยวพื้นฐานและไม่
เกี่ยวกับโครงการใหม่ๆ อะไรของบริษัท ดูสัญญาณเทคนิคแล้วน่าจะขึ้นไปทรงตัว
สร้างฐานแถว 2.50 บาทได้ไม่ยาก สำหรับคนแอบชอบเท่านั้นคร๊าบบบ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:00:03
ถ้าวันนี้ปรับฐานอย่าตกใจ เพราะตลาดหุ้นรอบบ้านที่ขึ้นมาตามดาวโจนส์นั้นไม่
ได้มีเรื่องอะไรใหม่ แต่มันเป็นเพราะหุ้นลงมาเยอะ จนทำให้เกิด Oversold แล้วซื้อคืน
เก็งกำไรกันช่วงสั้น ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศก็ยังไม่มั่นใจด้านเศรษฐกิจของตัว
เอง แต่ดูไปดูมาก็ยังไม่เห็นสัญญาณของหุ้นไทยลงจริงจังซะที ตอนนี้ได้แต่ปล่อย
ไหลไปตามน้ำ และปรับต้นทุน ตั้ง stop profit กันความเสี่ยงไว้จะดีกว่า ส่วนแนวโน้ม
ดูกราฟดัชนีวันนี้ท่าจะอ่อนตัว เพราะสัญญาณแท่งเทียนบอกว่ามันร้อนแรงไปหน่อย
ควรย่อมาแถว 900 จุดตั้งฐานกันใหม่แล้วกัน
& 9650;CWT วันนี้หันมาหาชัยวัฒนาอีกที หุ้นที่เด็กแนวชอบเชียร์มาหลายครั้ง
ตั้งแต่อยู่ในหลุมแถว 3 บาท จนตอนนี้เติบใหญ่จะสองหลักเข้าไปแล้ว ด้วยตัว
บริษัทเองมีศักยภาพพอที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งได้แรงเช่นกัน ถ้าหุ้นไม่ดี ต่อให้เชียร์
ไงมันก็อาจจะไม่ยาวก็ได้
จากตารางที่เด็กแนวให้มา สังเกตดูให้ดีผลประกอบการครึ่งปีนั้นพลิกจาก
ขาดทุนเป็นกำไรด้วยกันทั้ง IHL และ CWT ซึ่งเป็นหุ้นทำธุรกิจเบาะหนังเหมือนกัน
และมีคำสั่งซื้อทะลักไปถึงปีหน้าแล้ว ทำให้คอนเฟิร์มรายได้มั่นคงแน่นอน แต่เมื่อ
เทียบด้าน Book แล้วพบว่า CWT ราคายังต่ำกว่า Book อย่างเห็นได้ชัด และด้วยการ
ขยายตัวของกำไรสุดโต่งนี้ทำให้ค่า PE ประมาณการอยู่ต่ำติดดินเพียง 1.6 เท่าอ่ะ
ถูกสุดๆ เลยด้วย ซึ่งถ้าจะให้เทียบเป็นค่า PE เดียวกับ IHL แล้วจะทำให้ราคา CWT
ไปไกลสุดกู่เลยด้วย
แต่เราใช้หลัก conservative ถ้าให้ PE ระดับกลางๆ 4-5 เท่าราคาก็ควรจะ
ไปอยู่แถว 20-25 บาท และอัตราปันผลสิ้นปีอาจได้สูงถึง 15% ด้วย ถือว่าสุดยอด
มากๆ เพราะฉะนั้นแถวนี้เป็นของถูกเกินไป แม้ราคาจะขึ้นมาแล้วก็ยังซ่อนค่าไว้อีก
เพียบเลยด้วย ใครชอบแม่เอาแม่ ต้านสั้น 9.20 ใครชอบลูก CWT-W1 ก็เอาลูกไป
มีต้านแถว 4.50 บาทขอให้รวย
& 9650;SVI เห็นโวลุ่มเมื่อวานโป่งขึ้น จากที่ไม่ค่อยได้เห็นมานาน ทำให้สนใจว่า
จังหวะเก็งกำไรน่าจะกลับมาในหุ้นตัวนี้ บทวิเคราะห์ รายเดือนของฝ่ายวิเคราะห์เด็ก
แนวให้น้ำหนัก SVI ว่าเป็นหุ้นน่าลงทุนประจำเดือน เพราะมองว่าผลงานครึ่งปีแรกใช้
ได้ และประเมินแนวโน้ม Order ในครึ่งปีหลังอยู่ในระดับดี หลังได้รับผลบวกจาก
ปัญหาหนี้สินในยุโรปที่คลีคลายลง และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานใหม่ SVI
3 เฟส 1 ที่กำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องจักร แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของการจัด
หาวัตถุดิบแต่ก็จะถูกแก้ไขด้วยการตั้งสาขาในต่างประเทศว่าไปนั่น เขามีทางออก
เรียบร้อยแล้วเห็นป่ะ ..ซึ่งเมื่อเราพิจารณาร่วมกับตัวเลข Dividend Yield ในปีนี้ที่น่า
พอใจที่ 0.20 บาท (Q1 จ่าย 0.095 บาท) ทำให้เลือก SVI เป็นหุ้นที่น่าสนใจ แถม
กราฟตั้งลำรอบใหม่ เด้งขึ้นเป็นสัญญาณซื้อวันแรกอีกด้วย ถ้าแรงดีๆ มี gap ในการ
วิ่งได้ถึง 3 บาท เพราะฉนั้นถือว่าน่าลองความเสี่ยงต่ำ
& 9650;หุ้นแอบชอบ NCH ไม่ได้เห็นตัวนี้มานาน แต่อาจจะบานตะไทก็ได้ เพราะ
หุ้นที่ผลประกอบการชะลอตัว ราคาลงต่ำแล้วเด้งอย่างแรงๆ เนียะ ภาษาแถวบ้านเค๊า
บอกว่าต้องโดนอะไรไปแน่ๆ เลยถึงร้อนได้อย่างนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตาอย่างมาก
ขอบอกว่าเล่นแบบตามน้ำ ตามกราฟ เพราะสัญญาณสำคัญถ้าผ่าน 2.30
บาทไปได้มีแววแรงได้ถึง 3 บาท ของงี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่เกี่ยวพื้นฐานและไม่
เกี่ยวกับโครงการใหม่ๆ อะไรของบริษัท ดูสัญญาณเทคนิคแล้วน่าจะขึ้นไปทรงตัว
สร้างฐานแถว 2.50 บาทได้ไม่ยาก สำหรับคนแอบชอบเท่านั้นคร๊าบบบ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 11:00:03
บล.ฟิลลิป : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
กลยุทธ์การลงทุน: Selective trading
แนวโน้มตลาดวันนี้: การขายทำกำไรระยะสั้นฉุดตลาดอ่อนตัว
แม้แนวโน้มระยะสั้นยังคงอยู่ในขาขึ้น แต่การปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยเกือบ 24%
นับจากปลายปีที่แล้ว และการเข้าใกล้ระดับ High เดิมแถว 924.70 ในช่วงก่อนวิกฤต เศรษฐกิจ
สหรัฐในปี 2550 จะทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น โดยในวันนี้ปัจจัยจาก ภายนอกอิงทางลง
ตามการกลับมาอ่อนตัวของตลาดหุ้นสหรัฐและราคาน้ำมันท่าม กลางความกังวลเรื่องอัตรา
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การขายทำกำไรระยะสั้นจะฉุด ให้ตลาดอ่อนตัวลงได้ อย่างไรก็ดี คาด
downside ยังไม่รุนแรงตราบเท่าที่กระแสเงิน ทุนต่างชาติยังคงอยู่ โดยล่าสุดกลับมาซื้อสุทธิใน
ระดับพันล้านบาทอีกครั้งวานนี้ ขณะที่ค่าเงินบาทเช้านี้ (7.35 น.) ทรงตัวด้านแข็งค่าที่ 31.29
บาท/ดอลลาร์ แต่ความ ผันผวนของตลาดจะมีมากขึ้น และควรต้องจับตาการเคลื่อนไหวของ
ค่าเงินอย่างใกล้ ชิด หากมีการกลับทิศทางให้อ่อนค่าลง อาจเป็นจุดกระตุ้นการขายทำกำไร
มากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน: ระยะสั้นยังคงเน้น Selective trading เป็นหลัก
แนวต้าน : 917-923 แนวรับ : 903-897
ปัจจัยเด่นวันนี้
+ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิกว่า 1,113.40 ล้านบาท วานนี้
+ กท.พาณิชย์ คาดส่งออกไปจีนปีนี้โต 50% ทะลุเป้าหมายเดิมที่ 45% หลังส่งออก 6
เดือนแรกขยายตัวดี และทิศทางในระยะต่อไปยังอยู่ในเชิงบวก
+ ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์ระบุว่าการปรับตัวแข็งแกร่งของตลาดหุ้น ไทยอาจ
ชะลอความแรงลง โดยจะดีดตัวขึ้น 3% นับจากนี้จนถึงสิ้นปี ปิดที่ระดับ 925 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุด
ในรอบ 14 ปั หลังพุ่งขึ้น ถึง 23% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.
+/- กท.คลังเตรียมปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปี 53 โตมากกว่า 7% จากเดิม 5.5-6.0% ยืน
ยันบาทแข็งสอดคล้องภูมิภาคเอเซีย ไม่กระทบขีดความสามารถแข่งขัน ขณะที่สศค. เผยมูลค่า
ส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังอาจขยายตัวลดลง เนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลง 140.92 จุด ท่ามกลางการซื้อขายเบาบางในวันจันทร์ ขณะที่
ความวิตกเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจบดบังข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการ เพิ่มขึ้นด้านการใช้จ่าย
และรายได้ของผู้บริโภค
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดร่วงลง 47 เซนต์ มาที่ 74.70 ดอลลาร์
ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นร่วงลง หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐ
ไม่สามารถลดความกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
0 ประมูลไลเซนต์ 3จี มีผู้ยื่นแข่งขัน 3 ราย AIS-DTAC-TRUE โดยล็อตแรก จะให้
ไลเซนต์ได้แค่ 2 ใบ ตามเกณฑ์ N-1 กทช. เตรียมประกาศรายชื่อผ่านพีคิว 14 ก.ย.นี้ ยังเชื่อมั่น
การประมูลใบฯ ที่ 3 ในรอบ 2 จะมีต่างชาติเข้าร่วมแน่
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:47:02
แนวโน้มตลาดวันนี้: การขายทำกำไรระยะสั้นฉุดตลาดอ่อนตัว
แม้แนวโน้มระยะสั้นยังคงอยู่ในขาขึ้น แต่การปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยเกือบ 24%
นับจากปลายปีที่แล้ว และการเข้าใกล้ระดับ High เดิมแถว 924.70 ในช่วงก่อนวิกฤต เศรษฐกิจ
สหรัฐในปี 2550 จะทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น โดยในวันนี้ปัจจัยจาก ภายนอกอิงทางลง
ตามการกลับมาอ่อนตัวของตลาดหุ้นสหรัฐและราคาน้ำมันท่าม กลางความกังวลเรื่องอัตรา
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การขายทำกำไรระยะสั้นจะฉุด ให้ตลาดอ่อนตัวลงได้ อย่างไรก็ดี คาด
downside ยังไม่รุนแรงตราบเท่าที่กระแสเงิน ทุนต่างชาติยังคงอยู่ โดยล่าสุดกลับมาซื้อสุทธิใน
ระดับพันล้านบาทอีกครั้งวานนี้ ขณะที่ค่าเงินบาทเช้านี้ (7.35 น.) ทรงตัวด้านแข็งค่าที่ 31.29
บาท/ดอลลาร์ แต่ความ ผันผวนของตลาดจะมีมากขึ้น และควรต้องจับตาการเคลื่อนไหวของ
ค่าเงินอย่างใกล้ ชิด หากมีการกลับทิศทางให้อ่อนค่าลง อาจเป็นจุดกระตุ้นการขายทำกำไร
มากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน: ระยะสั้นยังคงเน้น Selective trading เป็นหลัก
แนวต้าน : 917-923 แนวรับ : 903-897
ปัจจัยเด่นวันนี้
+ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิกว่า 1,113.40 ล้านบาท วานนี้
+ กท.พาณิชย์ คาดส่งออกไปจีนปีนี้โต 50% ทะลุเป้าหมายเดิมที่ 45% หลังส่งออก 6
เดือนแรกขยายตัวดี และทิศทางในระยะต่อไปยังอยู่ในเชิงบวก
+ ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์ระบุว่าการปรับตัวแข็งแกร่งของตลาดหุ้น ไทยอาจ
ชะลอความแรงลง โดยจะดีดตัวขึ้น 3% นับจากนี้จนถึงสิ้นปี ปิดที่ระดับ 925 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุด
ในรอบ 14 ปั หลังพุ่งขึ้น ถึง 23% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.
+/- กท.คลังเตรียมปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปี 53 โตมากกว่า 7% จากเดิม 5.5-6.0% ยืน
ยันบาทแข็งสอดคล้องภูมิภาคเอเซีย ไม่กระทบขีดความสามารถแข่งขัน ขณะที่สศค. เผยมูลค่า
ส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังอาจขยายตัวลดลง เนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลง 140.92 จุด ท่ามกลางการซื้อขายเบาบางในวันจันทร์ ขณะที่
ความวิตกเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจบดบังข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการ เพิ่มขึ้นด้านการใช้จ่าย
และรายได้ของผู้บริโภค
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดร่วงลง 47 เซนต์ มาที่ 74.70 ดอลลาร์
ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นร่วงลง หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐ
ไม่สามารถลดความกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
0 ประมูลไลเซนต์ 3จี มีผู้ยื่นแข่งขัน 3 ราย AIS-DTAC-TRUE โดยล็อตแรก จะให้
ไลเซนต์ได้แค่ 2 ใบ ตามเกณฑ์ N-1 กทช. เตรียมประกาศรายชื่อผ่านพีคิว 14 ก.ย.นี้ ยังเชื่อมั่น
การประมูลใบฯ ที่ 3 ในรอบ 2 จะมีต่างชาติเข้าร่วมแน่
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:47:02
บล.เคจีไอ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
แนวต้านสั้น 905-915 จุด
ดัชนี SET เข้าสู่เขตแนวต้านทางเทคนิคที่ 905-915 จุด ซึ่งอาจเป็นระดับที่ตลาดต้อง
การขายทำกำไรระยะสั้นได้ ในเบื้องต้น กลุ่มพลังงานอาจเข้าสู่เงื่อนเวลาเพื่อรอดูผลการตัดสินว่า
ด้วยกรณีของมาบตาพุดที่คาดว่าว่าอาจมีผลสรุปในปลายสัปดาห์นี้ เราเห็นว่าระดับดัชนี SET
ปัจจุบันนี้ เข้าสู่ความเสี่ยงว่าด้วยราคาหุ้นที่สูงแล้ว กอปรกับดัชนีดาวโจนส์ได้ปรับลดลง 140.92
จุดวานนี้ ถือเป็นปัจจัยลบจากภายนอกจักทำให้ดัชนี SET พบกับแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้ โดย
เฉพาะอาจคาดหวังแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารและสื่อสารที่ระดับราคาได้ปรับสูงขึ้นมากแล้ว
กลยุทธ์: ระดับดัชนี SET ที่ยืนเหนือ 900 จุดนั้น เราเห็นว่าเหมาะที่จะขายทำกำไรช่วง
สั้น เราแนะนำขายทำกำไรสั้นในกลุ่มธนาคารและสื่อสารเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากลุ่ม
พลังงานและเคมีนั้นอาจยังมีแนวโน้มราคาที่อาจปรับสูงขึ้นได้จากฐานราคาเชิงเปรียบเทียบแล้ว
ยังต่ำอยู่ แนะนำเข้าซื้อสะสมหุ้นกลุ่มพลังงานและเคมีได้ เราแนะนำ PTT*, PTTCH* และ
SCC*
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
กลุ่มซีพีร่วมทุนกับธนาคารกรุงไทยลุยธุรกิจธนาคารพาณิชย์หลังจากที่ บริษัทเจียไต๋
เอ็นเตอร์ไพรส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับใบอนุญาตจากทางการจีนในการประกอบธุรกิจ
ธนาคารพาณิชย์ และใบอนุญาตทำธุรกิจค้าเงินหยวนโดยจะตั้งสำนักงานใหญ่ในเชี่ยงไฮ้
โดยจะใช้ชื่อ เจียไต๋ไฟแนนซ์ นอกจากนี้ทางกลุ่มซีพียังได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจด้านพัฒนา
อสังหาริมทรัพย์ในอีกหลายเมือง ทางด้านธนาคารกรุงไทยเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 50% โดยเน้น
ให้บริการทางการเงินลูกค้ากลุ่มเจียไต๋ในจีนเป็นหลัก (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ) เราคาดว่าธนาคาร
กรุงไทยจะได้รับประโยชน์จากการร่วมทุนในครั้งนี้ โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคา
เป้าหมายที่ 14.6 บาท สำหรับผลประกอบการในปีนี้
บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเท่ากับ 0.18 บาท
ต่อหุ้น โดยจะขึ้น XD วันที่ 10/09/53: ทั้งนี้ เงินปันผลจ่ายในช่วง 1H53 เป็นไปตามคาดการณ์
และคาดในช่วง 2H53 จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติม 0.17 บาท/หุ้น รวมเงินปันผลจ่ายสำหรับปี
2553 เท่ากับ 0.35 บาท/หุ้น สำหรับทิศทางของผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตอย่างมั่นคง ส่งผล
ให้บริษัทมีสภาพคล่องที่ดี และสามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอในระดับ 0.35-0.4 บาท/หุ้นในช่วง 2-
3 ปีข้างหน้าคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 7-9% ต่อปี ดังนั้น ยังคงคำ แนะนำ ซื้อ
ราคาเหมาะสม 5.4 บาท/หุ้น
กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.เผย มีบริษัทเอกชนเข้ายื่นเอกสาร
แจ้งความประสงค์ร่วมประมูลใบอนุญาต 3Gทั้งสิ้น 4 ราย แต่มีผู้ผ่านการตรวจคุณสมบัติเบื้องต้น
เพียง 3 รายได้แก่ ADVANC*, DTAC*, และ TRUE* กทช. จึงออกใบอนุญาตได้จำนวน 2 ใบ
โดยใช้สูตร N-1 คือ จำนวนผู้เข้าร่วมประมูลลบด้วยหนึ่งออกมาเป็นจำนวนใบอนุญาต ทั้งนี้กทช.
จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลอย่างละเอียดอีกครั้งภายใน 14 วัน หลังจากนั้น
จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูล และเข้าสู่การประมูลจริงในวันที่ 20 ก.ย.53
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:42:15
ดัชนี SET เข้าสู่เขตแนวต้านทางเทคนิคที่ 905-915 จุด ซึ่งอาจเป็นระดับที่ตลาดต้อง
การขายทำกำไรระยะสั้นได้ ในเบื้องต้น กลุ่มพลังงานอาจเข้าสู่เงื่อนเวลาเพื่อรอดูผลการตัดสินว่า
ด้วยกรณีของมาบตาพุดที่คาดว่าว่าอาจมีผลสรุปในปลายสัปดาห์นี้ เราเห็นว่าระดับดัชนี SET
ปัจจุบันนี้ เข้าสู่ความเสี่ยงว่าด้วยราคาหุ้นที่สูงแล้ว กอปรกับดัชนีดาวโจนส์ได้ปรับลดลง 140.92
จุดวานนี้ ถือเป็นปัจจัยลบจากภายนอกจักทำให้ดัชนี SET พบกับแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้ โดย
เฉพาะอาจคาดหวังแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารและสื่อสารที่ระดับราคาได้ปรับสูงขึ้นมากแล้ว
กลยุทธ์: ระดับดัชนี SET ที่ยืนเหนือ 900 จุดนั้น เราเห็นว่าเหมาะที่จะขายทำกำไรช่วง
สั้น เราแนะนำขายทำกำไรสั้นในกลุ่มธนาคารและสื่อสารเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากลุ่ม
พลังงานและเคมีนั้นอาจยังมีแนวโน้มราคาที่อาจปรับสูงขึ้นได้จากฐานราคาเชิงเปรียบเทียบแล้ว
ยังต่ำอยู่ แนะนำเข้าซื้อสะสมหุ้นกลุ่มพลังงานและเคมีได้ เราแนะนำ PTT*, PTTCH* และ
SCC*
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
กลุ่มซีพีร่วมทุนกับธนาคารกรุงไทยลุยธุรกิจธนาคารพาณิชย์หลังจากที่ บริษัทเจียไต๋
เอ็นเตอร์ไพรส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับใบอนุญาตจากทางการจีนในการประกอบธุรกิจ
ธนาคารพาณิชย์ และใบอนุญาตทำธุรกิจค้าเงินหยวนโดยจะตั้งสำนักงานใหญ่ในเชี่ยงไฮ้
โดยจะใช้ชื่อ เจียไต๋ไฟแนนซ์ นอกจากนี้ทางกลุ่มซีพียังได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจด้านพัฒนา
อสังหาริมทรัพย์ในอีกหลายเมือง ทางด้านธนาคารกรุงไทยเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 50% โดยเน้น
ให้บริการทางการเงินลูกค้ากลุ่มเจียไต๋ในจีนเป็นหลัก (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ) เราคาดว่าธนาคาร
กรุงไทยจะได้รับประโยชน์จากการร่วมทุนในครั้งนี้ โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคา
เป้าหมายที่ 14.6 บาท สำหรับผลประกอบการในปีนี้
บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเท่ากับ 0.18 บาท
ต่อหุ้น โดยจะขึ้น XD วันที่ 10/09/53: ทั้งนี้ เงินปันผลจ่ายในช่วง 1H53 เป็นไปตามคาดการณ์
และคาดในช่วง 2H53 จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติม 0.17 บาท/หุ้น รวมเงินปันผลจ่ายสำหรับปี
2553 เท่ากับ 0.35 บาท/หุ้น สำหรับทิศทางของผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตอย่างมั่นคง ส่งผล
ให้บริษัทมีสภาพคล่องที่ดี และสามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอในระดับ 0.35-0.4 บาท/หุ้นในช่วง 2-
3 ปีข้างหน้าคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 7-9% ต่อปี ดังนั้น ยังคงคำ แนะนำ ซื้อ
ราคาเหมาะสม 5.4 บาท/หุ้น
กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.เผย มีบริษัทเอกชนเข้ายื่นเอกสาร
แจ้งความประสงค์ร่วมประมูลใบอนุญาต 3Gทั้งสิ้น 4 ราย แต่มีผู้ผ่านการตรวจคุณสมบัติเบื้องต้น
เพียง 3 รายได้แก่ ADVANC*, DTAC*, และ TRUE* กทช. จึงออกใบอนุญาตได้จำนวน 2 ใบ
โดยใช้สูตร N-1 คือ จำนวนผู้เข้าร่วมประมูลลบด้วยหนึ่งออกมาเป็นจำนวนใบอนุญาต ทั้งนี้กทช.
จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลอย่างละเอียดอีกครั้งภายใน 14 วัน หลังจากนั้น
จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูล และเข้าสู่การประมูลจริงในวันที่ 20 ก.ย.53
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:42:15
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ
บล.เอเซียพลัส : กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (โทรศัพท์เคลื่อนที่) แนะนำน้ำหนักการลงทุน
“มากกว่าตลาด”
บริษัทที่ร่วมเข้าประมูลมีเพียง 3 ราย ทำให้กทช.ออกใบอนุญาต 3G เพียง 2 ใบ
เมื่อวานนี้เป็นวันที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำหนดให้
เอกชนที่สนใจร่วมประมูลใบอนุญาต 3G ยื่นเอกสารแสดงความจำนงในการร่วมประมูล พร้อมทั้ง
ชำระเงินค่าสมัครรายละ 5 แสนบาท และวางหลักประกันจำนวน 1,280 ล้านบาท ปรากฎว่ามี
เพียง 3 บริษัทที่ยื่นเอกสาร โดยทั้ง 3 บริษัทเป็นบริษัทลูกของผู้ประกอบการรายเดิมคือ 1)
Advance Wireless Network บริษัทลูก ADVANC 2) Dtac Internet Service บริษัทลูก
ของ DTAC และ 3) Real Move บริษัทลูกของ TRUE MOVE โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กทช.
จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์และคุณสมบัติในการเข้าร่วมประมูลในวันที่ 14 ก.ย. นี้ และจะเริ่มเปิด
ประมูลในวันที่ 20 ก.ย. นี้ โดยใบอนุญาต 3G ที่ กทช. จะออกในการประมูลครั้งนี้ จะเท่ากับ
จำนวนผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลลบ 1 แต่ไม่เกิน 3 ใบ ดังนั้นกทช.จะสามารถออกใบอนุญาต
สูงสุดในครั้งนี้ได้ไม่เกิน 2 ใบ
เชื่อว่าบริษัททั้ง 3 รายจะได้ใบอนุญาต 3G แต่รายสุดท้ายจะได้รับช้ากว่า 3 เดือน
ฝ่ายวิจัยคาดว่า บริษัททั้ง 3 รายจะผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลในวันที่ 14 ก.ย. นี้
เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านฐานลูกค้าและแหล่งเงินทุน โดยในครั้งนี กทช.จะออกใบอนุญาต
เพียง 2 ใบเท่านั้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในการประมูล (การปรับเพิ่มขึ้นราคาประมูล
ขั้นละ 640 ล้านบาท) ส่วนอีก 1 ใบจะเปิดประมูลภายใน 90 วัน หลังจากการประมูลครั้งแรกสิ้น
สุด โดยจะกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำเท่ากับราคาชนะการประมูลของครั้งก่อนหน้าที่ต่ำที่สุด และ
จะไม่ใช้วิธีการประมูลแบบ N-1 ดังนั้นหากมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว กทช.ยังคงออกใบ
อนุญาต 3G ใบสุดท้ายในรอบถัดไป ฝ่ายวิจัยจึงประเมินว่า ท้ายที่สุด ผู้ประกอบรายทั้ง 3 ราย จะ
ได้ใบอนุญาต 3G แต่มี 1 รายที่จะได้ใบอนุญาตช้ากว่าคู่แข่งขันราว 3 เดือน และทำให้ต้องเปิด
ให้บริการช้ากว่าคู่แข่งขัน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า ผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตรอบแรกอย่างแน่นอน คือ
ADVANC เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนมากกว่ารายอื่น
แนะนำ “ซื้อ” ทั้ง ADVANC DTAC ที่ยังมี Upside
จากประเด็นบวกในการประมูลใบอนุญาต 3G ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. นี้ ฝ่ายวิจัยจึงคง
น้ำหนักการลงทุนกลุ่ม ICT “มากกว่าตลาด” โดยเลือก ADVANC (FV@B118) และ DTAC
(FV@58) เป็น Top Pick เนื่องจากฐานะการเงินแข็งแกร่งสุด บวกกับราคาหุ้นปัจจุบันยังมี
Upside ค่อนข้างมาก ส่วน TRUE ที่มีฐานะการเงินอ่อนแอสุด คือ มี Net Debt/ Equity สูง
ถึง 6.46 เท่า ฝ่ายวิจัยคาดว่า จะมีการเพิ่มทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เพือรองรับการลงทุน 3G ที่มี
มูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทในระยะ 3 ปี โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้นของ TRUE ด้วย
วิธี DCF (รวมมูลค่าเพิ่มจาก 3G ภายใต้สมมติฐาน TRUE สามารถเพิ่มทุนโดยยึดหลักอนุรักษ์
นิยมที่ 4 บาท) จะได้ Fair Value ที่ 6.02 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน จึงแนะนำ “ถือ”
(สมมติฐานในการประเมินมูลค่าเพิ่มจาก 3G คือกำหนดส่วนแบ่งรายได้ใบอนุญาต 3G ที่ 6 %
แต่คงส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน 2G เดิมยังคงเดิมที่ 20-30% และระยะเวลาการโอนลูกค้าจาก
2G ไปยัง 3G ได้ครบ 100% ภายใน 7 ปี)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:38:41
“มากกว่าตลาด”
บริษัทที่ร่วมเข้าประมูลมีเพียง 3 ราย ทำให้กทช.ออกใบอนุญาต 3G เพียง 2 ใบ
เมื่อวานนี้เป็นวันที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำหนดให้
เอกชนที่สนใจร่วมประมูลใบอนุญาต 3G ยื่นเอกสารแสดงความจำนงในการร่วมประมูล พร้อมทั้ง
ชำระเงินค่าสมัครรายละ 5 แสนบาท และวางหลักประกันจำนวน 1,280 ล้านบาท ปรากฎว่ามี
เพียง 3 บริษัทที่ยื่นเอกสาร โดยทั้ง 3 บริษัทเป็นบริษัทลูกของผู้ประกอบการรายเดิมคือ 1)
Advance Wireless Network บริษัทลูก ADVANC 2) Dtac Internet Service บริษัทลูก
ของ DTAC และ 3) Real Move บริษัทลูกของ TRUE MOVE โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กทช.
จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์และคุณสมบัติในการเข้าร่วมประมูลในวันที่ 14 ก.ย. นี้ และจะเริ่มเปิด
ประมูลในวันที่ 20 ก.ย. นี้ โดยใบอนุญาต 3G ที่ กทช. จะออกในการประมูลครั้งนี้ จะเท่ากับ
จำนวนผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลลบ 1 แต่ไม่เกิน 3 ใบ ดังนั้นกทช.จะสามารถออกใบอนุญาต
สูงสุดในครั้งนี้ได้ไม่เกิน 2 ใบ
เชื่อว่าบริษัททั้ง 3 รายจะได้ใบอนุญาต 3G แต่รายสุดท้ายจะได้รับช้ากว่า 3 เดือน
ฝ่ายวิจัยคาดว่า บริษัททั้ง 3 รายจะผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลในวันที่ 14 ก.ย. นี้
เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านฐานลูกค้าและแหล่งเงินทุน โดยในครั้งนี กทช.จะออกใบอนุญาต
เพียง 2 ใบเท่านั้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาในการประมูล (การปรับเพิ่มขึ้นราคาประมูล
ขั้นละ 640 ล้านบาท) ส่วนอีก 1 ใบจะเปิดประมูลภายใน 90 วัน หลังจากการประมูลครั้งแรกสิ้น
สุด โดยจะกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำเท่ากับราคาชนะการประมูลของครั้งก่อนหน้าที่ต่ำที่สุด และ
จะไม่ใช้วิธีการประมูลแบบ N-1 ดังนั้นหากมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว กทช.ยังคงออกใบ
อนุญาต 3G ใบสุดท้ายในรอบถัดไป ฝ่ายวิจัยจึงประเมินว่า ท้ายที่สุด ผู้ประกอบรายทั้ง 3 ราย จะ
ได้ใบอนุญาต 3G แต่มี 1 รายที่จะได้ใบอนุญาตช้ากว่าคู่แข่งขันราว 3 เดือน และทำให้ต้องเปิด
ให้บริการช้ากว่าคู่แข่งขัน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า ผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตรอบแรกอย่างแน่นอน คือ
ADVANC เนื่องจากมีความพร้อมด้านเงินทุนมากกว่ารายอื่น
แนะนำ “ซื้อ” ทั้ง ADVANC DTAC ที่ยังมี Upside
จากประเด็นบวกในการประมูลใบอนุญาต 3G ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. นี้ ฝ่ายวิจัยจึงคง
น้ำหนักการลงทุนกลุ่ม ICT “มากกว่าตลาด” โดยเลือก ADVANC (FV@B118) และ DTAC
(FV@58) เป็น Top Pick เนื่องจากฐานะการเงินแข็งแกร่งสุด บวกกับราคาหุ้นปัจจุบันยังมี
Upside ค่อนข้างมาก ส่วน TRUE ที่มีฐานะการเงินอ่อนแอสุด คือ มี Net Debt/ Equity สูง
ถึง 6.46 เท่า ฝ่ายวิจัยคาดว่า จะมีการเพิ่มทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เพือรองรับการลงทุน 3G ที่มี
มูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทในระยะ 3 ปี โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้นของ TRUE ด้วย
วิธี DCF (รวมมูลค่าเพิ่มจาก 3G ภายใต้สมมติฐาน TRUE สามารถเพิ่มทุนโดยยึดหลักอนุรักษ์
นิยมที่ 4 บาท) จะได้ Fair Value ที่ 6.02 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน จึงแนะนำ “ถือ”
(สมมติฐานในการประเมินมูลค่าเพิ่มจาก 3G คือกำหนดส่วนแบ่งรายได้ใบอนุญาต 3G ที่ 6 %
แต่คงส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน 2G เดิมยังคงเดิมที่ 20-30% และระยะเวลาการโอนลูกค้าจาก
2G ไปยัง 3G ได้ครบ 100% ภายใน 7 ปี)
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:38:41
บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (+) ลุ้นมาบตาพุดอีกครั้ง “รายชื่อประเภทกิจการร้ายแรงจะเสนอครม.วันนี้”
• (+) กลุ่ม G-3 ส่งสัญญาณอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบนำโดย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น คาดส่งผลค่าเงิน
สกุลเอเชียแข็งค่าเทียบสกุลหลัก
• (-) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย สหรัฐฯ คาดชะลอตัว
• (+) คงคำแนะนำซื้อต่อ เน้นหุ้นกลุม่ Domestic Play เป้าหมาย 915-920 จุด
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway Up
คาดดัชนีฯ Sideway Up แนวต้าน 913-915จุด แนวรับ 902/897จุด หุ้นแบงก์ และหุ้น
เชื่อมโยงกับมาบตาพุด (PTTCH PTT SCC TTCL GLOW) นำตลาดข่าวดี 1.ต่างชาติยังคง
ถือหรือซื้อเพิ่มตลาดหุ้นในเอเชีย จากแนวโน้มสกุลเงินยังคงแข็งค่าเทียบสกุลหลัก 2.การปรับ
เพิ่มเป้าหมายดัชนีฯของไทย รอยเตอร์โพล มองเป้าปีนี้ 925 จุด(สูงขึ้นกว่าผลสำรวจสมาคมนัก
วิเคราะห์เมื่อเดือน กค.ที่ 849 จุด) ส่วน CL เพิ่มเป้นหมายเป็น 1200 จุด 3.ประเด็นมาบตาพุด
ใกล้มีความชัดเจนปัจจัยลบ : 1.ตัวเลขการผลิตและการค้าเดือนกค.ชะลอลง m-m 2.บาง
โบรกเกอร์ต่างชาติ (Deutsche Bank AG) เริ่มมองหุ้นเอเชียแพง และแนะนำ ขายล๊อกกำไร
3.หุ้นเก็งกำไรกลุ่มสื่อสาร จบการแรลลี่หลังมีผู้ประมูล3G เพียง 3 รายจากยื่นซื้อซอง
ประมูล 20 ราย
ภาพตลาด1-2 สัปดาห์: (Update) คงแนะนำ สะสมเมื่ออ่อนตัว กลุ่มนิคมฯ ขนส่งรับเหมา
สื่อสาร และเพิ่มเก็งกำไรกลุ่มบลูชิพ แบงก์ พลังงาน ปิโตรฯ สัปดาห์นี้ คาดดัชนีฯจะแรลลี่ขึ้นไปที่
บริเวณ 915-920 จุดหรือสูงกว่า
กลยุทธ์วันนี้ : Accumulate Buy
วานนี้-BBL TISCO KK BAY KTB ฯลฯ “Flows-เข้า” หลัง CLSA ปรับราคาเป้าหมาย
ขึ้นสุดโต่ง ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารฯร่วงยกแผง หลังออกข่าวจำนวนผู้ประมูลเหลือ 4 ราย และ
คุณสมบัติไม่ผ่าน 1 ราย และ หุ้นสื่อสารฯตัวเล็กถอนตัววันนี้- แนะนำ PTTCH(ประเด็นมาบตาพุ
ตชัดเจน+ราคาเอธิลีนฟื้นตัว) KTB(Laggard Play จากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐสูงขึ้น )
หุ้นเด่นวันนี้ : 1. หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ แบงก์ พลังงานและปิโตรฯ Domestic Play เป็นกลุ่ม
นำตลาด จากการซื้อเพิ่มของนักลงทุนต่างชาติ KBANK PTT PTTCH BANPU SCC IVL
ADVANC CPALL 2.หุ้นมีประเด็นบวก/Laggard Play เช่นTMB TRUE AMATA MINT
MAJOR ITD HEMRAJ RCL SAT THAI AOT TUF
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค KTB TTW BAY TRC CK MLINK KMC /กทช. เผย
มียื่นซองประมูล 3G จำนวน 4 ราย แต่คุณสมบัติไม่ผ่าน 1 ราย
*รายงานของ CNS วันนี้: AP(Re-initial Coverage: Buy TP ) SSI(Company
update : LT Positive) Weekly Commodity(Buy PTTCH)
ปัจจัยและประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาด
1.ปัจจัยบวก :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1. มาบตาพุด-วันนี้เสนอครม.พิจารณา ประกาศประเภทกิจการรุนแรง และ กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะออกประกาศต่อไป /คาดเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นที่เชื่อม
โยง ได้แก่ PTT PTTCH SCC GLOW TTCL
2. โพลรอยเตอร์ เผยผลสำรวจเป้าหมายดัชนีฯปีนี้ ที่ 925 จุด และเป้าหมายปีหน้า ที่
1,050 จุด โดยปัจจัยสนับสนุน คืออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศที่สูงกว่าคาด การส่งออก
ที่แข็งแกร่ง และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค โดยคาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่
31 บาท ต่อดอลล์ และปีหน้า 30.0 บาท ต่อดอลล์ / เราเห็นว่า ผลสำรวจรอยเตอร์ ถือว่าสูงกว่าที่มี
การสำรวจจากสมาคมเมื่อกลางเดือน กค.ที่ 849 จุดสะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดหุ้นที่
เป็นบวกมากขึ้น แม้ว่าจะมี Upside ไม่สูงมากนักจากระดับดัชนีฯปัจจุบัน แต่ เราเชื่อว่าเป้า
หมายดัชนีฯสิ้นปีมีโอกาสที่จะดีกว่าตลาดคาด (เราคาดกรณีที่สภาพคล่องยังไหลเข้าต่อเนื่อง จนมี
การ re rate PE ที่ 15 เป้าหมายดัชนีฯปีนี้จะอยู่ที่ 977 จุด) โดยปัจจัยหนุน คือ การเพิ่มการอัด
ฉีดสภาพคล่องรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และNomura มองว่าดุลบัญชีฯของประเทศใน
เอเชียที่ยังคงแข็งแกร่งและการค้าระหว่างภูมิภาคที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย (รวมไทย) ยังเป็น
ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นพัฒนาฯ
3. Nomura’s Chief Strategist “Sean Darby” มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย
จาก “De-coupling theme” และแนะนำประเด็นการลงทุน
3.1 “Greater China” ได้แก่ กลุ่ม Soft commodity, หุ้นที่เชื่อมโยง กับเงินเฟ้อในจีน
(น้ำท่วม พื้นการเกษตรเสียหายเป็นอย่างมากในปีนี้) และกำลังซื้อจากชาวจีนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น
อย่างมาก จากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนโครงสร้างค่าแรง ส่วนหุ้นที่เชื่อม
โยง ได้แก่ TVO STA UVAN CPF HANA CCET MINT
3.2 “Asia trade recovery” หุ้นที่เชื่อมโยงกับการค้าในภูมิภาคแนะนำ RCL THAI
3.3 “การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)” ที่จะมีเพิ่มขึ้นเนื่องจากธุรกิจในเอเชียส่วนใหญ่มี
สถานะการเงินแข็งแกร่ง และปัจจุบันมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ (จูงใจให้เข้าซื้อกิจการที่มีปัญหา)
แนะนำ BANPU MINT TUF PTT
4. CLSA ปรับเป้าดัชนีฯปีหน้า 1,200 จุด พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายหุ้นกลุ่มแบงก์ขึ้น
โดยกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มกำไรเติบโตโดดเด่นในปีหน้าตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และคาด
ราคาหุ้นจะมีการ Re-rate ขึ้นตามผลการดำเนินงาน โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ดังต่อไปนี้ BBL
222 บ. KTB 20 บ. KBANK 160 บ. SCB 135 บ. TCAP 50 บ. KK 43.3 บ. TISCO 32.3
บ. BAY 20.5 บ และปรับ TMB ลง เหลือ 1.65 บ.
5. XD บจ.ที่น่าสนใจ 31 สค. BLA 0.20 บ. KH 0.10 บ. / 1 กย. PTTCH 1.45บ. 2 กย.
EGCO 2.50บ. IRPC0.08บ. SCB 1.0 บ. ASP 0.07บ.
6. วันนี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจไทย MPI และจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ ท่อง
เที่ยว แบงก์ชาติจะรายงานดัชนีฯชี้วัดภาคการผลิต (MPI) ซึ่งคาดว่าจะยังแสดงตัวเลขที่มีการ
ขยายตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว (แนะนำเก็งกำไร BGH MINT TICON HEMRAJ)
7. Moodys เตรียมเดินทางมาไทย 24-25กย.นี้เพื่อเก็บข้อมูล คาดส่งสัญญาณดีขึ้นจาก
เชิงลบ เป็น บวก จากปัจจุบันที่ระดับ Baa1 ส่วนสถาบันจัดอันดับเครดิต S&P จะเข้ามาประเมิน
ปลายปีนี้
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1) วานนี้ BoJ ประชุมฉุกเฉินก่อนกำหนด และตัดสินใจเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่
ระบบ (ทำ QEเพิ่มเติมตามคาด) โดยขยายวงเงินในโครงการปล่อยกู้แก่ภาคธนาคารในอัตรา
ดอกเบี้ยคงที่ ที่ระดับต่ำ จาก 20ล้านล้านเยน เป็น 30 ล้านล้านเยน เพื่อรอการใช้มาตรการเชิง
รุกเพิ่มเติม เมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้ที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจที่เปราะบาง พร้อมทั้งมีมติให้คง
ดอกเบี้ย 0.1% นอกจากนี้ ยังได้ตั้งกองทุนปล่อยกู้ระยะเวลา 6 เดือนนอกเหนือไปจากกองทุน
ระยะ 3 เดือนที่ดำเนินการอยู่แล้ว สำหรับวงเงิน 30 ล้านล้านเยนนั้น เป็นกองทุนปล่อยกู้ระยะ
เวลา 6 เดือน จำนวน 10 ล้านล้านเยน ขณะที่ครม.ญี่ปุ่นมีมติออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
จำนวน 9.20แสนล้านเยน โดยจะมีการประกาศรายละเอียดในวันที่ 10 กย.
2) จีนอาจจะปล่อยให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น (แข็งค่า) ก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่การคลัง
G20 วันที่ 4-5 กย.ที่เกาหลีใต้ โดยสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการในนามกลุ่ม G20 ระบุว่าจีน
ดำเนินการคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการอนุญาตให้หยวนปรับตัวเร็วขึ้น และต้องการเร่งรัด
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นก่อนการประชุมผู้นำ G20 ในเดือน พย.นี้
2.ปัจจัยลบ :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ส่งสัญญาณชะลอตัวใน 2H10 วันที่ 31 ส.ค. ตลาดคาด ธปท. จะ
รายงานว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน ก.ค. +13.3% y-y (แต่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับ มิ.
ย.= +21.3%) และไทยจะรายงานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวน -$645mn / 1 ก.ย. ตลาด
คาด Headline CPI แผ่วลงเหลือ +3.2% yy ในเดือน Aug-10 แต่ Core CPI เร่งขึ้น 1.3%
y-y
2) ธปท.เตรียมหามาตรการป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท (การแทรกแซงจะส่งผลให้การ
แข็งค่าของเงินบาทเทียบสกุลหลักมีจำกัด และอาจนำไปสู่การขายทำกำไรระยะสั้น) โดยให้
ธนาคารฯต้องส่งข้อมูลการซื้อขายเงินตราตปท.ล่วงหน้า วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านดอลล์สหรัฐฯ รอบสุด
ท้ายเป็นเวลา 16.30 น จากเดิม 17.30 น.และออกแบบสอบถามถึงระดับเงินบาทที่ทำให้ธุรกิจ
อยู่ไมได้ด้วย
3) ดอกเบี้ยขาขึ้น คาดธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.10-0.20% ตามกนง.สัปดาห์
นี้ คาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา จะส่งผลบวกระยะสั้นต่อหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ แต่ส่งผลลบต่อ
กลุ่มที่มีภาระดอกเบี้ยสูง
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1. Deutsche Bank AG ระบุในรายงานกลยุทธ์ ว่าตลาดหุ้นเอเชียแพงเมื่อเทียบกับ
ตลาดหุ้นภูมิภาคอื่นโดยระบุด้วยว่าราคาหุ้นกลุ่มที่มี Downside risk คือ กลุ่มสถาบันการเงิน
และ กลุ่มอสังหาฯ โดยปัจจัยลบ คือแนวโน้มกำไรที่ลดลง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกใน
ครึ่งหลัง
2. ตลาดฯหันมาลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น EPFR รายงานการเคลื่อนไหวเงินลง
ทุนรายสัปดาห์ถึง 25สค. พบว่ากองทุนในต่างประเทศลดการถือครองหุ้น โดยมีการถอนเงินลง
ทุน US$7.1พันล้าน ขณะที่กองทุนพันธบัตรมีเงินลงทุนไหลเข้า US$5.2 พันล้าน และ Money
market มีเงินไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ในรอบ5 สัปดาห์ โดยกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่
ทั่วโลกมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ US$322 ล้าน ซึ่งเป็นยอดต่ำสุดนับตั้งแต่กระแสเม็ดเงินไหลเข้า
เริ่มขึ้นเมื่อ 13 สัปดาห์ก่อน กองทุนหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก โดยมีเม็ด
เงินไหลออก US$289 ล้าน กลุ่มกองทุนในละติน อเมริกาและยุโรป, ตะวันออกกลาง และ
แอฟริกา ดึงดูดเงินทุนได้รายละน้อยกว่า US$40 ล้าน
3. สหรัฐฯ สัปดาห์นี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจจะยังคงรายงานตัวเลขอ่อนแอลง: US 31 สค.
ราคาบ้านโตแผ่วลงPending home sale ลดลง m-m เป็นเดือนที่ 3 และ 1 กย. ดัชนีด้านภาค
การผลิตและบริการ (ISM) อ่อนตัวลงและวันศุกร์ตัวเลขการจ้างงานคาดอ่อนแอลง
4. บาร์เคลย์ ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2010 เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล จากเดิม 82
ดอลล์/บาร์เรลแบ่งเป็นปรับลดคาดการณ์สำหรับไตรมาส3/10 8 ดอลล์เป็น 76 ดอลล์/บาร์เรล
และไตรมาส4/10ลดลง 9 ดอลล์ เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล และปรับลดปี 2011 เป็น 85 ดอลล์/
บาร์เรล จากเดิม 92 ดอลล์/บาร์เรล เป็นผลจาก ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ปรับสูงขึ้น และการฟื้น
ตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้า และกระทบต่ออุปสงค์ชะลอตัว ส่วนคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้
2010 ของรอยเตอร์ จาก 31 นักวิเคราะห์ นักการธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่
78.63 ดอลล์/บาร์เรล เทียบกับปัจจุบันที่เฉลี่ย 76ดอลล์/บาร์เรล และ 83.84 ดอลล์/บาร์เรล
สำหรับปี 2011 โดยมีการปรับลดคาดการณ์ลงเป็นเดือนที่ 4ติดต่อกัน
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:29:10
• (+) ลุ้นมาบตาพุดอีกครั้ง “รายชื่อประเภทกิจการร้ายแรงจะเสนอครม.วันนี้”
• (+) กลุ่ม G-3 ส่งสัญญาณอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบนำโดย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น คาดส่งผลค่าเงิน
สกุลเอเชียแข็งค่าเทียบสกุลหลัก
• (-) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย สหรัฐฯ คาดชะลอตัว
• (+) คงคำแนะนำซื้อต่อ เน้นหุ้นกลุม่ Domestic Play เป้าหมาย 915-920 จุด
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway Up
คาดดัชนีฯ Sideway Up แนวต้าน 913-915จุด แนวรับ 902/897จุด หุ้นแบงก์ และหุ้น
เชื่อมโยงกับมาบตาพุด (PTTCH PTT SCC TTCL GLOW) นำตลาดข่าวดี 1.ต่างชาติยังคง
ถือหรือซื้อเพิ่มตลาดหุ้นในเอเชีย จากแนวโน้มสกุลเงินยังคงแข็งค่าเทียบสกุลหลัก 2.การปรับ
เพิ่มเป้าหมายดัชนีฯของไทย รอยเตอร์โพล มองเป้าปีนี้ 925 จุด(สูงขึ้นกว่าผลสำรวจสมาคมนัก
วิเคราะห์เมื่อเดือน กค.ที่ 849 จุด) ส่วน CL เพิ่มเป้นหมายเป็น 1200 จุด 3.ประเด็นมาบตาพุด
ใกล้มีความชัดเจนปัจจัยลบ : 1.ตัวเลขการผลิตและการค้าเดือนกค.ชะลอลง m-m 2.บาง
โบรกเกอร์ต่างชาติ (Deutsche Bank AG) เริ่มมองหุ้นเอเชียแพง และแนะนำ ขายล๊อกกำไร
3.หุ้นเก็งกำไรกลุ่มสื่อสาร จบการแรลลี่หลังมีผู้ประมูล3G เพียง 3 รายจากยื่นซื้อซอง
ประมูล 20 ราย
ภาพตลาด1-2 สัปดาห์: (Update) คงแนะนำ สะสมเมื่ออ่อนตัว กลุ่มนิคมฯ ขนส่งรับเหมา
สื่อสาร และเพิ่มเก็งกำไรกลุ่มบลูชิพ แบงก์ พลังงาน ปิโตรฯ สัปดาห์นี้ คาดดัชนีฯจะแรลลี่ขึ้นไปที่
บริเวณ 915-920 จุดหรือสูงกว่า
กลยุทธ์วันนี้ : Accumulate Buy
วานนี้-BBL TISCO KK BAY KTB ฯลฯ “Flows-เข้า” หลัง CLSA ปรับราคาเป้าหมาย
ขึ้นสุดโต่ง ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารฯร่วงยกแผง หลังออกข่าวจำนวนผู้ประมูลเหลือ 4 ราย และ
คุณสมบัติไม่ผ่าน 1 ราย และ หุ้นสื่อสารฯตัวเล็กถอนตัววันนี้- แนะนำ PTTCH(ประเด็นมาบตาพุ
ตชัดเจน+ราคาเอธิลีนฟื้นตัว) KTB(Laggard Play จากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐสูงขึ้น )
หุ้นเด่นวันนี้ : 1. หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ แบงก์ พลังงานและปิโตรฯ Domestic Play เป็นกลุ่ม
นำตลาด จากการซื้อเพิ่มของนักลงทุนต่างชาติ KBANK PTT PTTCH BANPU SCC IVL
ADVANC CPALL 2.หุ้นมีประเด็นบวก/Laggard Play เช่นTMB TRUE AMATA MINT
MAJOR ITD HEMRAJ RCL SAT THAI AOT TUF
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค KTB TTW BAY TRC CK MLINK KMC /กทช. เผย
มียื่นซองประมูล 3G จำนวน 4 ราย แต่คุณสมบัติไม่ผ่าน 1 ราย
*รายงานของ CNS วันนี้: AP(Re-initial Coverage: Buy TP ) SSI(Company
update : LT Positive) Weekly Commodity(Buy PTTCH)
ปัจจัยและประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาด
1.ปัจจัยบวก :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1. มาบตาพุด-วันนี้เสนอครม.พิจารณา ประกาศประเภทกิจการรุนแรง และ กระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะออกประกาศต่อไป /คาดเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นที่เชื่อม
โยง ได้แก่ PTT PTTCH SCC GLOW TTCL
2. โพลรอยเตอร์ เผยผลสำรวจเป้าหมายดัชนีฯปีนี้ ที่ 925 จุด และเป้าหมายปีหน้า ที่
1,050 จุด โดยปัจจัยสนับสนุน คืออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศที่สูงกว่าคาด การส่งออก
ที่แข็งแกร่ง และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค โดยคาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่
31 บาท ต่อดอลล์ และปีหน้า 30.0 บาท ต่อดอลล์ / เราเห็นว่า ผลสำรวจรอยเตอร์ ถือว่าสูงกว่าที่มี
การสำรวจจากสมาคมเมื่อกลางเดือน กค.ที่ 849 จุดสะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดหุ้นที่
เป็นบวกมากขึ้น แม้ว่าจะมี Upside ไม่สูงมากนักจากระดับดัชนีฯปัจจุบัน แต่ เราเชื่อว่าเป้า
หมายดัชนีฯสิ้นปีมีโอกาสที่จะดีกว่าตลาดคาด (เราคาดกรณีที่สภาพคล่องยังไหลเข้าต่อเนื่อง จนมี
การ re rate PE ที่ 15 เป้าหมายดัชนีฯปีนี้จะอยู่ที่ 977 จุด) โดยปัจจัยหนุน คือ การเพิ่มการอัด
ฉีดสภาพคล่องรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และNomura มองว่าดุลบัญชีฯของประเทศใน
เอเชียที่ยังคงแข็งแกร่งและการค้าระหว่างภูมิภาคที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย (รวมไทย) ยังเป็น
ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นพัฒนาฯ
3. Nomura’s Chief Strategist “Sean Darby” มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย
จาก “De-coupling theme” และแนะนำประเด็นการลงทุน
3.1 “Greater China” ได้แก่ กลุ่ม Soft commodity, หุ้นที่เชื่อมโยง กับเงินเฟ้อในจีน
(น้ำท่วม พื้นการเกษตรเสียหายเป็นอย่างมากในปีนี้) และกำลังซื้อจากชาวจีนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น
อย่างมาก จากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนโครงสร้างค่าแรง ส่วนหุ้นที่เชื่อม
โยง ได้แก่ TVO STA UVAN CPF HANA CCET MINT
3.2 “Asia trade recovery” หุ้นที่เชื่อมโยงกับการค้าในภูมิภาคแนะนำ RCL THAI
3.3 “การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)” ที่จะมีเพิ่มขึ้นเนื่องจากธุรกิจในเอเชียส่วนใหญ่มี
สถานะการเงินแข็งแกร่ง และปัจจุบันมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ (จูงใจให้เข้าซื้อกิจการที่มีปัญหา)
แนะนำ BANPU MINT TUF PTT
4. CLSA ปรับเป้าดัชนีฯปีหน้า 1,200 จุด พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายหุ้นกลุ่มแบงก์ขึ้น
โดยกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มกำไรเติบโตโดดเด่นในปีหน้าตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และคาด
ราคาหุ้นจะมีการ Re-rate ขึ้นตามผลการดำเนินงาน โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ดังต่อไปนี้ BBL
222 บ. KTB 20 บ. KBANK 160 บ. SCB 135 บ. TCAP 50 บ. KK 43.3 บ. TISCO 32.3
บ. BAY 20.5 บ และปรับ TMB ลง เหลือ 1.65 บ.
5. XD บจ.ที่น่าสนใจ 31 สค. BLA 0.20 บ. KH 0.10 บ. / 1 กย. PTTCH 1.45บ. 2 กย.
EGCO 2.50บ. IRPC0.08บ. SCB 1.0 บ. ASP 0.07บ.
6. วันนี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจไทย MPI และจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ ท่อง
เที่ยว แบงก์ชาติจะรายงานดัชนีฯชี้วัดภาคการผลิต (MPI) ซึ่งคาดว่าจะยังแสดงตัวเลขที่มีการ
ขยายตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว (แนะนำเก็งกำไร BGH MINT TICON HEMRAJ)
7. Moodys เตรียมเดินทางมาไทย 24-25กย.นี้เพื่อเก็บข้อมูล คาดส่งสัญญาณดีขึ้นจาก
เชิงลบ เป็น บวก จากปัจจุบันที่ระดับ Baa1 ส่วนสถาบันจัดอันดับเครดิต S&P จะเข้ามาประเมิน
ปลายปีนี้
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1) วานนี้ BoJ ประชุมฉุกเฉินก่อนกำหนด และตัดสินใจเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่
ระบบ (ทำ QEเพิ่มเติมตามคาด) โดยขยายวงเงินในโครงการปล่อยกู้แก่ภาคธนาคารในอัตรา
ดอกเบี้ยคงที่ ที่ระดับต่ำ จาก 20ล้านล้านเยน เป็น 30 ล้านล้านเยน เพื่อรอการใช้มาตรการเชิง
รุกเพิ่มเติม เมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้ที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจที่เปราะบาง พร้อมทั้งมีมติให้คง
ดอกเบี้ย 0.1% นอกจากนี้ ยังได้ตั้งกองทุนปล่อยกู้ระยะเวลา 6 เดือนนอกเหนือไปจากกองทุน
ระยะ 3 เดือนที่ดำเนินการอยู่แล้ว สำหรับวงเงิน 30 ล้านล้านเยนนั้น เป็นกองทุนปล่อยกู้ระยะ
เวลา 6 เดือน จำนวน 10 ล้านล้านเยน ขณะที่ครม.ญี่ปุ่นมีมติออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
จำนวน 9.20แสนล้านเยน โดยจะมีการประกาศรายละเอียดในวันที่ 10 กย.
2) จีนอาจจะปล่อยให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น (แข็งค่า) ก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่การคลัง
G20 วันที่ 4-5 กย.ที่เกาหลีใต้ โดยสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการในนามกลุ่ม G20 ระบุว่าจีน
ดำเนินการคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการอนุญาตให้หยวนปรับตัวเร็วขึ้น และต้องการเร่งรัด
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นก่อนการประชุมผู้นำ G20 ในเดือน พย.นี้
2.ปัจจัยลบ :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ส่งสัญญาณชะลอตัวใน 2H10 วันที่ 31 ส.ค. ตลาดคาด ธปท. จะ
รายงานว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน ก.ค. +13.3% y-y (แต่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับ มิ.
ย.= +21.3%) และไทยจะรายงานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวน -$645mn / 1 ก.ย. ตลาด
คาด Headline CPI แผ่วลงเหลือ +3.2% yy ในเดือน Aug-10 แต่ Core CPI เร่งขึ้น 1.3%
y-y
2) ธปท.เตรียมหามาตรการป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท (การแทรกแซงจะส่งผลให้การ
แข็งค่าของเงินบาทเทียบสกุลหลักมีจำกัด และอาจนำไปสู่การขายทำกำไรระยะสั้น) โดยให้
ธนาคารฯต้องส่งข้อมูลการซื้อขายเงินตราตปท.ล่วงหน้า วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านดอลล์สหรัฐฯ รอบสุด
ท้ายเป็นเวลา 16.30 น จากเดิม 17.30 น.และออกแบบสอบถามถึงระดับเงินบาทที่ทำให้ธุรกิจ
อยู่ไมได้ด้วย
3) ดอกเบี้ยขาขึ้น คาดธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.10-0.20% ตามกนง.สัปดาห์
นี้ คาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา จะส่งผลบวกระยะสั้นต่อหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ แต่ส่งผลลบต่อ
กลุ่มที่มีภาระดอกเบี้ยสูง
ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1. Deutsche Bank AG ระบุในรายงานกลยุทธ์ ว่าตลาดหุ้นเอเชียแพงเมื่อเทียบกับ
ตลาดหุ้นภูมิภาคอื่นโดยระบุด้วยว่าราคาหุ้นกลุ่มที่มี Downside risk คือ กลุ่มสถาบันการเงิน
และ กลุ่มอสังหาฯ โดยปัจจัยลบ คือแนวโน้มกำไรที่ลดลง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกใน
ครึ่งหลัง
2. ตลาดฯหันมาลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น EPFR รายงานการเคลื่อนไหวเงินลง
ทุนรายสัปดาห์ถึง 25สค. พบว่ากองทุนในต่างประเทศลดการถือครองหุ้น โดยมีการถอนเงินลง
ทุน US$7.1พันล้าน ขณะที่กองทุนพันธบัตรมีเงินลงทุนไหลเข้า US$5.2 พันล้าน และ Money
market มีเงินไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ในรอบ5 สัปดาห์ โดยกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่
ทั่วโลกมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ US$322 ล้าน ซึ่งเป็นยอดต่ำสุดนับตั้งแต่กระแสเม็ดเงินไหลเข้า
เริ่มขึ้นเมื่อ 13 สัปดาห์ก่อน กองทุนหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก โดยมีเม็ด
เงินไหลออก US$289 ล้าน กลุ่มกองทุนในละติน อเมริกาและยุโรป, ตะวันออกกลาง และ
แอฟริกา ดึงดูดเงินทุนได้รายละน้อยกว่า US$40 ล้าน
3. สหรัฐฯ สัปดาห์นี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจจะยังคงรายงานตัวเลขอ่อนแอลง: US 31 สค.
ราคาบ้านโตแผ่วลงPending home sale ลดลง m-m เป็นเดือนที่ 3 และ 1 กย. ดัชนีด้านภาค
การผลิตและบริการ (ISM) อ่อนตัวลงและวันศุกร์ตัวเลขการจ้างงานคาดอ่อนแอลง
4. บาร์เคลย์ ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2010 เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล จากเดิม 82
ดอลล์/บาร์เรลแบ่งเป็นปรับลดคาดการณ์สำหรับไตรมาส3/10 8 ดอลล์เป็น 76 ดอลล์/บาร์เรล
และไตรมาส4/10ลดลง 9 ดอลล์ เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล และปรับลดปี 2011 เป็น 85 ดอลล์/
บาร์เรล จากเดิม 92 ดอลล์/บาร์เรล เป็นผลจาก ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ปรับสูงขึ้น และการฟื้น
ตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้า และกระทบต่ออุปสงค์ชะลอตัว ส่วนคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้
2010 ของรอยเตอร์ จาก 31 นักวิเคราะห์ นักการธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่
78.63 ดอลล์/บาร์เรล เทียบกับปัจจุบันที่เฉลี่ย 76ดอลล์/บาร์เรล และ 83.84 ดอลล์/บาร์เรล
สำหรับปี 2011 โดยมีการปรับลดคาดการณ์ลงเป็นเดือนที่ 4ติดต่อกัน
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:29:10
บล.เกียรตินาคิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
SET วานนี้ปิดบวกตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค และยืนเหนือ 900 จุด
หลังมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมาก
SET ปิดบวกตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวก
ตลอดทั้งวัน หลังได้รับปัจจัยบวกจากการขานรับแนวทางของ FED จะดำเนิน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้มีแรงซื้อหุ้นเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาดใน
กลุ่มแบงก์ พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และการเก็งกำไรในกลุ่มสื่อสาร
เกี่ยวกับการเข้าประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G จนทำให้ดัชนีปรับตัว
ขึ้นแตะระดับสูงสุดชองวันที่ 913.81 จุด แต่อย่างไรก็ตามดัชนีอ่อนตัวลงเล็กน้อยจาก
แรงเทขายทำกำไรออกมาจากกลุ่มสื่อสารที่มีการปรับขึ้นแรงก่อนหน้านี้
ทำให้ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 909.65 จุด เพิ่มขึ้น 9.28 จุด (+1.03%) ด้วยมูลค่า
การซื้อขายหนาแน่นมาก 40,127.45 ล้านบาท
การลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ
วานนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน 1,113.40 ล้านบาท และนักลงทุน
สถาบันซื้อสุทธิจำนวน 962.45 ล้านบาท ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิจำนวน
465.03 ล้านบาท
ตารางแสดงยอดการลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ ปี 2553
Mar -53 Apr -53 May -53 Jun -53 Jul -53 Aug -53 Total -53
นักลงทุนต่างประเทศ 44 ,600 -4,097 -58 ,743 2,974 6,879 13 ,600 3,150
นักลงทุนสถาบัน -9,342 -4,322 10 ,751 4,634 -3,660 -7,783 -12 ,074
บริษัทหลักทรัพย์ 3,103 -1,273 -106 1,393 -714 3,019 2,956
ที่มา : รวบรวมโดย KKS
แนวโน้มตลาดวันนี้
เราคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในช่วง 905-915 จุด เป็นแนวโน้ม
แกว่งตัวตามดาวโจนส์ที่ปิด -140 จุด จากการวิตกกังวลในแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดว่า
จะทำให้หุ้นไทยแกว่งตัวลบในช่วงเช้านี้ ด้วย
ด้านสถาบันซื้อสุทธิ +962 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ +1,113 ล้านบาท แสดง
ถึงตลาดหุ้นจะแกว่งตัวผันผวน แต่น้ำหนักยังอยู่ทางขาขึ้นได้ คาดว่าตลาดจะแกว่งตัว
ในกรอบ 905-915 จุด
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ยังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ เป็นแนวโน้ม
แกว่งตัวของขาขึ้นระยะสั้น (ในกรณียืนเหนือแนว 900 จุดได้ ถ้าต่ำกว่า 900 จุดจะ
ปรับตัวลง) ส่วนปัจจัยในประเทศเกี่ยวกับกรณีกิจการที่มาบตาพุดยังเฝ้ารอความ
ชัดเจนในสัปดาห์นี้อยู่คาดว่าหุ้นไทยจะแกว่งตัวต่อในกรอบ 905-915 จุด ถ้าดัชนียืน
เหนือ 905 จุดน่าซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัว ในกรณีที่ต่ำกว่า 900 จุดจะน่าขายหุ้น
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในช่วงนี้ให้เป็นถือหุ้น 50% ถือเงินสด 50%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:22:03
หลังมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมาก
SET ปิดบวกตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวก
ตลอดทั้งวัน หลังได้รับปัจจัยบวกจากการขานรับแนวทางของ FED จะดำเนิน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้มีแรงซื้อหุ้นเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาดใน
กลุ่มแบงก์ พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และการเก็งกำไรในกลุ่มสื่อสาร
เกี่ยวกับการเข้าประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G จนทำให้ดัชนีปรับตัว
ขึ้นแตะระดับสูงสุดชองวันที่ 913.81 จุด แต่อย่างไรก็ตามดัชนีอ่อนตัวลงเล็กน้อยจาก
แรงเทขายทำกำไรออกมาจากกลุ่มสื่อสารที่มีการปรับขึ้นแรงก่อนหน้านี้
ทำให้ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 909.65 จุด เพิ่มขึ้น 9.28 จุด (+1.03%) ด้วยมูลค่า
การซื้อขายหนาแน่นมาก 40,127.45 ล้านบาท
การลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ
วานนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน 1,113.40 ล้านบาท และนักลงทุน
สถาบันซื้อสุทธิจำนวน 962.45 ล้านบาท ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิจำนวน
465.03 ล้านบาท
ตารางแสดงยอดการลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ ปี 2553
Mar -53 Apr -53 May -53 Jun -53 Jul -53 Aug -53 Total -53
นักลงทุนต่างประเทศ 44 ,600 -4,097 -58 ,743 2,974 6,879 13 ,600 3,150
นักลงทุนสถาบัน -9,342 -4,322 10 ,751 4,634 -3,660 -7,783 -12 ,074
บริษัทหลักทรัพย์ 3,103 -1,273 -106 1,393 -714 3,019 2,956
ที่มา : รวบรวมโดย KKS
แนวโน้มตลาดวันนี้
เราคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในช่วง 905-915 จุด เป็นแนวโน้ม
แกว่งตัวตามดาวโจนส์ที่ปิด -140 จุด จากการวิตกกังวลในแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดว่า
จะทำให้หุ้นไทยแกว่งตัวลบในช่วงเช้านี้ ด้วย
ด้านสถาบันซื้อสุทธิ +962 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ +1,113 ล้านบาท แสดง
ถึงตลาดหุ้นจะแกว่งตัวผันผวน แต่น้ำหนักยังอยู่ทางขาขึ้นได้ คาดว่าตลาดจะแกว่งตัว
ในกรอบ 905-915 จุด
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ยังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ เป็นแนวโน้ม
แกว่งตัวของขาขึ้นระยะสั้น (ในกรณียืนเหนือแนว 900 จุดได้ ถ้าต่ำกว่า 900 จุดจะ
ปรับตัวลง) ส่วนปัจจัยในประเทศเกี่ยวกับกรณีกิจการที่มาบตาพุดยังเฝ้ารอความ
ชัดเจนในสัปดาห์นี้อยู่คาดว่าหุ้นไทยจะแกว่งตัวต่อในกรอบ 905-915 จุด ถ้าดัชนียืน
เหนือ 905 จุดน่าซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัว ในกรณีที่ต่ำกว่า 900 จุดจะน่าขายหุ้น
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในช่วงนี้ให้เป็นถือหุ้น 50% ถือเงินสด 50%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:22:03
บล.กิมเอ็ง : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ มุมมอง 'เป็นบวก
บล.กิมเอ็ง : กลุ่มธนาคารพาณิชย์ มุมมอง 'เป็นบวก'...หุ้นเด่นคือ BBL KBANK
KTB TCAP และ TISCO
แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่อง
เราคงมุมมอง 'เป็นบวก' ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง โดย
มีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 เรื่องคือ 1)สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มสินเชื่อ
ภาคธุรกิจและสินเชื่อ SMEs มีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักรสินเชื่อ ในขณะที่สินเชื่อราย
ย่อยขยายตัวต่อเนื่อง 2) NIM มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและ
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขา ขึ้น และ 3) คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นช่วยลดแรงกด
ดันในการตั้งสำรองฯ โดยหุ้นธนาคารที่เป็น Top picks ของเราคือธนาคารขนาดใหญ่
BBL KBANK และ SCB จากความได้เปรียบทั้งทางด้านพอร์ตสินเชื่อ โครงสร้างเงิน
ฝาก และคุณภาพสินทรัพย์ KTB จากการเติบโตของสินเชื่อในอัตราที่สูง และ
คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลดลง TCAP จาก
โอกาสเติบโตในอนาคตและ synergy ที่เกิดขึ้นจากการเข้าซื้อ SCIB ในขณะที่
ธนาคารขนาดเล็กอย่าง TISCO ยังมัความน่าสนใจจากการเติบโตที่สูงต่อเนื่องปัจจัย
ผลักดัน ROE ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา
สินเชื่อครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยาย ตัวต่อเนื่อง
สินเชื่อรวมครึ่งปีแรกของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 8 แห่งได้แก่ BAY BBL
KBANK KTB SCB TMB TCAP และ TISCO ขยายตัว 3.6%ytd จากการขยายตัว
ของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก สำหรับครึ่งปีหลังเรา
ประเมินสินเชื่อขยายตัวเนื่องโดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่เป็นช่วง High season โดย
สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SMEs กลับมาเติบโตได้ดีตามวัฏจักรของสินเชื่อ ความต้อง
การเงินทุนหมุนเวียน การฟื้นตัวของภาคการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ใน
ธุรกิจเพื่อการส่งออกและ โทรคมนาคม รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ในขณะที่สิน
เชื่อรายย่อยคาดขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้
บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
NIM มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
จากแนวโน้มสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มสิน
เชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างสินเชื่อ SMEs ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ขาขึ้น ส่งผลให้ NIM ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเรามองว่า
ธนาคารที่ NIM จะขยายตัวได้ดีคือธนาคารขนาดใหญ่อย่าง BBL KBANK และ SCB
เนื่องจากได้เปรียบในเรื่องโครงสร้างเงินฝาก ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวของ
สินเชื่อ
คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นช่วย ลดแรงกดดันในการตั้งสำรองฯ
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 53 ตัวเลข NPLs ลดลง 17,470 ล้านบาทจากสิ้นปี 52
และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากแผนการขาย NPLs ของบาง
ธนาคารประกอบกับความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี โดยค่าใช้จ่าย
ในการตั้งสำรองฯในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 16.7% จากปีก่อน เราประเมินปีนี้ธนาคาร
ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลดลง โดยเฉพาะ KTB คาดไม่มีการตั้งสำรองฯ
พิเศษในปีนี้
มุมมอง 'เป็นบวก'...หุ้นเด่นคือ BBL KBANK KTB TCAP และ TISCO
เรายังคงมีมุมมอง 'เป็นบวก' ต่อกลุ่มธนาคาร จาก 1) แนวโน้มการเติบโต
ของสินเชื่อ 2) NIM ที่สูงขึ้น และ 3) คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยหุ้นธนาคาร
ที่เป็น Top pick ของเราคือ BBL จากสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการลงทุน KBANK
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งประกอบกับแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังยังคงเติบโต ต่อ
เนื่อง และNPL Ratio ต่ำสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่-กลาง KTB จากสินเชื่อที่ขยาย
ตัวสูงและค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯที่ลดลง SCB จากแนวโน้มการฟื้นตัวของสินเชื่อ
ในครึ่งปีหลัง TCAP จากโอกาสเติบโตในอนาคต และ synergy ที่เกิดขึ้นจากการเข้า
ซื้อ SCIB และ TISCO จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สินเชื่อที่ขยายตัวสูงต่อ
เนื่อง และ ROE ที่ปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับสูงกว่า 20%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:52:48
KTB TCAP และ TISCO
แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่อง
เราคงมุมมอง 'เป็นบวก' ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง โดย
มีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 เรื่องคือ 1)สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มสินเชื่อ
ภาคธุรกิจและสินเชื่อ SMEs มีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักรสินเชื่อ ในขณะที่สินเชื่อราย
ย่อยขยายตัวต่อเนื่อง 2) NIM มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและ
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขา ขึ้น และ 3) คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นช่วยลดแรงกด
ดันในการตั้งสำรองฯ โดยหุ้นธนาคารที่เป็น Top picks ของเราคือธนาคารขนาดใหญ่
BBL KBANK และ SCB จากความได้เปรียบทั้งทางด้านพอร์ตสินเชื่อ โครงสร้างเงิน
ฝาก และคุณภาพสินทรัพย์ KTB จากการเติบโตของสินเชื่อในอัตราที่สูง และ
คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลดลง TCAP จาก
โอกาสเติบโตในอนาคตและ synergy ที่เกิดขึ้นจากการเข้าซื้อ SCIB ในขณะที่
ธนาคารขนาดเล็กอย่าง TISCO ยังมัความน่าสนใจจากการเติบโตที่สูงต่อเนื่องปัจจัย
ผลักดัน ROE ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา
สินเชื่อครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยาย ตัวต่อเนื่อง
สินเชื่อรวมครึ่งปีแรกของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 8 แห่งได้แก่ BAY BBL
KBANK KTB SCB TMB TCAP และ TISCO ขยายตัว 3.6%ytd จากการขยายตัว
ของสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก สำหรับครึ่งปีหลังเรา
ประเมินสินเชื่อขยายตัวเนื่องโดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่เป็นช่วง High season โดย
สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SMEs กลับมาเติบโตได้ดีตามวัฏจักรของสินเชื่อ ความต้อง
การเงินทุนหมุนเวียน การฟื้นตัวของภาคการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ใน
ธุรกิจเพื่อการส่งออกและ โทรคมนาคม รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ในขณะที่สิน
เชื่อรายย่อยคาดขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้
บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
NIM มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
จากแนวโน้มสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มสิน
เชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงอย่างสินเชื่อ SMEs ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ขาขึ้น ส่งผลให้ NIM ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเรามองว่า
ธนาคารที่ NIM จะขยายตัวได้ดีคือธนาคารขนาดใหญ่อย่าง BBL KBANK และ SCB
เนื่องจากได้เปรียบในเรื่องโครงสร้างเงินฝาก ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวของ
สินเชื่อ
คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นช่วย ลดแรงกดดันในการตั้งสำรองฯ
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 53 ตัวเลข NPLs ลดลง 17,470 ล้านบาทจากสิ้นปี 52
และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากแผนการขาย NPLs ของบาง
ธนาคารประกอบกับความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี โดยค่าใช้จ่าย
ในการตั้งสำรองฯในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 16.7% จากปีก่อน เราประเมินปีนี้ธนาคาร
ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯลดลง โดยเฉพาะ KTB คาดไม่มีการตั้งสำรองฯ
พิเศษในปีนี้
มุมมอง 'เป็นบวก'...หุ้นเด่นคือ BBL KBANK KTB TCAP และ TISCO
เรายังคงมีมุมมอง 'เป็นบวก' ต่อกลุ่มธนาคาร จาก 1) แนวโน้มการเติบโต
ของสินเชื่อ 2) NIM ที่สูงขึ้น และ 3) คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยหุ้นธนาคาร
ที่เป็น Top pick ของเราคือ BBL จากสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการลงทุน KBANK
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งประกอบกับแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังยังคงเติบโต ต่อ
เนื่อง และNPL Ratio ต่ำสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่-กลาง KTB จากสินเชื่อที่ขยาย
ตัวสูงและค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯที่ลดลง SCB จากแนวโน้มการฟื้นตัวของสินเชื่อ
ในครึ่งปีหลัง TCAP จากโอกาสเติบโตในอนาคต และ synergy ที่เกิดขึ้นจากการเข้า
ซื้อ SCIB และ TISCO จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สินเชื่อที่ขยายตัวสูงต่อ
เนื่อง และ ROE ที่ปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับสูงกว่า 20%
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:52:48
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
กลยุทธ์การลงทุน
คาดดัชนีมีโอกาสแตะ 932 จุด ใน 1-2 สัปดาห์ ยังแนะนำหุ้นใหญ่ในกลุ่ม ธ.พ. โดย
เฉพาะ PER ต่ำสุด (BBL, TCAP) หุ้นสื่อสารที่มี upside (DTAC, ADVANC, SAMART)
หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตในปี 2554 PER ต่ำ 5-6 เท่า มีเงินปันผลต่อเนื่อง (BCP) รวมถึงหุ้น
ที่ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ เอื้อต่อโดยรถไฟฟ้าทั้งบนดิน
(BTS) และใต้ดิน (BMCL) และ SIAM ซึ่งล่าสุดนักวิเคราะห์ ASP ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ
เพราะเป็น Turnaround Stock
เชื่อว่า ADVANC จะได้ใบอนุญาต 3G จาก 1 ใน 2 ใบ (N-1) เพราะมีผู้ยื่นฯ เพียง 3 ราย
แม้ก่อนหน้านี้มีผู้แสดงความจำนงในการขอซองประมูล 3G หลายราย ทั้งผู้ประกอบ
การ 2G เดิมคือ ADVANC, DTAC, TRUE และ ผู้ประกอบการสื่อสารอื่น SIM (MVNO ผ่าน
โครงข่าย 3G ของ ทีโอที), JAS (Internet Boardband/โครงข่าย ICT), LOXEY
(Internet Boardband) และ Millcon System แต่ปรากฏว่าหลังวันปิดรับซองประมูลวานนี้ มี
ผู้ยื่นซองประมูลเพียง 3 รายเท่านั้น คือ ADVANC, DTAC, TRUE ส่วนผู้ประกอบการรายอื่น
ๆ เป็นเพียงไม้ประดับเท่านั้น ทั้งนี้ 1 ในเงื่อนไขสำคัญของการประมูล 3G ได้กำหนดใบอนุญาต
ที่ N-1 นั้นหมายความว่า รอบแรกนี้จะมีผู้ชนะการประมูลเพียง 2 รายเท่านั้น ส่วนใบอนุญาตที่
เหลืออีก 1 ใบ จะต้องรอการประมูลรอบหน้า ซึ่งคาดว่า อีก 3 เดือน หลังจากวันสิ้นสุดการประมูล
รอบแรก ขณะที่เงินประมูลครั้งถัดไป กำหนดขั้นต่ำจากราคาชนะประมูลต่ำสุดในครั้งแรก เป็นตัว
ตั้งต้น ซึ่งในมุมมองของฝ่ายวิจัย เชื่อมั่นว่าผู้ที่มีความพร้อมที่สุดยังเป็น ADVANC (ซื้อ
FV@B118) โดยเฉพาะหากพิจารณาฐานะทางการเงิน พบว่าแข็งแกร่งสุด เพราะนอกจากมี
Net Gearing ต่ำสุดเพียง 0.32 เท่า ยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) ปีละ
กว่า 46 หมื่นล้านบาท เทียบกับเงินลงทุนในการประมูล + เงินลงทุนในโครงข่าย (Capex) ใน
ช่วง 3 ปีแรกราว 6 หมื่นล้านบาท จึงสามารถใช้เงินทุนหมุนเวียนภายในได้เกือบทั้งหมด โดย
อาจมีการกู้ยืมบ้างในปีแรกๆ (30% ของเงินลงทุน) ส่วนใบอนุญาตอีก 1 ใบรอบนี่ จะต้องลุ้น
ระหว่าง DTAC กับ TRUE แต่ฝ่ายวิจัยยังเชื่อมั่นน่าจะเป็น DTAC(FV@B58) เพราะมีฐานะ
การเงินแข็งแรงมากกว่า ขณะนี้แทบไม่มีหนี้สินเลย (Net Gearing 0.08 เท่า) และยังมี
EBITDA ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพียงพอต่องบเงินลงทุน 3G ในช่วง 3 ปีที่ราว 5.4 หมื่นล้าน
บาท แม้อาจต้องกู้ยืมบ้างในปีแรก ๆ (ราว 50% ของเงินลงทุน) ขณะที่ TRUE มี Net
Gearing สูงสุดที่ 6.3 เท่า ขณะที่มี EBITDA ทั้งกลุ่มปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท (TRUE
Move/True Online/True Vision สัดส่วน 36:50:14) เทียบกับเงินลงทุน 3G ราว 3 หมื่นล้าน
บาท คาดว่า TRUE ยังจำเป็นต้องเพิ่มทุนบ้างบางส่วน ขณะที่ SCB เสนอตัวให้การสนับสนุน
TRUE ในการเข้าร่วมการประมูล 3G เต็มที่ จึงต้องลุ้นกันว่าจะเป็น DTAC หรือ TRUE ที่จะ
ได้ใบอนุญาตในรอบแรก แต่เชื่อว่าทุกรายจะได้ใบอนุญาตตามต้องการ แต่รายที่ 3 อาจจะต้องรอ
ไปอีก 3 เดือน อาจจะทำให้การรับรู้รายได้จาก 3G ต้องเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง
SAMART น่าจะเป็นผู้ให้บริการ MVNO โดยใช้โครงข่ายผู้ชนะการประมูลรอบนี้รายใดรายหนึ่ง
ดังที่กล่าวแล้วตลอดช่วงที่ผ่านมาว่าผู้ประกอบการสื่อสารรายเล็กอื่น ๆ เป็นเพียงไม้
ประดับ ไม่มีความพร้อมในการให้บริการ 3G เต็มรูปแบบ ยกเว้นการเป็นผู้ประกอบการเสมือน
ให้บริการ 3G โดยการเช่าโครงข่าย 3G จากผู้ประกอบการหลักรายใดรายหนึ่ง ที่ชนะการ
ประมูล 3G ในรูป MVNO (Mobile Virtual Network Operators) เพราะ กทช. ได้เปิดช่อง
ให้ผู้ประกอบการ 3G จะต้องยินยอมให้ผู้ประกอบการรายย่อยใช้โครงข่ายร่วม (โดยต้องกันไว้
ราว 40% ของกำลังการให้บริการ โดยได้รับค่าเช่า/ส่วนแบ่งรายได้) โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการใน
รูปแบบ MVNO โดยการเช่าโครงข่าย 3G กับทีโอทีแล้วคือ 5 รายคือ SIM, 365
Communication, Loxley, IEC และ M Consult Asia ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการกว่า 1 แสน
ราย ซึ่งในจำนวนนี้น่าจะเป็นของ SIM เป็นส่วนใหญ่คือ ราว 80% แต่ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับโครง
ข่ายของ ทีโอที ซี่งวานนี้ทาง SAMART ซึ่งถือหุ้นใน SIM ราว 58% เปิดเผยว่าพร้อมขยาย
บริการ MVNO เต็มรูปแบบ เพราะนอกจากใช้เงินลงทุนน้อย (ระบบ Call Center และ
Billings) เป็นการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มฯ ที่ให้บริการสื่อสารครบวงจร ในปัจจุบันคือ 1) ช่องทาง
จำหน่ายผ่าน I-mobile ช็อป จำนวน 230 สาขา เครือข่ายตัวแทนกว่า 3 พันจุด เครือข่าย
ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ 7-eleven กว่า 2 พันสาขาทั่วประเทศ 2) ความพร้อมในการนำเสนอ
ผลิตภัณฑ์มือถือ I-Mobile ในระบบ 3G ที่มีคุณภาพ ซึ่งในปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดในการ
จำหน่ายมือถือสูงถึง 35% 3) ความพร้อมในการนำเสนอ Content ที่สร้างเสริมบริการที่โดด
เด่น แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ และ 4) ความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตร จะนำไปสู่การขยาย
ผลและต่อยอดธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การให้บริการ International Roaming อีกทั้ง
ในปัจจุบัน SAMART ยังถือหุ้น 72% ใน SAMTEL(FV@B12.7) ซึ่งให้บริการงานประมูลติด
ตั้งระบบโครงข่ายและสารสนเทศ โดยสรุปทำให้ SAMART(FV@B11.50) เป็นอีกบริษัทหนึ่ง
ที่มีความพร้อมให้บริการ MVNO และเป็นผู้ให้บริการ ICT ครบวงจร
Fund flow ยังหนุน SET คาดจะเห็น SET ที่ 932 จุด ภายใน 1-2 สัปดาห์
Fund Flow ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในตลาดเอเซีย โดยคาดหมายว่าจะเห็น Fund
Flow เข้ามาต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. (ก่อนที่ Fund Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.ย. –
ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นอื่น
ๆ ในภูมิภาคเอเซีย โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นเอเซีย
1,220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับที่ซื้อสุทธิ 975 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ในสัปดาห์ที
ผ่านมาพบว่ามียอดซื้อสุทธิใน 3 ประเทศหลักคือ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และวานนี้ พบ
ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซียอย่างต่อเนื่องเกือบ 105 ล้านเหรียญฯ
โดยเป็นการกลับมาซื้อทุกตลาด จากที่มีการรายงานข้อมูลออกมาทั้งสิ้น 4 แห่ง นำโดยตลาดหุ้น
ไทยราว 35.4 ล้านเหรียญฯ รองลงมาเป็นไต้หวัน 32.6 ล้านเหรียญฯ เกาหลีใต้ 31.3 ล้าน
เหรียญฯ และอินดนีเซีย 5.39 ล้านเหรียญ ซึ่งแรงซื้อที่เข้ามาสูงสุดในตลาดหุ้นไทยวานนี้ น่าจะ
สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนกลุ่มนี้ต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และ
แรงซื้อที่เข้ามาก็หนุนให้ยอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ถึง ปัจจุบันสูงถึง
2.13 หมื่นล้านบาทไปแล้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ยรอบนี้ที่ระดับดัชนี 871 จุด หรือมี Capital Gain
ราว 4.36% ในปัจจุบัน และหากรวมผลตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าราว 3.16% ในช่วง
เดียวกัน นักลงทุนต่างชาติจะมีผลตอบแทนสุทธิราว 7.52% ยังน้อยกว่าผลตอบแทนต่ำสุดในอดีต
ในช่วงที่มี Fund Flow เข้าและกลับออกไป ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากตลาด
หุ้นราว 7% (Capital Gain) และผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 4% ดังนั้นหากเรา
ประเมินความเสี่ยงจาก Fund Flow ไหลออก เท่าระดับผลตอบแทนต่ำสุดในอดีตของนักลง
ทุนกลุ่มนี้ ดัชนีควรขึ้นไปสู่ระดับ 932 จุด และค่าเงินบาทต้องแข็งค่าสู่ระดับ 31 บาทต่อ
เหรียญฯ ซึ่ง ณ ระดับดัชนีดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับ ดัชนีเป้าหมายที่ 932 จุด อิง PER 14
เท่า ณ สิ้นปี 2553 ฝ่ายวิจัยจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะมีโอกาสขึ้นสู่ระดับเป้าหมายได้ภายใน 1-2
อาทิตย์ นับจากนี้
แนะนำ SIAM ในฐานะเป็น Turnaround STOCK
งวดบัญชีสิ้นสุด มิ.ย.2553 (ไตรมาส 4 ของ SIAM) รายกำไรปกติ 54.27 ล้านบาท
ซึ่งเป็นการกลับมากำไรครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส และทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลราวทั้งปี
2553/2554 หุ้นละ 0.02 บาท ขณะที่คาดหมายว่าปี 2554/55 จะทำกำไรปกติได้ 217 ล้าน
บาท เทียบกับที่ขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 12 ล้านบาทในปี 2553/54 หรือทำให้หุ้นมีค่า
PER 8 เท่า ขณะที่มี PBV 0.6 เท่า จึงเป็นหุ้น Turnaround ที่น่าลงทุน โดยกำหนด Fair
Value โดยใช้ Adjusted PBV 1 เท่า (ตัดรายการ ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มเพื่อความ
อนุรักษ์นิยม ออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) จะอยู่ที่ 3.95 บาท มี upside 36%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:48:59
คาดดัชนีมีโอกาสแตะ 932 จุด ใน 1-2 สัปดาห์ ยังแนะนำหุ้นใหญ่ในกลุ่ม ธ.พ. โดย
เฉพาะ PER ต่ำสุด (BBL, TCAP) หุ้นสื่อสารที่มี upside (DTAC, ADVANC, SAMART)
หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตในปี 2554 PER ต่ำ 5-6 เท่า มีเงินปันผลต่อเนื่อง (BCP) รวมถึงหุ้น
ที่ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ เอื้อต่อโดยรถไฟฟ้าทั้งบนดิน
(BTS) และใต้ดิน (BMCL) และ SIAM ซึ่งล่าสุดนักวิเคราะห์ ASP ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ
เพราะเป็น Turnaround Stock
เชื่อว่า ADVANC จะได้ใบอนุญาต 3G จาก 1 ใน 2 ใบ (N-1) เพราะมีผู้ยื่นฯ เพียง 3 ราย
แม้ก่อนหน้านี้มีผู้แสดงความจำนงในการขอซองประมูล 3G หลายราย ทั้งผู้ประกอบ
การ 2G เดิมคือ ADVANC, DTAC, TRUE และ ผู้ประกอบการสื่อสารอื่น SIM (MVNO ผ่าน
โครงข่าย 3G ของ ทีโอที), JAS (Internet Boardband/โครงข่าย ICT), LOXEY
(Internet Boardband) และ Millcon System แต่ปรากฏว่าหลังวันปิดรับซองประมูลวานนี้ มี
ผู้ยื่นซองประมูลเพียง 3 รายเท่านั้น คือ ADVANC, DTAC, TRUE ส่วนผู้ประกอบการรายอื่น
ๆ เป็นเพียงไม้ประดับเท่านั้น ทั้งนี้ 1 ในเงื่อนไขสำคัญของการประมูล 3G ได้กำหนดใบอนุญาต
ที่ N-1 นั้นหมายความว่า รอบแรกนี้จะมีผู้ชนะการประมูลเพียง 2 รายเท่านั้น ส่วนใบอนุญาตที่
เหลืออีก 1 ใบ จะต้องรอการประมูลรอบหน้า ซึ่งคาดว่า อีก 3 เดือน หลังจากวันสิ้นสุดการประมูล
รอบแรก ขณะที่เงินประมูลครั้งถัดไป กำหนดขั้นต่ำจากราคาชนะประมูลต่ำสุดในครั้งแรก เป็นตัว
ตั้งต้น ซึ่งในมุมมองของฝ่ายวิจัย เชื่อมั่นว่าผู้ที่มีความพร้อมที่สุดยังเป็น ADVANC (ซื้อ
FV@B118) โดยเฉพาะหากพิจารณาฐานะทางการเงิน พบว่าแข็งแกร่งสุด เพราะนอกจากมี
Net Gearing ต่ำสุดเพียง 0.32 เท่า ยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) ปีละ
กว่า 46 หมื่นล้านบาท เทียบกับเงินลงทุนในการประมูล + เงินลงทุนในโครงข่าย (Capex) ใน
ช่วง 3 ปีแรกราว 6 หมื่นล้านบาท จึงสามารถใช้เงินทุนหมุนเวียนภายในได้เกือบทั้งหมด โดย
อาจมีการกู้ยืมบ้างในปีแรกๆ (30% ของเงินลงทุน) ส่วนใบอนุญาตอีก 1 ใบรอบนี่ จะต้องลุ้น
ระหว่าง DTAC กับ TRUE แต่ฝ่ายวิจัยยังเชื่อมั่นน่าจะเป็น DTAC(FV@B58) เพราะมีฐานะ
การเงินแข็งแรงมากกว่า ขณะนี้แทบไม่มีหนี้สินเลย (Net Gearing 0.08 เท่า) และยังมี
EBITDA ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพียงพอต่องบเงินลงทุน 3G ในช่วง 3 ปีที่ราว 5.4 หมื่นล้าน
บาท แม้อาจต้องกู้ยืมบ้างในปีแรก ๆ (ราว 50% ของเงินลงทุน) ขณะที่ TRUE มี Net
Gearing สูงสุดที่ 6.3 เท่า ขณะที่มี EBITDA ทั้งกลุ่มปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท (TRUE
Move/True Online/True Vision สัดส่วน 36:50:14) เทียบกับเงินลงทุน 3G ราว 3 หมื่นล้าน
บาท คาดว่า TRUE ยังจำเป็นต้องเพิ่มทุนบ้างบางส่วน ขณะที่ SCB เสนอตัวให้การสนับสนุน
TRUE ในการเข้าร่วมการประมูล 3G เต็มที่ จึงต้องลุ้นกันว่าจะเป็น DTAC หรือ TRUE ที่จะ
ได้ใบอนุญาตในรอบแรก แต่เชื่อว่าทุกรายจะได้ใบอนุญาตตามต้องการ แต่รายที่ 3 อาจจะต้องรอ
ไปอีก 3 เดือน อาจจะทำให้การรับรู้รายได้จาก 3G ต้องเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง
SAMART น่าจะเป็นผู้ให้บริการ MVNO โดยใช้โครงข่ายผู้ชนะการประมูลรอบนี้รายใดรายหนึ่ง
ดังที่กล่าวแล้วตลอดช่วงที่ผ่านมาว่าผู้ประกอบการสื่อสารรายเล็กอื่น ๆ เป็นเพียงไม้
ประดับ ไม่มีความพร้อมในการให้บริการ 3G เต็มรูปแบบ ยกเว้นการเป็นผู้ประกอบการเสมือน
ให้บริการ 3G โดยการเช่าโครงข่าย 3G จากผู้ประกอบการหลักรายใดรายหนึ่ง ที่ชนะการ
ประมูล 3G ในรูป MVNO (Mobile Virtual Network Operators) เพราะ กทช. ได้เปิดช่อง
ให้ผู้ประกอบการ 3G จะต้องยินยอมให้ผู้ประกอบการรายย่อยใช้โครงข่ายร่วม (โดยต้องกันไว้
ราว 40% ของกำลังการให้บริการ โดยได้รับค่าเช่า/ส่วนแบ่งรายได้) โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการใน
รูปแบบ MVNO โดยการเช่าโครงข่าย 3G กับทีโอทีแล้วคือ 5 รายคือ SIM, 365
Communication, Loxley, IEC และ M Consult Asia ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการกว่า 1 แสน
ราย ซึ่งในจำนวนนี้น่าจะเป็นของ SIM เป็นส่วนใหญ่คือ ราว 80% แต่ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับโครง
ข่ายของ ทีโอที ซี่งวานนี้ทาง SAMART ซึ่งถือหุ้นใน SIM ราว 58% เปิดเผยว่าพร้อมขยาย
บริการ MVNO เต็มรูปแบบ เพราะนอกจากใช้เงินลงทุนน้อย (ระบบ Call Center และ
Billings) เป็นการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มฯ ที่ให้บริการสื่อสารครบวงจร ในปัจจุบันคือ 1) ช่องทาง
จำหน่ายผ่าน I-mobile ช็อป จำนวน 230 สาขา เครือข่ายตัวแทนกว่า 3 พันจุด เครือข่าย
ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ 7-eleven กว่า 2 พันสาขาทั่วประเทศ 2) ความพร้อมในการนำเสนอ
ผลิตภัณฑ์มือถือ I-Mobile ในระบบ 3G ที่มีคุณภาพ ซึ่งในปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดในการ
จำหน่ายมือถือสูงถึง 35% 3) ความพร้อมในการนำเสนอ Content ที่สร้างเสริมบริการที่โดด
เด่น แตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ และ 4) ความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตร จะนำไปสู่การขยาย
ผลและต่อยอดธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การให้บริการ International Roaming อีกทั้ง
ในปัจจุบัน SAMART ยังถือหุ้น 72% ใน SAMTEL(FV@B12.7) ซึ่งให้บริการงานประมูลติด
ตั้งระบบโครงข่ายและสารสนเทศ โดยสรุปทำให้ SAMART(FV@B11.50) เป็นอีกบริษัทหนึ่ง
ที่มีความพร้อมให้บริการ MVNO และเป็นผู้ให้บริการ ICT ครบวงจร
Fund flow ยังหนุน SET คาดจะเห็น SET ที่ 932 จุด ภายใน 1-2 สัปดาห์
Fund Flow ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในตลาดเอเซีย โดยคาดหมายว่าจะเห็น Fund
Flow เข้ามาต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. (ก่อนที่ Fund Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.ย. –
ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นอื่น
ๆ ในภูมิภาคเอเซีย โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นเอเซีย
1,220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับที่ซื้อสุทธิ 975 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ในสัปดาห์ที
ผ่านมาพบว่ามียอดซื้อสุทธิใน 3 ประเทศหลักคือ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และวานนี้ พบ
ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซียอย่างต่อเนื่องเกือบ 105 ล้านเหรียญฯ
โดยเป็นการกลับมาซื้อทุกตลาด จากที่มีการรายงานข้อมูลออกมาทั้งสิ้น 4 แห่ง นำโดยตลาดหุ้น
ไทยราว 35.4 ล้านเหรียญฯ รองลงมาเป็นไต้หวัน 32.6 ล้านเหรียญฯ เกาหลีใต้ 31.3 ล้าน
เหรียญฯ และอินดนีเซีย 5.39 ล้านเหรียญ ซึ่งแรงซื้อที่เข้ามาสูงสุดในตลาดหุ้นไทยวานนี้ น่าจะ
สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนกลุ่มนี้ต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และ
แรงซื้อที่เข้ามาก็หนุนให้ยอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ถึง ปัจจุบันสูงถึง
2.13 หมื่นล้านบาทไปแล้ว โดยมีต้นทุนเฉลี่ยรอบนี้ที่ระดับดัชนี 871 จุด หรือมี Capital Gain
ราว 4.36% ในปัจจุบัน และหากรวมผลตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าราว 3.16% ในช่วง
เดียวกัน นักลงทุนต่างชาติจะมีผลตอบแทนสุทธิราว 7.52% ยังน้อยกว่าผลตอบแทนต่ำสุดในอดีต
ในช่วงที่มี Fund Flow เข้าและกลับออกไป ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากตลาด
หุ้นราว 7% (Capital Gain) และผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 4% ดังนั้นหากเรา
ประเมินความเสี่ยงจาก Fund Flow ไหลออก เท่าระดับผลตอบแทนต่ำสุดในอดีตของนักลง
ทุนกลุ่มนี้ ดัชนีควรขึ้นไปสู่ระดับ 932 จุด และค่าเงินบาทต้องแข็งค่าสู่ระดับ 31 บาทต่อ
เหรียญฯ ซึ่ง ณ ระดับดัชนีดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับ ดัชนีเป้าหมายที่ 932 จุด อิง PER 14
เท่า ณ สิ้นปี 2553 ฝ่ายวิจัยจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะมีโอกาสขึ้นสู่ระดับเป้าหมายได้ภายใน 1-2
อาทิตย์ นับจากนี้
แนะนำ SIAM ในฐานะเป็น Turnaround STOCK
งวดบัญชีสิ้นสุด มิ.ย.2553 (ไตรมาส 4 ของ SIAM) รายกำไรปกติ 54.27 ล้านบาท
ซึ่งเป็นการกลับมากำไรครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส และทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลราวทั้งปี
2553/2554 หุ้นละ 0.02 บาท ขณะที่คาดหมายว่าปี 2554/55 จะทำกำไรปกติได้ 217 ล้าน
บาท เทียบกับที่ขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 12 ล้านบาทในปี 2553/54 หรือทำให้หุ้นมีค่า
PER 8 เท่า ขณะที่มี PBV 0.6 เท่า จึงเป็นหุ้น Turnaround ที่น่าลงทุน โดยกำหนด Fair
Value โดยใช้ Adjusted PBV 1 เท่า (ตัดรายการ ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มเพื่อความ
อนุรักษ์นิยม ออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) จะอยู่ที่ 3.95 บาท มี upside 36%
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:48:59
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
ผันผวน
แนวโน้มตลาดวันนี้ : ผันผวน ระวังแรงขายทำกำไร โดยเช้านี้ตลาดหุ้น
ในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่พุ่งขึ้นวานนี้ เนื่องจาก
นักลงทุนวิตกกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ซึ่งมีแนวโน้มอ่อน
ตัวลงต่อ อย่างไรก็ดี ด้านปัจจัยในประเทศยังเป็นบวก โดยในวันนี้คาดว่านายก
รัฐมนตรีจะแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม
ในพื้นที่มาบตาพุด รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค.’53 ของธปท. อีก
ทั้งวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีก 1,112 ล้านบาท
แนวรับ : 900–901 แนวต้าน : 913-915
กลยุทธ์ : เลือกเก็งกำไรหุ้นเป็นรายตัว
หลีกเลี่ยงการไล่ราคาหุ้นขนาดใหญ่ เก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวดีสนับสนุนเป็น
รายตัว เน้นกลุ่มสื่อสาร กลุ่มหลักทรัพย์ และกลุ่มบันเทิง
ระยะสั้น : เก็งกำไร ADVANC , ASP และ BEC
ระยะยาว : ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มหลักที่บริเวณแนวรับ
จับข่าวมาเก็งกำไร
+ ผู้บริหาร SCB เปิดเผยว่า ยอดการการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 8
เดือนของธนาคารเพิ่มขึ้นกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 5.5-6 หมื่น
ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ฐานสินเชื่อคงค้างที่อยู่อาศัยสิ้นปีนี้ใกล้เคียง 3 แสนล้าน
บาท
ความเห็น ครึ่งปีแรกสินเชื่อรวมของ SCB เติบโต 3.32% จากเป้าหมายทั้งปี
ที่ 7-10% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง
ฤดูกาลเบิกจ่ายสินเชื่อ SME ทำให้คาดว่าสินเชื่อในครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปี
แรก ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อ NIM และความ
สามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้คาดว่าROE ในปีนี้ของ
ธนาคารจะอยู่ในระดับ 15-16% ตามเป้าหมายได้ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” SCB
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยในประเทศ
+ คลังชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังเสี่ยง เหตุแนวโน้มส่งออกชะลอตัวจากครึ่งปี
แรก เพราะมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักเช่นสหรัฐและยุโรป
ยังไม่มีเสถียรภาพ และจะประกาศประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ย. นี้
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 140.92 จุด ปิดที่ 10,009.73 จุด โดยได้รับแรงกดดัน
จากความกังวลเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง
- ราคาน้ำมันดิบ (WTI) ส่งมอบเดือน ต.ค. ลดลง 0.47 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.70
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐไม่สามารถคลาย
ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:47:00
แนวโน้มตลาดวันนี้ : ผันผวน ระวังแรงขายทำกำไร โดยเช้านี้ตลาดหุ้น
ในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่พุ่งขึ้นวานนี้ เนื่องจาก
นักลงทุนวิตกกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ซึ่งมีแนวโน้มอ่อน
ตัวลงต่อ อย่างไรก็ดี ด้านปัจจัยในประเทศยังเป็นบวก โดยในวันนี้คาดว่านายก
รัฐมนตรีจะแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม
ในพื้นที่มาบตาพุด รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค.’53 ของธปท. อีก
ทั้งวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีก 1,112 ล้านบาท
แนวรับ : 900–901 แนวต้าน : 913-915
กลยุทธ์ : เลือกเก็งกำไรหุ้นเป็นรายตัว
หลีกเลี่ยงการไล่ราคาหุ้นขนาดใหญ่ เก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวดีสนับสนุนเป็น
รายตัว เน้นกลุ่มสื่อสาร กลุ่มหลักทรัพย์ และกลุ่มบันเทิง
ระยะสั้น : เก็งกำไร ADVANC , ASP และ BEC
ระยะยาว : ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มหลักที่บริเวณแนวรับ
จับข่าวมาเก็งกำไร
+ ผู้บริหาร SCB เปิดเผยว่า ยอดการการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 8
เดือนของธนาคารเพิ่มขึ้นกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 5.5-6 หมื่น
ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ฐานสินเชื่อคงค้างที่อยู่อาศัยสิ้นปีนี้ใกล้เคียง 3 แสนล้าน
บาท
ความเห็น ครึ่งปีแรกสินเชื่อรวมของ SCB เติบโต 3.32% จากเป้าหมายทั้งปี
ที่ 7-10% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง
ฤดูกาลเบิกจ่ายสินเชื่อ SME ทำให้คาดว่าสินเชื่อในครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปี
แรก ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อ NIM และความ
สามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้คาดว่าROE ในปีนี้ของ
ธนาคารจะอยู่ในระดับ 15-16% ตามเป้าหมายได้ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” SCB
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยในประเทศ
+ คลังชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังเสี่ยง เหตุแนวโน้มส่งออกชะลอตัวจากครึ่งปี
แรก เพราะมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักเช่นสหรัฐและยุโรป
ยังไม่มีเสถียรภาพ และจะประกาศประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ย. นี้
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 140.92 จุด ปิดที่ 10,009.73 จุด โดยได้รับแรงกดดัน
จากความกังวลเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง
- ราคาน้ำมันดิบ (WTI) ส่งมอบเดือน ต.ค. ลดลง 0.47 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.70
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐไม่สามารถคลาย
ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:47:00
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
กลยุทธ์วันนี้ 915
ประเด็นสำคัญวันนี้ SET INDEX วานนี้ยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง
ด้วยบรรยากาศการลงทุนรอบเอเชียและยุโรปที่เป็นบวก อีกทั้งเงินทุนต่างชาติที่ไหล
เข้าทั่วเอเชีย รวมถึงไทย ดังจะเห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิทั้ง 3 ตลาด
พร้อมกันเป็นวันที่ 2
ทิศทาง SET INDEX วันนี้คาดว่าจะขยับขึ้นต่อเนื่องจากวานนี้ เพียงแต่จะ
ลดความร้อนแรงลง ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 900-915 จุด พร้อมกับมูลค่า
การซื้อขายที่หนาแน่น โดยปัจจัยบวกวันนี้น่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค.
เชื่อว่าการบริโภค, การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวจะยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อ
เนื่องจากเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงการประกาศรายชื่อ 11 โครงการอันตรายในมาบ
ตาพุด เชื่อว่าหุ้นหลักอย่าง PTT และกลุ่มธนาคารจะยังเป็นกลุ่มนำตลาดหุ้นไทย
ต่อเนื่องจากวานนี้
แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนรอบเอเชียเช้าวันนี้จะไม่ชัดเจน เพราะรายได้ส่วน
บุคคลของสหรัฐฯ เดือนก.ค. ออกมาแย่กว่าคาด และกดดัน DJIA – NYMEX แต่เชื่อ
ว่านักลงทุนกลับมองเศรษฐกิจเอเชีย รวมไทยอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่ามาก น่าจะ
เป็นสิ่งที่ประคองหรือจำกัด Downside Risk
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: KimEng เสนอ “ถือพอร์ตการลงทุนส่วนที่เหลือ” และ
แนะนำ “ซื้อสะสม KTB”
การลงทุนทางเลือก: แนะนำให้นักลงทุน “ถือสถานะ Long ใน S50U10
ข้ามวัน” Stop Loss: S50U10 < 600 จุด ปิด Long และ เปิด Short
Portfolio
Hold: CPF/ MCOT/ BEC/ BBL/ KTB/ PTT/BANPU/ TPC/ MINT/
MAJOR/ BTS/ TVO/ AP/ LH / QH / CPALL/ HEMRAJ / TTA/ HANA/ THCOM
Accumulative Buy: KTB
Technical View
แนวรับ 905 จุด, 880-888 จุด และ 860 จุด ส่วนแนวต้าน 925-930 จุด
กลยุทธ์เป็นการเล่นสลับตัวสลับกลุ่มไปตามแนวโน้มตลาดฯ หรือเก็งกำไรระยะสั้น
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:31:59
ประเด็นสำคัญวันนี้ SET INDEX วานนี้ยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง
ด้วยบรรยากาศการลงทุนรอบเอเชียและยุโรปที่เป็นบวก อีกทั้งเงินทุนต่างชาติที่ไหล
เข้าทั่วเอเชีย รวมถึงไทย ดังจะเห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิทั้ง 3 ตลาด
พร้อมกันเป็นวันที่ 2
ทิศทาง SET INDEX วันนี้คาดว่าจะขยับขึ้นต่อเนื่องจากวานนี้ เพียงแต่จะ
ลดความร้อนแรงลง ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 900-915 จุด พร้อมกับมูลค่า
การซื้อขายที่หนาแน่น โดยปัจจัยบวกวันนี้น่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค.
เชื่อว่าการบริโภค, การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวจะยังส่งสัญญาณการเติบโตต่อ
เนื่องจากเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา รวมถึงการประกาศรายชื่อ 11 โครงการอันตรายในมาบ
ตาพุด เชื่อว่าหุ้นหลักอย่าง PTT และกลุ่มธนาคารจะยังเป็นกลุ่มนำตลาดหุ้นไทย
ต่อเนื่องจากวานนี้
แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนรอบเอเชียเช้าวันนี้จะไม่ชัดเจน เพราะรายได้ส่วน
บุคคลของสหรัฐฯ เดือนก.ค. ออกมาแย่กว่าคาด และกดดัน DJIA – NYMEX แต่เชื่อ
ว่านักลงทุนกลับมองเศรษฐกิจเอเชีย รวมไทยอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่ามาก น่าจะ
เป็นสิ่งที่ประคองหรือจำกัด Downside Risk
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: KimEng เสนอ “ถือพอร์ตการลงทุนส่วนที่เหลือ” และ
แนะนำ “ซื้อสะสม KTB”
การลงทุนทางเลือก: แนะนำให้นักลงทุน “ถือสถานะ Long ใน S50U10
ข้ามวัน” Stop Loss: S50U10 < 600 จุด ปิด Long และ เปิด Short
Portfolio
Hold: CPF/ MCOT/ BEC/ BBL/ KTB/ PTT/BANPU/ TPC/ MINT/
MAJOR/ BTS/ TVO/ AP/ LH / QH / CPALL/ HEMRAJ / TTA/ HANA/ THCOM
Accumulative Buy: KTB
Technical View
แนวรับ 905 จุด, 880-888 จุด และ 860 จุด ส่วนแนวต้าน 925-930 จุด
กลยุทธ์เป็นการเล่นสลับตัวสลับกลุ่มไปตามแนวโน้มตลาดฯ หรือเก็งกำไรระยะสั้น
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:31:59
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
ตลาดมีโอกาสแกว่งตัวผันผวน ดังนั้นจังหวะซื้อยังรอช่วงปรับฐานลงได้...
แนวโน้ม: เมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป กลับมาปรับตัวลงกันอีกครั้ง จากความกังวล
เรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจ
สำคัญๆ ของสหรัฐในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์นี้ก่อนมากกว่า ทำให้การซื้อขายค่อนข้างเบาบาง
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่ก็ตอบรับในเชิงลบ แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรนัก ส่วนตลาดหุ้น
ไทยเราก็เริ่มเห็นแรงขายในระหว่างวันกดดันให้ SET เมื่อวานนี้ไม่สามารถขยับบวกต่อจากช่วง
เปิดมากนัก โดยอยู่ในลักษณะแกว่งตัวแคบๆ และค่อนข้างผันผวนตลอดทั้งวัน ขณะที่หุ้นที่สร้าง
สีสันให้กับ SET ในช่วงนี้อย่างกลุ่มสื่อสาร จากข่าวเรื่องการยื่นประมูล 3G ก็เริ่มมีแรงขายออก
มามากขึ้น หลังมีผู้ยื่นซองประมูลเพียง 3 รายซึ่งก็คือบริษัทย่อยของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่
ด้านมือถือของไทยนั่นเอง ส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงการมาบตาพุดก็
ยังต้องรอดูความชัดเจนของคำพิจารณาของศาลปกครองในวันพฤหัสที่ 2 ก.ย.นี้อีกครั้ง ทำให้คาด
ว่าจะอยู่ในลักษณะแกว่งตัวผันผวนแคบๆ มากกว่า ดังนั้น FSS จึงคาดว่ามีแนวโน้มที่ SET จะ
อยู่ในช่วงของการแกว่งพักฐานลงก่อนได้ ซึ่งมองเป้าหมายการพักตัวที่บริเวณ 900 จุดหรือต่ำ
กว่า จึงยังแนะนำให้รอตลาดปรับลงค่อยพิจารณาเลือกหุ้นเข้าซื้อ
กลยุทธ์: ยังแนะนำให้รอตลาดปรับลงค่อยเลือกหุ้นเข้าทยอยรับ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อไล่
ราคา และน่าจำกัดพอร์ตไว้ด้วย โดยเน้นหุ้นที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานมากๆ เป็น
หลัก ได้แก่ SCB, KBANK, BAY, TCAP, KCE, HANA, DELTA, LPN, QH, SIRI,
SPALI , DCC, ROJNA, GFPT, TTW และ BTS เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (0) 3G กทช.แถลงผลการเปิดรับลงทะเบียนขอใบอนุญาต 3G (ใช้คลื่นความถี่ IMT
ย่านคลื่นความถี่ 2.1 GHz) เมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) สรุปแล้วมีผู้เข้าลงทะเบียนและยื่นเอกสารครบ
ถ้วนจำนวน 3 รายคือบ.ลูกของ ADVANC, DTAC, TRUE กทช. จึงจะออก License 2 ใบ
เรายังเห็นว่าฐานะการเงินของ ADVANC และ DTAC เข้มแข็งกว่า แม้ TRUE จะให้ข่าวว่ามี
SCB ให้การสนับสนุนการเงิน กอปรกับราคาหุ้นปัจจุบันของทั้ง ADVANC และ DTAC ยังมี
ส่วนสดเกิน 10% จากราคาเป้าหมายรวม 3G ที่ 113 บาท และ 54 บาท ตามลำดับ จึงยัง
Rating “Buy” ทั้ง ADVANC และ DTAC
• (+) SSI การซื้อโรงถลุงเหล็ก (Slab) Teesside Cast Products จาก Corus ตอบ
โจทย์ของ SSI ที่ขาดต้นน้ำได้อย่างลงตัว ขณะที่ TCP ก็ขาดปลายน้ำ และกำลังการผลิตของทั้ง
สองโรงงานก็ใกล้เคียงกัน และ SSI ยังมีโอกาสขยายตลาดในยุโรปได้อีก เพียงแต่เราคาดว่าน่า
จะต้องมีการเพิ่มทุนเพราะต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนมากในการสำรองเป็นเงินหมุนเวียนในโรง
ถลุงดังกล่าว เราอาจมีการทบทวนประมาณการใหม่เมื่อมีข้อมูลมากกว่านี้ เราปรับลดคำแนะนำ
ลงเป็น ‘ถือ’ จากเดิม ‘ซื้อ’ เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นมารับข่าวแผนการซื้อ TCP ไปแล้วก่อนจะถูก
ขาย Sell on fact เมื่อวานนี้จนทำให้ upside เหลือเพียง 10%
• Fund Flow วานนี้ไหลเข้าแต่ปริมาณเบาบางมาก โดยเข้าซื้อสุทธิเกือบทุกตลาดใน
จำนวนที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงคาดว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐและ
โลกจะชะลอตัวมากกว่าคาดยังมีอยู่ แม้รัฐบาลกลางสหรัฐยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ
ใหม่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถอดถอยรอบ 2 ดังนั้นเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังไหลเข้าสู่
ตลาดพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าแสดงถึงความต้องการเงินสกุลเอเชียมากขึ้น
ทำให้มีเงินไหลเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรและมีเพียงเล็กน้อยที่ลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนี้
ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้น Outperform ดัชนี MSCI เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึง
เป็นเหตุว่าราคาหุ้นปัจจุบันอาจจะแพงและมี Upside จำกัด
Technical View : “เมื่อวานนี้ดัชนีขยับขึ้นชนแนวต้านในกรอบ 912-914 จุดโดย
ประมาณแล้วเริ่มมีแรงขายกดดันให้แกว่งผันผวนระหว่างวัน ถ้าวันนี้ยังไม่ผ่านแนวต้านแรกนี้ขึ้นก็
ต้องระวังย้อนลงหาแนวรับก่อน ซึ่งต้องตามดูแรงซื้ออีกครั้ง!!”
แนวรับ : 900-896** , 892-890***
แนวต้าน : 912-914**, 920-925***
Technical Picks:
LPN (Bt 9.50 เป้าเทคนิค 10.80-11.30 cut loss ถ้าหลุด 9)
KSL (Bt 11.90 เป้าเทคนิค 13-14 cut loss ถ้าหลุด 11.50)
MDX (Bt 1.47 เป้าเทคนิค 1.68-1.74 cut loss ถ้าหลุด 1.40)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:31:51
แนวโน้ม: เมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป กลับมาปรับตัวลงกันอีกครั้ง จากความกังวล
เรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจ
สำคัญๆ ของสหรัฐในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์นี้ก่อนมากกว่า ทำให้การซื้อขายค่อนข้างเบาบาง
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่ก็ตอบรับในเชิงลบ แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรนัก ส่วนตลาดหุ้น
ไทยเราก็เริ่มเห็นแรงขายในระหว่างวันกดดันให้ SET เมื่อวานนี้ไม่สามารถขยับบวกต่อจากช่วง
เปิดมากนัก โดยอยู่ในลักษณะแกว่งตัวแคบๆ และค่อนข้างผันผวนตลอดทั้งวัน ขณะที่หุ้นที่สร้าง
สีสันให้กับ SET ในช่วงนี้อย่างกลุ่มสื่อสาร จากข่าวเรื่องการยื่นประมูล 3G ก็เริ่มมีแรงขายออก
มามากขึ้น หลังมีผู้ยื่นซองประมูลเพียง 3 รายซึ่งก็คือบริษัทย่อยของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่
ด้านมือถือของไทยนั่นเอง ส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงการมาบตาพุดก็
ยังต้องรอดูความชัดเจนของคำพิจารณาของศาลปกครองในวันพฤหัสที่ 2 ก.ย.นี้อีกครั้ง ทำให้คาด
ว่าจะอยู่ในลักษณะแกว่งตัวผันผวนแคบๆ มากกว่า ดังนั้น FSS จึงคาดว่ามีแนวโน้มที่ SET จะ
อยู่ในช่วงของการแกว่งพักฐานลงก่อนได้ ซึ่งมองเป้าหมายการพักตัวที่บริเวณ 900 จุดหรือต่ำ
กว่า จึงยังแนะนำให้รอตลาดปรับลงค่อยพิจารณาเลือกหุ้นเข้าซื้อ
กลยุทธ์: ยังแนะนำให้รอตลาดปรับลงค่อยเลือกหุ้นเข้าทยอยรับ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อไล่
ราคา และน่าจำกัดพอร์ตไว้ด้วย โดยเน้นหุ้นที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานมากๆ เป็น
หลัก ได้แก่ SCB, KBANK, BAY, TCAP, KCE, HANA, DELTA, LPN, QH, SIRI,
SPALI , DCC, ROJNA, GFPT, TTW และ BTS เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (0) 3G กทช.แถลงผลการเปิดรับลงทะเบียนขอใบอนุญาต 3G (ใช้คลื่นความถี่ IMT
ย่านคลื่นความถี่ 2.1 GHz) เมื่อวานนี้ (30 ส.ค.) สรุปแล้วมีผู้เข้าลงทะเบียนและยื่นเอกสารครบ
ถ้วนจำนวน 3 รายคือบ.ลูกของ ADVANC, DTAC, TRUE กทช. จึงจะออก License 2 ใบ
เรายังเห็นว่าฐานะการเงินของ ADVANC และ DTAC เข้มแข็งกว่า แม้ TRUE จะให้ข่าวว่ามี
SCB ให้การสนับสนุนการเงิน กอปรกับราคาหุ้นปัจจุบันของทั้ง ADVANC และ DTAC ยังมี
ส่วนสดเกิน 10% จากราคาเป้าหมายรวม 3G ที่ 113 บาท และ 54 บาท ตามลำดับ จึงยัง
Rating “Buy” ทั้ง ADVANC และ DTAC
• (+) SSI การซื้อโรงถลุงเหล็ก (Slab) Teesside Cast Products จาก Corus ตอบ
โจทย์ของ SSI ที่ขาดต้นน้ำได้อย่างลงตัว ขณะที่ TCP ก็ขาดปลายน้ำ และกำลังการผลิตของทั้ง
สองโรงงานก็ใกล้เคียงกัน และ SSI ยังมีโอกาสขยายตลาดในยุโรปได้อีก เพียงแต่เราคาดว่าน่า
จะต้องมีการเพิ่มทุนเพราะต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนมากในการสำรองเป็นเงินหมุนเวียนในโรง
ถลุงดังกล่าว เราอาจมีการทบทวนประมาณการใหม่เมื่อมีข้อมูลมากกว่านี้ เราปรับลดคำแนะนำ
ลงเป็น ‘ถือ’ จากเดิม ‘ซื้อ’ เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นมารับข่าวแผนการซื้อ TCP ไปแล้วก่อนจะถูก
ขาย Sell on fact เมื่อวานนี้จนทำให้ upside เหลือเพียง 10%
• Fund Flow วานนี้ไหลเข้าแต่ปริมาณเบาบางมาก โดยเข้าซื้อสุทธิเกือบทุกตลาดใน
จำนวนที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงคาดว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐและ
โลกจะชะลอตัวมากกว่าคาดยังมีอยู่ แม้รัฐบาลกลางสหรัฐยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ
ใหม่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถอดถอยรอบ 2 ดังนั้นเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังไหลเข้าสู่
ตลาดพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าแสดงถึงความต้องการเงินสกุลเอเชียมากขึ้น
ทำให้มีเงินไหลเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรและมีเพียงเล็กน้อยที่ลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนี้
ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้น Outperform ดัชนี MSCI เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึง
เป็นเหตุว่าราคาหุ้นปัจจุบันอาจจะแพงและมี Upside จำกัด
Technical View : “เมื่อวานนี้ดัชนีขยับขึ้นชนแนวต้านในกรอบ 912-914 จุดโดย
ประมาณแล้วเริ่มมีแรงขายกดดันให้แกว่งผันผวนระหว่างวัน ถ้าวันนี้ยังไม่ผ่านแนวต้านแรกนี้ขึ้นก็
ต้องระวังย้อนลงหาแนวรับก่อน ซึ่งต้องตามดูแรงซื้ออีกครั้ง!!”
แนวรับ : 900-896** , 892-890***
แนวต้าน : 912-914**, 920-925***
Technical Picks:
LPN (Bt 9.50 เป้าเทคนิค 10.80-11.30 cut loss ถ้าหลุด 9)
KSL (Bt 11.90 เป้าเทคนิค 13-14 cut loss ถ้าหลุด 11.50)
MDX (Bt 1.47 เป้าเทคนิค 1.68-1.74 cut loss ถ้าหลุด 1.40)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:31:51
บล.บีฟิท : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
Market Attitude
ปัจจัยนอกไม่สดใสแค่ลุ้นปัจจัยภายในต่อ
หลังจากที่ขึ้นมาได้เพียง 1 วันก็กลับมาย่ำแย่ลงอีก สำหรับหุ้นต่างประเทศ
โดยตลาดสหรัฐก็ยังคงกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเหมือนเดิม หลังตัว
เลขเศรษฐกิจล่าสุด ไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค.เพิ่มขึ้นน้อย
กว่าที่ส่วนใหญ่คาด ซึ่งก็บดบังตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้น ในเดือนก.ค.
เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือน และมากกว่าที่ส่วนใหญ่คาด นอกจากนี้
ก็มีการปรับตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 2 ปี 2553 ของสหรัฐ ลงมาที่ 1.6% ซึ่งต่ำกว่าที่
ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 2.4% นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่จะ
ประกาศในสัปดาห์นี้อีก ที่สำคัญก็มีดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีภาคการผลิต และ
ข้อมูลด้านแรงงานด้วย โดยตลาดหุ้นสหรัฐยังมีความเสี่ยงที่จะปรับลงได้อีก ภาวะ
ตลาดในภูมิภาคเช้านี้ปรับลงตามหุ้นสหรัฐ มาที่บ้านเราประเด็นยังเป็นเรื่องเดิมๆ
อย่างมาบตาพุด ที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 2 ก.ย. นี้ ตลาดมองกันไปในทางบวกเป็น
ส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากมีพลิกผัน จะถ่วงตลาดลงแรงได้เช่นกัน และประเด็น 3จี ที่เห็น
ภาพมากขึ้นสำหรับผู้เข้าประมูล ซึ่งก็เป็นผู้ประกอบการหลักๆ อยู่แล้ว ส่วนผู้เล่นรอง
ที่เคยแสดงความสนใจก่อนหน้านั้นเริ่มถอยออกไป ทิ้งไว้แต่ภาพการเก็งกำไรในหุ้น
ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะกลับมาผันผวน ภาวะ
ภายนอกไม่เป็นใจในการปรับขึ้นนัก แต่ปัจจัยภายในยังอาจทำให้มีลุ้นต่อได้ กาที่
ดัชนีขึ้นผ่านระดับ 900 จุด ก็เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร แต่เราก็ให้ระวังการ
ขายทำกำไรไว้ตลอด
กลยุทธ์การลงทุน
ระยะกลาง : ถือต่อ ... (จุดถอยอยู่ที่ 885 จุด)
ระยะสั้น : ลุ้นต่อ-เก็งกำไรต่อ ... (ห้ามหลุด 900 จุด)
Market Viewpoint
ตลาดหุ้นสหรัฐ ดาวโจนส์ -140.92 จุด หรือ -1.39% ปิดที่ 10,009.73
จากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังมีการเปิดเผย
รายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้
รวมทั้งปรับลดการประเมินตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 นอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวัง
ก่อนที่ทางการสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์และตัวเลขจ้างงานเดือน
ส.ค.ในสัปดาห์นี้
น้ำมันดิบ NYMEX -0.47 ดอลลาร์ หรือ -0.63% ปิดที่ 74.70 ดอลลาร์/
บาร์เรล ตามตลาดหุ้นที่ร่วงลง หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
ของสหรัฐไม่สามารถลดความกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
สหรัฐ - ประธานเฟด ส่งสัญญาณว่า จะกดดันให้มีการผ่อนคลายนโยบาย
การเงินลงไปอีกก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
3G - กทช. เผยมีเอกชนยื่นซองประมูลใบอนุญาต 3G 4 ราย แต่คุณสมบัติ
ไม่ผ่าน 1 ราย สำหรับ 3 ราย ล้วนเป็นบริษัทย่อยของ ADVANC, DTAC และ TRUE
คณะกรรมการ กทช. จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติการประมูลในวันที่ 14
กันยายน และจะเปิดประมูลวันที่ 20 กันยายน
SAMART - ไม่ยื่นประมูลใบอนุญาต 3G, เลือกขยายบริการ MVNO เต็มรูป
แบบแทน
SSI - กำลังศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มทุน หรือกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อ
ใช้ซื้อโรงถลุงเหล็กจากกลุ่มทาทาสตีล
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:28:23
ปัจจัยนอกไม่สดใสแค่ลุ้นปัจจัยภายในต่อ
หลังจากที่ขึ้นมาได้เพียง 1 วันก็กลับมาย่ำแย่ลงอีก สำหรับหุ้นต่างประเทศ
โดยตลาดสหรัฐก็ยังคงกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเหมือนเดิม หลังตัว
เลขเศรษฐกิจล่าสุด ไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยรายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค.เพิ่มขึ้นน้อย
กว่าที่ส่วนใหญ่คาด ซึ่งก็บดบังตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้น ในเดือนก.ค.
เป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือน และมากกว่าที่ส่วนใหญ่คาด นอกจากนี้
ก็มีการปรับตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 2 ปี 2553 ของสหรัฐ ลงมาที่ 1.6% ซึ่งต่ำกว่าที่
ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 2.4% นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่จะ
ประกาศในสัปดาห์นี้อีก ที่สำคัญก็มีดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีภาคการผลิต และ
ข้อมูลด้านแรงงานด้วย โดยตลาดหุ้นสหรัฐยังมีความเสี่ยงที่จะปรับลงได้อีก ภาวะ
ตลาดในภูมิภาคเช้านี้ปรับลงตามหุ้นสหรัฐ มาที่บ้านเราประเด็นยังเป็นเรื่องเดิมๆ
อย่างมาบตาพุด ที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 2 ก.ย. นี้ ตลาดมองกันไปในทางบวกเป็น
ส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากมีพลิกผัน จะถ่วงตลาดลงแรงได้เช่นกัน และประเด็น 3จี ที่เห็น
ภาพมากขึ้นสำหรับผู้เข้าประมูล ซึ่งก็เป็นผู้ประกอบการหลักๆ อยู่แล้ว ส่วนผู้เล่นรอง
ที่เคยแสดงความสนใจก่อนหน้านั้นเริ่มถอยออกไป ทิ้งไว้แต่ภาพการเก็งกำไรในหุ้น
ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีจะกลับมาผันผวน ภาวะ
ภายนอกไม่เป็นใจในการปรับขึ้นนัก แต่ปัจจัยภายในยังอาจทำให้มีลุ้นต่อได้ กาที่
ดัชนีขึ้นผ่านระดับ 900 จุด ก็เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร แต่เราก็ให้ระวังการ
ขายทำกำไรไว้ตลอด
กลยุทธ์การลงทุน
ระยะกลาง : ถือต่อ ... (จุดถอยอยู่ที่ 885 จุด)
ระยะสั้น : ลุ้นต่อ-เก็งกำไรต่อ ... (ห้ามหลุด 900 จุด)
Market Viewpoint
ตลาดหุ้นสหรัฐ ดาวโจนส์ -140.92 จุด หรือ -1.39% ปิดที่ 10,009.73
จากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังมีการเปิดเผย
รายได้ส่วนบุคคลเดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้
รวมทั้งปรับลดการประเมินตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 นอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวัง
ก่อนที่ทางการสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์และตัวเลขจ้างงานเดือน
ส.ค.ในสัปดาห์นี้
น้ำมันดิบ NYMEX -0.47 ดอลลาร์ หรือ -0.63% ปิดที่ 74.70 ดอลลาร์/
บาร์เรล ตามตลาดหุ้นที่ร่วงลง หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
ของสหรัฐไม่สามารถลดความกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
สหรัฐ - ประธานเฟด ส่งสัญญาณว่า จะกดดันให้มีการผ่อนคลายนโยบาย
การเงินลงไปอีกก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
3G - กทช. เผยมีเอกชนยื่นซองประมูลใบอนุญาต 3G 4 ราย แต่คุณสมบัติ
ไม่ผ่าน 1 ราย สำหรับ 3 ราย ล้วนเป็นบริษัทย่อยของ ADVANC, DTAC และ TRUE
คณะกรรมการ กทช. จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติการประมูลในวันที่ 14
กันยายน และจะเปิดประมูลวันที่ 20 กันยายน
SAMART - ไม่ยื่นประมูลใบอนุญาต 3G, เลือกขยายบริการ MVNO เต็มรูป
แบบแทน
SSI - กำลังศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มทุน หรือกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อ
ใช้ซื้อโรงถลุงเหล็กจากกลุ่มทาทาสตีล
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:28:23
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
Market Recap and Trend: SET อาจปรับลงมาปิด GAP บริเวณ 900 จุด...คาดตัวเลข
เศรษฐกิจเดือน ก.ค. ออกมาดีต่อเนื่อง
การปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นต่างประเทศ แนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนจากต่าง
ประเทศส่งผลให้วานนี้ SET ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง 1.04% ปิดตลาดที่ 909.65 จุด โดยหุ้นขนาด
ใหญ่ในกลุ่มพลังงาน สื่อสาร และธนาคาร เป็นหุ้นกลุ่มนำตลาด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น
39,843 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 1,113 ล้านบาท การปรับลดลงของตลาดหุ้น
Dow Jones 1.39% จากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยกดดัน SET วันนี้ โดยมี
โอกาสปรับลดลงไปปิด GAP ทางเทคนิคที่บริเวณ 900 จุด สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค.
จะประกาศวันนี้ คาดว่าจะออกมาดีต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิต การบริ
โภค และการลงทุน ซึ่งจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ
หรือยุโรป ทำให้คาดการณ์ว่าเงินทุนจะยังไหลเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงนี้ โดยเงินบาทยังคงแข็ง
ค่าอยู่ที่ระดับ 31.3 บาท/ดอลลาร์ฯ เช้านี้
Investment Strategy: ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET อิงวิธี Bottom Up เป็น 1,035 จุด
แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารเมื่อ SET อ่อนตัวมาที่บริเวณ 900 จุด เราปรับ
เพิ่มมูลค่าพื้นฐาน SET อิงวิธี Bottom-Up เป็น 1,035 จุด สูงขึ้นประมาณ 12% จากเดิมที่
920 จุด ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการ Rollover มูลค่าพื้นฐาน SET อิงกับ Valuation ปี 2554
(ดูรายละเอียดในรายงานทิศหุ้นเดือน ก.ย.) โดยหุ้นกลุ่มธนาคาร และชิ้นส่วนยานยนต์ยังเป็นกลุ่ม
ที่เราให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากการขยาย
ตัวของเศรษฐกิจโดยตรง โดยเราให้ BBL, KBANK, TCAP, KTB, STANLY,และ SAT เป็น
หุ้นเด่นในกลุ่ม ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น เราคงแนะนำใช้กลยุทธ์ Let the profit run
โดยมีจุด Trailing Stop ที่ 885 จุด เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง สำหรับหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่
• KTB – นอกจากจะได้รับผลดีโดยตรงจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจแล้ว ยังได้รับ
ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐฯ... ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 15.6 บาท
• TCAP – การเข้าซื้อ SCIB ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินต่ำลง ขณะที่ยังได้รับผลดีจาก
การขยายธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งคิดเป็น 50% ของสินเชื่อทั้งหมด...ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 39 บาท
Futures Strategy :
แนะนำถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 610 จุด (ดูรายละเอียดใน
Derivative Strategy)
AUTO :
เพิ่ม TISCO และ EGCO เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ดีกว่าอัตราผลตอบแทน
SET ที่ +0.7% (Update วันที่ 30 ส.ค. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน +0.7% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 2.0% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +231% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +28.3% อยู่ 158% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมี
อัตราผลตอบแทน 44% ดีกว่าผลตอบแทน SET ที่ 22.6% อยู่ 21.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
CPALL และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ต หรือมีอัตราผลตอบแทน
+12.7% และ 1.8% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์
จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่า
ธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มผลการ
ดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมากขึ้นกรณีสัมปทาน 3G) และ เพิ่ม
QH เข้ามาในพอร์ต โดยเป็น Top Picks ในกลุ่มอสังหาฯ ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น
มากในช่วง 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1.39% ขณะที่ดัชนี S&P 500
ปิดลดลง 1.47% โดยได้รับแรงกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้
ส่งผลให้หุ้นกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่ม
สินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง ขณะเดียวกัน นักลงทุนลังเลที่จะเข้าลงทุนก่อนการเปิดเผยข้อมูลภาคการ
ผลิต, บริการและตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะยืนยันว่าการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจกำลังชะลอลง
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ต.ค. ปิด
ลดลง 47 เซนต์ หรือ 0.63% มาปิดที่ 74.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจาก
ความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา
เปิดเผยว่าได้หารือกับบรรดาที่ปรึกษาเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวทาง
เศรษฐกิจไม่ได้ช่วยหนุนตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันร่วงลงในเวลาต่อมา ขณะที่นักลงทุนใช้
ความระมัดระวังในการลงทุนก่อนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลข
ตำแหน่งงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานที่จะออกมาในวันศุกร์ที่ 3 ก.ย.
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบเยน ดอลลาร์ร่วงลงต่ำกว่า 85 เยนและยูโรร่วงลงมากกว่า 1%
เมื่อเทียบกับเยน หลังบีโอเจเพิ่มวงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ให้กับธนาคารสู่ 30 ล้านล้านเยน
(3.51 แสนล้านดอลลาร์) จาก 20 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ ความเห็นจากนายมาซาเอกิ ชิรากาวา
ผู้ว่าการบีโอเจยังช่วยหนุนเยนขึ้นด้วย โดยระบุว่านายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ไม่ได้เรียกร้อง
เกี่ยวกับนโยบายการเงินของบีโอเจ และระบุว่า นโยบายของบีโอเจจะไม่ผูกติดกับการเคลื่อนไหว
ของเยนและหุ้น โดยการปรับตัวขึ้นของเยนเป็นผลจากการที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ไม่มีรายงานดัชนีค่าระวางเรือเทกอง
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:21:39
Market Recap and Trend: SET อาจปรับลงมาปิด GAP บริเวณ 900 จุด...คาดตัวเลข
เศรษฐกิจเดือน ก.ค. ออกมาดีต่อเนื่อง
การปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นต่างประเทศ แนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนจากต่าง
ประเทศส่งผลให้วานนี้ SET ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง 1.04% ปิดตลาดที่ 909.65 จุด โดยหุ้นขนาด
ใหญ่ในกลุ่มพลังงาน สื่อสาร และธนาคาร เป็นหุ้นกลุ่มนำตลาด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น
39,843 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 1,113 ล้านบาท การปรับลดลงของตลาดหุ้น
Dow Jones 1.39% จากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยกดดัน SET วันนี้ โดยมี
โอกาสปรับลดลงไปปิด GAP ทางเทคนิคที่บริเวณ 900 จุด สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค.
จะประกาศวันนี้ คาดว่าจะออกมาดีต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิต การบริ
โภค และการลงทุน ซึ่งจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ
หรือยุโรป ทำให้คาดการณ์ว่าเงินทุนจะยังไหลเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงนี้ โดยเงินบาทยังคงแข็ง
ค่าอยู่ที่ระดับ 31.3 บาท/ดอลลาร์ฯ เช้านี้
Investment Strategy: ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET อิงวิธี Bottom Up เป็น 1,035 จุด
แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารเมื่อ SET อ่อนตัวมาที่บริเวณ 900 จุด เราปรับ
เพิ่มมูลค่าพื้นฐาน SET อิงวิธี Bottom-Up เป็น 1,035 จุด สูงขึ้นประมาณ 12% จากเดิมที่
920 จุด ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการ Rollover มูลค่าพื้นฐาน SET อิงกับ Valuation ปี 2554
(ดูรายละเอียดในรายงานทิศหุ้นเดือน ก.ย.) โดยหุ้นกลุ่มธนาคาร และชิ้นส่วนยานยนต์ยังเป็นกลุ่ม
ที่เราให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากการขยาย
ตัวของเศรษฐกิจโดยตรง โดยเราให้ BBL, KBANK, TCAP, KTB, STANLY,และ SAT เป็น
หุ้นเด่นในกลุ่ม ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น เราคงแนะนำใช้กลยุทธ์ Let the profit run
โดยมีจุด Trailing Stop ที่ 885 จุด เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง สำหรับหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่
• KTB – นอกจากจะได้รับผลดีโดยตรงจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจแล้ว ยังได้รับ
ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐฯ... ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 15.6 บาท
• TCAP – การเข้าซื้อ SCIB ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินต่ำลง ขณะที่ยังได้รับผลดีจาก
การขยายธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งคิดเป็น 50% ของสินเชื่อทั้งหมด...ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 39 บาท
Futures Strategy :
แนะนำถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 610 จุด (ดูรายละเอียดใน
Derivative Strategy)
AUTO :
เพิ่ม TISCO และ EGCO เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ดีกว่าอัตราผลตอบแทน
SET ที่ +0.7% (Update วันที่ 30 ส.ค. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน +0.7% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 2.0% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +231% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +28.3% อยู่ 158% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมี
อัตราผลตอบแทน 44% ดีกว่าผลตอบแทน SET ที่ 22.6% อยู่ 21.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
CPALL และ BBL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ต หรือมีอัตราผลตอบแทน
+12.7% และ 1.8% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์
จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่า
ธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มผลการ
ดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมากขึ้นกรณีสัมปทาน 3G) และ เพิ่ม
QH เข้ามาในพอร์ต โดยเป็น Top Picks ในกลุ่มอสังหาฯ ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น
มากในช่วง 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1.39% ขณะที่ดัชนี S&P 500
ปิดลดลง 1.47% โดยได้รับแรงกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้
ส่งผลให้หุ้นกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่ม
สินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง ขณะเดียวกัน นักลงทุนลังเลที่จะเข้าลงทุนก่อนการเปิดเผยข้อมูลภาคการ
ผลิต, บริการและตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะยืนยันว่าการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจกำลังชะลอลง
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ต.ค. ปิด
ลดลง 47 เซนต์ หรือ 0.63% มาปิดที่ 74.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจาก
ความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา
เปิดเผยว่าได้หารือกับบรรดาที่ปรึกษาเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวทาง
เศรษฐกิจไม่ได้ช่วยหนุนตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันร่วงลงในเวลาต่อมา ขณะที่นักลงทุนใช้
ความระมัดระวังในการลงทุนก่อนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลข
ตำแหน่งงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานที่จะออกมาในวันศุกร์ที่ 3 ก.ย.
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบเยน ดอลลาร์ร่วงลงต่ำกว่า 85 เยนและยูโรร่วงลงมากกว่า 1%
เมื่อเทียบกับเยน หลังบีโอเจเพิ่มวงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ให้กับธนาคารสู่ 30 ล้านล้านเยน
(3.51 แสนล้านดอลลาร์) จาก 20 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ ความเห็นจากนายมาซาเอกิ ชิรากาวา
ผู้ว่าการบีโอเจยังช่วยหนุนเยนขึ้นด้วย โดยระบุว่านายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ไม่ได้เรียกร้อง
เกี่ยวกับนโยบายการเงินของบีโอเจ และระบุว่า นโยบายของบีโอเจจะไม่ผูกติดกับการเคลื่อนไหว
ของเยนและหุ้น โดยการปรับตัวขึ้นของเยนเป็นผลจากการที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ไม่มีรายงานดัชนีค่าระวางเรือเทกอง
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:21:39
บล.ธนชาต : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
บล.ธนชาต : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
วันนี้ คาดว่าจะมีแรงขายในกลุ่มสื่อสารต่อเนื่องอีก หลังจากที่มีผู้ผ่านเข้าประมูลใบ
อนุญาต 3G เพียงแค่ 3 ราย กทช.จะเปิดประมูลแค่ 2 ใบทำให้มีความกังวลว่าราคาใบอนุญาตจะ
สูงขึ้นเพราะการแข่งขันประมูล เชื่อว่า ADVANC และ DTAC จะได้ใบอนุญาตในรอบแรก
จึงยังแนะนำ “ซื้อสะสม” ส่วน TRUE มีความเสี่ยงเพราะอ่อนแอด้านการเงิน หุ้นเด่นวันนี้แนะนำ
BAY ยังเป็นเรื่องของการฟื้นตัวของกำลังซื้อประชาชนทำให้แนวโน้มสินเชื่อรายย่อยเติบโตและ
สนับสนุนให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญวันนี้
BAY ได้ประโยชน์จากสินเชื่อรายย่อยมากที่สุด ธปท.รายงานว่าสินเชื่อของ
ธนาคารทั้งระบบใน 2Q53 เพิ่ม 5.3% โดยสินเชื่อเพื่อการบริโภคยังขยายตัวได้ดีสุด
14.3% สินเชื่อ SME และสินเชื่อ Corporate ขยายตัวเท่ากันที่2.1% ส่วนสินเชื่อ
เดือน ก.ค. BAY เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อโตสูงสุด 1% m-m และคาดว่าจะมีแนวโน้ม
ที่ดีขึ้นอีกในครึ่งปีหลังตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของประชาชน เนื่องจาก BAY มีฐาน
กลุ่มลูกค้ารายย่อยแข็งแกร่ง คิดเป็น 42% ของพอร์ทสินเชื่อรวมถึงการมีสาขา
จำนวนมากและได้รับการสนับสนุนจาก GE ทำให้ BAY น่าได้ประโยชน์จาก
แนวโน้มการบริโภคของไทยที่ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ 30% ของพอร์ตสินเชื่อที่มาจาก
กลุ่มลุกค้าบุคคลทำให้ BAY มีผลตอบแทนจากการให้กู้เงินสูงที่สุด ส่งผลให้ส่วนต่าง
ดอกเบี้ย (NIM) สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ระดับ 4.6% ในปีนี้ และ 4.8%
ในปีหน้า ราคาเป้าหมาย 27 บาท ยังมี Upside อีก 28% แนะนำ “ซื้อ”
ผิดความคาดหมาย ผู้เข้าร่วมประมูล 3G รอบแรกแค่ 3 ราย ยังให้ซื้อ DTAC
แต่ระวัง TRUE มีผู้ยื่นคำขอไป 4 ราย แต่บ.วินวินเอ็นจีวีถูกกทช.ตัดสิทธิ์เนื่องจาก
เอกสารไม่ครบ ดังนั้นกทช.จะเปิดประมูลเพียง 2 ใบ ตามสูตร N–1 คาดว่า
ADVANC DTAC จะได้ใบอนุญาตรอบแรก เราจึงยังแนะนำ “ซื้อ” ส่วน TRUE มี
ความเสี่ยงเพราะฐานะทางการเงินที่อ่อนแอที่สุด แม้ว่าจะมีโอกาสในรอบที่ 2 แต่
การทำตลาดที่ช้ากว่า 3 เดือนทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ
จากนี้คือเรื่องที่บอร์ด กสท. จะยื่นฟ้อง กทช. ว่าไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาต
3G อยู่ระหว่างรอความเห็นจากไอซีทีและคลัง หากทั้งสองเห็นด้วยและศาลปกครอง
รับฟ้องจะเป็นลบต่อกลุ่มสื่อสาร
สรุปภาพตลาดวานนี้
SET บวกต่อแต่ยังไม่ผ่าน 910 จุด ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับตลาดหุ้น
ในภูมิภาคจากอานิสงค์ของ DJ ปรับขึ้นก่อนหน้า และ การประกาศมาตรการกระตุ้น
เศรษฐกิจของ BOJ ในช่วงเช้า SET ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 913.81 จุด แต่บ่ายปิด
บวก 9.28 จุด ที่ 909.65 จุด โดยกลุ่มธนาคารฯกลับมาช่วยหนุนตลาดหลังมีแรงเท
ขายทำกำไรกลุ่มสื่อสารและหุ้นที่ราคาเต็มมูลค่า แต่นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุน
สถาบันกลับมาซื้อสุทธิเพิ่มมากขึ้น
DJ และราคาน้ำมันอ่อนตัว แม้จะมีรายงานยอดการใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯ
เดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน แต่นักลงทุนไม่ตอบรับข่าวดี โดย DJ ปรับลง
140.92 จุด แต่ยังไม่หลุดระดับ 1 หมื่นจุด ส่วนราคาน้ำมันอ่อนตัวครั้งแรกในรอบ 3
วัน US$0.47 ปิดที่ US$74.70/bbl ตามข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐฯซึ่งจะเปิดเผยใน
สัปดาห์นี้ทั้งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและตัวเลขคนว่างงานที่คาดว่าจะอ่อนแอลง
จากครั้งก่อน
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:17:34
วันนี้ คาดว่าจะมีแรงขายในกลุ่มสื่อสารต่อเนื่องอีก หลังจากที่มีผู้ผ่านเข้าประมูลใบ
อนุญาต 3G เพียงแค่ 3 ราย กทช.จะเปิดประมูลแค่ 2 ใบทำให้มีความกังวลว่าราคาใบอนุญาตจะ
สูงขึ้นเพราะการแข่งขันประมูล เชื่อว่า ADVANC และ DTAC จะได้ใบอนุญาตในรอบแรก
จึงยังแนะนำ “ซื้อสะสม” ส่วน TRUE มีความเสี่ยงเพราะอ่อนแอด้านการเงิน หุ้นเด่นวันนี้แนะนำ
BAY ยังเป็นเรื่องของการฟื้นตัวของกำลังซื้อประชาชนทำให้แนวโน้มสินเชื่อรายย่อยเติบโตและ
สนับสนุนให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญวันนี้
BAY ได้ประโยชน์จากสินเชื่อรายย่อยมากที่สุด ธปท.รายงานว่าสินเชื่อของ
ธนาคารทั้งระบบใน 2Q53 เพิ่ม 5.3% โดยสินเชื่อเพื่อการบริโภคยังขยายตัวได้ดีสุด
14.3% สินเชื่อ SME และสินเชื่อ Corporate ขยายตัวเท่ากันที่2.1% ส่วนสินเชื่อ
เดือน ก.ค. BAY เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อโตสูงสุด 1% m-m และคาดว่าจะมีแนวโน้ม
ที่ดีขึ้นอีกในครึ่งปีหลังตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของประชาชน เนื่องจาก BAY มีฐาน
กลุ่มลูกค้ารายย่อยแข็งแกร่ง คิดเป็น 42% ของพอร์ทสินเชื่อรวมถึงการมีสาขา
จำนวนมากและได้รับการสนับสนุนจาก GE ทำให้ BAY น่าได้ประโยชน์จาก
แนวโน้มการบริโภคของไทยที่ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ 30% ของพอร์ตสินเชื่อที่มาจาก
กลุ่มลุกค้าบุคคลทำให้ BAY มีผลตอบแทนจากการให้กู้เงินสูงที่สุด ส่งผลให้ส่วนต่าง
ดอกเบี้ย (NIM) สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ระดับ 4.6% ในปีนี้ และ 4.8%
ในปีหน้า ราคาเป้าหมาย 27 บาท ยังมี Upside อีก 28% แนะนำ “ซื้อ”
ผิดความคาดหมาย ผู้เข้าร่วมประมูล 3G รอบแรกแค่ 3 ราย ยังให้ซื้อ DTAC
แต่ระวัง TRUE มีผู้ยื่นคำขอไป 4 ราย แต่บ.วินวินเอ็นจีวีถูกกทช.ตัดสิทธิ์เนื่องจาก
เอกสารไม่ครบ ดังนั้นกทช.จะเปิดประมูลเพียง 2 ใบ ตามสูตร N–1 คาดว่า
ADVANC DTAC จะได้ใบอนุญาตรอบแรก เราจึงยังแนะนำ “ซื้อ” ส่วน TRUE มี
ความเสี่ยงเพราะฐานะทางการเงินที่อ่อนแอที่สุด แม้ว่าจะมีโอกาสในรอบที่ 2 แต่
การทำตลาดที่ช้ากว่า 3 เดือนทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ
จากนี้คือเรื่องที่บอร์ด กสท. จะยื่นฟ้อง กทช. ว่าไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาต
3G อยู่ระหว่างรอความเห็นจากไอซีทีและคลัง หากทั้งสองเห็นด้วยและศาลปกครอง
รับฟ้องจะเป็นลบต่อกลุ่มสื่อสาร
สรุปภาพตลาดวานนี้
SET บวกต่อแต่ยังไม่ผ่าน 910 จุด ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับตลาดหุ้น
ในภูมิภาคจากอานิสงค์ของ DJ ปรับขึ้นก่อนหน้า และ การประกาศมาตรการกระตุ้น
เศรษฐกิจของ BOJ ในช่วงเช้า SET ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 913.81 จุด แต่บ่ายปิด
บวก 9.28 จุด ที่ 909.65 จุด โดยกลุ่มธนาคารฯกลับมาช่วยหนุนตลาดหลังมีแรงเท
ขายทำกำไรกลุ่มสื่อสารและหุ้นที่ราคาเต็มมูลค่า แต่นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุน
สถาบันกลับมาซื้อสุทธิเพิ่มมากขึ้น
DJ และราคาน้ำมันอ่อนตัว แม้จะมีรายงานยอดการใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐฯ
เดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน แต่นักลงทุนไม่ตอบรับข่าวดี โดย DJ ปรับลง
140.92 จุด แต่ยังไม่หลุดระดับ 1 หมื่นจุด ส่วนราคาน้ำมันอ่อนตัวครั้งแรกในรอบ 3
วัน US$0.47 ปิดที่ US$74.70/bbl ตามข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐฯซึ่งจะเปิดเผยใน
สัปดาห์นี้ทั้งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและตัวเลขคนว่างงานที่คาดว่าจะอ่อนแอลง
จากครั้งก่อน
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:17:34
บล.ทรีนีตี้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
บล.ทรีนีตี้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
ไปลุ้น 913 ขึ้นไปอีก รอแบงก์-พลังงาน ทะยาน
กลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มกลับมา Perform ดี ซึ่งเป็นภาพที่ดีของตลาดหุ้นไทย วันนี้รอมาบ
ตาพุดเข้า ครม.คาดผ่านไปได้แม้จะมีข่าวจะมีผู้ประท้วงคัดค้านรวมตัวกันส่วนปลดล็อคต้องรอ
ศาลสั่ง 2 ก.ย.นี้ คาดตลาดยังควรมี Momentum ขึ้นได้อีกแต่ต้องทดสอบ 913 ดูก่อน ICT อาจ
ถูก Sell on Fact ยกเว้น ADVANC ลงทุนหุ้นอย่างมี Momentum Play ยังคงเลือก CPN,
TVO, ROJNA สนใจ SVI เป็นอิเล็คทรอนิกส์ที่ไม่ถูกผลกระทบค่าบาทแข ็งมากเท่าตัวอื่น
เพราะหนักทางนำเข้า
กรอบวันนี้ แนวรับ 900 แนวต้าน 915
Market Summary
( - ) ประมูล 3G คนหน้าเดิมแข่งกันเอง: มีผู้ประมูลผ่านคุณสมบัติเพียง 3 รายทำให้
เกิดความเสี่ยงว่ามีเพียง 2 รายเท่านั้นที่จะได้ทำ 3G ส่วนอีกรายต้องเข้าประมูลใหม่หลังจากนั้น
90 วัน แม้วานนี้จะมีบริษัทเอกชนเข้ายื่นเอกสารทั้งสิ้น 4ราย แต่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
เบื้องต้นเพียง 3 ราย ประกอบด้วย บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด เครือ ADVANC
บริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ตจำกัด เครือ DTAC, บริษัท เรียลมูฟ จำกัด บริษัทในเครือ TRUE,
ขณะที่บริษัทวินวิน เอ็นจีวี จำกัด ไม่ผ่านการตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นเนื่องจากไม่มีเอกสารรับรอง
ทางการเงิน โดยเงื่อนไขในการเข้าประมูล บริษัทผู้ประมูลต้องวางเงินมัดจำ10% ของราคาเริ่ม
ต้นการประมูล 1,280 ล้านบาท พร้อมเงินอีก 5 แสนบาทเป็นค่าธรรมเนียมในการพิจารณา
ประกอบคำขอใบอนุญาตโทรคมนาคมประเภทที่ 3การประมูลครั้งนี้จึงมีเพียง 3 บริษัท กทช.จึง
ออกใบอนุญาตได้จำนวน 2 ใบ โดยใช้สูตร N-1 ที่น่าแปลกใจคือไม่มีต่างชาติเข้าประมูลเลย เรา
คาดว่าผู้อยู่ในจุดลอยลำคือ ADVANC และผู้อยู่ในจุดเสี่ยงสุดคือ TRUE สถานการณ์เป็นเช่นนี้
คาดว่าทำให้ราคาประมูลใบอนุญาตสูงขึ้น ระยะสั้นแม้ดูคึกคัก แต่เราคาดว่ากระทบทำให้หุ้นตก
ได้ แนะนำซื้อ ADVANC เช่นเดิม ราคาเป้าหมาย 112 บาท DTAC ซื้อแต่เก็งกำไรสั้นไม่เกิน
51 บาทไปก่อน TRUE รอซื้ออ่อนตัวต่ำกว่า 7 บาท
( + ) SSI: เร่งทำดิวดิลิเจนท์ซื้อโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษ มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
หรือกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คาดแล้วเสร็จในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่การเป็นบริษัทผลิตเหล็ก
แผ่นครบวงจรรายใหญ่ในอาเซียน อยู่ระหว่างการศึกษาการกู้ยืมเงินและเพิ่มทุนจดทะเบียน ส่วน
โครงการโรงถลุงเหล็ก 5 ล้านตัน ในไทยส่อแววเลิก อ้างรอความชัดเจนด้านกฎหมายก่อนตัดสิน
ใจอีกรอบ SSI เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้ช่วยสร้างยอดขายให้มั่นคงมากขึ้น รายได้ปรับขึ้นเล็กน้อย
จากธุรกิจเสริมด้านสาธารณูปโภคที่อยู่ในสินทรัพย์ดังกล่าว เช่น โรงไฟฟ้า การขนส่งจากโดย
จะเห็นการเติบโตของกำไรสุทธิตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เพราะได้แหล่งผลิตเหล็กต้นน้ำที่จะช่วยลด
ต้นทุนผลิต และเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น(มาร์จิน) มากขึ้น เราแนะนำซื้อ SSI คาดเกิด Value
Creation ปรับราคาเป้าหมายจาก 2.1 บาท เป็น 2.4 บาท
( 0 ) STA: หลังจบการโรดโชว์เสนอขายหุ้นที่สิงคโปร์ รอกำหนดราคา PO 1 ก.ย.นี้และเข้า
จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ 9 ก.ย.53 คาดกระแสตอบรับดี ราคาหุ้นที่ต่ำกว่า 21 บาท เรา
เห็นเป็นโอกาสซื้อ เป้าหมาย 25.50 บาท แม้กำไรไตรมาส3/53 อ่อนตัวลงแต่เป็นที่รับรู้กันแล้ว
และอาจอยู่ราว 700 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้คาดว่าต่ำเพียง 500-600 ล้านบาท ทั้งรัฐและ
เอกชนเล็งประชาสัมพันธ์ธุรกิจยางในต่างประเทศมากขึ้น บีโอไอจัดโรดโชว์กวางโจว-เซี่ยงไฮ้
เล็งดึงรัฐวิสาหกิจจีนร่วมแปรรูปยางพารา ดีมานด์ยางพาราเพิ่มสูงอีก เหตุอุตสาหกรรมยานยนต์
ขยายตัวหนุนความต้องการใช้ยางรถยนต์พุ่ง
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:00:18
ไปลุ้น 913 ขึ้นไปอีก รอแบงก์-พลังงาน ทะยาน
กลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มกลับมา Perform ดี ซึ่งเป็นภาพที่ดีของตลาดหุ้นไทย วันนี้รอมาบ
ตาพุดเข้า ครม.คาดผ่านไปได้แม้จะมีข่าวจะมีผู้ประท้วงคัดค้านรวมตัวกันส่วนปลดล็อคต้องรอ
ศาลสั่ง 2 ก.ย.นี้ คาดตลาดยังควรมี Momentum ขึ้นได้อีกแต่ต้องทดสอบ 913 ดูก่อน ICT อาจ
ถูก Sell on Fact ยกเว้น ADVANC ลงทุนหุ้นอย่างมี Momentum Play ยังคงเลือก CPN,
TVO, ROJNA สนใจ SVI เป็นอิเล็คทรอนิกส์ที่ไม่ถูกผลกระทบค่าบาทแข ็งมากเท่าตัวอื่น
เพราะหนักทางนำเข้า
กรอบวันนี้ แนวรับ 900 แนวต้าน 915
Market Summary
( - ) ประมูล 3G คนหน้าเดิมแข่งกันเอง: มีผู้ประมูลผ่านคุณสมบัติเพียง 3 รายทำให้
เกิดความเสี่ยงว่ามีเพียง 2 รายเท่านั้นที่จะได้ทำ 3G ส่วนอีกรายต้องเข้าประมูลใหม่หลังจากนั้น
90 วัน แม้วานนี้จะมีบริษัทเอกชนเข้ายื่นเอกสารทั้งสิ้น 4ราย แต่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ
เบื้องต้นเพียง 3 ราย ประกอบด้วย บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด เครือ ADVANC
บริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ตจำกัด เครือ DTAC, บริษัท เรียลมูฟ จำกัด บริษัทในเครือ TRUE,
ขณะที่บริษัทวินวิน เอ็นจีวี จำกัด ไม่ผ่านการตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นเนื่องจากไม่มีเอกสารรับรอง
ทางการเงิน โดยเงื่อนไขในการเข้าประมูล บริษัทผู้ประมูลต้องวางเงินมัดจำ10% ของราคาเริ่ม
ต้นการประมูล 1,280 ล้านบาท พร้อมเงินอีก 5 แสนบาทเป็นค่าธรรมเนียมในการพิจารณา
ประกอบคำขอใบอนุญาตโทรคมนาคมประเภทที่ 3การประมูลครั้งนี้จึงมีเพียง 3 บริษัท กทช.จึง
ออกใบอนุญาตได้จำนวน 2 ใบ โดยใช้สูตร N-1 ที่น่าแปลกใจคือไม่มีต่างชาติเข้าประมูลเลย เรา
คาดว่าผู้อยู่ในจุดลอยลำคือ ADVANC และผู้อยู่ในจุดเสี่ยงสุดคือ TRUE สถานการณ์เป็นเช่นนี้
คาดว่าทำให้ราคาประมูลใบอนุญาตสูงขึ้น ระยะสั้นแม้ดูคึกคัก แต่เราคาดว่ากระทบทำให้หุ้นตก
ได้ แนะนำซื้อ ADVANC เช่นเดิม ราคาเป้าหมาย 112 บาท DTAC ซื้อแต่เก็งกำไรสั้นไม่เกิน
51 บาทไปก่อน TRUE รอซื้ออ่อนตัวต่ำกว่า 7 บาท
( + ) SSI: เร่งทำดิวดิลิเจนท์ซื้อโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษ มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
หรือกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คาดแล้วเสร็จในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทก้าวสู่การเป็นบริษัทผลิตเหล็ก
แผ่นครบวงจรรายใหญ่ในอาเซียน อยู่ระหว่างการศึกษาการกู้ยืมเงินและเพิ่มทุนจดทะเบียน ส่วน
โครงการโรงถลุงเหล็ก 5 ล้านตัน ในไทยส่อแววเลิก อ้างรอความชัดเจนด้านกฎหมายก่อนตัดสิน
ใจอีกรอบ SSI เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้ช่วยสร้างยอดขายให้มั่นคงมากขึ้น รายได้ปรับขึ้นเล็กน้อย
จากธุรกิจเสริมด้านสาธารณูปโภคที่อยู่ในสินทรัพย์ดังกล่าว เช่น โรงไฟฟ้า การขนส่งจากโดย
จะเห็นการเติบโตของกำไรสุทธิตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เพราะได้แหล่งผลิตเหล็กต้นน้ำที่จะช่วยลด
ต้นทุนผลิต และเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น(มาร์จิน) มากขึ้น เราแนะนำซื้อ SSI คาดเกิด Value
Creation ปรับราคาเป้าหมายจาก 2.1 บาท เป็น 2.4 บาท
( 0 ) STA: หลังจบการโรดโชว์เสนอขายหุ้นที่สิงคโปร์ รอกำหนดราคา PO 1 ก.ย.นี้และเข้า
จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ 9 ก.ย.53 คาดกระแสตอบรับดี ราคาหุ้นที่ต่ำกว่า 21 บาท เรา
เห็นเป็นโอกาสซื้อ เป้าหมาย 25.50 บาท แม้กำไรไตรมาส3/53 อ่อนตัวลงแต่เป็นที่รับรู้กันแล้ว
และอาจอยู่ราว 700 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้คาดว่าต่ำเพียง 500-600 ล้านบาท ทั้งรัฐและ
เอกชนเล็งประชาสัมพันธ์ธุรกิจยางในต่างประเทศมากขึ้น บีโอไอจัดโรดโชว์กวางโจว-เซี่ยงไฮ้
เล็งดึงรัฐวิสาหกิจจีนร่วมแปรรูปยางพารา ดีมานด์ยางพาราเพิ่มสูงอีก เหตุอุตสาหกรรมยานยนต์
ขยายตัวหนุนความต้องการใช้ยางรถยนต์พุ่ง
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:00:18
บล.ไอร่า : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
ทิศทางตลาดวันนี้ ถูกกดดันจากต่างประเทศ
(-) กังวลการฟื้นตัวทางศก.ของสหรัฐ
(-) ดัชนีความเสี่ยง +11% เป็น 27จุด
(+) ต่างชาติขายสุทธิ +1,113mn
หุ้นแนะนำ: STA – BOI ดึงจีนร่วมแปรรูปยางพารา
ปัจจัยสำคัญวันนี้
(-) ตลาดหุ้นต่างประเทศ DJIA -140, NASDAQ -33, S&P -15, FTSE +45,
CAC -20 และ DAX -38 กังวลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสัปดาห์นี้จะมีการประกาศ
ตัวเลขศก.จำนวนมาก และยังไม่มีประกาศมาตรการกระตุ้นเป็นรูปธรรม และราคาน้ำมันล่วง
หน้า NYMEX -US$0.63 เป็น US$74.54/barrel
(+) เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมียอดสุทธิ +1,130บาท ยอดสะสมตั้งแต่ต้น
ปี -1,027ล้านบาท และต่างประเทศมียอดสุทธิล่วงหน้า -614ล้านบาท มียอดสะสมใน สค
53 +3,158ล้านบาท
(+) เสนอครม.วันนี้ โครงการไทย-จีน ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง 5แสนล้าน (Hi-
speed train) มี 3เส้นทาง (1) กรุงเทพ-ระยอง (2)กรุงเทพ-หนองคาย (3)กรุงเทพ-ปาดังเบซาร์
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้
ทิศทางตลาด Sideway? ความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้
ดัชนีความเสี่ยงพุ่งขึ้น +11% เป็น 27จุด แนะจับตาประกาศความเชื่อมั่นผู้บริโภค 31สค และ
การเปิดเผยรายงานเฟด10สค คืนนี้ สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มธนาคารและวัสดุก่อสร้าง จะได้
ประโยชน์จาก โครงการ 3G, มามตาพุด และโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ
ดัชนีความเสี่ยง +11% เหลือ 27 เทียบกับระดับปกติที่ 20-25
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 8:52:26
(-) กังวลการฟื้นตัวทางศก.ของสหรัฐ
(-) ดัชนีความเสี่ยง +11% เป็น 27จุด
(+) ต่างชาติขายสุทธิ +1,113mn
หุ้นแนะนำ: STA – BOI ดึงจีนร่วมแปรรูปยางพารา
ปัจจัยสำคัญวันนี้
(-) ตลาดหุ้นต่างประเทศ DJIA -140, NASDAQ -33, S&P -15, FTSE +45,
CAC -20 และ DAX -38 กังวลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสัปดาห์นี้จะมีการประกาศ
ตัวเลขศก.จำนวนมาก และยังไม่มีประกาศมาตรการกระตุ้นเป็นรูปธรรม และราคาน้ำมันล่วง
หน้า NYMEX -US$0.63 เป็น US$74.54/barrel
(+) เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมียอดสุทธิ +1,130บาท ยอดสะสมตั้งแต่ต้น
ปี -1,027ล้านบาท และต่างประเทศมียอดสุทธิล่วงหน้า -614ล้านบาท มียอดสะสมใน สค
53 +3,158ล้านบาท
(+) เสนอครม.วันนี้ โครงการไทย-จีน ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง 5แสนล้าน (Hi-
speed train) มี 3เส้นทาง (1) กรุงเทพ-ระยอง (2)กรุงเทพ-หนองคาย (3)กรุงเทพ-ปาดังเบซาร์
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้
ทิศทางตลาด Sideway? ความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้
ดัชนีความเสี่ยงพุ่งขึ้น +11% เป็น 27จุด แนะจับตาประกาศความเชื่อมั่นผู้บริโภค 31สค และ
การเปิดเผยรายงานเฟด10สค คืนนี้ สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มธนาคารและวัสดุก่อสร้าง จะได้
ประโยชน์จาก โครงการ 3G, มามตาพุด และโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ
ดัชนีความเสี่ยง +11% เหลือ 27 เทียบกับระดับปกติที่ 20-25
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 8:52:26
บล.ซิกโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
บล.ซิกโก้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 31/08/53
แนวโน้มวันนี้
น้ำมันดิบ NYMEX และ DJIA ทะยานขึ้น โดยได้แรงหนุนจาก Ben Bernanke
ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ออกแถลงการณ์หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยตัวเลข
GDP ไตรมาส 2 ปี 2553 ว่าขยายตัวเพียง 1.6% น้อยกว่าที่ได้ประเมินไว้ครั้งก่อนว่าจะขยายตัว
2.4% โดย Bernanke ระบุว่าหากมีความจำเป็น เฟดก็พร้อมที่จะใช้นโยบายผ่อนปรน
ด้านการเงินเพิ่มเติม รวมถึงการใช้มาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นตลาดสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามทั้งน้ำมันดิบ NYMEX และ
DJIA ต่างก็ยังไม่เกิด Daily Buy Signal แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาดูจาก Price Pattern ของ
DJIA (กราฟซ้ายมือ) พบว่า DJIA หลุดแนวรับเชิงจิตวิทยาที่ 10,000 จุดไปแล้ว 5 ครั้ง และทุก
ครั้งก็สามารถ Rebound กลับมาเหนือ 10,000 จุดได้ แต่หาก DJIA หลุด 10,000 จุดเป็นครั้ง
ที่ 6 เราเชื่อว่าแรงในการ Rebound ที่มีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเป็นลำดับนั้น จะทำให้ DJIA
กลับลงไปทำ New Low ครั้งใหม่ใน Sub Wave C ของ Wave 2 ซึ่งจะลงไปได้อีกมาก ใน
ขณะที่ DJIA กำลัง Rebound เพื่อความอยู่รอด (ซึ่งรอดยาก) แต่ SET Index (กราฟขวามือ)
กลับปรับตัวขึ้นทำ New High ด้วยความโลภสุดขีดพร้อมการเปิด Gap ครั้งใหม่ แต่เมื่อดู
ประกอบกับ Indicators อย่าง RSI พบว่ายังเกิด Bearish Divergence ซึ่งนี่เป็นการทำ
Lower High ครั้งที่ 3 แล้ว บ่งชี้ว่าการปรับตัวขึ้นของ SET Index ต่อไปอีกก็มีแรงไม่มาก
นักลงทุนจึงยังต้องระวังการปรับฐานของ SET Index ให้มาก ในส่วนของหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
KTB ระยะสั้น 13.90 บาท และ 14.70 บาท BBL ระยะสั้น 149.50 บาท KBANK ระยะสั้น
114 บาท SCB ระยะสั้น 98 บาท PHATRA เป้าหมายถัดไป 30.25 บาท KEST ระยะสั้น
15.40 บาท และ 16.80 บาท
วันนี้ SET Index มีแนวต้านอยู่ที่ 913-917 จุด และ 919 จุด โดยมีแนวรับอยู่ที่
907-904 จุด และ 900 จุด ตามลำดับ
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 8:46:26
แนวโน้มวันนี้
น้ำมันดิบ NYMEX และ DJIA ทะยานขึ้น โดยได้แรงหนุนจาก Ben Bernanke
ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ออกแถลงการณ์หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยตัวเลข
GDP ไตรมาส 2 ปี 2553 ว่าขยายตัวเพียง 1.6% น้อยกว่าที่ได้ประเมินไว้ครั้งก่อนว่าจะขยายตัว
2.4% โดย Bernanke ระบุว่าหากมีความจำเป็น เฟดก็พร้อมที่จะใช้นโยบายผ่อนปรน
ด้านการเงินเพิ่มเติม รวมถึงการใช้มาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นตลาดสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามทั้งน้ำมันดิบ NYMEX และ
DJIA ต่างก็ยังไม่เกิด Daily Buy Signal แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาดูจาก Price Pattern ของ
DJIA (กราฟซ้ายมือ) พบว่า DJIA หลุดแนวรับเชิงจิตวิทยาที่ 10,000 จุดไปแล้ว 5 ครั้ง และทุก
ครั้งก็สามารถ Rebound กลับมาเหนือ 10,000 จุดได้ แต่หาก DJIA หลุด 10,000 จุดเป็นครั้ง
ที่ 6 เราเชื่อว่าแรงในการ Rebound ที่มีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเป็นลำดับนั้น จะทำให้ DJIA
กลับลงไปทำ New Low ครั้งใหม่ใน Sub Wave C ของ Wave 2 ซึ่งจะลงไปได้อีกมาก ใน
ขณะที่ DJIA กำลัง Rebound เพื่อความอยู่รอด (ซึ่งรอดยาก) แต่ SET Index (กราฟขวามือ)
กลับปรับตัวขึ้นทำ New High ด้วยความโลภสุดขีดพร้อมการเปิด Gap ครั้งใหม่ แต่เมื่อดู
ประกอบกับ Indicators อย่าง RSI พบว่ายังเกิด Bearish Divergence ซึ่งนี่เป็นการทำ
Lower High ครั้งที่ 3 แล้ว บ่งชี้ว่าการปรับตัวขึ้นของ SET Index ต่อไปอีกก็มีแรงไม่มาก
นักลงทุนจึงยังต้องระวังการปรับฐานของ SET Index ให้มาก ในส่วนของหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
KTB ระยะสั้น 13.90 บาท และ 14.70 บาท BBL ระยะสั้น 149.50 บาท KBANK ระยะสั้น
114 บาท SCB ระยะสั้น 98 บาท PHATRA เป้าหมายถัดไป 30.25 บาท KEST ระยะสั้น
15.40 บาท และ 16.80 บาท
วันนี้ SET Index มีแนวต้านอยู่ที่ 913-917 จุด และ 919 จุด โดยมีแนวรับอยู่ที่
907-904 จุด และ 900 จุด ตามลำดับ
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 8:46:26
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)