วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 21/09/53

Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดดูเป็นบวกมากขึ้น โดยตลาดหุ้นโลกแกว่งตัวเดินหน้าขึ้นได้
ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ แต่ ฿ แกว่งตัวแคบตาม ¥ การประมูลใบอนุญาต 3G ก็ยังไม่คืบ คาดว่า
SETI จะมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนออกทางด้านข้าง (sideways) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
- แม้โมเมนตัมระยะสั้นดูไม่เสียหาย แต่ SETI ก็ยังติดแนวต้านที่ 940±5 จุด ในช่วงนี้
หากจะเข้าลงทุนช่วงนี้ ควรเน้นหุ้นเล็ก เพราะมองว่าหุ้นใหญ่และ SETI ยังมีความผันผวนสูง แม้
ขึ้นได้ ก็อาจเพียงแค่คืบคลานขึ้นอย่างเชื่องช้า (tortoise rally) ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำ
ผู้เล่นระยะสั้นและกลางให้ตั้งจุดหยุดขาดทุนไว้ที่ระดับ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ
- หุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ LPN, THAI, TICON, TMB
หุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=DECELERATION) คือ SSI, TDEX, TTA

หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): AH (14.6/15.3), CK (9.10/9.60), IVL (25.75/27.50) *

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- MANRIN XR 2C : 1C @ 10.00 บาท กำหนดการจองซื้อ 11-15 ต.ค.53
- ลูกหุ้นเข้า APC 2.00 หมื่นหุ้น, TKS 3.35 พันหุ้น
- คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นที่มีโอกาสเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance
ตามเกณฑ์ตลท.คือ MAX, TRC--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List

- พรุ่งนี้ :
- BLAND XW 8.90C : 1W @ 0.00 บาท
- MBK XD @ 2.50 บาท
- SAT-T1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน

- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 21 ก.ย.53 : สหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
- 21-23 ก.ย.53 : Chusok, Full moon festival (เกาหลี)
- 22 ก.ย.53 : Mid-Autumn Festival (ใต้หวัน)
- 23 ก.ย.53 : ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่ง กรณีที่ กทช.ยื่นอุทธรณ์ระงับการเปิด
ประมูล 3G
- 22-26 ก.ย.53 : ประชุมระเบียงเศรษฐกิจ 555 ครั้งที่ 1 จ.สงขลา ซึ่งเป็นการประชุม
ระหว่างผู้นำภาครัฐและเอกชนใน 5 รัฐของมาเลเซีย กับ 5 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย
- 22-24 ก.ย.53 : Mid-Autumn Festival (จีน)
- 23 ก.ย.53 : Autumn Equinox (ญี่ปุ่น)
- 23 ก.ย.53 : The day following Chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
- 24 ก.ย.53 : นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ณ นคร
นิวยอร์ก พร้อมนัดหารือทวิภาคีกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ค:ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 1.4%”
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 4
เดือนโดยการฝ่าระดับทางเทคนิคที่สำคัญ และข่าวเชิงบวกจากภาคธุรกิจได้เพิ่มความเชื่อมั่นให้
กับนักลงทุน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 145.77 จุดหรือ 1.37% สู่
10,753.62, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 17.12 จุดหรือ 1.52% สู่ 1,142.71และดัชนี
Nasdaq ปิดบวก 40.22 จุด หรือ 1.74% สู่ 2,355.83
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติเปิดเผยว่า ภาวะถดถอยที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงคราม
โลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงแล้วในเดือนมิ.ย. 2009 แม้ไม่ได้หมายความว่า เศรษฐกิจได้กลับสู่การ
ปรับตัวที่กำลังการผลิตปกติแล้วก็ตาม

“ตลาดน้ำมันนิวยอร์ค:ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นตามตลาดหุ้น”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ไต่ขึ้นในวันจันทร์ หลังจากปิดตลาดในแดนลบ
นานติดต่อกัน 4 วัน โดยราคาน้ำมันบวกขึ้นตามตลาดหุ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ใน
ทางบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดรอบ 4 เดือน
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 1.20 ดอลลาร์ หรือ 1.63 % มาปิดตลาดที่ 74.86
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“ ดอลล์ร่วงก่อนประชุมเฟด ”
ดอลลาร์ร่วงลงเมื่อเทียบกับเงินหลายสกุลในการซื้อขายที่ตลาดยุโรป วันจันทร์ โดยได้รับ
แรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะส่งสัญญาณว่า เฟด
จำเป็นต้องเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อเฟดประกาศผล การประชุมกำหนดนโยบายในวัน
อังคารนี้
แต่นักลงทุนบางส่วนยังคาดว่าเฟดจะยังไม่ดำเนินขั้นตอนใหม่ในการผ่อนคลายนโยบาย
การเงินในวันอังคารนี้ แต่จะป้องกันไม่ให้พอร์ทลงทุนในสินทรัพย์หดตัวลง

“หยวนทำสถิติแข็งค่า 8 วันติดต่อกันมากสุดรอบเกือบ 3 ปี หลังสหรัฐกดดัน ”
ค่าเงินหยวนปรับตัวขึ้นเป็นวันทำการที่ 8 ติดต่อกันในวันนี้ ทำสถิติแข็งค่าขึ้นช่วง 8 วันมาก
ที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2008 ขณะที่ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตรากลางที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่
ทางการจีนปรับขึ้นค่าเงินหยวนในเดือนก.ค.2005หลังจากที่เผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่าง
หนักจากสหรัฐ
นายหลี่ เต้ากุย ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน กล่าวว่า จีนจะไม่ทำผิดพลาดเหมือนญี่ปุ่นในช่วง
ทศวรรษ 1980 ด้วยการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนหยวนพุ่งขึ้นตามแรงกดดันจากต่างประเทศ

ข่าวในประเทศ:
“ส่งออก ส.ค. โตสวนค่าบาทแข็ง”
รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกสินค้าไทยในเดือน ส.ค.53 ว่า มีมูลค่า 16,452 ล้าน
เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 23.9% การนำเข้ามีมูลค่า 15,809 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 41.1%
เกินดุลการค้า 643 ล้านเหรียญฯ ขณะที่การส่งออกรวม 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่ารวม
125,083 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 32.6% การนำเข้ามูลค่า 119,003 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
47.9% และเกินดุลการค้ารวม 6,081 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 20% มูลค่า
183,000 ล้านเหรียญฯแน่ หากค่าเงินบาทไม่แข็งค่าต่ำกว่า 30 บาท/เหรียญฯ แม้หลายฝ่ายจะ
กังวลว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้การส่งออกต่ำกว่าเป้าหมาย

“'คลัง-ธปท.' ถกคุมบอนด์วันนี้ 'ธาริษา' เตือนระวังเงินทุนไหลออก”
'กรณ์' นัดถก ธปท.วันนี้ ออกมาตรการควบคุมพันธบัตรระยะสั้น หวังสกัดเงินนอกเก็ง
กำไรด้าน ธปท.เร่งปลดล็อกเอกชนไปลงทุนต่างประเทศ คาดออกประกาศใช้มาตรการในสัปดาห์
นี้ย้ำไม่ใช่มาตรการควบคุมค่าเงินบาท ขณะที่ดัชนีค่าเงินเอเชียทะยานแข็งค่ารอบ 2 ปี

“ผบ.ทบ.รับอาร์พีจีหาย 30 ลูก นายกฯบี้หาตัวคนผิด”
'อนุพงษ์' ยอมรับกระสุนอาร์พีจีหาย 30 ลูก ขอเวลา 8 วันเค้นสอบหาตัวผู้รับผิดชอบสั่ง
ตรวจดีเอ็นเอเจ้าหน้าที่ในข่ายต้องสงสัยนายกฯ สั่งเฝ้าระวังวินาศกรรม ขณะที่ 'พร้อมพงศ์' ซัด
ฝีมือ 'กลุ่มอำนาจใหม่' หวังสร้างสถานการณ์-ป้ายสีฝ่ายตรงข้าม จี้ดึงคนนอกร่วมสอบสวน
ป้องกันเกี้ยเซียะ ด้าน 'ธาริต' ขอถกคณะกรรมการข่าวสารดีเอสไอ ก่อนชี้ขาดเปิดผลชันสูตร
89 ศพ 'กระชับพื้นที่'

“สูตรใหม่ดัน 3จี คลังเสนอแปรสภาพสัญญามือถือ 2จี เดิม/กทช.หวังได้ไฟเขียวเปิดประมูลใน 2
วัน”
กทช. พร้อมประมูล 3จี ได้ 25 ก.ย. หวังศาลปกครองสูงสุดอ่านคำสั่งเป็นบวก 23 ก.ย.นี้
โดยพ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. เปิดเผยว่า หากศาล
ปกครองสูงสุดมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทา
ทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อให้ กทช.สามารถเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการหรือไลเซนส์ 3จี
บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ต่อไปได้ กทช.จะสามารถเริ่มกระบวนการประมูลได้ในวันที่ 25
ก.ย.นี้'

“ปตท.ระอาปลดล็อกมาบตาพุดไม่จบ! ”
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท
ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกขู่จะปิดนิคม
อุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องชี้แจงว่า เพราะเหตุใดจึงมี
การตัดประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงเหลือ 11 กิจการ จากเดิมที่
คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา 18 กิจการ
แต่ไม่ว่าจะเป็น 11 หรือ 18 ประเภทกิจการก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลง เพราะ 11 กิจการที่
ประกาศออกมาก็ครอบคลุมทุกกิจการที่เสี่ยงต่อความรุนแรงทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไว้
แล้วไม่ว่าจะเป็นโครงการปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และท่าเรือ แต่หากมีการปิดล้อมนิคมฯมาบตาพุด
จริงในฐานะเอกชนผู้ประกอบการก็คงจะต้องมีการประชุมฉุกเฉินว่าจะรับมืออย่างไร

Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดยังแกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดย SETI -0.51 จุด (-0.06%) ที่ 923.06
จุด โดย มูลค่าการซื้อขายได้หดตัวลงเหลือเพียง 21,225 ล้านบาท

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
& 9786; ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,753.62 จุด (+1.4%), S&P 1,142.71 จุด (+1.5%),
NASDAQ 2,355.83 จุด (+1.7%), Nikkei 9,660.88 จุด (+0.4%), AOI 4,699.7 จุด
(+0.5%),KOSPI –ปิด–
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติและสถาบันซื้อสุทธิ +1,657 และ +102 ลบ. ตาม
ลำดับในขณะที่บล. และรายย่อยขายสุทธิ -79 และ -1,681 ลบ. ตามลำดับ
& 9786; สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ $74.86 (+1.6%), BDI 2,628 จุด (-1.8%), GRM
$3.30 (+2.8%), ทองคำ $1,276.85 (+0.3%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ

ค่าเงินบาท: ค่าเงิน ฿ ยังแกว่งตัวแคบๆ ตาม ¥ ซื้อขายที่ 30.72-30.76 บาท/ดอลลาร์
& 9786; เศรษฐกิจ: พณ. เผยส่งออก ส.ค.53 โตสวนค่า ฿ แข็ง +23.9% นำเข้า +41.1%
และยังเกินดุลการค้า 643 ล้านดอลลาร์ สรอ.
การเมือง: พล.อ. อนุพงษ์ รับกระสุน RPG หาย 30 ลูก ขอเวลาสอบหาตัวผู้รับผิดชอบ
สั่งตรวจ DNA จนท.ในข่ายต้องสงสัย+นรม. สั่งเฝ้าระวังวินาศกรรม
เทคนิค: โมเมนตัมระยะสั้นถือว่ายังเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI & 8805;915 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดดูเป็นบวกมากขึ้น โดยตลาดหุ้นโลกยังแกว่งขึ้น ต่างชาติกลับ
มาซื้อสุทธิ แต่ ฿ ยังแกว่งแคบตาม ¥, การประมูล 3G ยังไม่คืบ และ SETI ก็ติดแนวต้าน
940±5 จุดอยู่ คาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน (sideways) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง“กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
& 9786; ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่แกว่งตัว/เดินหน้าขึ้นตาม Wall Street
& 9786; ตลาดพันธบัตร: ยังแกว่งตัวแคบ ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.7045% [ความ
หมาย: อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุนประเมิน
แนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ดูอ่อนลงต่อเนื่อง ล่าสุด=81.160 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$& 1048778;=
แรงขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ดูเหมือนยังกลัวความเสี่ยงอยู่ น้ำมัน& 1048774;, BDI& 1048780;, ทองคำ& 1048778; [ความ
หมาย : น้ำมัน+ BDI=สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
แม้โมเมนตัมระยะสั้นไม่เสียหาย แต่ SETI ยังติดแนวต้าน 940±5 จุด หากเข้าลงทุน
ช่วงนี้ ควรเน้นหุ้นเล็ก เพราะมองว่าหุ้นใหญ่และ SETI ยังมีความผันผวนสูง แม้เดินหน้าขึ้น ก็
อาจเพียงคืบคลานขึ้นอย่างเชื่องช้า (tortoise rally) ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำให้ผู้เล่นระยะสั้น
และกลางตั้งจุดหยุดขาดทุนที่ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ LPN, THAI,
TICON,TMB สำหรับหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”) คือ SSI, TDEX,
TTA

แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนกลับไปปี 52 และ 1H53 จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็ง
แกร่ง ทั้งนี้ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้

Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand

แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false
evidence about realities) หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่กลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการผลิต
ในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดง
ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้
ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และ
ช่วงกลาง (“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้สรุปบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อ
ชุมชน” ส่งรัฐบาลแล้ว คาดว่าโครงการที่หยุดชะงัก จะเริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่ง+
ยังรักษาโครงสร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
& 9786; การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชีย
แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
& 9786; หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54” แทน
“เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้

คำอธิบาย: OVERWEIGHT=ควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าเป็นกลุ่มที่
ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด; NEUTRAL=ควรลงทุนเท่ากับน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าให้ผลตอบ
แทนใกล้เคียงกับตลาด; UNDERWEIGHT=ควรลงทุนน้อยกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะ
ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด โดยระบบคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาชนะดัชนี
โดย “น้ำหนักกลุ่ม”=น้ำหนักของหุ้นแต่ละกลุ่มในสูตรคำนวณ SETI, “ผลตอบแทนของ
ตลาด”=อัตราผลตอบแทนที่คำนวณจากดัชนี SET Total Return Index (SETTRI)
ทั้งนี้ TRI=ดัชนีผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งรวม 1) กำไร/ขาดทุนจากการ
เปลี่ยนแปลงราคาหุ้น; 2) สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน; 3) เงินปันผล โดยมีข้อสมมติว่าเงินปันผลถูกนำไป
ลงทุนซ้ำในหลักทรัพย์ตัวเดิมด้วย

Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
นโยบายยืดหยุ่นค่าเงินของจีน ส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และฤดู
พายุเฮอริเคนของสหรัฐใน 3Q53 ที่แม้รุนแรง แต่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าว
เม็กซิโก ทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในช่วง $70~80 ลดลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ
เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
กรณีโครงการมาบตาพุด ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11 โครงการที่
มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ส่งผลให้โครงการส่วน
ใหญ่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปลาย 4Q53 เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมในสิ้น 1Q54
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม ENERG คือ 1) ความกังวลที่ว่าเศรษฐกิจอาจ
ฟุบอีกครั้งมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นมากมาจากตะวัน
ออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31.- บาท), PTTEP (เป้าหมาย 180.-
บาท), PTTCH (เป้าหมาย 120.- บาท), TOP (เป้าหมาย 52.- บาท)

กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 7M53 (7 ธนาคาร) +2.9%ytd โดย ก.ค.หดตัวเล็กน้อย -0.5% mom ถือว่าไม่
ผิดปกติที่ตัวเลขสินเชื่อ ก.ค. มักจะลดลงจาก มิ.ย.

แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นน่าจะดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
เรามองว่าสินเชื่อยังโตต่อเนื่องระดับ 1.5x %& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) รัฐบาลเร่ง
โครงการไทยเข้มแข็ง, 2) ภาคส่งออกเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร,
3) ศาลปกครองปลดล็อกโครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่ชะงักมา 8 เดือนแล้ว
หนี้ NPL ณ สิ้นมิ .ย 53 . ไม่ได้น่าเป็นห่วงแม้มีจลาจลใน พ .ค .ก็ตาม โดยตัวเลข gross
NPL และ net NPL ลดลงเหลือ 4.4% และ 2.4% ตามลำดับ
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131.- บาท), SCB (เป้าหมาย 125.50
บาท)

กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
แม้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
กรณี กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางได้สั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูลใบ
อนุญาต 3G ถูกเลื่อนออกไป
การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G ที่ขณะนี้มีการศึกษานั้น เป็นข่าวบวก เพราะต้นทุนถูกลงและ
อายุนานขึ้น โดย TRUE ได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
สำหรับประเด็นการขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณนั้น เราคาดว่าต้องใช้เวลาตัดสินอีก
นาน จึงจะได้ข้อสรุป โดยให้น้ำหนักได้ข้อยุติจบที่ศาลเป็นสำคัญ
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังคงชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บาท) มากที่สุด

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL) UPDATE.
ตัวเลข book to bill ratio ล่าสุด (ส.ค.53) ยังสูง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 [ความ
หมาย: book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยตัวเลขยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์เดือนล่าสุด (ก.ค.53) ยังเดินหน้าปรับเพิ่ม
ขึ้นอย่างแข็งแกร่งอีก 1%mom หรือส่งผลภาพรวม 7M53 ปรับตัวขึ้นกว่า +47%yoy แล้ว
ตัวเลขยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 ที่เติบโตแข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงประมาณ
การเป้าการเติบโตของยอดขายทั้งปี 53 เป็น 28%yoy
ตัวเลขส่งออกสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 เพิ่ม +2%yoy
และ+17%yoy สนับสนุนแนวโน้มคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53
แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการ 2H53 อย่างไรก็
ตาม เรายังชอบ HANA (เป้าหมาย 36.80 บาท) และ DELTA (เป้าหมาย 31.90 บาท)

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่มีงานในมือที่สามารถรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดย
นโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” ทำให้มีงานประมูลรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.80
บาท) เพราะ 1) มี backlog+งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นล้านบาท; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่าง
ประเทศกว่าหมื่นล้านบาท; 3) มีโอกาสชนะประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีประมูลอีกในช่วง
ปลายปีและ 4) โครงการเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 จะเริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองที่กลับมาสงบทำให้ความเชื่อ
มั่นฟื้นคืนมา; 2) เศรษฐกิจยังดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายัง
ชอบ QH (เป้าหมาย 3.24 บาท) เพราะเติบโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย
8.20 บาท) ที่กำไรปี 53 มีแนวโน้มจะดีกว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองมีความรุนแรงในเดือน พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่ดีใน
2Q53 ชะลอตัว แต่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศ 8 เดือน
แรกปี53 โต+43.2%yoy และเงินลงทุนโครงการที่ขอ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยาน
ยนต์มีโอกาสขยายกำลังการผลิตใน 1-2 ปีข้างหน้า ทำให้ยอดขายที่ดินในปีนี้มีแนวโน้มสดใส
มากขึ้น เราชอบ AMATA (เป้าหมาย 16.- บาท), TICON (เป้าหมาย 14.40 บาท)

กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็นเดือน
ที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟูอาคารที่
เสียหายจากเหตุจลาจล และโครงการก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70.- บาท)
วัสดุตกแต่ง: แม้ว่าราคาวัสดุตกแต่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้จากการแข่งขันที่
สูงแต่คาดว่าในปี 53 จะมีความต้องการวัสดุในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก ตลาดต่างจังหวัด เนื่อง
รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามราคาพืชผลการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของ
ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น

กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิตเหล็กแผ่นในประเทศ ก.ค. 53 +8.6%yoy และกระเตื้องขึ้นจากเดือน
ก่อนตามภาวะเหล็กที่ฟื้นตัว โดยราคาเหล็กโลกดีดขึ้นตามต้นทุนสินแร่ที่สูงขึ้น ในส่วนค่าเงินบาท
แข็งส่งผลบวกเล็กน้อย โดยระยะสั้นการนำเข้าวัตถุดิบอาจถูกลง แต่ราคาขายเหล็กมีแนวโน้ม
ลดลงตามด้วย เราชอบ TMT (เป้าหมาย 6.30 บาท)
เหล็กเส้น: ปริมาณผลิต +16.8%yoy และปริมาณจำหน่าย ก.ค.+28%yoy เพราะราคา
เหล็กโลก ส.ค. เริ่มปรับตัวขึ้น ทำให้แรงซื้อของผู้บริโภคกลับมา หลังจากชะลอคำสั่งซื้อมา 2
เดือนแต่แนวโน้มราคาเหล็กอาจไม่ปรับตัวขึ้นแรงนัก และคาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากมีข่าวว่า
ราคาสินแร่เหล็กอาจลดลงใน 4Q53

กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ตัวเลข ส.ค.53 ยังแสดงการเติบโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%yoy; 2) ส่ง
ออก +80.3%yoy; 3) ผลผลิต +67.5%yoy
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังเติบโตถึง +85.5%
ส่งผลให้ย อดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92.5% ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำลังปรับ
เป้าหมายยอดผลิตรถยนต์เพิ่มเป็น 1.7 ล้านคัน +70%yoy
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย 192
บาท)

กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังเติบโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
ไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานใน
การพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัดความ
สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 1H53 ที่โตโดเด่นคาดไม่ต่ำกว่า 10% ผลักดันสำนักเศรษฐกิจ
หลายแห่งเตรียมปรับคาดการณ์ GDP ปี 53 ที่สดใสกว่าเดิม
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส.ค.53 ฟื้นตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 โดยเรามองเป็นบวกกับ
BIGC กับ MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราการเติบโตของยอดขายมีค่าสหสัมพันธ์กับ CCI สูง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บาท) เพราะกระทบจากความ
วุ่นวายทางการเมืองจำกัด อีกทั้งยังมีการเติบโตของยอดขายที่โดดเด่น

กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: การปรับตัวของ BDI>2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจปรับขึ้นจำกัดแค่ 3,000
จุด เนื่องจากแม้ความต้องการขนส่งทางเรือจะเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณเรือที่เข้าใหม่ปีนี้ยังกดดัน
ตลาดโดยรวม สำหรับเรือเทกอง PSL (เป้าหมาย 23.- บาท) เพราะทำสัญญาค่าระวางเรือปีนี้
แล้ว 92% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือเก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และ
มีนโยบายจะมีเรือ 60 ลำในอนาคต ทำให้มีโอกาสที่กำไรจะเติบโต ส่วนคอนเทนเนอร์ การ
เติบโตของปริมาณขนส่ง+ค่าระวางที่ปรับขึ้น ยังเป็นผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17.- บาท)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บาท) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่อยู่
ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้ทาง
ด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการ
ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น เพราะการเมืองสงบทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย
มากขึ้นจากที่หดตัวช่วง เม.ย.-พ.ค. เราชอบ AOT (เป้าหมาย 52.- บาท) เพราะ 1) คดีที่มีกับ
King Power ยุติแล้ว กลับมารับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้ตามปกติ; 2) นักท่องเที่ยว
ต่างชาติเริ่มกลับมาหลังเหตุการณ์ทางการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ high season ของธุรกิจ

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 7M53 ยังโตต่อเนื่อง +12.9%yoy เม็ดเงินผ่านสื่อขนาดใหญ่อย่าง
โทรทัศน์ยังเพิ่มขึ้น +16.7%yoy และสื่ออื่นๆ ก็กลับมาเติบโตกันถ้วนหน้า มีเพียงสื่อวิทยุและ
ป้ายโฆษณาที่ยังหดตัว -2.4% และ -6.7% ตามลำดับ
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับภาวะอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตามภาวะ
เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้
เจ้าของสินค้าเริ่มมั่นใจในการเพิ่มงบโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรม
โฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บาท)

กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT) UPDATE.
ถูกกระทบจากการเมืองไม่มาก เพราะ 1) เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) แนวโน้ม
ราคาสินค้าเกษตรปี 53 ยังทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลดลง เพราะ
ผู้ประกอบการบางรายประสบปัญหาการเงิน
ตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 โตต่อ +14%yoy โดยยางพารา
+98%, ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวลงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โดยหมูเหลือ 58-59 บาท/กก., ไก่ 38-39 บาท/
กก. ในขณะที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บาท/ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อกำไรออกใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11.- บาท)

กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มีการระบาดของไข้หวัดและไข้เลือดออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน 4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค.53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40.- บาท) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดใน
กลุ่ม

Trader’s Digest
AH (แนวรับ=14.60, แนวต้าน=15.30) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
1H53 มีกำไร 172 ลบ. พลิกจากขาดทุนช่วง 1H52 ที่ -105 ลบ. เนื่องจากยอดขายที่โต
+94% ทำให้ใช้กำลังผลิตระดับ 70-80% ส่งผลอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจาก 6.4%ใน 1Q53 เป็น
8.4% ใน 2Q53
แนวโน้มกำไร 2H53 จะดีกว่า 1H53 โดยมีคำสั่งซื้อจาก Ford Fiesta, Mazda 2 และ
Nissan March ส่งผลรายได้ปี 53 +63% และมีกำไร 381 ลบ. พลิกจากปี 52 ที่ -109 ลบ.
ได้ประโยชน์จากโครงการ eco car เพราะมีลูกค้าค่ายหลักผลิตรถรุ่นนี้ เช่น Toyota,
Nissan เป็นต้น กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นสามารถรองรับคำสั่งซื้อใหม่ได้ คาดกำไรปี 54 เติบโต
6-10%
ปัจจุบัน ราคายังต่ำกว่า BV และราคาเป้าหมาย 17.4 บ. (อิง P/B 1x, P/E11x)

CK (แนวรับ=9.10, แนวต้าน=9.60) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ได้งานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญา 2+5 ทำให้ backlog (รวมรอเซ็นสัญญา) >3.3 หมื่น
ลบ.
งานเขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่นลบ. ได้เซ็น MOU ขายไฟให้ กฟผ. จะเพิ่ม backlog
ถึง 1 แสนลบ. (รองรับรายได้ 4-5 ปี)
ยังมีโอกาสได้งานรถไฟฟ้าสีเขียวและแดงที่จะประมูลต้นปีหน้า, รถไฟฟ้าความเร็วสูง
มูลค่ารวม 5 แสนลบ. จะสร้างโอกาสการได้งานในอนาคต
คาดกำไร 53 ที่ 149 ลบ. EPS 0.09 บ. แต่ปี 54 จะมีกำไรจากเขื่อนน้ำงึม 500 ลบ. ทำ
ให้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 757 ลบ. EPS 0.46 บ.
เราแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 9.80 บาท (อิงวิธี SOTP)

IVL (แนวรับ=25.75, แนวต้าน=27.50) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
IVL อยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer non-durable) ซึ่งจะโตสม่ำ
เสมอ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ จากกำลังผลิตที่มีในปัจจุบัน รายได้ปี 53 จะเติบโต +20%
yoy
กำไรปี 53-57 ยังมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดจากแผนเข้าซื้อกิจการ 6 แห่งใน 3
ทวีป คืออเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ซึ่งบริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ 2 พันล้าน US$ (การซื้อโรง
งาน PET อีก 1 แห่งในจีน กำลังผลิตกว่า 2 แสนตัน/ปี อาจได้ข้อสรุปใน 2H53)
กำไร 3Q53 จะเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีการหยุดซ่อมเหมือน 2Q53 และโรงงาน AlphaPet
ในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งเริ่มสายการผลิตที่ 2 ใน มิ.ย.จะใช้กำลังผลิตเต็มที่ จาก 70% ใน 2Q53
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ประมาณ 25-30 บาท (อิง analyst consensus)

News & Views
CCET : “ต่อยอดธุรกิจเตรียมเข้าลงทุน บ.EMS ในสหรัฐ” (ที่มา:SET)
เดินหน้าต่อยอดธุรกิจเตรียมเข้าลงทุนใน บ.ทำEMS ในUS โดยผ่านบ.ย่อย (Cal-Comp
electronics USA ถือ 100%) ที่จัดตั้งด้วยเงินลงทุน 5 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นราว 157 ล้าน
บาท ซึ่งสำหรับบริษัทที่เตรียมเข้าลงทุน (บ. Spectragraphics Corp.) ทำธุรกิจหลักรับจ้าง
ผลิตภัณฑ์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวกับอุปกรณ์เก็บข้อมูล
(storage) และ สินค้าระบบเน็ตเวิร์ค มีสินทรัพย์และส่วนผู้ถือหุ้น ณ สิ้น 1H53 ที่ 17 ล้าน
ดอลลาร์และ 3.8 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ โดยคาดตั้งงบลงทุนครั้งนี้ไม่เกิน 20 ล้านดอลลาร์
มีที่มาของแหล่งเงินทุนจากการดำเนินงานและวงเงินสินเชื่อธนาคารเป็นสำคัญ ซึ่งคาด
ธุรกรรมนี้จะเสร็จสิ้นใน 4Q53

ความเห็น: (ณัฐพล 574)
เบื้องต้น เรามีมุมมองที่เป็นกลางต่อประเด็นนี้ เพราะ 1) ยังไม่มีข้อสรุปของการเข้าลงทุน
ครั้งนี้ว่าจะเป็นรูปแบบใดและมูลค่าเท่าใด และ 2) มองผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการลงทุนจะ
เกิดขึ้นในปี 54 เป็นหลัก ดังนั้น เราจึงคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 53 ที่ 1,721 ล้านบาท
(+32%YoY) ในขณะที่ด้านความคืบหน้าด้านการเพิ่มทุน CCET-TDR จำนวน 400 ล้านหุ้น
เบื้องต้น คาดมีความชัดเจนมากขึ้นในปลายปีถึงต้นปี 54 แต่ด้วยราคาหุ้นที่เริ่มลงมาต่ำกว่า
ราคาเป้าหมายของเราแล้ว จึงปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” โดยคงราคาเป้าหมายปี 54 หลังเพิ่ม
ทุนที่ 3.61 บาทอิง PER 9x



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 21/09/10 เวลา 10:32:38

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น