บล.คันทรี่ กรุ๊ป : หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร น้ำหนักการลงทุน มากกว่า
ตลาด (ไม่เปลี่ยนแปลง)
กทช. คาดว่าจะเปิดประมูลใบอนุญาต 3G-2.1GHz ได้ประมาณวันที่ 22-28 ก.ย. 53
เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทาง กทช. ได้เผยแพร่ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่น
ความถี่ 2.1 GHz เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีการปรับปรุงรายละเอียดบางประการ
หลังจากที่ได้ทำการประชาพิจารณ์ไปเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.53 โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม
กล่าวคือ มีจำนวนใบอนุญาต 3 ใบ (2x15 MHz) และกำหนดเงื่อนไขจำนวนใบอนุญาตที่จะเปิด
ประมูลน้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล 1 ใบ หรือ Prequalified applicant – 1 ขณะที่รายละเอียด
สำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การเพิ่มราคาเริ่มต้นในการประมูลจากเดิม 1 หมื่นลบ. เป็น
1.28 หมื่นลบ. และการกำหนดเงื่อนไขการจัดทำแผนการส่งคืนคลื่นความถี่เดิม ทั้งนี้ กทช. ยังคง
คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ได้ตามกำหนดการเดิม โดยขั้นตอนหลังจากนี้คือ
1.) เผยแพร่รายละเอียดการประมูลในหนังสือราชกิจนุเบกษา ปลายเดือน ก.ค. 53 2.) เชิญชวนผู้
สนใจเข้าร่วมประมูล และคาดว่าจะปิดการรับสมัคร ในช่วงปลายเดือน ส.ค. 53 ซึ่งจากข้อมูลล่า
สุด พบว่ามีผู้ซื้อซองประมูลแล้ว 8 ราย 3.) กทช. ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เข้าประมูล
ช่วงต้น ก.ย. 53 4.) เปิดประมูลใอนุญาต 3G ได้ในช่วงปลาย ก.ย. 53 (22-28 ก.ย.) และออกใบ
อนุญาตได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค. 53 ดังนั้นเรามองว่าจังหวะนี้ราคาหุ้นในกลุ่มผู้ประกอบการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ (ADVANC, DTAC และ TRUE) น่าจะทรงตัวหรือปรับตัวขึ้น โดยคาดว่าจะ
โดดเด่นมากในช่วงใกล้ประมูล 3G ราวเดือน ก.ย. 53
การแปรสัญญาสัมปทาน 2G & 61664; “เรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่”
ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 20 ก.ค.53 ได้มีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วม (กระทรวงการคลัง
และกระทรวง ICT) เพื่อศึกษารายละเอียดการแปรสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือของผู้ให้
บริการเอกชนทั้ง 3 ราย (AIS, DTAC และ TRUE MOVE) เป็นระบบใบอนุญาต (License)
โดยมีกำหนดระยะเวลาในการทำงาน 30 วัน เพื่อนำเสนอรายละเอียดต่อ ครม.ต่อไป
เนื่องจากรัฐบาลฯ กังวลว่ารัฐวิสาหกิจอย่าง TOT และ CAT ซึ่งอยู่ได้ด้วยส่วนแบ่ง
รายได้ที่ได้รับจากเอกชน จะได้รับผลกระทบหลังจากการประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทช. ดังนั้น
จึงมีแนวคิดที่จะดำเนินการแปรสัญญาสัมปทาน 2G เป็นใบอนุญาต
รายละเอียดเบื้องต้นในการแปรสัญญาสัมปทาน ได้แก่ 1.) ขยายอายุใบอนุญาต 2G
เป็น 15 ปี เท่ากับใบอนุญาต 3G ที่กำลังจะประมูล 2.) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตลดลงจากเดิม
ซึ่งอยู่ที่ 25%-30% เป็น 12.5% ของรายได้ 3.) มีการเรียกเก็บค่าแรกเข้า และค่าเช่าใช้โครง
ข่าย ซึ่งจะแตกต่างกันตามปริมาณการถือครองคลื่นความถี่ และอายุสัมปทานเดิมที่เหลืออยู่ ดัง
นั้นการจะพิจารณาว่าการแปรสัญญาสัมปทานจะเกิดจริงหรือไม่ เราอยากให้รอดูรายละเอียดที่
ทางคณะกรรมการร่วมฯ จะกำหนดก่อน
ประเด็นเรื่องการแปรสัญญาสัมปทาน 2G เรามองว่าไม่น่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
เนื่องจากในอดีตได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาหลายครั้งแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ
ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเงื่อนไขใหม่จะเกิดขึ้นได้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาทั้ง
2 ฝ่าย นั่นแปลว่าเงื่อนไขจะต้องยุติธรรมต่อทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะสามารถเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังไม่มี
กฎหมายรองรับอำนาจ ของกทช. ในการที่จะออกใบอนุญาตยาวนานกว่า อายุสัญญาสัมปทานเดิม
ที่มีอยู่ตามที่รัฐบาลต้องการ
หากมีการแปรสัญญา 2G จริง คาดว่า TRUE MOVE จะได้รับประโยชน์สูงสุด
เนื่องจาก
1) อายุสัญญาเหลือน้อยสุด เพียง 3 ปี
2) การต่ออายุการใช้งานคลื่น 2G จะช่วยให้บริษัทฯ ลดงบลงทุนลงได้บางส่วน
3) ส่วนแบ่งรายได้ที่ลดลงจาก 25%-30% เป็น 12.5% จะช่วยให้ผลประกอบการของ
บริษัทฯดีขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 53 ของกลุ่มผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่
รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวม IC) ของทั้งระบบในช่วง 1H53 เติบโตขึ้น 5.6%
YoY มาอยู่ที่ 8.2 หมื่นลบ. ทั้งนี้พบว่ารายได้จากการให้บริการ (ไม่รวม IC) ของ ADVANC
และ DTAC ปรับเพิ่มขึ้น 6.4% และ 5.6% ตามลำดับ ขณะที่ TRUE MOVE เพิ่มขึ้นเพียง
2.7% YoY
รายได้จากการให้บริการรวมทั้งระบบ พบว่ามาจากการให้บริการด้านเสียงราว 76%
ตามมาด้วยรายได้จากบริการด้านข้อมูล และรายได้อื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 15% และ 8% ตาม
ลำดับ สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 53 พบว่า การเติบโตหลักๆ มาจากการเติบโตของบริการ
ด้านข้อมูลซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15.3%YoY สำหรับบริการด้านเสียง เติบโต 4.7%YoY ส่วนบริการ
อื่นๆ (IR และ IDD) ชะลอตัวลง 1.6%YoY เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองใน
ช่วง เม.ย.-พ.ค. 53
ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันอยู่ที่ 67 ล้านเลขหมาย และมีจำนวนผู้ใช้
บริการใหม่ (Net Adds) เกิดขึ้นในช่วง 1H53 2.8 ล้านเลขหมาย โดยสูงกว่า 1H52 ที่มี
จำนวน 1.6 ล้านเลขหมาย ทั้งนี้เราประเมินว่าทั้งปี 53 น่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการใหม่เพิ่มขึ้น
ประมาณ 4-5 ล้านเลขหมาย และคาดว่า ณ.สิ้นปี 53 ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 ราย จะ
สามารถรักษาส่วนแบ่งจำนวนผู้ใช้บริการได้ในระดับเดิม คือ ADVANC ราว 45%, DTAC
31% และ TRUE MOVE 24%
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการประมูล 3G รวมทั้งการพลิกฟื้นของ THCOM จากการ
ทำตลาด IPSTAR ในจีน และอินเดีย
(เลือก DTAC และ THCOM เป็น TOP PICK)
กลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ADVANC, DTAC, TRUE MOVE)
จากความคืบหน้าของ กทช. ในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G-2.1GHz และกรอบ
ระยะเวลาในการดำเนินงานออกใบอนุญาตที่เหลืออีกเพียง 1.5 เดือนเท่านั้น ดังนั้นเราจึงมองว่า
หุ้นในกลุ่มผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้น่าจะ Outperform
ตลาด เนื่องจากการให้ใบอนุญาต 3G ในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่เดิม
ในระบบ 2G กล่าวคือ 1.) มีระยะเวลาดำเนินการเพิ่มขึ้น 2.) ต้นทุนลดลง โดยเราคาดว่าต้นทุน
จากใบอนุญาตใหม่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 15-17% ของรายได้ ต่ำกว่าต้นทุนจากสัญญา
สัมปทานเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25%-30% ของรายได้ 3.) ใบอนุญาต 3G ยังส่งเสริมให้การแข่ง
ขันในธุรกิจนี้ที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ดังนั้นสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว เรามองว่า
สามารถเข้า “ซื้อลงทุน” ใน ADVANC และ DTAC เพื่อรับเงินปันผลที่ระดับ 4%-7% ต่อปี ไป
ก่อน และรอปัจจัยบวกในอนาคตจากเรื่องการประมูลใบอนุญาต 3G-2.1GHz อย่างไรก็ตามเรา
เลือก DTAC เป็น Top Pick จากมี Upside เทียบกับมูลค่าเหมาะสมของเราเหลือมากที่สุดที่
26% โดยเราให้มูลค่าเหมาะสม (รวม 3G) ADVANC ที่ 110 บาท, DTAC ที่ 58 บาท และ
TRUE ที่ 5.50 บาท สำหรับ TRUE แม้ว่าจะมีประเด็นบวกจากเรื่องการหาพันธมิตร, การ
Refinance หนี้ในส่วน TRUE MOVE และการเข้าประมูล 3G แต่เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัว
เพิ่มขึ้นมากกว่ามูลค่าเหมาะสมแล้ว ดังนั้นเราแนะนำ “ขาย”
กลุ่มผู้ประกอบการดาวเทียม (THCOM)
สำหรับ THCOM แม้ว่าจะมีความเสี่ยงกรณีฟ้องร้องเรื่อง IPSTAR ที่ถูกมองว่าไม่ได้
เป็นดาวเทียมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 และประเด็นข่าวที่ภาครัฐฯจะยึดสัมปทานคืน แต่เรา
ยังคงเชื่อมั่นว่าการยึดสัมปทานไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง และหากมีการฟ้องร้องก็น่าจะใช้ระยะเวลา
อีกนานกว่าที่จะได้ข้อสรุป ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในอนาคตของบริษัทฯ เริ่มเห็นโอกาสที่
จะฟื้นตัว หลังจากที่ผู้บริหารฯ ให้ข้อมูลว่า IPSTAR เริ่มมีการรับรู้รายได้จากญี่ปุ่นตั้งแต่ 2Q53
และคาดว่าลูกค้าในอินเดียราว 6 พัน UT จะเริ่มใช้บริการ IPSTAR ตั้งแต่ 3Q53 และประเด็น
สำคัญที่สุดคือ บริษัทฯ แจ้งว่าได้มีการเซ็น MOU กับลูกค้าในประเทศจีน เพื่อขาย Bandwidth
ทั้งหมดในตลาดจีน (26%ของ Capacity IPSTAR) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงเราคาดว่าผลประกอบ
การจะเริ่มมีกำไรตั้งแต่ปี 53 และกำไรโดดเด่นมากในปี 54 ดังนั้นแนะนำ “ทยอยสะสม”
ที่มูลค่าเหมาะสม 9 บาท (มูลค่าทางบัญชี (BVPS) ณ.สิ้นไตรมาส 2/53 ซึ่งอยู่ที่ 13.90 บาท)
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 9:01:55
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น