วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/09/53

สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดปรับตัวขึ้น โดยมีแรงซื้อนำหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่
ในกลุ่มพลังงานและแบงก์ ตามด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และวัสดุก่อ
สร้าง แต่มีแรงขายกลุ่มปิโตรเคมีหุ้นไทยปรับขึ้นแรง จากปัจจัยหนุนต่างประเทศ ทั้ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ปรับขึ้น รวมถึงราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยังมี
ปัจจัยบวกจากการที่เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวดี และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า สิ้นวัน
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

แนวโน้มตลาด
ประเด็นเรื่องการเมืองเริ่มมีระเบิดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ถึงกับทำให้
สถานการณ์รุนแรงเหมือนครั้งก่อน โดยประเด็นที่ตลาดคาดว่าจะมีผลต่อตลาดหุ้นน่า
จะเป็นคำตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ที่น่าจะรู้ผลในเดือน พ.ย. นี้ แต่ถ้าพรรคร่วมยัง
สามารถเกาะกลุ่มกันได้ก็ไม่น่าจะมีผลต่อตลาด ในขณะที่ค่าเงินบาทต้องจับตานโย
บายของผู้ว่า ธปท. คนใหม่ที่จะเริ่มงานในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะยังไม่มีมาตรการ
อะไรออกมาช่วงนี้ เพราะค่าเงินบาทเริ่มนิ่งระดับหนึ่ง ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดมากที่สุด
ยังคงเป็นประเด็นเรื่องการทำ QE2 ซึ่งเราคาดว่าหากมีการทำจริงจะส่งผลให้ตลาด
กลับมาปรับขึ้นแรงในระยะกลาง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง
และส่งผลให้สินทรัพย์ทางการเงินปรับตัวขึ้น
ปัจจัยตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนัก
ลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มการเงิน หลังจากมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศลดอันดับ
ความน่าเชื่อถือของธนาคารแองโกล ไอริช แบงค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารยุโรปที่กำลัง
ประสบปัญหาด้านการเงิน ราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นต่อ ในขณะที่ดอลลาร์รีบาวน์เล็ก
น้อย เงินบาทแข็งขึ้นต่อเนื่อง ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ติดลบเล็กน้อย คาดวันนี้ตลาดหุ้น
ไทยช่วงเช้าจะเปิดทรงตัว เราแนะนำให้เน้นหุ้นใหญ่รับกระแสเงินลงทุน และกลุ่มรับ
เหมา + นิคมฯ (คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1332-3)

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด
ซี.พี.คาดเงินบาทปีนี้มีโอกาสต่ำกว่า 30 บ./ดอลล์ ชี้ ธปท. ไม่ควรเร่งขึ้น
ดอกเบี้ย: นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ คาดมี
ความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะแข็งค่าลงมาต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์ ในปีนี้ โดย
ตั้งแต่ต้นปีนี้ บาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วราว 9% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากริงกิต
มาเลเซีย และเยนญี่ปุ่น สาเหตุที่เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะภาวะ
เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งไทยกับสหรัฐมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างกัน
มาก โดยดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.75% และสหรัฐอยู่ที่ 0.5% ทำให้ยังมีเงิน
ทุนไหลเข้ามาในเอเชียและไทยอย่างมาก ขณะที่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล รองประธาน
คณะกรรมการบริหารการเงิน และกรรมการการลงทุน เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า
ธปท. ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยใน
ประเทศและต่างประเทศห่างกันเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า จะ
ทำได้ยากขึ้นด้วย นอกจากนี้ เขายังเสนอแนะให้ภาครัฐปรับนโยบายการลงทุนของ
ประเทศ โดยลดการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอ
ไอ) เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันระหว่างเงินทุนในประเทศและเงินทุนต่าง
ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เหลือการ
ประชุมในปีนี้อีก 2 ครั้ง โดยในสัปดาห์ก่อน นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่า
การ ธปท. สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ ยัง
อยู่ในระดับต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ
คลังเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปี 53 เป็นโต 7.3-7.8% มองปีหน้าโต 4-5%: กระทรวง
การคลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 53 เป็นโต 7.5% โดยได้แรงหนุนจาก
เศรษฐกิจครึ่งปีแรกที่ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 10.6% รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ประเทศคู่ค้าหลักที่เร็วกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้การส่งออกในปี 53 ยังขยายตัวในอัตรา
สูง ในส่วนของจีดีพีรายไตรมาสคาดว่า ในไตรมาส 3/53 จะเติบโตได้ 6% จากช่วง
เดียวกันปีก่อน ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้จะขยายตัว 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่
แล้ว สำหรับสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจอื่นในปีนี้ กระทรวงการคลังคาดว่า
การส่งออกจะขยายตัว 25% ต่อปี การนำเข้าจะโต 35.6% ต่อปี โดนเกินดุลการค้า
1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนการบริโภคของภาคเอกชนปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 5.2% เช่นเดียวกับการลงทุนที่
คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีก่อน โดยขยายตัว 16.5% ขณะที่ อัตราเงิน
เฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดการณ์ไว้ที่ 3.4% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวด
อาหารสดและพลังงาน ที่ 1.3% สำหรับเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ยังมีแนวโน้ม
แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสจะไปถึง 30 บาท/ดอลลาร์ได้ในช่วงสิ้นปี ด้าน
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย กระทรวงการคลังตั้งสมมติฐานว่าจะไปอยู่ที่ 2% ในสิ้นปี โดย
เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 54 นั้น กระทรวง
การคลังคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.5% หรืออยู่ในช่วง 4-5% โดยยังมีแรงส่งจากการใช้
จ่ายภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุน ที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี
53 ตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ฟื้นตัวขึ้น โดยการบริโภคและการลง
ทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 4.2% และ 5.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้แรง
สนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกในปี 54 จะขยาย
ตัวได้ 12% และการนำเข้าโต 13.2% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดไว้ที่ 3.5% และ
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ 2.5% ส่วนค่าเงินบาทในปี 54 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 30-31
บาท/ดอลลาร์ และมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5-3.5% ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับ
ตาดูต่อไป ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงในการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป รวมถึง
อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าที่สำคัญ 14 ประเทศหลัก ว่าจะเป็นไปตามที่คาด
หรือไม่ รวมถึงเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ และทิศทางการแข็งค่าขึ้นของเงิน
บาท (ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336)



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 28/09/10 เวลา 11:51:17

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น