วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 01/09/53

ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้
• (+) Nomura เผย Fund flows ต่างชาติ (ถึง 27 สค.) ซื้อสุทธิหุ้นไทย US$141ล้าน
และวานนี้ต่างชาติซื้อหนัก 2.4 พันล้านบาท
• (-) รายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงเป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้
• (+) คงคำแนะนำซื้อต่อ เน้นหุ้นกลมุ่ Domestic Play เป้าหมาย 924/940 จุด

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : Sideway Up
คาดดัชนีฯ Sideway Up แนวต้าน 919/924จุด แนวรับ 908/903จุด หุ้นเชื่อมโยง
เศรษฐกิจในประเทศ นำตลาดขึ้น เช่น แบงก์ รับเหมาก่อสร้าง บันเทิง ฯลฯ เก็งกำไรหุ้นเชื่อมโยง
กับมาบตาพุด ขณะที่กลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์อาจย่อลงต่อจากคำเตือนINTEL/บาทแข็งกว่าคาด
(HANA SMT CCET) กลุ่มสื่อสาร(3G ความจริงปรากฎ)ข่าวดี 1.ต่างชาติยังคงถือหรือซื้อเพิ่ม
ตลาดหุ้นในเอเชีย จากแนวโน้มค่าเงินยังคงแข็งค่าเทียบสกุลหลัก 2. CLSA มีมุมมองเป็นบวก
ต่อกลุ่มรับเหมา และปรับราคาเป้าหมายขึ้น ตามกลุ่มแบงก์ 3.ครม.เห็นชอบให้ประกาศประเภท
โครงการร้ายแรงฯในมาบตาพุดตามคาด (ดูรายงานวันที่ 24 สค.) และจากนี้ ก.ทรัพย์ฯจะออก
ประกาศต่อไป 4.จีนรายงานดัชนีจัดซื้อเดือนสค.สูงกว่าคาด
ปัจจัยลบ : 1.ธปท.รายงาน MPI (July)ชะลอตัวลง สะท้อนแนวโน้ม GDP 3Q10Fอาจ
ชะลอตัว Nomura คาด+4.5%y-y(BoT 5-7% โอกาส 66%) 2.รายงาน US ISMMfg.สค.และ
รายงานการจ้างงานภาคเอกชนเดือนสค.วันนี้ เป็นปัจจัยถ่วงตลาดโลกภาพตลาด1-2 สัปดาห์:
(Update) คงแนะนำ สะสมเมื่ออ่อนตัว กลุ่มนิคมฯ ขนส่งรับเหมา แบงก์ พลังงาน ปิโตรฯ เป้า
หมายสัปดาห์นี้ปรับขึ้นเป็น 924 จุด ภาพตลาดเดือน กย. แนะนำ Buy on dip อ่อนตัวซื้อแนวรับ
(ไม่ลึก) 880 จุด คาดมีโอกาสเห็น 940 จุด ส่วนหุ้นเด่นเดือนนี้ ซื้อ BTS TRUE CK MAJOR
TMB หุ้นน่าขายได้แก่ THAI (Sell on fact PO<~38 บ.) KSL (Earning warning
FY3Q10)

กลยุทธ์วันนี้ : Accumulate Buy II
วานนี้-หุ้นเด่น ITD CK STEC “Flows-เข้า” หลัง CLSA ปรับราคาเป้าหมายขึ้นสุดโต่ง
STEC 19 บ. CK 13 บ. ITD 5.6 บ. กลุ่มแบงก์ Laggard play KTB BAYและกลุ่มมาบตา
พุด SCC PTTCH หุ้นด้อยคือกลุ่มสื่อสารฯวันนี้- แนะนำ CK ( 3Q10F Earnings กลับมาเป็น
กำไร) STA(อาจยกเลิกการขายหุ้นเพิ่มทุนที่สิงคโปร์ )KBANK BAY (Leader/Laggard กลุ่ม
แบงก์) BTS
หุ้นเด่นวันนี้ : 1. หุ้น Domestic Play เป็นกลุ่มนำตลาด จากการซื้อเพิ่มของนักลงทุนต่าง
ชาติ แบงก์(KBANK KTB BAY) รับเหมา(STEC CK) บันเทิง(MAJORBEC) ค้าปลีก
(CPALL) 2.หุ้นมีประเด็นบวก เช่น TMB TUF BANPU
หุ้นมีข่าว: (+) หุ้นร้อนทางเทคนิค BAY SCCC CK SEAFCO LPN BGH /BAFS ปรับ
เพิ่มคาดการณ์รายได้ปีนี้เป็น 6% จากเดิม 3.5-4% /BECL ลดเป้ารายได้ปีนี้ลง เหลือ +1%
จากเดิมคาด +2% / คลังขาย ESSO ที่ 6.50 บ.ให้กองทุนVAYU-1/STA เลื่อนแผนขายหุ้นใน
ตลาดสิงคโปร์ / ITD ออกหุ้นกู้ 2ปีดอกเบี้ย 6.5%

ปัจจัยและประเด็นที่มีอิทธิพลต่อตลาด
1.ปัจจัยบวก :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1. ยังไม่มีสัญญาณของการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน วานนี้ธปท. ระบุ เงินบาทที่แข็งค่า
ในขณะนี้ ยังเป็นไปตามสกุลเงินในภูมิภาค และไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ระหว่างวัน (วานนี้)
ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 31.21 บาทต่อดอลล์ โดยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับแข็งค่าสุดในรอบ 29
เดือน และในปีนี้บาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว กว่า 6% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจาก เยน ญี่ปุ่น และ
ริงกิต มาเลเซีย
2. แบงก์ชาติรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวเดือน กค. เพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวฯลฯ
ตัวเลขนักท่องเที่ยวกลับมาเติบโต 14.9%y-y (Jun-10 = -0.2%; 2Q10 = -3.0%) อัตราการ
เข้าพัก (Occupancy rate เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 46.7% ( Jun-10= 37.4%; 2Q10= 39.2%)
3. ครม.เห็นชอบประกาศ 11 ประเภทกิจการร้ายแรงฯ เพื่อแก้ปัญหาโครงการลงทุนที่มาบ
ตาพุด ต่อจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะออกประกาศฯต่อไป /คาดเป็น
ปัจจัยหนุนราคาหุ้นที่เชื่อมโยงได้แก่ PTT PTTCH SCC GLOW TTCL จากการหลุดโผรายชื่อ
โครงการร้ายแรงฯ
4. กลุ่มปูนซีเมนต์ และรับเหมาก่อสร้างฯ (SCC CK STEC ITD TTCL) SCC คาดแนว
โน้มธุรกิจซีเมนต์ ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศจะยังเติบโต
ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหนุนจะมาจาก 1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จาก
โครงการ ไทยเข้มแข็ง และการก่อสร้างบริเวณพื้นที่มาบตาพุดจะกลับมาดำเนินการได้ตาม
ปรกติ 2) กำลังซื้อในตลาดต่างจังหวัด น่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่พืชผล ทางการเกษตรมีราคาดีขึ้น
5. โพลรอยเตอร์ เผยผลสำรวจเป้าหมายดัชนีฯปีนี้ ที่ 925 จุด และเป้าหมายปีหน้า ที่
1,050 จุด โดยปัจจัยสนับสนุน คืออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศที่สูงกว่าคาด การส่งออก
ที่แข็งแกร่ง และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค โดยคาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่
31 บาท ต่อดอลล์ และปีหน้า 30.0 บาทต่อดอลล์ / เราเห็นว่า ผลสำรวจรอยเตอร์ ถือว่าสูงกว่าที่มี
การสำรวจจากสมาคมเมื่อกลางเดือน กค.ที่ 849 จุดสะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางตลาดหุ้นที่
เป็นบวกมากขึ้น แม้ว่าจะมี Upside ไม่สูงมากนักจากระดับดัชนีฯปัจจุบัน แต่ เราเชื่อว่าเป้า
หมายดัชนีฯสิ้นปีมีโอกาสที่จะดีกว่าตลาดคาด (เราคาดกรณีที่สภาพคล่องยังไหลเข้าต่อเนื่อง จนมี
การ re rate PE ที่ 15 เป้าหมายดัชนีฯปีนี้จะอยู่ที่ 977 จุด) โดยปัจจัยหนุน คือ การเพิ่มการอัด
ฉีดสภาพคล่องรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และNomura มองว่าดุลบัญชีฯของประเทศใน
เอเชียที่ยังคงแข็งแกร่งและการค้าระหว่างภูมิภาคที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย (รวมไทย) ยังเป็น
ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นพัฒนาฯ
6. ผลสำรวจมุมมองต่างชาติที่มีต่อหุ้นไทย 1) นักเศรษฐศาสตร์ บาร์เคลย์ส แคปิตัล มองว่า
เศรษฐกิจไทยที่รายงาน อัตราการขยยายตัวดีกว่าคาด แสดงว่าผลกระทบจากการชุมนุมทางการ
เมืองนั้นมีจำกัดต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2) RBS แนะนำ Overweight กลุ่มธนาคารฯ
Top pick ได้แก่ BBL KTB และกำลังจะเพิ่มน้ำหนักลงุทนหุ้นกลุ่มอสังหาฯ Top pick ได้แก่
AP
7. XD บจ.ที่น่าสนใจ 1 กย. PTTCH 1.45บ. 2 กย. EGCO 2.50บ. IRPC 0.08บ.
SCB 1.0 บ. ASP 0.07บ.

ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1) Fund flows นักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยครั้งแรก โดยไทยยัง
เป็นตลาดที่ซื้อน้อยสุด (มีโอกาสซื้อเพิ่มอีก) Nomura เผยรายงานการซื้อขายหุ้นของนักลงทุน
ต่างชาติในตลาดหุ้นเอเชีย 7แห่ง ช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุด วันที่ 27 ส.ค.พบว่า นักลงทุนต่างชาติเข้า
ซื้อสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นอินเดียเป็นมูลค่า854 ล้านดอลลาร์หรือราว 26,713 ล้านบาท และขาย
สุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นไต้หวันคิดเป็นมูลค่า 810 ล้านดอลลาร์ หรือราว 25,336 ล้านบาท ขณะที่
ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 141 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,483 ล้านบาทและนับจากช่วงต้นปีนี้ นักลง
ทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้น ญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 21,264 ล้านดอลลาร์หรือ665,137 ล้าน
บาท และซื้อสุทธิ ต่ำสุดในตลาดหุ้นไทยเป็นมูลค่า 66 ล้านดอลลาร์หรือราว 2,064 ล้านบาทเท่า
นั้นในการอนุญาตให้หยวนปรับตัวเร็วขึ้น และต้องการเร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นก่อน
การประชุมผู้นำ G20 ในเดือน พย.นี้

2.ปัจจัยลบ :
ปัจจัยในประเทศ : คือ
1) MPI ที่แผ่วลงสะท้อน GDP จะโตช้าลงใน 3Q10F: ธปท.รายงานเศรษฐกิจเดือน ก.ค.
ที่แสดงทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม ที่ช้าลงแต่ดีกว่าตลาดคาด:ดัชนีการผลิตภาค
อุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index :MPI ) เพิ่มขึ้น 16.3% y-y ( Reuters
Consensus: 14%; Nomura : 17.5%) เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนพบว่า MPI ลดลงในอัตรา -
2.5%m-m sa (Jun-10 = +5.0%m-m) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ควรจับตาดูว่าจะลดลงm-m ต่อ
เนื่องหรือไม / อย่างไรก็ดี CNS เห็นว่า MPI ที่โตแผ่วลงเหลือ +16.3%y-y (Jun-10 =
21.9%; 2Q10 =+20.4%) สะท้อน GDP ที่จะเติบโตช้าลงใน Q3 ทั้งนี้ Nomura คาดว่า
GDP 3Q10F จะเติบโต 4.5% ขณะที่ เห็นว่ามีโอกาส 66% ที่ GDP 3Q10F จะเติบโต 5-
7%y-y (2Q10 = +9.1%y-y ; 1H10 = +10.6% y-y)
2) เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ ล่าสุด (วานนี้) ยังคงมีเหตุการณ์ สร้างความวุ่นวายแก่
บ้านเมือง โดยมีการยิง ระเบิด คาดว่าจะเป็น M79 เข้าไปในบริเวณสถานีช่อง 11
3) ธปท.เตรียมหามาตรการป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท (การแทรกแซงจะส่งผลให้การ
แข็งค่าของเงินบาทเทียบสกุลหลักมีจำกัด และอาจนำไปสู่การขายทำกำไรระยะสั้น) โดยให้
ธนาคารฯต้องส่งข้อมูลการซื้อขายเงินตราตปท.ล่วงหน้า วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านดอลล์สหรัฐฯ รอบสุด
ท้ายเป็นเวลา 16.30 น จากเดิม 17.30 น.และออกแบบสอบถามถึงระดับเงินบาทที่ทำให้ธุรกิจ
อยู่ไมได้ด้วย
4) ดอกเบี้ยขาขึ้น คาดธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.10-0.20% ตามกนง.สัปดาห์
นี้ คาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา จะส่งผลบวกระยะสั้นต่อหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ แต่ส่งผลลบต่อ
กลุ่มที่มีภาระดอกเบี้ยสูง

ปัจจัยต่างประเทศ : คือ
1. ตลาดฯหันมาลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น EPFR รายงานการเคลื่อนไหวเงินลงทุน
รายสัปดาห์ถึง 25สค. พบว่ากองทุนในต่างประเทศลดการถือครองหุ้น โดยมีการถอนเงินลงทุน
US$7.1พันล้าน ขณะที่กองทุนพันธบัตรมีเงินลงทุนไหลเข้า US$5.2 พันล้าน และ Money
market มีเงินไหลเข้า ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ในรอบ5 สัปดาห์ โดยกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่
ทั่วโลกมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ US$322 ล้าน ซึ่งเป็นยอดต่ำสุดนับตั้งแต่กระแสเม็ดเงินไหลเข้า
เริ่มขึ้นเมื่อ 13 สัปดาห์ก่อน กองทุนหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก โดยมีเม็ด
เงินไหลออก US$289 ล้าน กลุ่มกองทุนในละติน อเมริกาและยุโรป, ตะวันออกกลาง และ
แอฟริกา ดึงดูดเงินทุนได้รายละน้อยกว่า US$40 ล้าน
2. สหรัฐฯ สัปดาห์นี้คาดตัวเลขเศรษฐกิจจะยังคงรายงานตัวเลขอ่อนแอลง: ราคาบ้านโตแผ่ว
ลง Pending home sale ลดลง m-m เป็นเดือนที่ 3 และ 1 กย. ดัชนีด้านภาคการผลิตและ
บริการ (ISM) อ่อนตัวลง และวันศุกร์ตัวเลขการจ้างงานคาดอ่อนแอลง
3. บาร์เคลย์ ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2010 เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล จากเดิม 82
ดอลล์/บาร์เรลแบ่งเป็นปรับลดคาดการณ์สำหรับไตรมาส3/10 8 ดอลล์เป็น 76 ดอลล์/บาร์เรล
และไตรมาส4/10 ลดลง 9 ดอลล์ เป็น 78 ดอลล์/บาร์เรล และปรับลดปี 2011 เป็น 85 ดอลล์/
บาร์เรล จากเดิม 92 ดอลล์/บาร์เรล เป็นผลจาก ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ปรับสูงขึ้น และการฟื้น
ตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้า และกระทบต่ออุปสงค์ชะลอตัว ส่วนคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปีนี้
2010 ของรอยเตอร์ จาก 31 นักวิเคราะห์ นักการธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ คาดว่าจะอยู่ที่
78.63 ดอลล์/บาร์เรล เทียบกับปัจจุบันที่เฉลี่ย 76ดอลล์/บาร์เรล และ 83.84 ดอลล์/บาร์เรล
สำหรับปี 2011 โดยมีการปรับลดคาดการณ์ลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน




เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 10:51:26

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น