แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นบวกแรงช่วงท้ายตลาดหลังจากธปท.ยังไม่ออกมาตรการควบคุม
การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติตามกระแสข่าว ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 937.21 จุด
เพิ่มขึ้น 14.15 จุด (+1.53%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมากที่ 3.3 หมื่นล้านบาท นัก
ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอีก 3.6 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนใน
กรอบ 924-944(949**) แรงซื้อนำของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยกระตุ้นทิศทางดัชนี
ให้กลับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน ในขณะที่นักลงทุนบางส่วนยังคงรอคำตัดสินของศาล
ปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการประมูล3G S50U10 แท่งเทียนสีขาวยาวปิดตัดเส้น
ค่าเฉลี่ย 5 วันขึ้นไป ค่า Volume และ Indicators เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณบวกสอดคล้อง
กัน คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ แนวต้านที่ 652 แนวรับ 643 อาจทำการ Long
S50Z10 แทน (S50U10 หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน
ขาวยาวตัดเส้น SMA 5 วันขึ้น Indicators และ Volume เพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน คาด
ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ แนวต้านที่ 648 แนวรับที่ 639 Gold Future GFV10 เก็งกำไร
ระยะสั้นในกรอบ 18,700-18,850 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,750-18,880
กลยุทธ์ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นสัญญาณบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่
เช่น BANPU PTT PTTEP SCC กลุ่มธนาคารมีแนวโน้มกลับตัวขึ้นจากการคาดการณ์
ผลประกอบการไตรมาส 3 และสัญญาณทางเทคนิค แนะนำซื้อเก็งกำไร(ลงซื้อขึ้น
ขายทำรอบ) กลุ่มสื่อสารซื้อเก็งกำไร เนื่องจากผลประกอบการคลื่นเดินยังมีแนวโน้ม
สดใส แต่หากมีการลงทุน3Gและมีการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาณสัมปทานใหม่(โดย
เฉพาะRevenue Sharing)คาดจะเป็นผลดีมากขึ้นในระยะยาว หุ้นรายหลักทรัพย์
BTS THCOM สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade
เช่น MINT SYNTEC หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ(แนว
ต้านเป้าหมายแรก 949) ปรับตัวลงแรงซื้อกลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงาน
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวยาวตัดเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันขึ้น ปริมาณการ
ซื้อขายเพิ่มขึ้นมาก Indicators เริ่มกลับตัวขึ้น เป็นสัญญาณบวกสอดคล้องกัน คาด
การณ์ดัชนีกลับตัวขึ้นทดสอบกรอบแนวต้านที่ 942 แนวรับที่ 933 ซื้อเก็งกำไร
แนวรับ 933 ถือเพื่อรอขาย
ดัชนีนิกเกอิ นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นเมื่อตลาดทดสอบแนวต้าน 9,680 (สร้าง
จุดสูงที่ 9,704.25) และถูกมองว่าเข้าเขตซื้อมากโดยมีโอกาสปรับตัวมากกว่า รวมทั้ง
ตลาดยังมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับค่าเงินเยนในระยะยาว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยัง
ไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ดัชนีฮั่งเส็ง แนวโน้มการกลับตัวขึ้นยังคงขาขึ้น แรงขายทำกำไรระยะสั้นหลัง
ดัชนีสร้างจะสูงใหม่ และหากไม่สามารถยืนระดับ 22,000 แนวโน้มจะเป็นการปรับตัว
ลงทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นขาขึ้น 21,800 / 21,500 ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน
ปิดทำการอาจทำให้ปริมาณการซื้อขายลดลง
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : (PTT 287 ซื้อ เป้าปี 54:330 บาท) ระยะสั้นได้ผลดีทางจิตวิยา
การลงทุนจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่เริ่มกลับมาสูงขึ้นเหนือระดับ 75 $/bbl (21-9-10 =
76.68$/bbl) ช่วยลดแรงกดดันจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบให้กับธุรกิจโรงกลั่นและ
ปิโตรฯ ขณะที่ธุรกิจก๊าซผลิตและสำรวจยังขยายตัวได้ดีตามราคาและปริมาณขายที่
เพิ่มขึ้น คาดหนุนกำไร 3Q53 ออกมาดีขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ส่วนระยะยาวคาดได้
ประโยชน์จากโรงแยกก๊าซ 6 ที่กลับมาดำเนินการได้ และยังได้แรงหนุนจากแนวโน้ม
ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ผลประกอบการในปีหน้ายังเติบโต โดยเราคาดกำไรสุทธิ
ในปีนี้ประมาณ 70,808 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19%yoy และคาดกำไรสุทธิในปี 54
ประมาณ 77,791 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10%yoy
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
Stocks in trend
BANPU (ราคาปิด 670 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 710) ได้ข่าวดีจากการที่ BANPU
รายงานการเข้าซื้อหุ้น Centennial Coal (CEY) จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 53.73%
แล้ว หลังก่อนหน้านี้ (20 ก.ย.53) FIRB ของประเทศออสเตรเลีย แสดงความเห็นว่า
ไม่ขัดข้องต่อการดำเนินการเข้าซื้อหุ้น Centennial ทั้งนี้ เราคาดว่าหาก BANPU
สามารถเข้าซื้อได้ทั้งหมด 100% จะทำให้ BANPU มีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 7 บาท
ต่อหุ้นซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นของ BANPU เพิ่มขึ้นอีก 70-90 บาทต่อหุ้น
IVL (ราคาปิด 27.50 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 29) คาดผล
ประกอบการ 3Q53 ยังคงเติบโตโดดเด่นจากปีก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามกำลัง
การผลิตรวมที่เพิ่มขึ้นและสามารถเดินเครื่องการผลิตได้เต็มที่ ขณะที่ส่วนต่างราคา
ผลิตภัณฑ์ PET ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ขณะที่คาดการเจรจาซื้อกิจการในจีนและ
ยุโรปจะได้ข้อสรุปในปี 53 อย่างน้อย 1 โครงการ (ที่มา: ข่าวหุ้น)
SMT (ราคาปิด 11.50 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 13.35) ผู้
บริหาร SMT ตั้งเป้าหมายกำไรในปี 54 เติบโตมากกว่า 30% YoY จากการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์ใหม่และกระแสความนิยมโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากขึ้น โดยบริษัทได้เป็น
ผู้ผลิตจอทัชสกรีนของ BlackBerry รุ่น Torch9800 แต่เพียงผู้เดียวในโลก มีคำสั่งซื้อ
แล้ว 15 ล้านเครื่อง ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 50% (ที่มา: นสพ.ทันหุ้น)
AIT (ราคาปิด 39.50 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 48) คาดรายได้และกำไรในปีนี้จะสูง
สุดเป็นประวัติการณ์ จากการรับรู้งาน Backlog ในมือที่ค่อนข้างมาก สำหรับเงินปันผล
ในช่วง 2H53 คาดมีโอกาสสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่จ่าย 2.25 บาท/หุ้น โดย
เราคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลรวมทั้งปีสูงราว 10% ปัจจุบันยังซื้อขาย
PER ไม่สูงราว 7-8 เท่า
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการสร้างบ้านในเดือส.ค.เพิ่มขึ้นแข็งแกร่งที่ 10.5% สู่
ระดับ 598,000 หน่วยสูงกว่าที่คาดไว้ 550,000 หน่วย และจากที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.4%
ในเดือนก.ค. ส่วนการขออนุญาตก่อสร้างบ้านใหม่ในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 1.8% แตะ
ระดับ 569,000 หน่วยจากที่หดตัว 4.1% ในเดือนก.ค.
+ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ (NBER) เปิดเผยว่า ภาวะ
เศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงแล้วใน
เดือนมิ.ย.52 อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
ในขณะนี้
+ เยอรมนีรายงานว่าการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องใน
ช่วง 2H53 แต่อัตราการขยายตัวอาจชะลอตัวลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาใน
ประเทศคู่ค้า
+ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP
ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคปี 53 ที่มีแนวโน้มดีกว่าเดิมที่ระดับ 7.9% เนื่องจาก
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักในอินเดียและอินโดนีเซีย
+ ผู้ว่าธปท.เชื่อว่า GDP ปี 53 น่าจะอยู่ในระดับ 7% แม้ว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจ
จะชะลอตัวลง ขณะที่ในช่วง 10 ปี ข้างหน้าภูมิภาคเอเชียจะกลายเป็นผู้นำในการขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจโลก เพราะกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ยังคงต้องแก้ไขวิกฤติการเงินโลก
จึงมีแนวโน้มที่เงินจะไหลเข้ามาในภูมิภาคมากขึ้น และผันผวนสูงขึ้น ทำให้ค่าเงิน
ของประเทศในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
+ ธปท.มีแนวโน้ผ่อนปรนเรื่องการลดค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขตของธนาคาร
พาณิชย์ออกไปอีก 6-12 เดือนโดยมีนัดหารืออีกครั้ง 27 ก.ย.
+ นายกฯ ไปร่วมโรดโชว์กับตลาดหลักทรัพย์ฯ และ โกลด์แมน แซคส์ที่เมือง
นิวยอร์ค สหรัฐอเมริการะหว่าง 23-24 ก.ย.ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนัก
ลงทุนสถาบันในการลงทุนในไทย
ปัจจัยลบ
- FED มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุด 0-0.25% ตามคาดจากการประเมินว่า
เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังอ่อนแอจากผลผลิตที่ยังอ่อนแอ การจ้างงานที่ชะลอตัวลง และ
การใช้จ่ายของผู้บริโภคถูกจำกัดจากอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการที่
ภาคเอกชนยังลังเลในการเพิ่มการจ้างงาน ทั้งนี้ FED ยืนยันว่าพร้อมใช้มาตรการเพิ่ม
เติมหากจำเป็นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่ไม่ได้ใช้มาตรการผ่อนคลาย
เชิงปริมาณตามที่ตลาดคาด
- อังกฤษเปิดเผยยอดขาดดุลงบประมาณในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุด
นับตั้งแต่ปี 36 ที่ 1.53 หมื่นล้านปอนด์ (2.37 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งเพิ่มขึ้น 11%YoY
ขณะที่อังกฤษมีแผนลดงบประมาณเพื่อลดยอดขาดดุลที่ระดับ 11% ของ GDP ในปี
งบประมาณที่ผ่านมา
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากจากการตัดสินคดียุบ/ไม่ยุบพรรค
ปชป. ความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล การออกกม.นิรโทษกรรม และวันนี้กกต.จะลง
มติกรณีความเป็นรมต.ของนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล ซึ่งเป็นรมว.มหาดไทยว่าจะสิ้น
สภาพหรือไม่จากการเข้าข่ายที่คู่สมรสและบุตรถือหุ้นในบมจ.ชิโนไทย (STEC) ซึ่ง
เป็นบริษัทที่รับสัมปทานของรัฐ
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 22 ก.ย. ศาลปกครองให้ กสท.ยื่นแก้ต่างคำอุทธรณ์กทช.ที่ขอให้ยกเลิกคำสั่ง
คุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ระงับการประมูลใบอนุญาต 3G ส่วน
สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบ
จะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล
* 23 ก.ย. ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่ง กรณี กทช. ยื่นอุทธรณ์ขอยกเลิก
คำสั่งการระงับประมูล 3G ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน
รายสัปดาห์ ยอดขายบ้านมือสองเดือนส.ค. และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนส.ค.
* 24 ก.ย. สหรัฐจะรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. และยอดขายบ้าน
ใหม่เดือนส.ค.
* 24-25 ก.ย. มูดี้ส์ฯมีกำหนดเดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลเศรษฐกิจประเทศไทยเพื่อ
ทบทวนอันดับเครดิตปัจจุบันที่ Baa1
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street : ดาวโจนส์ปิดบวก 7.41 จุด หลังเฟดยืนยันพร้อมใช้มาตรการกระตุ้น
เศรษฐกิจ
ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดง
ความพร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
และทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับเป้าหมายของเฟด และยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ย
ระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตามที่คาดการณ์ไว้ อย่าง
ไรก็ตาม นักลงทุนกลับผิดหวังหลังเฟดไม่ได้มีมาตรการใดๆ ที่ชัดเจนในการกระตุ้น
เศรษฐกิจ แม้ตัวเลขการฟื้นตัวของผลผลิตและการจ้างงานจะชะลอตัวลงในช่วงหลาย
เดือนที่ผ่านมาก็ตาม แต่ทั้งนี้ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านใน
เดือนส.ค.ของสหรัฐพุ่งขึ้น 10.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบ 4 เดือน
และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ส่วนตัวเลขการอนุญาตก่อสร้างบ้านใหม่เดือนส.ค.เพิ่ม
ขึ้น 1.8% ดีกว่าในเดือน ก.ค.ที่ร่วงลง 4.1% โดยปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น
7.41 จุด (+0.07%) ปิดที่ 10,761.03 จุด, ดัชนี S&P 500 ลดลง 2.93 จุด (-0.26%) ปิด
ที่ 1,139.78 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 6.48 จุด (-0.28%) ปิดที่ 2,349.35 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX ปิดร่วง $1.34 หลังเฟดประเมินภาพรวมเศรษฐกิจยังอ่อนแอ
ราคาน้ำมันดิบปิดปรับตัวลดลงเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังเฟดระบุภาพรวมเศรษฐกิจ
ที่อ่อนแอ และแม้ว่าเฟดจะแสดงความพร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกจ แต่กลับไม่ได้ไม่ประกาศใช้มาตรการใดๆที่ชัดเจน โดยอัตราการ
ฟื้นตัวของผลผลิตและการจ้างงานยังชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อัตรา
ว่างงานที่อยู่ในระดับสูง และประชาชนยังคงเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยาก สำหรับตัว
เลขสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่การปิโตรเลียมสหรัฐ (API) เปิดเผยในรอบสัปดาห์
สิ้นสุด 17 ก.ย.53 เพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 2.4
ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ต.ค.53 ร่วงลง 1.34
ดอลลาร์ (-1.79%) ปิดที่ 73.52 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ NYMEX
ส่งมอบเดือน พ.ย.53 ลดลง 1.22 ดอลลาร์ (-1.6%) ปิดที่ 74.97 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำหรับน้ำมันดิบเบรนท์ กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือน ต.ค.53 ลดลง 94 เซนต์ ปิดที่
78.42 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 22/09/10 เวลา 10:46:01
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น