กลยุทธ์เล่นหุ้นวันนี้ - บล.เกียรตินาคิน
ภาวะตลาดหุ้นรายวัน
ยืนเหนือ 920 ให้ซื้อเก็งกำไร
สัดส่วนการลงทุน : หุ้น 50% เงินสด 50%
KKS View : “วันนี้คาด SET เคลื่อนไหว 920-940 จุด ยืนเหนือ 920 ซื้อเก็งกำไร ต่ำกว่า 910 ให้ขาย”
หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานวันนี้
THAI target ปี 53 ที่ 40 บาท
Analyst Comment
QLT, TNDT, TOP
หุ้นตามปัจจัยทางเทคนิควันนี้
หุ้น 1-2 วัน ซื้อขายในกรอบแนวรับแนวต้าน
แนวรับ แนวต้าน ตัดขาดทุน
TPOLY 2.20 2.30 2.18
UNIQ-W1 2.40 2.52 2.38
QLT 5.90 6.15 5.85
หุ้น 1-5 วัน ซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน
แนวรับ แนวต้าน ตัดขาดทุน
BANPU 628 648 626
TRUE 6.70 7.00 6.60
UNIQ 4.28 4.50 4.26
หุ้น 5-10 วัน
ดัชนีเมื่อวันก่อนปิดบวกยืนเหนือ 920 จุด เป็นรูปแบบแกว่งตัวของขาขึ้น คาดว่าดัชนีหุ้นจะแกว่งตัวในกรอบ 920-940 จุด ถ้าดัชนีหุ้นยืนเหนือแนว 920 จุด ซื้อเก็งกำไรหรือถือหุ้นต่อได้ กรณีต่ำกว่าแนว 910 จุด จะน่าขายหุ้น กลยุทธ์ในภาพรวม ระยะสั้นถ้าดัชนียืนเหนือ 920 จุด ซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัวได้ กรณีต่ำกว่า 910 จุด จึงจะน่าขายหุ้น
แนะนำ ซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน
แนวรับ แนวต้าน ตัดขาดทุน
PTTAR 24.60 26.00 24.50
IRPC 4.10 4.26 4.08
QH 2.44 2.56 2.42
Derivatives
SET50 Futures
S50U10 “แนะนำ trading long ในช่วง 630-645 จุดแล้วดูเงื่อนไข”
เงื่อนไขการลงทุน : ถ้า S50U10 > 630 = long ในกรณีที่ S50U10 < 620 = short
Gold Futures
GFV10 “แนะนำ trading ในช่วง 18,500-18,600 บาท”
เงื่อนไขการลงทุน : ถ้า GFV10 > 18,600 = long ในกรณีที่ GFV10 < 18,500 = short
SET วันศุกร์ปิดบวกต่อเนื่อง และทำ New high ในรอบ 14 ปี ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค หลังได้รับผลดีจากคดีโครงการมาบตาพุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมาก
SET ปิดบวกตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค หลังได้รับความชัดเจนจากคดีโครงการในพื้นที่มาบตาพุดจากที่ศาลปกครองกลางมีคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาดภาคเช้าในกลุ่มพลังงาน วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ จนทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดของวัน 934.46 จุด และมาปิดที่ระดับ 929.90 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 14 ปี เพิ่มขึ้น 9.36 จุด (+1.02%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมาก 53,773.89 ล้านบาท
การลงทุนของนักลงทุนประเภทต่าง ๆ
วันศุกร์นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน 583.56 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิจำนวน 601.74 ล้านบาท ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิจำนวน 81.36 ล้านบาท
แนวโน้มตลาดวันนี้
เราคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในช่วง 920-940 จุด เป็นแนวโน้มแกว่งตัว ตามดาวโจนส์ที่ปิด +127จุด จากตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรลดน้อยลงเกินกว่าคาด คาดว่าจะทำให้หุ้นไทยแกว่งตัวบวกในกรอบข้างต้น ในเช้านี้
ด้านสถาบันซื้อสุทธิ +601 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ +583 ล้านบาท แสดงถึงตลาดหุ้นจะแกว่งตัวผันผวน แต่น้ำหนักยังอยู่ทางขาขึ้น ถ้าตลาดยังเหนือ 920 จุด
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ยังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ โดยตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวบวกได้ต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยในประเทศ จับตาดูความคืนหน้าในการประมูล 3 จีและการอุทธรณ์คดีโครงการมาบตาพุด คาดว่าจะทำให้ตลาดหุ้นอาจมีการแกว่งตัวผันผวนในทางขึ้นได้บ้าง ถ้าดัชนียืนเหนือ 920 จุดยังพอซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัวได้ ในกรณีที่ต่ำกว่า 910 จุดจึงจะน่าขายหุ้น
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในช่วงนี้ให้เป็นถือหุ้น 50% ถือเงินสด 50%
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก ราคาน้ำมันปิดลบ
ราคาทองคำปิดลบ และดัชนีค่าระวางเรือปิดบวก
ปัจจัยที่ส่งผลต่อหุ้นวันนี้
ตลาดหุ้นต่างประเทศ
(+) ตลาดหุ้นสหรัฐ วันศุกร์ปิดบวก หลังข้อมูลเศรษฐกิจทางด้านตลาดแรงงานแข็งแกร่งเกินคาดได้ช่วยหนุนมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจจะไม่กลับสู่ภาวะถดถอย โดยระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดของวัน 129.23 จุด จากระดับเปิด ก่อนที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 10,447.93 จุด เพิ่มขึ้น 127.83 จุด (+1.24%)
(+) ตลาดหุ้นยุโรป วันศุกร์ปิดบวกในกรอบ 0.83-1.12% สูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ หลังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐที่ลดลงไม่มากเท่าที่คาดในเดือน ส.ค.
สินค้าโภคภัณฑ์
(-) ราคาน้ำมัน วันศุกร์ปิดลบ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแสดงให้เห็นว่าอัตราการเติบโตในภาคบริการชะลอตัวลง โดยราคาน้ำมันดิบตลาด Nymex ปิดตลาดที่ระดับ 74.60 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 42 เซนต์ (-0.56%) ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ระดับ 76.67 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 26 เซนต์ (-0.34%)
(-) ราคาทองคำ วันศุกร์ปิดลบเล็กน้อย หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐดีเกินคาด แต่ข้อมูลภาคบริการอ่อนแอ โดยราคาทองคำที่ตลาด Comex ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดตลาดที่ระดับ 1,251.10 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 2.30 ดอลลาร์ (-0.18%)
(+) ค่าระวางเรือ วันศุกร์ปิดบวกวันที่ 5 โดยปิดที่ระดับ 2,876 จุด เพิ่มขึ้น 41 จุด (+1.45%)
อัตราแลกเปลี่ยน
(+) ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันศุกร์ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่อง และปิดที่ 82.018 จุด ลดลง 0.445 จุด (-0.54%) ส่วนเช้านี้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 81.95-82.088 จุด
(+) ค่าเงินบาท On shore วันศุกร์เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย หลังธปท. เข้าแทรกแซง เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.06-31.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเช้านี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.10-31.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อวันศุกร์ (3 ก.ย.) ธปท. เผยขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องมีการออกมาตรการใหม่ เพื่อดูแลการเคลื่อนย้ายของเงินทุน แต่พร้อมจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมหากมีความจำเป็น
วานนี้ (5 ก.ย.) นายกรัฐมนตรี มองว่าหากเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน คงจะฝีนกลไกตลาดไม่ได้ พร้อมระบุว่า การแข็งค่าเงินบาทในขณะนี้ยังไม่กระทบต่อปริมาณการส่งออกของไทย และมีผลดีในด้านการนำเข้าน้ำมัน
การลงทุนของนักลงทุน
(+) นักลงทุนต่างประเทศ วันศุกร์นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน 583.56 ล้านบาท ทั้งนี้ปี 2553 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน +11,334 ล้านบาท
(+) นักลงทุนสถาบัน วันศุกร์นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิจำนวน 601.74 ล้านบาท ทั้งนี้ปี 2553 นักลงทุนสถาบันขายสุทธิจำนวน –11,724 ล้านบาท
(+) บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ วันศุกร์บริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิจำนวน 81.36 ล้านบาท ทั้งนี้ปี 2553 บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิจำนวน +1,676 ล้านบาท
ปัจจัยในประเทศ
(+) มาบตาพุด วานนี้ (5 ก.ย.) นายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลได้คำนึงถึงมาตรฐานสากลและความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด หลัง ครม. ได้มีมติออกประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงต่อชุมนุม แม้ประเภทกิจการดังกล่าวจะน้อยกว่าที่คณะกรรมการอิสระเสนอไว้
เมื่อวันศุกร์ (3 ก.ย.) กระทรวงอุตสาหกรรม คาดว่าหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรมจะสามารถยกเลิกคำสั่งระงับการดำเนินกิจกรรมชั่วคราวของโครงการมาบตาพุดได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากภาคเอกชนยื่นเอกสารขอยกเลิกมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งศาลปกครองกลางต่อคดีมาบตาพุดเมื่อวันพฤหัสบดี
(+) ไทย-จีน วานนี้ (5 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะมีการเสนอกรอบความร่วมมือ (MOU) ระหว่างไทยกับจีนในโครงการพัฒนาระบบรางและรถไฟความเร็วสูง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนนำเสนอเข้ารัฐสภาต่อไป
(0) หุ้นขึ้นเครื่องหมาย XD วันนี้ (6 ก.ย.) ได้แก่ BECL ปันผล 0.55 บาท และ PHATRA ปันผล 1.35 บาท สำหรับวันพรุ่งนี้ (7 ก.ย.)ได้แก่ PTT ปันผล 4.75 บาท RATCH ปันผล 1.10 บาท BAY ปันผล 0.22 บาท KBANK ปันผล 0.50 บาท BCP ปันผล 0.50 บาท และ BCP-DR1 ปันผล 0.50 บาท
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ต้องติดตาม
6 ก.ย. ตลาดหุ้นสหรัฐหยุดวันแรงงาน ตลาดหุ้นและหน่วยงานราชการของสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันแรงงาน
7 ก.ย. ดัชนีการจ้างงานเดือน ส.ค.53 -
8 ก.ย. รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) -
9 ก.ย. ดุลการค้าเดือน ก.ค.53 โพลล์รอยเตอร์คาดว่าจะขาดดุล 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก
49,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน มิ.ย.53
สต็อกน้ำมันดิบสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 3 ก.ย.53 หลังจากสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 27 ส.ค.53 เพิ่มขึ้นมากเกินคาด
สวัสดิการว่างงานสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 4 ก.ย.53 หลังจากสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 28 ส.ค.53 ลดลงมากเกินคาด
Stocks Highlights
บทวิเคราะห์พื้นฐานวันนี้ : THAI
Daily Stock (ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในบทวิเคราะห์ หัวข้อ Daily Stock)
THAI
คำแนะนำ -
Target ปี 53 40 บาท
Upside gain 2.56%
THAI:
สรุปข้อมูลการเสนอขายหุ้น:
- ผู้ออกและเสนอขายหุ้น: บริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน): THAI
- ประเภทธุรกิจ: กิจการขนส่งทางอากาศทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง
- จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุน: ไม่เกิน 1,000 ล้านหุ้น
- โครงสร้างการเสนอขายหุ้น:
กลุ่มที่ 1: 51.03% ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นของกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในระดับเดิม
กลุ่มที่ 2: ผู้ถือหุ้นเดิม ที่มีชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 ส.ค. 2553
กลุ่มที่ 3: ผู้จองซื้อรายย่อย (คาดว่าจะประมาณ 15 ล้านหุ้น)
กลุ่มที่ 4: นักลงทุนรายอื่นๆ ในกรณีที่มีหุ้นเหลือจากการเสนอขายในกลุ่มที่ 2 และ 3
- ที่ปรึกษาทางการเงิน: บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด
- ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย: บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)
- ตัวแทนจำหน่าย: ธนาคารกรุงเทพ (ยกเว้นสาขาไมโคร) และธนาคารกรุงไทย
- การกำหนดระยะเวลา
ราคาเสนอขายหุ้น: 15 ก.ย. 2553
อัตราส่วนหุ้นเดิมต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่: 15 ก.ย. 2553
จองซื้อ: 16 – 17 ก.ย. 2553
ประกาศผลการจัดสรรหุ้น: ไม่เกิน 12.00 น. ของวันที่ 22 ก.ย. 2553
ซื้อขายวันแรก: 30 ก.ย. 2553
- วัตถุประสงค์ในการใช้เงิน
1. เพื่อการลงทุนในการขยายธุรกิจ
2. เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯ
3. เพื่อชำระคืนหนี้ของบริษัท
4. เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจ
Analyst Comment:
QLT, TNDT: คาดใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด เศรษฐกิจฟื้นตัวและมาบตาพุดเริ่มคลี่คลายแต่ยังมีความเสี่ยงจากมาตรฐานบัญชีใหม่
ราคาตลาดล่าสุด: - บาท
08.30, 6 กันยายน 2553
ประเด็น:
เราคาดว่าธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบและรับรองทางวิศวกรรมในประเทศไทยใกล้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 52 จนถึงปัจจุบันทำให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการบริการทดสอบทางวิศวกรรมในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัว ณ สิ้นไตรมาส 2/53 QLT และ TNDT มี Backlog รายละกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ภายในครึ่งปีหลังปี 53 ประมาณ 100-150 ล้านบาท (เทียบกับครึ่งปีแรกทั้ง 2 บริษัทมีรายได้รายละประมาณ 120 ล้านบาท) นอกจากนี้ ประเด็นมาบตาพุดเริ่มมีความคลี่คลายทำให้เราคาดว่าความต้องการงานบริการทดสอบทางวิศวกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2554 เมื่อภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีการเดินหน้าโครงการลงทุนในมาบตาพุด อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริการทดสอบและตรวจสอบและรับรองทางวิศวกรรมยังมีความเสี่ยงจากความเปราะบางของการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกและการตั้งสำรองเกี่ยวกับพนักงานตามเกณฑ์มาตรฐานการบัญชีใหม่ในปี 54 (ที่มา: Opportunities Day (TNDT) และโทรสอบถาม (QLT) 3 ก.ย. 53)
ความเห็น:
ในเบื้องต้นเราจึงยังคงคำแนะนำเพียง “ถือ” ทั้ง QLT และ TNDT และคงราคาเหมาะสมของ QLT ปี 53 และ 54 เท่ากับ 6.28 บาท และ 7.30 บาท ตามลำดับ ส่วน TNDT เรามีแนวโน้มปรับราคาเหมาะสมปี 53 และปี 54 เพิ่มขึ้นจากเดิมประเมินเท่ากับ 4.78 บาท และ 5.33 บาท เนื่องจากมีแนวโน้มว่างานทดสอบในต่างประเทศจะเติบโตสูงกว่าที่เราคาดเดิมหลังจากบริษัทมีแผนการลงทุนในประเทศข้างเคียงในช่วงปลายปี 53 เช่น ลาว และ พม่า เป็นต้น
TOP: ประเด็นเหตุไฟไฟม้ ในบริษัท ไทยลูบเบส (TLB)
ราคาตลาดล่าสุด:
TOP 46.75 บาท (Upside Gain 2.68%)
8.15, 6 กันยายน 2553
ความเห็น:
จากความเห็นของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบการดำเนินงานของ TLB เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุเพลิงไหม้ ถังเก็บผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By product) ของ TLB เท่านั้น ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นบริษัทจะได้ชดเชยจากประกันภัย
ปัจจุบัน TLB มีผลการดำเนินงานที่ดี และสามารถชดเชยกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นที่ลดลงได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบการเดินเครื่องของ TLB ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ TOP และผลการดำเนินงาน 3Q53 โดยปัจจุบัน Spread LB (500SN – FO) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 580 – 590 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 435 เหรียญต่อตันใน 2Q53 ขณะที่ Spread Bitumen ปัจจุบันอยู่ที่ 40 เหรียญต่อตัน แข็งแกร่งต่อเนื่องจากระดับ 38 หรียญต่อตัน ใน 2Q53 ที่ผ่านมา จากความต้องการใช้ในภูมิภาคที่ยังแข็งแกร่ง รวมทั้งจีนยังคงเป็นผู้นำเข้า Bitumen อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ LB Business สามารถสร้างกำไรให้ TOP ประมาณ 33% ใน 2Q53 ที่ผ่านมา แนวโน้มผลประกอบการ 3Q53 ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของค่าการกลั่น ขณะที่การฟื้นตัวของราคาผลิตภัณฑ์ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากการะการรับรู้ผลขาดทุน Stock เหมือน 2Q53 ที่ผ่านมา (2Q53 ที่ผ่านมา TOP มี Stock Loss ประมาณ 0.4 เหรียญต่อบาร์เรล)
เราประเมินราคาที่เหมาะสมของ TOP ไว้ที่ 48 บาท เหลือ Upside เพียง 2.68% เท่านั้น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของระดับราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ตอบรับปัจจัยบวกการฟื้นตัวของค่าการกลั่น และผลประกอบการ 3Q53 ทำให้ราคาปัจจุบันใกล้เต็มมูลค่าเชิงพื้นฐานของเรา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ SET ในสัปดาห์นี้ (6-10 ก.ย. 53)
ปัจจัย ประเด็น
เศรษฐกิจสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐหยุดวันแรงงาน วันที่ 6 ก.ย.53 ตลาดหุ้นและหน่วยงานราชการของสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันแรงงาน
ดัชนีการจ้างงานเดือน ส.ค.53 ทาง Conference Board จะเปิดเผยวันที่ 7 ก.ย.53
รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) ทาง FED จะเปิดเผยวันที่ 8 ก.ย.53
ดุลการค้าเดือน ก.ค.53 เปิดเผยวันที่ 9 ก.ย.53 โพลล์รอยเตอร์คาดว่าจะขาดดุล 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 49,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน มิ.ย.53
สต็อกน้ำมันดิบสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 3 ก.ย.53 เปิดเผยวันที่ 9 ก.ย.53 หลังจากสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 27 ส.ค.53 เพิ่มขึ้นมากเกินคาด
สวัสดิการว่างงานสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 4 ก.ย.53 เปิดเผยวันที่ 9 ก.ย.53 หลังจากสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 28 ส.ค.53 ลดลงมากเกินคาด
เศรษฐกิจญี่ปุ่น
ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบรรเทาผลกระทบเงินเยนแข็งค่า วันที่ 10 ก.ย.53 ประชุม ครม.ญี่ปุ่น จะมีการพิจารณาถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 9.2 แสนล้านเยน (1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในทุนสำรองของงบประมาณปีปัจจุบัน ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินเยนซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะเปราะบาง
ตลาดหุ้นไทย
XD หุ้นเด่น หุ้นเด่นที่ขึ้นเครื่องหมาย XD จ่ายปันผล 1H53 ในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันที่ 6 ก.ย.53 ได้แก่ BECL ปันผล 0.55 บาท และ PHATRA ปันผล 1.35 บาท
วันที่ 7 ก.ย.53 ได้แก่ PTT ปันผล 4.75 บาท RATCH ปันผล 1.10 บาท BAY ปันผล 0.22 บาท KBANK ปันผล 0.50 บาท BCP ปันผล 0.50 บาท และ BCP-DR1 ปันผล 0.50 บาท
วันที่ 9 ก.ย.53 ได้แก่ BBL ปันผล 1.50 บาท
ราคาน้ำมัน
คาดว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังมีแนวโน้มแกว่งตัว จากหลายปัจจัย ได้แก่ แก่ ข้อมูลและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เช่น จีน สหรัฐ และยุโรป ซึ่งมีผลต่ออุปสงค์น้ำมัน ผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคนเอิร์ลบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐ แนวโน้มการเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ และสต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมันรายสัปดาห์ของสหรัฐ เป็นต้น
ค่าเงินบาท
คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 31.00-31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องในรอบ 29 เดือน แตะ 31.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวเร็วกว่าภูมิภาคอื่นและความเชื่อมั่นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยช่วยหนุนกระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าเอเชียและไทย รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยเป็นแนวโน้มขาขึ้น
การลงทุนในตลาดหุ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 9,398 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 53 มียอดซื้อสุทธิ 11,433 ล้านบาท
สำหรับนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,313 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 53 มียอดขายสุทธิ 11,725 ล้านบาท
สำหรับโบรกเกอร์ขายสุทธิ 815 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 53 มียอดซื้อสุทธิ 1,474 ล้านบาท
สำหรับนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 9,796 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 53 มียอดขายสุทธิ 1,283 ล้านบาท
ประเด็นเศรษฐกิจ และการเมืองที่สำคัญ
การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือน ส.ค.53 ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3
กระทรวงแรงงานสหรัฐเผยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค.53 ลดลง 54,000 ตำแหน่ง ซึ่งลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แต่ต่ำกว่าโพลล์รอยเตอร์คาดว่าจะลดลง 100,000 ตำแหน่ง สำหรับอัตราการว่างงานทรงตัวที่ 9.6% ตามคาดโพลล์รอยเตอร์
ตลาดหุ้นสหรัฐหยุดวันแรงงาน
ตลาดหุ้นและหน่วยงานราชการของสหรัฐปิดทำการวันนี้ (6 ก.ย.53) เนื่องในวันแรงงาน
ธ.กลางยุโรป ต่ออายุโครงการอัดฉีดสภาพคล่องธนาคารจนถึงปีหน้า
ธ.กลางยุโรป (ECB) ได้ต่ออายุโครงการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับธนาคารที่อ่อนแอในยูโรโซนต่อไปจนถึงปี 54 และเลื่อนการเรียกคืนมาตรการกู้วิกฤตออกไปก่อน พร้อมเตือนให้ระวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ECB ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 1% ต่อไป โดยยังใช้นโยบายแบบผ่อนคลาย ขณะที่ยูโรโซนยังเผชิญกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมอและกังวลต่อความอ่อนแอในภาคธนาคาร
ธ.กลางเกาหลีใต้ ทบทวน GDP ไตรมาส 2/53 โต 7.2%YOY และโต 1.4%QOQ
ธ.กลางเกาหลีใต้ ปรับทบทวน GDP ไตรมาส 2/53 ขยายตัว 7.2% จากปีก่อน และขยายตัว 1.4% จากไตรมาส 1/53 ซึ่งการปรับทบทวนครั้งนี้มีขึ้นก่อนการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 9 ก.ย.53 ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จากที่คงอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือน ส.ค.53 หลังเดือน ก.ค.53 สร้างเซอร์ไพรซ์ให้ตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า GDP เกาหลีใต้ปี 53 จะขยายตัวได้ 6% จากแรงหนุนการส่งออกที่สดใส
หุ้นเด่นขึ้น XD ในรอบสัปดาห์นี้
ในรอบสัปดาห์นี้ (6-10 ก.ย.53) มีหุ้นเด่นหลายตัวในตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ได้แก่
XD 6 ก.ย.53 งวด ปันผล/บาท
BECL 1H53 0.55
PHATRA 1H53 1.35
XD 7 ก.ย.53 งวด ปันผล/บาท
PTT 1H53 4.75
RATCH 1H53 1.10
BAY 1H53 0.22
KBANK 1H53 0.50
BCP 1H53 0.50
BCP-DR1 1H53 0.50
XD 9 ก.ย.53 งวด ปันผล/บาท
BBL 1H53 1.50
ข่าวหุ้นที่น่าสนใจ
ตลท.ห้ามซื้อขาย GEN-W1 ใกล้ครบกำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย
ตลท.ห้ามซื้อขาย GEN-W1 วันที่ 6-30 ก.ย.53 เนื่องจากใกล้ครบกำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย โดยมีระยะเวลาแสดงความจำนงใช้สิทธิระหว่างวันที่ 15-29 ก.ย.53 กำหนดใช้สิทธิครั้งสุดท้ายวันที่ 30 ก.ย.53 ส่งผลให้ GEN-W1 พ้นสภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.53 เป็นต้นไป
ตลท.ห้ามซื้อขาย NNCL-W1 ใกล้ครบกำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย
ตลท.ห้ามซื้อขาย NNCL-W1 วันที่ 6-30 ก.ย.53 เนื่องจากใกล้ครบกำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย โดยมีระยะเวลาแสดงความจำนงใช้สิทธิระหว่างวันที่ 15-29 ก.ย.53 กำหนดใช้สิทธิครั้งสุดท้ายวันที่ 30 ก.ย.53 ส่งผลให้ NNCL-W1 พ้นสภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.53 เป็นต้นไป
PTT มีแผนขายหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ไตรมาส 4/53 ชำระคืนหุ้นกู้เดิมครบกำหนด
PTT มีแผนขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 4/53 เพื่อนำเงินมาชำระคืนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด และแม้ว่าดอกเบี้ยเป็นแนวโน้มขาขึ้นคาดว่าจะไม่กระทบการออกหุ้นกู้ครั้งใหม่ นอกจากนี้ คาดว่าจะมีกำไรสุทธิครึ่งหลังปี 53 ดีกว่าครึ่งปีแรก หากโรงแยกก๊าซที่ 6 สามารถเปิดดำเนินการได้ตามแผน โดยคาดว่าจะเปิดได้ในไตรมาส 4/53
TPC เผยมูลค่าลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ 4.5-4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
TPC เผยว่ามูลค่าลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนามเพิ่มเป็น 4.5-4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 3.5-4.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คงเป้ายอดขายปี 53 เติบโต 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ในส่วนของกำไรสุทธิปี 53 อาจลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน จากผลกระทบเงินบาทแข็ง พร้อมมองราคาพีวีซีครึ่งหลังปี 53 ยังทรงตัวสูงจากไตรมาส 3/53 กว่า 900 ดอลลาร์/ตัน
TNDT คาดกำไรสุทธิปีนี้ใกล้เคียงปีก่อน มีแผนร่วมทุนตั้งบริษัทในลาวและพม่าเพื่อขยายธุรกิจ
TNDT คาดว่าจะมีกำไรสุทธิปี 53 ใกล้เคียงปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 65 ล้านบาท โดยคาดว่าครึ่งหลังปี 53 จะมีกำไรดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากได้รับการส่งเสริม BOI เข้ามาช่วย และคาดว่ารายได้รวมปี 53 จะเป็นไปตามเป้าที่ 360 ล้านบาท ขณะที่มีแผนร่วมทุนตั้งบริษัทในลาวและพม่า เพื่อขยายธุรกิจที่ต่อเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัท
โดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประจำวันที่ 6 กันยายน 2553
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น