วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 15/09/53

Market Recap and Trend: คาด Rebound หลัง SET ปรับลงแรงเมื่อวานนี้...รอดู
ความชัดเจนจาก ธปท. กรณีมาตรการสกัดการแข็งค่าของค่าเงินบาท
จากกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแรงในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.52 จาก 32.3 บาท/
ดอลลาร์ฯ มาอยู่ที่ 30.76 บาท/ดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลต่อมาตรการที่
อาจออกมาเพื่อสกัดการแข็งค่าของค่าเงินบาท ทำให้มีแรงขายหุ้นออกมาบ้างเมื่อวานนี้ ส่งผลให้
SET ปิดตลาดปรับลดลง 1.68% ที่ 921.39 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 39,672 ล้านบาท
โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 1,809 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะ
Rebound หลังปรับลดลงแรงเมื่อวานนี้ รอดูความชัดเจนจาก ธปท. กรณีมาตรการสกัดการแข็ง
ค่าของค่าเงินบาท หากพิจารณาจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ฯ จะเห็น
ว่าเป็นการแข็งค่าตามค่าเงินภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปี 53 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7.7% เทียบกับเงิน
ดอลลาร์ฯ ขณะที่ค่าเงินเยน, ริงกิต, สิงคโปร์ดอลลาร์, เปโซ, และออสเตรเลียดอลลาร์ฯ แข็งค่า
ขึ้น 10.6%, 9.3%, 5.1%, 4.7%, และ 4.7% ตามลำดับ ทำให้เรามองว่า ธปท.น่าจะมีแนวโน้ม
ใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย (ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเหมือนกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า) ใน
การชะลอการแข็งค่าของค่าเงินบาทมากกว่าที่จะใช้มารตการแรงเหมือนการกันสำรอง 30% ใน
ปี 2549

Investment Strategy: ลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% หลังจาก SET ไม่สามารถยืนได้
เหนือระดับ Trailing Stop ที่ 926 จุด เมื่อวานนี้
SET ปิดตลาดต่ำกว่าจุด Trailing Stop ที่ให้ไว้บริเวณ 926 จุดเมื่อวานนี้ ทำให้เรา
แนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% จาก 80% ของพอร์ต เพื่อจำกัดความเสี่ยง
จากการพักฐานระยะสั้นๆ ไปก่อน โดยเฉพาะจากกรณีความกังวลต่อมาตรการ ธปท.เพื่อป้องกัน
การแข็งค่าของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุนจากต่าง
ประเทศในช่วงนี้ ถ้าพิจารณาในเชิง Valuation เรามองว่า SET มี Valuation ที่ “ไม่ถูก”
ไม่ว่าจะพิจารณาจาก P/E หรือ P/BV ที่ 13.35 เท่า และ 1.82 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
ทั้งนี้แม้ว่าอาจมีการ Rebound ระหว่างวันหลังจากที่ SET ปรับลดลงแรงเมื่อวานนี้ เราแนะนำ
เพียงแค่การเข้า Trading ระยะสั้นๆ เท่านั้น โดยมองเป้าหมายการพักฐานระยะสัปดาห์ที่ 900
จุด และ 860 จุด ตามลำดับ

Futures Strategy :
มีความเสี่ยงจากการพักฐานมากขึ้น แนะนำ Trading Short ในกรอบ 620-642 จุด
(ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)

AUTO :
กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวเริ่มมี Sentiment ที่อ่อนแอลง

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +1.1% สูงกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ -0.6% (Update วันที่ 13 ก.ย. 53) พอร์ตจำลองให้อัตรา
ผลตอบแทน +1.1% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET มีอัตราผลตอบแทน -0.6% หรือ
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 1.7% แต่หากพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ต
จำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +236% ดีกว่าตลาดที่ให้อัตราผลตอบแทน +32% อยู่
155% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน 46% ดีกว่าผล
ตอบแทนของ SET ที่ 26% อยู่ 20% รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ADVANC, และ QH เป็นหุ้นที่มี
อัตราผลตอบแทนสูงสุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 4.6% และ 4.1% ตามลำดับ สำหรับ
สัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจาก
อุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่าน
การเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และเพิ่ม
กำไรขั้นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อแนวโน้มผลการดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจน
มากขึ้นกรณีสัมปทาน 3G) QH (คาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิด
โครงการใหม่) และ BANPU (มีประเด็นบวกจากการขายหุ้น ITMG และซื้อ Centennial
Coal ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจถ่านหินในอนาคต)

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.17% ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง
0.07% เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจในยุโรป หลังจาก ZEW
Center ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจในยุโรประบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนใน
เยอรมนีร่วงลงสู่ระดับ -4.3 จุดในเดือนก.ย.ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2552
จากระดับ +18.3 จุดในเดือนส.ค. อย่างไรก็ตาม ตลาดปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย โดยได้แรง
หนุนจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงาน ยอดค้าปลีกเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 0.4% มากกว่าที่
นักวิเคราะห์คาดไว้ รวมทั้งรายงานสต็อกสินค้าคงคลังในภาคธุรกิจเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 1.0%
สู่ระดับ 1.38 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.25
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX เดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 39
เซนต์ ปิดที่ 76.80 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนหลังจากบริษัทเอ็นบริดจ์ อิงค์ ออก
แถลงการณ์ว่า การซ่อมแซมรอยรั่วซึมที่ท่อส่งน้ำมัน Line 6A ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโรงงานผลิตใน
แคนาดาไปยังโรงกลั่นในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐใกล้เสร็จสิ้นแล้ว และคาดจะสามารถกลับมาใช้
งานได้ในไม่ช้านี้ โดยท่อน้ำมันเส้นนี้มีกำลังการส่ง 670,000 บาร์เรล/วัน
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบเยน ดอลลาร์ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 15 ปีเมื่อเทียบกับ
เงินเยนหลังจากนายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคดี
พีเจเมื่อวานนี้ ซึ่งทำให้สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อไป โดยได้รับคะแนนเสียง
จากสมาชิกพรรค 721 คะแนน ขณะที่นายโอซาว่าได้รับคะแนนเสียงเพียง 491อย่างไรก็ตาม นัก
ลงทุนมองว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของนายคังจะไม่มีมาตรการแทรกแซงตลาดเพื่อสกัดกั้นการ
แข็งค่าของเงินเยน แม้ว่าก่อนหน้านี้นายโยชิฮิโกะ โนดะ รมว.คลังญี่ปุ่นระบุ รัฐบาลญี่ปุ่นจะ
ติดตามดูความเคลื่อนไหวในตลาดปริวรรตเงินตราอย่างใกล้ชิด และอาจจะใช้มาตรการเชิงรุกที่
ครอบคลุมถึงการแทรกแซงตลาด เพื่อสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินเยน
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 36 จุดมาที่ 2,940 จุด ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น
ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งคาดว่าดัชนีค่าระวางเรือยังมีทิศทางขาขึ้นในไตรมาสนี้ (ก.ค.-ก.ย.) อย่างไร
ก็ตามโดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่ม
เข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้นกว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หาก
ไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรม
คาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของ
ทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 15/09/10 เวลา 9:32:13

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น