วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 15/09/53

แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรงจากความกังวลว่าธปท.จะออกมาตรการสกัด
ค่าเงินบาทแข็ง ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 921.39 จุด ลดลง 15.65 จุด (-1.67%) มูลค่าการซื้อ
ขายหนาแน่นมากที่ 4 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติพลิกเป็นขายสุทธิ 1.8 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
920(915)-931 ยังคงต้องติดตามว่าธปท.จะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อสกัดค่าเงินบาทให้ชะลอ
การแข็งค่า ซึ่งหากมีการอ่อนค่าลงมากจะเป็นแรงกดดันให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงได้อีก
S50U10 แท่งเทียนสีดำยาวปิดต่ำลงที่ SMA 10 วัน ค่า Volume เพิ่มขึ้นแต่ Indicators ต่ำ
ลงเป็นสัญญาณลบ คาดการณ์ดัชนีปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 631 / 625 ไม่ปรับตัวต่ำกว่าลงมา
ด้านLongได้เปรียบ แนวต้าน 642 (S50U10 หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50 ดัชนีปิดเป็น
แท่งเทียนดำต่ำลงมาก Volume เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ Indicators ลดต่ำลง เป็นสัญญาญลบสอด
คล้องกัน คาดดัชนีปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 628 แนวต้านที่ 641 Gold Future GFV10
เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,500-18,610 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,580-
18,700
กลยุทธ์ แนะนำเข้าเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่หากมีการปรับตัวลงในวันนี้
กลุ่มสื่อสารมีแนวโน้มปรับตัวลงเพื่อเล่นรอบ ขึ้นขายทำรอบ กลุ่มพลังงาน ปรับตัวลงซื้อเพิ่ม PTT
BANPU TOP กลุ่มการเงิน TCAP TMB KBANK หุ้นรายหลักทรัพย์ SCC CK KH สำหรับ
หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น BH PTL หรือเลือกใน
Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ(แนวต้านเป้าหมายแรก 949)
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนดำตัดเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันลงมายืนที่แนวเส้นค่า
เฉลี่ย10วัน Indicators ต่ำลงมาก ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณลบสอด
คล้องกัน คาดดัชนีปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 915 แนวต้านที่ 929 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 915
ดัชนีนิกเกอิ ได้รับปัจจัยบวกวันนี้จากข่าวที่ BOJ เข้าแทรกแซงตลาดเงิน ส่งผลให้
ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง แรงซื้อเก็งกำไรมีแนวโน้มกลับเพิ่มในระยะสั้น ระดับดัชนีทดสอบแนวรับ
SMA 9,220 ยังคงแนวโน้มขาขึ้น โดยมีแนวต้านหลัก 9,400 และ 9,500
ดัชนีฮั่งเส็ง ระดับดัชนีทดสอบไม่ผ่านแนวต้านจุดสูงเดิม 21,800 ด้านเทคนิคภาวะ
ซื้อเริ่มอ่อนแรงลงหลังพุ่งขึ้นแรง การปรับตัวลงจากการขายทำกำไรยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เนื่อง
จากตลาดขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ การปรับตัวลงบริเวณแนวรับ 21,500-21,450 คาดจะมีโอกาส
กลับตัวขึ้นอีกครั้ง
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)

หุ้นแนะนำพิเศษ : SCC (ราคาปิด 312 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 360) คาดผลประกอบ
การปี 53 กลับมาเพิ่มขึ้นราว 12.5% YoY จากแนวโน้มยอดขายปูนซีเมนต์ที่เติบโตจากปีก่อน
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและกระดาษจะได้ประโยชน์จากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้ม
ผลประกอบการระยะยาวคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างโดดเด่นอย่างต่อเนื่องในปี 54-55 โดยจะ
เริ่มเห็นผลบวกจากกำลังการผลิตใหม่อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากธุรกิจปิโตรเคมี
ที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)

Stocks in trend
แนะนำ เก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง ADVANC, DTAC, TRUE วันนี้
ศาลปกครองจะมีการพิจารณาไต่สวน และพิจารณารับคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ เวลาประมาณ
13.00 น. กรณี กสท.ยื่นฟ้อง กทช.ไม่มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz หรือ 3G ซึ่ง
ถ้าหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กทช.จะต้องหยุดการประมูล 3G ทันที แต่หากศาลไม่มีคำสั่ง
คุ้มครองชั่วคราวการประมูล 3G ยังคงเดินหน้าต่อ
TASCO (ราคาปิด 67.25 แนะนำ ซื้อ) คาดแนวโน้มผลประกอบการ 2H53 และปี
54 ยังคงแข็งแกร่งจากการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นยางมะตองที่ประเทศมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น
ตามความต้องการยางมะตอยในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากจีน ขณะที่
ความต้องการในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากงบประมาณของภาครัฐเกี่ยวกันการสร้างถนน นอก
จากนั้น ยังมีงานก่อสร้างมอเตอร์เวย์มูลค่ากว่า 1.58 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 6 ปีข้างหน้า
TMT (ราคาปิด 5.65 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 6.50) คาดผลประกอบการ 4Q53 กลับ
มาปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น จากการเดินหน้างานโครงการภาครัฐ ส่วนงานภาคเอกชนคาดว่าจะมี
การขยายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปัญหา
มาบตาพุดคลี่คลาย นอกจากนั้น ยังโดดเด่นด้านเงินปันผลที่คาดจะจ่ายในงวดปี 53 ราว 0.45-
0.50 บาท อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 8%
CTW (ราคาปิด 7.75 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผลประกอบการ 1H53 โดดเด่น ขณะที่
คาดจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ เช่น งานโครงการรถไฟฟ้า รวมทั้งโครงการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ปัจจุบันราคาหุ้นยังซื้อขายที่ PER ไม่สูงราว 7-8 เท่า และคาดว่ามีโอกาส
ที่จะกลับมาจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 53 ได้
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)

ปัจจัยบวก
+ สหรัฐรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น
0.4% มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% และแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่สินค้าคงคลัง
ภาคธุรกิจเดือนก.ค.เพิ่มขึ้นเกินคาด 1% สู่ 1.38 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่
เดือนมี.ค. 52 เนื่องจากยอดขายภาคเอกชนที่ขยายตัวแข็งแกร่ง
+ อังกฤษรายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนส.ค.ทรงตัวที่ 3.1% ซึ่งสูงกว่า
อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ระดับ 2% ของธนาคารกลางอังกฤษ ขณะที่ ดัชนีราคาผู้ค้าปลีก (RPI)
ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้ชี้วัดเงินเฟ้ออีกทางหนึ่งโดยรวมต้นทุนเกี่ยวกับบ้าน ปรับตัวลงแตะ 4.7% ต่อปี
ในเดือนส.ค. จากระดับ 4.8% ในเดือนก.ค.
+ ประธานธนาคารกลางยุโรปแสดงความเชื่อมั่นว่าสหรัฐจะสามารถทำตาม
กฎเกณฑ์ของคณะกรรมการบาเซิลในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ได้
+ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่าปี 53 เศรษฐกิจในเขตยูโรโซนมีแนวโน้ม
ขยายตัวสูงเกือบ 2 เท่าเป็น 1.7% จากที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ราว 0.9% ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์
ของธนาคารกลางยุโรปว่าจะอยู่ระหว่าง 1.4 - 1.7% จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ของเยอรมนีไปยังประเทศอื่นๆในอียูและอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น
+ ก.คลังเปิดเผยการจัดเก็บรายได้สุทธิในช่วง11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 53
ว่าอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาทดีกว่าประมาณการณ์ 25% จากการจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการ
20%จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้น

ปัจจัยลบ
- เยอรมนีรายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนก.ย.ร่วงลงแตะระดับ -4.3 จุด
จากระดับ 14 จุดในเดือนส.ค. เป็นการปรับลงมากกว่าคาดเนื่องจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะ
ชะลอตัวลงอีกระลอกหลังจยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และรัฐบาลหลายประเทศต่างหาทาง
ลดยอดขาดดุลงบประมาณ
- ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ
6 ปีเพื่อสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
- ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 77% จากต้นปีทำให้เกิดความกังวลว่าธปท.อาจออก
มาตรการสกัดกั้งเงินทุนไหลเข้าซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งในอดีต
ธปท.เคยใช้มาตรการกันสำรอง 30% และส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดหุ้น แต่นักวิชาการหลาย
ฝ่ายเชื่อว่ามาตรการที่ธปท.จะใช้ไม่น่าจะรุนแรงเท่าครั้งก่อน
- ปัจจัยการเมืองที่ต้องจับตาในช่วงนี้ได้แก่ การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงระหว่าง 17-
19 ก.ย.นี้ ก.ย.เนื่องจากวาระครบรอบวันรัฐประหาร 19 ก.ย. ส่วนกลุ่มเสื้อหลากสีก็เตรียมพร้อม
ตอบโต้หากกลุ่มเสื้อแดงมีท่าทีชุมนุมยืดเยื้อ
- ศาล รธน.นัดไต่สวนคดี ส.ส.-ส.ว.ถือหุ้นต้องห้ามอีก 3 นัด ในวันที่ 17 ก.ย. 24 ก.ย.
และ 1 ต.ค.โดยคาดว่าจะรู้ผลราวเดือน ต.ค.

ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 15 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดุลการค้าเดือน ก.ค.53 ตัวเลขการผลิตและอัตรา
การใช้กำลังการผลิตเดือนส.ค. และตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภครายสัปดาห์ ส่วนศาลปกครอง
กลางเลื่อนนัดไต่สวนเป็นวันนี้เวลา 13.00 น. จากเดิม 16 ก.ย. กรณีที่ กสท.ขอไต่สวนคุ้มครอง
ชั่วคราวในการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G
* 16 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ส.ค.53 ดุลบัญชี
เดินสะพัดในช่วง 2Q53 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
* 16 ก.ย. ทูตพาณิชย์ไทยใน 76 ประเทศทั่วโลกจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ
รับทราบปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่มีผลกระทบต่อการส่งออกไทย ตลอดจนประเมินตัวเลขการส่ง
ออกจากสถานการณ์โดยได้เชิญผู้ส่งออกมาร่วมประชุมด้วย
* 17 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือน ส.ค.53 และความ
เชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. (ตัวเลขเบื้องต้น)
* 20 ก.ย. ก.พาณิชย์ของไทยจะประกาศตัวเลขดุลการค้า เดือนส.ค.53 และวันนี้เป็น
กำหนดวันสุดท้ายที่ธปท.กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่า
ธรรมเนียมการโอนข้ามเขตและอื่น ๆ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)

Wall Street
Wall Street: ดาวโจนส์ลดลง 17.64 จุด เหตุวิตกภาวะเศรษฐกิจในยุโรป
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลง 17.64 จุด ภาวการณ์ซื้อขายเป็นไป
อย่างผันผวน โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการซื้อขายเนื่องจากขานรับรายงานตัวเลข
ยอดค้าปลีกเดือนส.ค.ที่เพิ่มขึ้น 0.4% มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง
0.3% และยังปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบกว่า 5 เดือน อย่างไรก็ตามดัชนีมาปรับตัวลดลงใน
ช่วยท้ายตลาด เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในยุโรป หลังจาก ZEW
Center ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจในยุโรปออกมาเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน
ในเยอรมนีปรับตัวลดลงสู่ระดับ -4.3 จุดในเดือนก.ย.ลดลงอย่างมากจากระดับ +18.3 จุดใน
เดือนส.ค.และนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2552 ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง
17.64 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 10,526.49 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.80 จุด หรือ 0.07%
ปิดที่ 1,121.10 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 4.06 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 2,289.77 จุด

ราคาน้ำมัน : NYMEX ลดลง 39 เซนต์ จากข่าวเอ็นบริดจ์เตรียมเปิดท่อส่งน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 39 เซนต์ โดยตลาด
คลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะซัพพลายตึงตัวและเข้ามาเทขายทำกำไรสัญญาน้ำมันดิบหลัง
จากบริษัทเอ็นบริดจ์ อิงค์ ออกแถลงการณ์ว่า การซ่อมแซมรอยรั่วซึมที่ท่อส่งน้ำมัน Line 6A ซึ่ง
เชื่อมต่อระหว่างโรงงานผลิตในแคนาดาไปยังโรงกลั่นในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐใกล้จะเสร็จสิ้น
แล้ว และคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งในไม่ช้านี้ ทำใหปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่
ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 39 เซนต์ มาอยู่ที่ระดับ 76.80 ดอลลาร์/
บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 10
เซนต์ ปิดที่ 79.13 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 15/09/10 เวลา 9:38:58

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น