Market Recap and Trend: ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น (เช้านี้ต่ำกว่าระดับ 31 บาท/US$) จะ
เป็นปัจจัยหนุนการไหลเข้าของเงินทุนต่อไป
วานนี้ SET ปรับตัวลดลงต่ำกว่าจุด Trailing Stop ระหว่างวัน โดยทำจุดต่ำสุดที่
915.79 จุด แต่เกิดแรงซื้อในกลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมีและธนาคารบางในช่วงท้ายตลาด ส่งผลให้
SET ปิดตลาดปรับลดลงเพียง 0.01% ที่ 923.88 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นต่อเนื่อง
34,651 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันอีก 949 ล้านบาท
ปัจจัย เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องต่ำกว่าระดับ 31.0 บาท/US$ เช้านี้จะเป็นปัจจัยหนุนการไหล
เข้าของเงินทุนจากต่างประเทศต่อไป ขณะที่การปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นต่างประเทศหนุนการ
ปรับสูงขึ้นของ SET วันนี้ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นสุทธิออกมาสองวันติดต่อกัน แต่ค่า
เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30.9 บาท/ดอลลาร์ฯ เช้านี้ ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการไหล
เข้าของเงินทุนจากต่างประเทศได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น หรือตลาด
พันธบัตรฯ
ขณะที่ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับสูงขึ้น 0.45% และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น 0.78%
เมื่อคืนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปัจจัยหนุนการปรับสูงขึ้นของ SET วันนี้
Investment Strategy: SET ปิดตลาดเหนือจุด Trailing Stop ที่ 920 จุด...แนะนำ 'ถือ' หุ้น
ในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง
ด้วยแรงซื้อหุ้นกลับเข้ามาในช่วงก่อนปิดตลาด ส่งผลให้ SET ปิดตลาดเหนือจุด Trailing
Stop ที่ 920 จุด ทำให้ SET ยังมีโมเมนตัมที่ดีต่อไป เราคงคำแนะนำนักลงทุน 'ถือ' หุ้นในสัด
ส่วน 80% ของพอร์ต โดยยังคงจุด Trailing Stop ไว้ที่บริเวณ 920 จุดเหมือนเดิม (แต่หาก
SET ปิดตลาดต่ำกว่า 920 จุด แนะนำลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60%) สำหรับเงินบาทที่
แข็งค่าขึ้นถือว่าเป็นปัจจัยหนุนการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และเป็นการจำกัดความ
เสี่ยงด้านขาลงของ SET ในช่วงนี้ สำหรับหุ้นแนะนำ วันนี้ ได้แก่
PTTCH - การปลดล็อกโครงการมาบตาพุด ทำให้สามารถได้รับวัตถุดิบจาก PTT ได้เต็ม
ที่ และจะเริ่มเดินเครื่อง 3 โครงการที่ปลดล็อกภายในปลายปีนี้ 'ซื้อ' มูลค่าพื้นฐาน 124 บาท
SEAFCO - กำไร 2H53 มีแนวโน้มจะกลับมามีกำไร หลังขาดทุนในช่วง 1H53 โดยจะ
เริ่มรับรู้รายได้จากรถไฟฟ้าสายสีม่วงตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา แนะนำ 'เก็งกำไร' มูลค่าพื้นฐาน
5.5 บาท
Futures Strategy :
ถือ/เปิด สถานะ LONG ต่อเนื่อง โดยมีจุด Trailing Stop ที่ 634 จุด (ดูรายละเอียดใน
Derivative Strategy)
AUTO :
เพิ่ม TCAP และ ADVANC เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Add to top picks TCAP ADVANC
Delete from top picks SCC
Top Picks QH PTTCH KK TCAP TRUE PTT TOP PTTAR ADVANC
BANPU KTB
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.3% ต่ำกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ +3.3% (Update วันที่ 6 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +0.3% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET มี
อัตราผลตอบแทน +3.3% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่า SET อยู่ 3.0% อย่างไร
ก็ดี ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +232% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +33% อยู่ 151% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตรา
ผลตอบแทน 44% ดีกว่าผลตอบแทน SET ที่ 27% อยู่ 18% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา BBL เป็น
หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ต หรือมีอัตราผลตอบแทน 4.9% สำหรับสัปดาห์นี้ยังคง
แนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรม
รถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทาง
ด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL (จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งส่ง
ผลดีต่อแนวโน้มผลการดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมากขึ้นกรณี
สัมปทาน 3G) และ QH (คาดว่าผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิด
โครงการใหม่) และเพิ่ม BANPU เข้ามาในพอร์ต โดยมีปัจจัยบวกจากการบันทึกกำไรพิเศษจาก
การขายหุ้น ITMG ประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาทใน 3Q53 และมีปัจจัยบวกจากการถือหุ้น
Centennial Coal ใน Australia
Change in Recommended Portfolio
Add BANPU
Delete -
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.45% ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น
0.64% และดัชนี Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น 0.90% ได้แรงหนุนจากข่าวรัฐบาลโปรตุเกสประสบ
ความสำเร็จในการประมูลพันธบัตรมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ และข่าวประธานาธิบดีโอบามา
ประกาศแผนการลงทุนด้านสาธารณูปโภคมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซี่งครอบคลุมการ
ขยายและซ่อมแซมถนน ทางรถไฟ และรันเวย์ มีเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจและการ
สร้างงาน และเพื่อปกป้องฐานเสียงของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งสภาคองเกรสซึ่งจะมีขึ้น
ในวันที่ 2 พ.ย.นี้
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX เดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 58
เซนต์ ปิดที่ 74.67 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์ และ
จากข่าวที่ว่ารัฐบาลโปรตุเกสประสบความสำเร็จในการประมูลพันธบัตรมูลค่า 1.3 พันล้าน
ดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังได้ปัจจัยบวกจากข่าวที่ว่าประธานาธิบดีโอบามาประกาศแผนการลงทุน
ด้านสาธารณูปโภคมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการขยายและซ่อมแซม
ถนน ทางรถไฟ และรันเวย์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างงาน และ
เพื่อปกป้องฐานเสียงของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งสภาคองเกรสซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 2 พ.ย.
นี้
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับยูโร ค่าเงินยูโรได้แรงหนุนจากข่าวที่ว่ารัฐบาลโปรตุเกส
ประสบความสำเร็จในการประมูลพันธบัตรมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลง
ทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาดูข้อมูล
เศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผย
จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลการค้า
ระหว่างประเทศเดือนก.ค. ส่วนวันศุกร์ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลสต็อกสินค้า
ภาคค้าส่งเดือนก.ค.
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 57 จุดมาที่ 2,975 จุด ความต้องการขนส่งเพิ่มขึ้น
ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งคาดว่าดัชนีค่าระวางเรือยังมีทิศทางขาขึ้นในไตรมาสนี้ (ก.ค.-ก.ย.) อย่างไร
ก็ตามโดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่ม
เข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้นกว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หาก
ไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA, PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาด
ว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี 54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง
PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุกองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
News Comment
Economic News
FED ออกรายงาน Beige Book ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคของสหรัฐชะลอตัว
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เผยรายงาน Beige Book ซึ่งเป็นรายงานสำรวจภาวะเศรษฐ
กิจจากเฟดทั้ง 12 เขตในสหรัฐ ล่าสุดเมื่อคืนนี้ (8 ก.ย.) ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลาย
ภูมิภาคชะลอตัวลงในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในภูมิภาคส่วนใหญ่ฟื้น
ตัวขึ้น แม้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในสิ่งของที่ไม่จำเป็น ส่วนกิจกรรมด้านการผลิตยัง
คงมีการขยายตัวในภูมิภาคส่วนใหญ่ ขณะที่ยอดการขายบ้านชะลอตัวลงหลังจากนโยบายลดหย่อน
ภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหมดอายุลงในปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันนายเบน เบอร์นันเก้
ประธานเฟด ระบุเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวปานกลางในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ และกำลังเผชิญ
กับ 'ความไม่นอนอย่างไม่ปกติ' จากภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยัง
ตกต่ำ นอกจากนี้ เฟดปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ลงสู่ระดับ 3.0 -
3.5% น้อยกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัวราว 3.2 - 3.7% (อินโฟเควสท์)
ธนาคารกลางแคนาดาประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ระบุศก.สหรัฐชะลอตัวกระทบการฟื้นตัวของ
แคนาดา
ธนาคารกลางแคนาดา ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนอีก 0.25% เป็น 1%
ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 53 พร้อมส่งสัญญาณการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
ในเดือนนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย และเผยว่า 'การลดน้ำหนักการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใน
อนาคตนั้น จำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความไม่แน่
นอน' นอกจากนี้ ธนาคารกลางแคนาดาคาดว่า เศรษฐกิจภายในประเทศจะฟื้นตัวช้ากว่าที่
ประมาณการณ์ไว้ในเบื้องต้น เป็นผลจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐและอัตราเงินเฟ้อภาย
ในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามที่ทางธนาคารประเมินไว้ สำหรับตัวเลขจีดีพีของแคนาดาชะลอตัวลง
อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ 2 หลังจากที่ขยายตัวได้ถึง 5.8% ในไตรมาสแรก (อินโฟเควสท์)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ย 2.25%
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.25% เป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อ
กันเป็นเดือนที่ 2 ขณะที่ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.4% ใกล้เคียงไตรมาสแรกที่ขยาย
ตัว 1.5% โดยได้แรงหนุนจากยอดส่งออกสินค้าจำพวกเซมิคอนดัคเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดส่งออกขยายตัว 7% ขณะที่การอุปโภคบริโภคในภาคเอกชนดีด
ตัวขึ้น 0.8% และตัวเลขการใช้จ่ายในภาครัฐเพิ่มขึ้น 0.1% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
เศรษฐกิจเกาหลีใต้สามารถต้านทานผลกระทบที่เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐได้ดี
ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจเกาหลีใต้ปีนี้
เป็น 6.1% จากเดิมที่ระดับ 5.75% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ได้ปัจจัยบวกจาก
การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดย
รวม (อินโฟเควสท์)
ธนาคารพาณิชย์ของญี่ปุ่นปล่อยสินเชื่อลดลง 9 เดือนติดต่อกัน
ธนาคารกลางญี่ปุ่นเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ในประเทศปล่อยสินเชื่อลดลง 2% ในเดือน ส.ค.
แตะที่ 394 ล้าน 2 แสนล้านเยน ลดลงเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน สะท้อนว่าภาคเอกชนมีความต้อง
การเงินลงทุนน้อยลง และหากมีการปรับปรุงตัวเลขตามปัจจัยพิเศษต่างๆ อาทิ ความผันผวนของ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ยอดปล่อยสินเชื่อจะลดลง 1.7% ส่วนดัชนีชี้วัดจำนวนเงิน
หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 2.8% (กระแสหุ้นออนไลน์)
Industry News
ICT: ศาลปกครองไม่รับฟ้องกรณีสหภาพ กสท.ระบุ กทช.ไม่มีอำนาจประมูล 3G
เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นายจำกัด ชุมพลวงศ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดี
สหภาพแรงงาน กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการ
โทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ กทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่1-2 คดีเรื่องกระทำการ โดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมายกรณีที่ออกประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อ
ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน2.1 GHz ลงวันที่ 23 ก.ค. 53 และเปิดให้มีการ
ประมูลบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT 3G and beyond โดยศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า
สถานะผู้ฟ้องเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
มีวัตถุประสงค์ที่ไม่ได้ครอบคลุมการทำหน้าที่ยื่นฟ้องคดีแทน บมจ.กสท. (มติชน)
ความเห็นและคำแนะนำ :
ประเด็นข่าวดังกล่าวถือเป็นประเด็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูลใบ
อนุญาต 3G ทั้งสามราย (ADVANC DTAC และ TRUE) จากเดิมที่มีความกังวลในเรื่อง
อำนาจหน้าที่ของ กทช. ในการจัดสรรใบอนุญาต และหากต้องรอการจัดตั้ง กสทช. จะทำให้การ
ประมูลล่าช้าออกไป ซึ่งการที่ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องทำให้ขั้นตอนในการประมูลยังสามารถ
ดำเนินไปตามแผนของ กทช. และหากทางสหภาพจะยื่นอุธรณ์คาดว่าโอกาสทำได้ยาก เนื่องจาก
ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองได้ชี้แจงเบื้องต้นแล้วว่า ไม่สามารถเปิดไต่สวนฉุกเฉิน และคุ้มครองฉุก
เฉินได้ เนื่องจากขั้นตอนการประมูล 3G อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น (พีคิว) จาก
จำนวนโอเปอเรเตอร์ที่ยื่นซองแสดงความจำนงมีจำนวน 3 ราย ดังนั้น ขั้นตอนการประมูลยังถือว่า
ไม่เกิดขึ้นจริง และยังไม่มีมูลค่าความเสียหายเกิดขึ้น โดยขั้นตอนที่เราต้องติดตามต่อไป คาดว่า
ในวันที่ 14-15 กทช.จะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลทั้ง 3 ราย และ
หากไม่มีปัญหาอะไรติดขัด คาดว่าจะเริ่มประมูลได้ตามเป้าที่ กทช.ตั้งไว้ในวันที่ 20 ก.ย.นี้
โดยเรามองว่าหากราคาหุ้นปรับลดลงเป็นจังหวะดีในการเข้าซื้อลงทุนสำหรับ ADVANC และ
DTAC ขณะที่ TRUE ราคาหุ้นยังคงเกินพื้นฐานของเรา ทั้งนี้ เราประเมินราคาเป้าหมายของ
ADVANC ในกรณีไม่รวม 3G และ รวม 3G สำหรับปี 54 เท่ากับ 114 บาท และ 132 บาท
ตามลำดับ และบริษัทยังมีเงินปันผล 6.30 บาท ถือเป็นการประกันความเสี่ยงได้ดี ขณะที่ DTAC
มีกำไรจากการดำเนินงานปี 53 เติบโต 32% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 14% โดยประเมินมูลค่า
ที่เหมาะสมในปี 54 กรณีไม่รวม 3G และรวม 3G ที่ 46.50 บาท และ 59.50 บาท
Residential: ยอดโอนอสังหาฯซบในเดือน ก.ค. 53
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยหากพิจารณาเฉพาะ
เดือนก.ค. 53 พบว่า มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเพียงประมาณ 5,200 หน่วย ลดลงมากถึง
77% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. และลดลง 62% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. 2552 มียอดโอน
กรรมสิทธิ์ลดลงในที่อยู่อาศัยทุกประเภท หลังจากที่ผู้บริโภคจำนวนมากเร่งโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่
อาศัยไปสองระลอกทั้งในเดือน มี.ค.และเดือนมิ.ย. ก่อนการสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนค่า
ธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 53 ทั้งนี้ ในจำนวนที่อยู่อาศัยโอน
กรรมสิทธิ์ในเดือนก.ค. ประมาณ 5,200 หน่วย แบ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุดประมาณ 1,700
หน่วย (33% ของหน่วยการโอนทั้งหมด) ห้องชุดคอนโดมิเนียมประมาณ 1,650 หน่วย หรือสัด
ส่วน 32% บ้านเดี่ยวมีจำนวนประมาณ 1,000 หน่วย สัดส่วน19% อาคารพาณิชย์ประมาณ 550
หน่วย สัดส่วน11% และบ้านแฝดจำนวนประมาณ 300 หน่วย สัดส่วน 5%
ความเห็นและคำแนะนำ:
ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยหดตัวลงในเดือน ก.ค.
53 เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นภายหลังมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนได้สิ้นสุดลงใน
ปลายเดือน มิ.ย. 53 และกลับเข้าสู่อัตราปกติที่ 2% จากในช่วงมาตรการซึ่งอยู่ที่ 0.01% นับ
ตั้งแต่เดือน ก.ค. 53 เป็นต้นไป เราคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการ 3Q53 จะฟื้นตัวเล็กน้อย
จากไตรมาสที่ต่ำสุดของรอบปีใน 2Q53 ซึ่งในช่วง 2Q53 ภาวะอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจาก
ผู้ประกอบการได้เร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนมาตรการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะสิ้นสุดลงในปลาย
เดือน มี.ค. 53 และผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวชัดเจนอีกครั้งใน 4Q53 จากการเข้าสู่วงจร
การโอนโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่งพร้อมๆกัน อย่างไรก็ตามเราคาดว่า ผลประกอบการ
4Q53 จะไม่ฟื้นตัวกลับมาเทียบเท่าผลประกอบการ 1Q53 ที่คิดเป็นสัดส่วน 35-50% ของ
ประมาณการผลประกอบการทั้งปี 53 ผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มที่จะแสดงผลประกอบการ
4Q53 ฟื้นตัวชัดเจนกว่ากลุ่ม ได้แก่ LH (มูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ 7 บาท), QH (มูลค่าพื้นฐาน
3.30 บาท), และ AP (มูลค่าพื้นฐาน 8.20 บาท)
Company News
KTB: กองทุนฟื้นฟูอาจขายหุ้น KTB (แนะนำซื้อ/มูลค่าพื้นฐานปี 54 = 15.60 บาท)
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นเสนอข่าวกองทุนฟื้นฟูฯ นัดประชุม 15 ก.ย. ถกขายหุ้น KTB ที่ถืออยู่
ราว 6,184 ล้านหุ้น หรือราว 55.3% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยแหล่งข่าวจากกองทุนฟื้นฟูฯ เปิด
เผยว่าการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการหารือกรณีขาย
หุ้น KTB และจะมีการหารือเรื่องการขายหุ้น KTB ต่อเนื่องในการประชุมเดือน ก.ย. ซึ่งการจะ
ขายหุ้น KTB จะต้องนำเสนอต่อกระทรวงการคลัง เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลัง (ข่าวหุ้น วันที่ 7 ก.ย. 53)
ความเห็นและคำแนะนำ
1) เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และธนาคารไทยมีฐานะการเงินที่ดีตามลำดับ
ภาครัฐควรปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินธุรกิจและมีการแข่งขันอย่างเสรี แต่ภาครัฐก็มีหน้าที่
ควบคุมดูแลการแข่งขันที่เหมาะสม นอกจากนี้ ภาครัฐมีธนาคารเฉพาะกิจที่สามารถตอบสนอง
นโยบายทางการเมืองได้อยู่แล้ว รวมทั้งสามารถใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังในการ
กระตุ้นเศรษฐกิจได้
2) เราประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่กองทุนฟื้นฟูฯ อาจจะพิจารณาขายหุ้น KTB เพื่อนำเงิน
มาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจจะส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อการเก็งกำไร
3) KTB มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของไทยราว 1.65 ล้านล้านบาท (รองจาก BBL) มี
ขนาดสินเชื่อที่ 1.16 ล้านล้านบาท และเงินฝาก 1.2 ล้านล้านบาท รวมทั้งมีจำนวนสาขา 854
แห่งทั่วประเทศ และมีฐานลูกค้าครบทุกกลุ่ม แบ่งเป็น บริษัทขนาดใหญ่ 33% ภาครัฐ 17%
กลุ่ม SME 24% และรายย่อย 26% ทำให้เป็นจุดเด่นที่นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจซื้อหุ้น
KTB หากกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องการจะขายหุ้น KTB ตามที่เป็นข่าว
4) KTB มีจุดเด่นที่สินเชื่อขยายตัวโดดเด่นที่ 8% ใน 1H53 เทียบกับสิ้นปี 52 นอกจากนี้
คุณภาพสินเชื่อแข็งแกร่งขึ้นตามเศรษฐกิจ และ Coverage ratio เพิ่มขึ้นเป็นราว 54% ใน
2Q53 จาก 47% ใน 2009 สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
5) คาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 ที่ 1.63 หมื่นล้านบาท (+16.6%YoY) และกำไรสุทธิปี 54 ที่
1.97 หมื่นล้านบาท (+16.5%YoY)
6) แนะนำ 'ซื้อ' ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ 15.60 บาท อิงจาก target P/BV ที่ 1.3
เท่า
TUF: เพิ่มทุนขายผู้ถือหุ้นเดิมอัตรา 20:1 ราคาหุ้นละ 50 บาท (อยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำ,
ประมาณการและมูลค่าพื้นฐาน)
บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ที่ประชุมคณะ
กรรมการบริษัทวันนี้ อนุมัติเพิ่มทุนจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิม 44.16 ล้านหุ้น ในอัตราส่วน 20 หุ้น
เดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาจองซื้อหุ้นละ 50 บาท พร้อมทั้ง กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิซื้อหุ้น
ใหม่ในวันที่ 22 ก.ย. และกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อในวันที่ 23 ก.ย. และขึ้น
เครื่องหมาย XR วันที่ 20 ก.ย.53 โดยกำหนดจองซื้อและชำระค่าหุ้น 11-15 ต.ค.นี้
ความเห็นนักวิเคราะห์
ประเมิน Dilution effect จากการเพิ่มทุนครั้งนี้ต่ำเพียง 4.8% จึงไม่มีนัยต่อการเปลียน
แปลงกำไรต่อหุ้น ขณะเดียวกันการที่ราคาใช้สิทธิใกล้เคียงกับราคาตลาด จึงไม่มีนัยต่อราคา
ตลาดหลังการขึ้นเครื่องหมาย XR
Existing shares (mn) 883.2
New shares (mn)- 20:1 44.2
Total share after right 927.3
EPS10E pre XR 4.5
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 09/09/10 เวลา 11:03:01
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น