วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ฟินันเซีย ไซรัส 6 กันยายน 2553 10:00 น.

กลยุทธ์เล่นหุ้นวันนี้ - บล.ฟินันเซีย ไซรัส



ภาวะตลาดหุ้นรายวัน


Today’s Report: Special report, AMATA
Our Portfolio: Momentum Sep 2010 : BBL, BEC, CK, CPALL, SPALI

คาดตลาดยังบวกต่อแต่ควรแบ่งส่วนขายทำกำไรบ้าง เพื่อรอรับช่วงพักตัวลง!!
แนวโน้ม: จากความมั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นต่างประเทศเริ่มกลับมาเป็นบวกกันได้อีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็ถือได้ว่าค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่แล้ว โดยเฉพาะหลังโครงการในมาบตาพุดมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานที่เป็นกลุ่มหลักกลุ่มใหญ่ของตลาดหุ้นบ้านเราก็เริ่มมีแรงซื้อที่หนาตามากขึ้น และช่วยผลักดันให้ SET บวกต่อค่อนข้างแรงได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วด้วย ซึ่ง FSS คาดว่าในสัปดาห์นี้แรงซื้อดังกล่าวก็น่าจะยังคงอยู่ และสามารถส่งให้ SET ยังบวกต่อเนื่องได้ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา SET ขยับขึ้นมาค่อนข้างเร็วและสูงมากแล้ว ขณะที่ในสัปดาห์ที่แล้ว เราก็เริ่มเห็นแรงขายทำกำไรที่มีออกมามากขึ้นในแต่ละวัน ทำให้ SET แม้จะบวกขึ้นอยู่ แต่ก็มีจังหวะแกว่งตัวผันผวนตลาดทั้งสัปดาห์ด้วย ดังนั้นในช่วงกลางถึงท้ายสัปดาห์นี้อาจต้องเริ่มระวังจังหวะการแกว่งผันผวนและเริ่มเน้นหนักไปทางเคลื่อนไหวในด้านลบของ SET ไว้บ้าง เราจึงแนะนำว่าควรชะลอการเข้าซื้อถ้าตลาดยังบวกแรง และเริ่มแบ่งส่วนขายทำกำไรในหุ้นที่ราคาขยับขึ้นสูงบ้าง ส่วนจังหวะเลือกหุ้นเข้าซื้อรอบใหม่น่าจะรอช่วงตลาดปรับพักฐานลงก่อน โดยยังมีแนวโน้มที่ดัชนีจะไหลย้อนลงไปแถว 910 จุด(+/-) ได้อีกครั้ง
กลยุทธ์: แบ่งส่วนขายทำกำไรเมื่อตลาดขยับขึ้น ส่วนจังหวะซื้อรอช่วงตลาดแกว่งตัวย้อนลง โดยเน้นเลือกหุ้นที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานมากๆ เป็นหลัก ได้แก่ SCB, KBANK, BAY, TCAP, KCE, HANA, DELTA, LPN, QH, SIRI, SPALI , DCC, GFPT, TTW และ BTS เป็นต้น

ประเด็นสำคัญวันนี้
(+) ต่างชาติขับเคลื่อนตลาดต่อไป เห็นได้ชัดว่าทันทีที่คดีมาบตาพุดมีความชัดเจน ต่างชาติซื้อหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนดัชนีของต่างชาติหลังจากที่เริ่มกลับมาซื้อตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึงปัจจุบันเท่ากับ 881 จุด บวกกับเงินบาทที่แข็งค่า รวมเป็นกำไรประมาณ 9% ยังไม่น่าเพียงพอที่จะรีบขาย เพราะการปรับตัวในแต่ละรอบของดัชนีที่ผ่านมา ต่างชาติจะขายปรับพอร์ตต่อเมื่อมีกำไร 15% - 20%
(+) เน้นพลังงาน รับเหมา และวัสดุ เราประเมินกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ 910 – 940 จุด โดยหุ้นกลุ่มที่นำตลาดจะเป็นกลุ่มที่เคย Laggard มาตลอดคือกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTCH, PTTAR, IRPC, TOP ยกเว้น PTTEP ที่ยังมีประเด็นมอนทาราเป็นตัวถ่วง) รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากประเด็นมาบตาพุด ซึ่งได้แก่กลุ่มรับเหมา (STEC, CK, ITD, EMC, UEC, SYNTEC, NWR, SEAFCO, TTCL, TRC) และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC, TSTH, VNG, STPI)
(-) กลุ่มอาหาร ค้าปลีก และแบงก์อาจเป็นเป้าในการขาย หุ้นที่เคย Outperform ก่อนหน้านี้ ให้ระวังการขายทำกำไรหรืออาจเป็นเป้าหมายในการถูก short sell เช่นกลุ่มอาหาร (CPF) ค้าปลีก (CPALL) แบงก์ (KBANK, BBL) รวมทั้งหุ้นขนาดกลาง-เล็กก็อาจลดความน่าสนใจลงไปในระยะนี้ไม่ว่าจะเป็น TMB, BTS, JAS, TRUE, LOXLEY เป็นต้น
(-) TOP เมื่อคืนไฟไหม้ถังเก็บกากนำมันขนาด 3,000 ลิตรของบริษัทลูกที่ผลิตนำมันหล่อลื่น ปัจจุบันไฟดับแล้ว กระทบ TOP เพียงเล็กน้อยและมีประกันคุ้มครองทั้งหมด หากราคาหุ้นอ่อนตัว เราถือเป็นโอกาสในการซื้อเพราะปัจจุบันค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น 25% จาก 2Q10 ราคาเป้าหมาย 53 บาท
Fund Flow วันศุกร์ที่ผ่านมายังไหลเข้าตลาดภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยปริมาณการซื้อที่มากขึ้น และหากเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็พบว่า Fund Flow กลับมาไหลเข้า ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผ่อนคลายลง หลังธนาคารกลางสหรัฐไม่มีความจำเป็นต้องใส่เม็ดเงินใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาชะลอตัวก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีสัญญาญว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถอดถอย สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้คาดว่า Fund Flow จะยังไหลเช้าตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามองว่าเศรษฐกิจเอเชียยังแข็งแกร่งรวมถึงของไทยด้วย แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น เม็ดเงินที่พักตัวอยู่ในตลาดพันธบัตรจะหันกับมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

Technical View :
“ดัชนีขยับขึ้นชนแนวต้าน 935-940 จุดแล้ว ยังมีแรงขายกดดัน ทำให้ยังต้องระวังจังหวะแกว่งย้อนลงหาแนวรับต่างๆ ก่อนได้ ดังนั้นขยับขึ้นยังต้องระวังแรงขายจากแนวต้าน ... โดยถ้าหลุด 910 ลงไปต้องรอใหม่แถว 900 จุด!!”
แนวรับ : 920-910** , 905-900***
แนวต้าน : 935-940** , 950***

Technical Picks:
PTTCH (Bt 106.50 เป้าเทคนิค 115 cut loss ถ้าหลุด 100)
QH (Bt 2.46 เป้าเทคนิค 2.62-2.72 cut loss ถ้าหลุด 2.30)
BSBM (Bt 1.51 เป้าเทคนิค 1.59-1.65 cut loss ถ้าหลุด 1.47)

ข่าวภายในประเทศ
ทีเอสลดพาร์ 64 สต.เงินปันผลมาตามนัด : สั่งลุยรีไฟแนนซ์หนี้เดิม เสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติ 1 พ.ย.นี้ ผู้ถือหุ้น BTS เฮสนั่น! รอรับเงินปันผลถ้วนหน้า หลังบอร์ดไฟเขียวลดราคาพาร์เหลือ 0.64 บาท จากเดิม 1 บาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม 4.6 พันล้านบาท ส่งผลปันผลได้ทันทีไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ พร้อมออกหุ้นกู้หมื่นล้านบาท รีไฟแนนซ์หนี้เก่า โบรกฯเชียร์ซื้อเป้าหมาย 1.26 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)
มาบตาพุดปลดล็อกสินเชื่อ 6.97 หมื่นลบ. กลุ่มธนาคารพาณิชย์โล่ง หลังโครงการมาบตาพุดกลับมาเดินหน้า เผยมีสินเชื่อคงค้างที่ยังไม่ได้เบิกใช้ในโครงการอยู่กว่า 6.97 หมื่นล้านบาท เร่งระดมปล่อยเต็มที่ BBL มากสุด 4.40 หมื่นล้านบาท ส่วนกรุงไทย (KTB) 1.71 หมื่นล้านบาท เผยช่วยดันสินเชื่อทั้งระบบปีนี้โตเพิ่ม 1% โบรกฯเพิ่มน้ำหนักลงทุนอีก (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)
TTCL รายได้หมื่นล้านเล็งฮุบมาบตาพุดเพิ่ม TTCL ลุ้นงานใหม่มาบตาพุดกว่า 30% จาก 1.75 หมื่นล้านบาท หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งปลดล็อก 76 โครงการ คาดรู้ผลต้นปีหน้าดันผลงานปี 54 โต 40% “สุวิทย์” การันตีรายได้ปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท แถมเหลืองานในมือรอรับรู้อีก 8,500 ล้านบาท และยังมีงานประมูลในต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทอีกด้วย (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)
DTAC ปีนี้หรูกำไรพุ่งกระฉูด 33% เชื่อไลเซนส์ 3G เกิน 3 หมื่นล้าน มั่นใจผ่านพีคิวฉลุย! DTAC ปีนี้รวยไม่เกรงใจ คาดกำไรโตทะลุ 33% จบที่ 8,770 ล้านบาท ราคาหุ้นน่าสนอัพไซด์ถึง 27% เชื่อคว้าไลเซนส์ 3 จีรอบแรกได้พร้อม AIS แนวโน้มราคาปั่นสูงกว่า 30,000 ล้านบาท ส่วนกระแสข่าวถูกตัดสิทธิ์ประมูล เพราะเทเลนอร์ถือหุ้นเกินไม่มีผล มั่นใจผ่านเกณฑ์พีคิวเข้าประมูลได้ชัวร์ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)
STEC นิวไฮรอบ 4 ปีเชื่อไปได้ถึง 1.50 บาทฐานะการเงินแกร่งสุด STEC แรงได้อีก ทำนิวไฮในรอบกว่า 4 ปี โบรกฯ ยังแนะเก็งกำไร ให้ราคาเป้าหมายที่ 15.50 บาท คาดได้รับผลดีจากโครงการของภาครัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการ-อัตรากำไรขั้นต้นดีต่อเนื่อง ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงเริ่มรับรู้ได้แล้ว ส่วนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเหนือคู่แข่ง ประกอบกับบริษัทยังมีโอกาสรับงานก่อสร้างเพิ่มได้อีกกว่า 2-3 หมื่นล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)
TNDT เซ็นสัญญาลาว - พม่าร่วมทุนตั้งบริษัทรับงานตปท. TNDT เดือนหน้าจ่อเซ็นสัญญาร่วมทุนธุรกิจลาวและพม่า เผยถือหุ้นสัดส่วนมากกว่า 50% ด้านเวียดนามชะลอแผนก่อน หลังติดปัญหาความเห็นกับพันธมิตรไม่ตรงกัน แต่ยืนยันสรุปปลายปี ย้ำเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 360 ล้านบาท แม้ครึ่งปีแรกรายได้ไม่สวย มั่นใจครึ่งปีหลังธุรกิจฟื้น ขานรับเศรษฐกิจเติบโต (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)
TPC เป้า 2.6 หมื่นล้านมาบตาพุดไม่กระทบ PVC ทะลุ1พันเหรียญ TPC เดินหน้ามาบตาพุดต่อ หลังศาลปกครองกลางตัดสินแล้ว ยืนยันไม่มีผลกระทบต่อเป้าหมาย 2.6 หมื่นล้านบาท เผยไตรมาส 3 ปีนี้ได้รับอานิสงส์จากโครงการภาครัฐ และการฟื้นตัวของธุรกิจทำให้ Spread margin ของ PVC ดีขึ้นโดยมาอยู่ที่ประมาณ 500 เหรียญต่อตัน สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว มองปลายปีราคาแตะ 1,000 เหรียญต่อตัน (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-09-2010)

ข่าวต่างประเทศ
ยุโรป: ยูโรสแตทเผยยอดค้าปลีกยูโรโซนเดือนก.ค.ขยับขึ้น 0.1% สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือ ยูโรสแตท เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกในกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรเดือนก.ค.ขยับขึ้น 0.1% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิ.ย. และปรับตัวขึ้น 1.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายอาหาร เครื่องดื่ม และบุหรี่ที่เพิ่มสูงขึ้น 0.3% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ขณะที่ยอดค้าปลีกนอกกลุ่มอาหารเพิ่มขึ้น 0.1% สำหรับยอดค้าปลีกเดือนก.ค. ในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศ เพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนมิ.ย. และขยายตัวขึ้น 1.0% จากปีที่แล้ว (ที่มา: อินโฟเควสท์ 03-09-2010)
สหรัฐอเมริกา: มูดีส์คาดอัตราว่างงานในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีกใน 2-3 ปีข้างหน้าแม้เศรษฐกิจฟื้นตัว หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิส ไทม์ส รายงานโดยอ้างความคิดเห็นของ มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดีส์ อนาไลติกส์ ว่า อัตราว่างงานของสหรัฐซึ่งยืนอยู่ที่ระดับ 9.6% ในเดือนส.ค.นั้น มีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แม้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยครั้งใหญ่แล้วก็ตาม แซนดีกล่าวว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐตกอยู่ในภาวะตึงตัวมาก และคาดว่าบริษัทเอกชนจะไม่เพิ่มการจ้างงานมากนัก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยลบที่ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 06-09-2010)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยภาคบริการขยายตัวช้าลงแตะ 51.5 จุดในเดือนส.ค. ภาคบริการของสหรัฐขยายตัวเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันในเดือนสิงหาคม แต่อัตราการขยายตัวช้าลง โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจนอกภาคการผลิต (NMI) ซึ่งเป็นตัววัดการทำกิจกรรมในภาคบริการ ขยายตัวช้าลงแตะ 51.5 จุดในเดือนสิงหาคม จากระดับ 54.3 จุดในเดือนกรกฎาคม ซึ่งตัวเลขเหนือระดับ 50 จุดยังถือว่ามีการขยายตัว (ที่มา: อินโฟเควสท์ 04-09-2010)
จีน: จีนเผยยอดเงินลงทุนในต่างประเทศปี 52 พุ่งแตะ 5.653 หมื่นล้านดอลลาร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน ร่วมกับสำนักปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) เปิดเผยว่า ยอดการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ODI) ของจีนเพิ่มขึ้น 1.1% ในปี 2552 เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะระดับ 5.653 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยรายงานระบุว่า จีนมีเม็ดเงินลงทุน ODI นอกภาคการเงินในปี 2552 เท่ากับ 47.8 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 84.5% ของเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 14.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่การลงทุนของภาคการเงินในต่างประเทศของจีนลดลง 37.9% ในปี 2552 เหลือเพียง 8.7 พันล้านดอลลาร์ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 06-09-2010)
จีน: จีนเผยดัชนี PMI นอกภาคการผลิตเดือนส.ค.ทรงตัวที่ระดับ 60.1% สมาพันธ์โลจิสติกและการจัดซื้อแห่งชาติของจีนเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) นอกภาคการผลิตของจีนในเดือนส.ค.ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 60.1% จากเดือนก.ค. ทั้งนี้ ดัชนีที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 50% บ่งชี้ว่าภาคการผลิตมีการขยายตัว ส่วนดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงการหดตัวในภาคการผลิต (ที่มา: อินโฟเควสท์ 03-09-2010)
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ค่อนข้างมาก ส่งผลให้นักลงทุนยังมั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แม้ว่าตัวเลขภาคบริการจะชะลอตัวลง โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 127.83 จุด ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเริ่มหนาตามากขึ้น
ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นเอเชีย ก็เคลื่อนไหวในด้านบวกด้วยเช่นกัน
ดัชนี VIX Index ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ 20 จุดต้นๆ หลังนักลงทุนกลับมามั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง จากตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด
คืนนี้(6 ก.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐหยุด 1 วัน เนื่องในวันแรงงาน
Fund Flow วันศุกร์ที่ผ่านมายังไหลเข้าตลาดภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยปริมาณการซื้อที่มากขึ้น และหากเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็พบว่า Fund Flow กลับมาไหลเข้า ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผ่อนคลายลง หลังธนาคารกลางสหรัฐไม่มีความจำเป็นต้องใส่เม็ดเงินใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาชะลอตัวก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีสัญญาญว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถอดถอย สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้คาดว่า Fund Flow จะยังไหลเช้าตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามองว่าเศรษฐกิจเอเชียยังแข็งแกร่งรวมถึงของไทยด้วย แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น เม็ดเงินที่พักตัวอยู่ในตลาดพันธบัตรจะหันกับมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น
ราคาน้ำมันดิบเดือน ต.ค. ในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดลดลง 0.42 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.60 ดอลลาร์/บาร์เรล จากตัวเลขภาคบริการที่ชะลอตัวลง
ราคาทองคำส่งมอบเดือน ธ.ค. ในตลาด COMEX ปิดลดลง 2.30 ดอลลาร์ อยู่ที่ 1,251.10 ดอลลาร์/ออนซ์
BDI Index ปิดที่ระดับ 2876 จุด บวกอีก 41 จุด

โดย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประจำวันที่ 6 กันยายน 2553

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น