กลยุทธ์การลงทุน
เชื่อตลาดหุ้นไทยน่าจะฟื้นตัวตามตลาดหุ้นโลก และพร้อมเดินหน้าต่อ โดยวันนี้คาดว่า
จะทดสอบแนวต้านด้านเดิม 944 จุด แนะนำหุ้นใหญ่-กลาง ADVANC, BANPU, ITD,
PTTCH, TCAP และหุ้นหลักทรัพย์ BLS และ KGI
ค่าเงินเอเซียยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง แม้ต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยเป็นวันที่ 2
วานนี้ค่าเงินเอเซียยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยราว 0.24% นำโดยค่าเงินเปโซ
ของฟิลิปปินส์ที่แข็งค่าที่สุด 0.72% รองลงมาเป็นวอนของเกาหลี 0.59% ค่าเงินบาท 0.55%
รองลงมาคือริงกิตของมาเลเซีย 0.53% ดอลลาร์ออสเตรเลีย 0.48% เงินรูปีย์ของอินเดีย
0.30% และรูเปียะของอินโดนีเซีย 0.28% ขณะที่ดอลลาร์สิงคโปร์ และค่าเงินเยนของญี่ปุ่น แข็ง
ค่าเท่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค ทั้งแม้นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นไทยเป็นวันที่ 2 ก็ตาม ซึ่งภาพที่เกิดขึ้น
มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศเพื่อนบ้านคือ นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายทำกำไรในตลาดหุ้นเพื่อน
บ้านเช่นกันคือในประเทศเกาหลี ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ เป็นต้น แต่คาดว่ายังมีการไหลเวียนของ
เงินลงทุนจากตลาดหุ้นไปตลาดเงิน เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเอเซียมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย
ในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังมิได้เคยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเลย ใน
ช่วงที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเซีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย มาเลีย และไทย ได้นำร่องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
ไปก่อนหน้าแล้ว โดยรวมทำให้ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในไทยตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ถึง
ปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Fund Flows รอบนี้เหลือ 3.1 หมื่นล้านบาท ฝ่ายวิจัยคาดว่านัก
ลงทุนกลุ่มนี้จะยังคงกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอย่างน้อยอีก 1 เดือน เนื่อง
จาก Fund Flow ในอดีตมักจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก.ย. ตามผลของฤดู
กาล (ก่อนที่ Fund Flow จะไหลออกปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 2553 ตามสถิติที่เกิดขึ้นในรอบ
10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซีย โดยมีปัจจัยค่าเงิน
บาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า เป็นแรงสนับสนุน
ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวดีกว่าคาด เชื่อว่าได้สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกระดับหนึ่งแล้ว
วานนี้ แม้ราคาน้ำมันดิบโลกล่วงหน้า ทรงตัวโดยยังไม่ผ่านแนวต้านที่ 75-76 เหรียญฯ
ต่อบาร์เรล แต่พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ กลับทะยานขึ้นสู่ 75.99 เหรียญฯต่อบาร์เรล ได้เป็นครั้ง
แรกในรอบเกือบ 1 เดือน และสูงกว่าที่ ASP คาดไว้ว่าจะอยู่ในกรอบ 70-75 เหรียญฯต่อ
บาร์เรล แม้ยังคงมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะวิกฤติการเงินใน
ยุโรป ส่งผลให้ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ในยุโรปรายประเทศ ได้ปรับตัว
สูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมออก
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ Obama Nomics ในวงเงิน 1.80 แสนล้านเหรียญฯ แบ่ง
เป็น 5 หมื่นล้านเหรียญฯ แรก เป็นเงินลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (ถนน รถไฟฟ้า และ
runways พร้อมปรับปรุงระบบขนส่งทางการอากาศ) ที่เหลือ 1.3 แสนล้านเหรียญฯ เป็น
มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจเช่น การลดหย่อน การซื้อเครื่องจักรกล และ
เครื่องมือพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงเตรียมจะเพิ่มลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับงบการวิจัย และ
พัฒนาของภาคธุรกิจ แม้เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะคิดเป็นเพียง 0.3% ของ GDP ของสหรัฐ และ
น้อยกว่า 814 แสนล้านเหรียญฯ หรือ ราว 1.42% ของ GDP ในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิด
ปัญหา Sub-prime ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็น่าจะสะท้อนถึงความพยายามที่จะหนุนเศรษฐกิจ ซึ่ง
น่าจะสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมิให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งภาพราคาน้ำมันที่เริ่ม
ยืนและมิได้ทำจุดต่ำสุดที่ 67.81 เหรียญฯ เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าราคาน้ำมัน
ดิบโลกไม่น่าตกต่ำมากกว่านี้ ฝ่ายวิจัยได้แนะนำให้เริ่มทยอยสะสมหุ้นปิโตรเลียมเมื่ออ่อนตัวทั้ง
BANPU, LANNA, PTT และ PTTEP แม้หุ้นรายตัว โดยเฉพาะ PTTEP ยังมีความเสี่ยงจาก
การถูกฟ้องร้องกรณีเกิดไฟไหม้ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันที่ประเทศออสเตรเลีย และยังถูกประเทศ
อินโดนีเซียฟ้องร้องจากปัญหาน้ำมันรั่วได้ไหลลงทะเล เข้าไปในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย
ดังนั้นในเบื้องต้นให้เริ่มจากหุ้นกลุ่ม Blue Ship BANPU เนื่องจากราคาหุ้นยัง
underperform กลุ่มมากที่สุด
หุ้นสื่อสารยังเดินหน้าประมูล 3G ภายใน ก.ย. หลังศาลฯ ไม่รับฟ้องข้อกล่าวหาสหภาพฯ กสท.
วานนี้ ศาลปกครองกลาง มีมติไม่รับฟ้องข้อกล่าวหาของสหภาพแรงงาน การสื่อสารแห่ง
ประเทศ (กสท.) ที่คัดค้านการทำหน้าที่ประมูลใบอนุญาต 3G ของคณะกรรมการกิจการโทร
คมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งผลสรุปนี้สอดคล้องกับการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา
(สถาบันที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ) ที่เคยตีความแล้วว่า กทช. สามารถดำเนินงานตามอำนาจ
หน้าที่ของคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่แห่งชาติ (กสทช.) ในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดสรร
คณะกรรมการ กสทช. ซึ่งปัญหาที่ยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการ กสทช. ได้ในขณะนี้ เพราะการ
พิจารณา พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่อนความถี่ ยังอยูในขั้นต้อนของสภาฯ แต่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภาย
ในสิ้นปี 2553 และหลังจากนี้จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในการสรรหาคณะกรรมการ
กสทช. หลังจากนั้น คณะกรรมการ กสช. จะหมดสภาพไป อย่างไรก็ตามในระยะเวลา 6 เดือนข้าง
หน้า คาดว่า กทช. ยังสามารถดำเนินการออกใบอนุญาต 3G ได้เสร็จสิ้นตามกรอบเวลาการ
ประมูลใบอนุญาต 3G เดิมคือ ภายใน 15 ก.ย. นี้จะประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ และจะเปิด
ประมูล 22-28 ก.ย. พร้อมออกใบอนุญาต 3G ภายใน 45 ซึ่งแม้ในรอบแรกจะออกใบอนุญาตได้
เพียง 2 ใบ ตามเกณฑ์การออกใบอนุญาต N-1 โดย N คือ จำนวนผู้เข้าประมูล ซึ่งตามข้อมูลล่า
สุด คาดว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 3 ราย (ADVANC, TRUE, DTAC) ก็ตาม ส่วนใบอนุญาต
อีก 1 ใบ น่าจะประมูลได้ในอีก 90 วันต่อมา ขณะที่ผู้ประกอบการสื่อสารรายเล็ก ๆ เช่น SIM
(บริษัทย่อยของ SAMART), JAS, LOXLEY (ซึ่งปัจจุบันให้บริการ 3G บนโครงข่ายของ ทศ
ท. อยู่แล้ว) แม้ไม่ได้ประมูลโดยตรง แต่สามารถให้บริการ 3G บนโครงข่ายของผู้ให้บริการ 3G
หลักได้เช่นกัน หรือที่เรียกว่า NMVO แต่ผู้ให้บริการรายย่อยต้อง ต้องจ่ายค่าเช่า ในรูปส่วนแบ่ง
รายได้ แก่เจ้าของโครงข่ายหลัก ซึ่ง กทช. ได้กำหนดเกณฑ์ไว้ให้ผู้ประกอบการหลักต้องกัน
40% ของกำลังการให้บริการ แก่ผู้ประกอบการรายย่อย เชื่อว่าประเด็นนี้น่าจะบวกต่อกลุ่มสื่อสาร
Top pick คือ ADVANC
รัฐ ยังคงกดดัน ธ.พ. ต่อไป แต่เชื่อว่า ผลกำไรของ ธ.พ. ยัง ชนะตลาดในปี 2554
ตามที่นักวิเคราะห์ กลุ่ม ธ.พ. ของ ASP ได้เคยนำเสนอมาตลอดว่า การที่ คลังและ
ธปท. พยายามกดดัน ธ.พ. มิให้มีกำไรมากเกินไป คาดว่าจะกดดันได้เฉพาะการค่าธรรมเนียม
การให้บริการ เฉพาะการใช้บริการที่ผ่านอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก รวมถึงการฝาก-ถอน โอนเงิน
ผ่านเคาน์เตอร์ และบริการเช็คข้ามเขตทั้งหมด โดยจะให้ยกเลิกค่าธรรมเนียมเหล่านี้ทั้งหมด
แต่ยอมให้ ธ.พ. ขึ้นค่าธรรมเนียมจากการให้บริการที่เป็นเงินสดและเช็คก็ตาม ซึ่งคาดว่าจะ
กระทบเฉพาะ ธ.พ. ที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้สุทธิรวม 5 ลำดับแรกคือ SCB,
TMB, BBL, BAY, TISCO ตามลำดับ แต่โดยรวมจะไม่เกิน 5% ของกำไร ธ.พ. ทั้งระบบ
ส่วนการกดดัน ธ.พ. ผ่านส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิ (NIM) ที่ระบุว่าสูงเกินไปนั้น หากพิจารณา
NIM ของ ธ.พ. ทั้งระบบเฉลี่ย 3.67% (คำนึงถึงเฉพาะ ธ.พ. พาณิชย์เอกชน และ จดทะเบียน
อยู่ในตลาด เรียงลำดับจากมากไปน้อย KK, TCAP, TISCO, SCB, KBNAK, BBL, BAY,
KTB) คาดว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไปหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ได้ทำให้ ธ.พ. ปรับ
กลยุทธ์การปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยการขึ้นเงินฝากก่อนราว 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยปรับดอกเบี้ยเงิน
กู้ตาม เพื่อชะลอผลประโยชน์ที่จะได้รับจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น (เพราะโครงสร้างดอกเบี้ยสิน
เชื่อจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก) อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์นี้
นักวิเคราะห์ ASP ก็ยังเตรียมจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรของกลุ่ม ธ.พ. ในปี 2553 และ
2554 ขึ้นจากเดิม (ปัจจุบันคาดว่า EPS growth ของกลุ่ม ธ.พ. ในปี 2553 อยู่ที่ 9.7% และ
17% ในปี 2554 เทียบกับตลาดเติบโต 20% และ 14% ตามลำดับ) เพื่อสะท้อนการปล่อยสิน
เชื่อทั้งระบบดีขึ้นกว่าสมมติฐานเดิม จากหลายประเด็น ทั้งความชัดเจนของผลการตัดสินคดีมาบ
ตาพุด การลงทุนใน 3G และความคืบหน้าในการก่อสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ พร้อมจะปรับ
เพิ่ม NIM เพื่อสะท้อนผลประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น โดยมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มประมาณการ
กำไรสุทธิและ Fair value อีก 2 แห่ง คือ KTB, TISCO โดยล่าสุดได้ปรับ TCAP ขึ้นเป็น 55
บาท ดังที่ได้นำเสนอรายงานใน Equity Talk วันจันทร์ที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยยังเลือก TCAP
เป็น Top pick โดย นอกจาก PER ต่ำสุดแล้ว ยังมี NIM สูง และมีสัดส่วนรายได้จากค่า
ธรรมเนียมไม่มากนัก จึงได้รับผลกระทบ จากแรงกดดันของ ธปท. น้อยสุดในกลุ่มฯ
การเมืองดูร้อนแรงขึ้น แต่ปัจจัยที่จำนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องของ คดียุบพรรค
ข่าวเรื่องระเบิดในสถานที่ต่างๆ ซึ่งถือเป็นสัญญาลักษณ์ทางการเมือง โดยไม่ว่าจะ
เป็นสถานีโทรทัศน์ NBT หรือในบริเวณใกล้เคียงที่ทำการพรรคการเมืองต่างๆ ขณะที่มีกระแส
เรื่องการนัดชุมนุมในวันครบรอบการปฎิวัติ 19 ก.ย. ประเด็นดังกล่าวดูเหมือนว่ากระแสทางการ
เมืองจะดูรุนแรงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าสถานการณ์ไม่น่าจะบานปลาย หรือ
ขยายวงออกไป เนื่องจาก พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ยังมีผลบังคับในพื้นที่
กทม. อีกทั้งพรรคเพื่อไทย ก็ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการปรองดองขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็
ตามสถานการณ์การเมืองที่ฝ่ายวิจัยเห็นว่าน่าติดตามมากกว่าน่าจะเป็นเรื่องของ ความคืบหน้าคดี
ยุบพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า ซึ่งปัจจุบันกระบวนการได้เดินทางมาถึงการสืบพยานฝ่ายผู้ร้อง
และกำลังข้าสู่การสืบพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (พรรคประชาธิปัตย์) ซึ่งต้องติดตามว่า ศาลจะให้มีการสืบ
พยานจำนวนกี่ปาก ซึ่งหลังจากนั้นก็จะเป็นการเขียนคำวินิจฉัย และนัดติดสินคดี ทั้งนี้ผลของคดี
อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 09/09/10 เวลา 10:11:52
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น