ยังเน้นขายเมื่อปรับตัวขึ้น
KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยวันพฤหัสฯ จะมีช่วงปรับขึ้นได้บ้าง เนื่องจากภาวะในต่าง
ประเทศดีขึ้นระดับหนึ่งหลังโปรตุเกสและโปแลนด์ได้เสียงตอบรับดีจากการขายพันธบัตรของเขา
ส่งผลให้หุ้นยุโรปรีบาวด์ค่อนข้างแรง นอกจากนี้การเก็งกำไรในกลุ่มสื่อสารจะมีต่อหลังจากศาลฯ
ไม่รับฟ้องคดีความระหว่างสหภาพ กสท. กับ กทช. อย่างไรก็ดีดัชนีฯ ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติยังลังเลที่จะเข้าหุ้นไทยเพิ่มในทันที KGI จึงมองภาพตลาดเป็น
แกว่งตัวและมีแรงขายสลับออกมาเช่นกัน วันนี้มองแนวต้านที่ 929 จุด และแนวรับที่ 918 จุด
ปัจจัยที่นักลงทุนควรจับตาในคืนวันนี้ได้แก่ตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ซึ่งหากออก
มาต่ำกว่าคาดก็จะกดดันตลาดหุ้นโลกได้อีก
กลยุทธ์ช่วงสั้นยังแนะให้ลดพอร์ตช่วงดัชนีฯ ปรับขึ้น เนื่องจาก Upside ของตลาดหุ้นมี
น้อยในระยะสั้น สำหรับแนวทางเก็งกำไรดู KTB* ซึ่งน่าจะคึกคักตามข่าวการขายหุ้นออกของกอง
ทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งที่จริงยังไม่มีความชัดเจนแต่น่าจะพอเก็งสั้นๆ ได้ สวนทางกลุ่มแบงก์ตัวอื่นๆ ที่อาจ
มีแรงกดดันเชิงจิตวิทยาบ้างจากประเด็นทางการอาจคุมค่าธรรมเนียมกลุ่มแบงก์ (ดูข่าวด้าน
ล่าง) ส่วนหุ้นกลุ่มรับเหมายังพอเก็งกำไรได้เช่นกันโดยเน้นหุ้นหลักในกลุ่มเช่น STEC, CK และ
ITD
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ
ธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะประชุมหารือเรื่อง
โครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมและเป็นธรรมในวันนี้ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย
จะออกประกาศแนวปฏิบัติให้ชัดเจนภายใน 2-3 วัน โดยเน้นเรื่อง การยกเลิกค่าธรรมเนียม
บริการการเงินข้ามเขตทุกประเภท แบ่งเป็น 1. บริการฝาก-ถอน ผ่านเคาน์เตอร์ และ ตู้ ATM
2. การโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ และ ตู้ ATM 3. การโอนเงินระบบบาทเน็ตสำหรับรายย่อย และ 4.
บริการเช็คข้ามเขตทั้งหมด ธปท. ประเมินว่ารายได้ของระบบธนาคารจะหายไป 7,000-8,000
ล้าบาท ขณะที่รัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิช ให้ความเห็นใน Facebook ว่า อัตราการขยายตัว
ของรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย รายได้ค่าธรรมเนียมของ
KBANK คิดเป็น 28% ของรายได้ในปีนี้ แม้ปล่อยสินเชื่อไม่มาก ธนาคารอาจมีกำไรสูง และในปี
นี้ ค่าธรรมเนียมของธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ BBL KBANK KTB BAY รวมกันจะเพิ่มขึ้น
25% จาก 6 หมื่นล้านบาท เป็น 7.5 หมื่นล้านบาท (ที่มา: โพสต์ทูเดย์) จากข่าวดังกล่าวจะเป็น
ปัจจัยลบต่อราคาหุ้นของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในวันนี้
PTT* ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ในคาร์ฟูในรอบแรกอย่างเป็นทางการในนาม
บริษัทปตท.รีเทล มาร์เก็ตติ้ง(PTTPM) ซึ่งบริหารสนานีบริการปตท. ในส่วนที่เป็นเจ็ทเดิม
รวมถึงร้านจิฟฟี่ PTT มีความสนใจในการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวเพื่อเป็นการต่อยอกธุรกิจค้าปลีก
และเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า (Supplier) การยื่นข้อเสนอในรอบแรกมีผู้สนใจหลายราย
ได้แก่ แดรี่ ฟาร์มของสิงคโปร์ อิออนของญี่ปุ่น เทสโก้ โลตัสของอังกฤษ คาสิโนกรุ๊ป ผู้ถือหุ้นใหญ่
ใน Big C กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล BJC และ PTT
บมจ. ปตท* และ ปูนซีเมนต์ไทย* ประเมินจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตในโครงการ
ที่อยู่ในมาบตาพุดได้ภายในปีนี้ หากได้รับใบอนุญาตการผลิตสัปดาห์หน้า ประเด็นดังกล่าว
สอดคล้องกับมุมมองของเราที่คาดว่าโครงการโรงแยกก๊าซ 6 ของปตท รวมถึง โครงการขั้นปลาย
น้ำของกลุ่มปตทและปูนซีเมนต์ไทย จะสามารถเริ่มดำเนินงานได้ภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม คาด
ผลบวกจะการเปิดโรงงานดังกล่าว จะเกิดขึ้นเต็มที่ในปี 2554 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ผลประกอบการ
ปี 2554 ของปตทและปูนซีเมนต์ไทยเพิ่มขึ้น 16.7% และ 12% YoY ดังนั้น เรายังคงคำแนะ
นำ ซื้อ ปตทและปูนซีเมนต์ไทย ราคาเป้าหมายปี 2553 เท่ากับ 310 และ 320 บาท/หุ้น ตาม
ลำดับ
สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) รายงานการคาดการณ์ปริมาณผู้
โดยสารระหว่างประเทศในปี 2553 จะเติบโตราว 7.1% YoY แม้ว่าเศรษฐกิจโลกอาจเติบโต
อย่างชะลอตัวใน 2H10 ก็ตาม นอกจากนี้มีการรายงานปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศของสาย
การบินในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกเดือนก.ค.53 เติบโตราว 20.4% YoY เป็น 17.2 ล้านคน
ประเด็นข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มีต่อแนวโน้มผู้โดยสารของ AOT* และ
THAI* ที่จะฟื้นตัวใน 2H10 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ที่เป็นช่วง High Season
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 09/09/10 เวลา 10:22:17
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น