แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าต่อ ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 913.19 จุด เพิ่มขึ้น 3.54 จุด
(+0.39%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมากที่ 4.6 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่ออีก
2.4 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
900-924 ระหว่างวันยืนเหนือ 913 มั่นคงยังคงแนวโน้มขาขึ้น ตามปัจจัยบวกต่างชาติซื้อสุทธิ
มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและตลาดคาดการณ์เชิงบวกเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลปกครองกลางคดี
โครงการในพื้นที่มาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.นี้ S50U10 แท่งเทียนปิดเป็น HANGING MAN
ขาวปิด GAP คาดแนวโน้มดัชนีปรับตัวลงแนวรับ 615 ปรับตัวไม่ต่ำกว่า มีโอกาสกลับตัวขึ้น
ทดสอบแนวต้าน 623 SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน HANGING MAN ขาว ปิด GAP
Indicators และ Volume เพิ่มขึ้น เล็กน้อย คาดดัชนีกลับตัวลง กรอบแนวต้าน 625 แนวรับ
612 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,450-18,600 GFZ10 เก็งกำไร
ระยะสั้นในกรอบ 18,550-18,690
กลยุทธ์ ระยะสั้นแรงซื้อเก็งกำไรกลับเข้าในกลุ่มธนาคาร SCB KBANK BBL ซื้อมี
โอกาสสร้างจุดสูงใหม่ KTBซื้อเก็งกำไรการคาดการณ์ผลประกอบการเติบโตโดดเด่นจากการใช้
จ่ายภาครัฐ กลุ่มก่อสร้างปริมาณกาณซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก หาจังหวะในการซื้อเล่นรอบ
STEC CK ITD กลุ่มสื่อสารปรับตัวซื้อ DTAC ADVANC หุ้นรายหลักทรัพย์ PTTEPแนวรับ
141 KTC TWZ สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น
SCCC CK หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ ซื้อเพิ่มกลุ่มพลังงานเมื่อ
ปรับตัวลงแรง
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน HANGING MAN ขาว ค่าสัญญาณ Indicators
ลดลง แต่ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บอกแนวโน้มดัชนีที่ขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นลง คาด
ระยะสั้นดัชนีปรับตัวยืนแนวรับ 900 ได้มั่นคงตามแนวโน้มความชันของSMA5วันเป็นจุดซื้อเล่น
รอบ แนวต้าน 913 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 900, ขายทำกำไรบางส่วนในลักษณะเล่นรอบ
ดัชนีนิกเกอิ ดัชนียังถูกกดดันจากค่าเงินเยนที่อยู่ในระดับที่แข็งค่าอย่างมาก นักลงทุน
หลีกเลี่ยงการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนมาตรการทางการเงินเพื่อยัดยั้งการแข็งค่าของเยนรวมทั้ง
มาตการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้แนวโน้มยังคงเป็นการปรับตัวทดสอบแนวรับ 8,800-8,700 คาด
มีโอกาสกลับตัวขึ้น
ดัชนีฮั่งเส็ง ระยะสั้นดัชนีกลับยืนแนวรับ 20,560 ไม่ได้แนวโน้มจะเป็นการปรับตัวขา
ลงต่อเนื่องโดยมีแนวรับสำคัญลำดับต่อไปที่ 20,000 ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก
บดบังการเปิดเผยผลประกอบการของภาคธุรกิจที่แข็งแกร่งของจีน ส่งผลให้นักลงทุนเลือกที่จะรอ
ซื้อมากกว่า
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ: PTTEP (143.5 ซื้อ เป้าปี 53:176) เราคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น
จากกรณีที่แหล่งผลิตในมอนทาราเกิดการระเบิดจะไม่มากเท่ากับที่อินโดนีเซียฟ้องร้อง ประกอบ
กับเราคาดว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงตอบรับกับข่าวไปแล้ว โดยเรายังเชื่อมั่นว่าแนวโน้มผล
ประกอบการที่จะเพิ่มขึ้นตามกำลังการผลิตและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาวจะเป็น
ปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นกลับมาเพิ่มขึ้น โดยปีนี้เรายังคาดกำไรสุทธิประมาณ 38,083 ล้านบาทเพิ่ม
ขึ้น 72%yoy และคาดกำไรสุทธิปี 54 ประมาณ 44,840 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18%yoy
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
Stocks in trend
แนะนำ ซื้อเก็งกำไร PTT, PTTCH, SCC ลุ้นกรณีมาบตาพุด มติ ครม.วานนี้ประกาศ
ประเภทกิจการรุนแรง 11 ประเภท ซึ่งเป็นไปตามคาด อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอสุ้นคำวินิจฉัยศาล
ปกครองกลางในวันที่ 2 ก.ย.นี้ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของ PTT โรงแยกแก๊สที่ 6 จะเริ่ม
เดินเครื่องได้หรือไม่
TVO (ราคาปิด 24.70 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 26.43) คาดจะได้
ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าถั่วเหลืองถูกลง ขณะที่คาดว่าแนวโน้มผล
ประกอบการใน 2H53 จะปรับตัวดีขึ้นโดดเด่น จากกำลังการผลิตใหม่ที่เริ่มเดินเครื่องจักรตั้งแต่
2Q53
MAKRO (ราคาปิด 133 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 136) ผู้บริหาร
MAKRO คาดยอดขาย 2H53 จะเติบโตในทิศทางเดียวกับ 1H53 ในระดับ 15% ตามแนวโน้ม
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยในปีนี้ได้เปิดสาขาใหม่แล้ว 3 สาขา และจะเปิด
อีก 1 สาขา ที่จ.หนองคาย ในวันที่ 29 ก.ย.นี้
CTW (ราคาปิด 8.10 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสายไฟฟ้า
สายโทรศัพท์ และสายเคเบิ้ล คาดจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ เช่น งานโครงการ
รถไฟฟ้า รวมทั้งโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ปัจจุบันราคาหุ้นยังซื้อขายที่ PER ไม่สูงเพียง
7-8 เท่า และคาดว่ามีโอกาสที่จะกลับมาจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 53 ได้
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ กลุ่มประเทศยูโรโซนรายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค.อ่อนตัว 1.6%YoY จาก 1.7%
ในเดือนก.ค. ขณะที่อัตราว่างงานเดือนก.ค.ทรงตัวที่ 10%
+ เยอรมนีเปิดเผยอัตราว่างงานในเดือนส.ค.ทรงตัวที่ 7.6% จากการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้นตลาดแรงงานซึ่งเป็นผลดีจากการส่งออกที่ขยายตัว 2.2% และดัชนีความ
เชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง
+ อินเดียเปิดเผยตัวเลข GDP ในช่วง 2Q53 ขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี
ที่ 8.8% จากอัตราการอุปโภคบริโภค ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรที่ขยายตัวแข็ง
แกร่ง สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจประเทศในภูมิภาคเอเชีย
+ สหรัฐรายงานดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจที่ออกมาดี ได้แก่ 1) ดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของ
เดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 0.3% MoM มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2%MoM โดยเพิ่มขึ้น 4.2%
YoY ส่วนดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในช่วง 2Q53 เพิ่มขึ้น 4.4% จากที่หดตัว 2.8% ใน 1Q53
จากแรงหนุนของนโยบายลดหย่อนภาษี 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.พุ่งขึ้นแตะ 53.5
จุดจากระดับ 51 จุดในเดือนก.ค.
ปัจจัยลบ
- ดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังอ่อนแอ ได้แก่ 1) รายงานการประชุมของ FED ที่ประชุม
เมื่อ 10 ส.ค.สะท้อนถึงความวิตกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า
2.551 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนต.ค.52 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอ
ตัวและป้องกันเงินไหลออกจากระบบ 2) ดัชนีภาวะธุรกิจในนิวยอร์คซิตี้เดือนส.ค.ชะลอตัวแตะ
ระดับ 55.6 จุดจาก 59.4 จุดในเดือนก.ค.จากมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มการจ้างงานและภาวะ
เศรษฐกิจโดยรวม
- วานนี้ธปท.แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.53 ว่าขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง
เมื่อเทียบกับการขยายตัวในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการ
ผลิต ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว และอีกส่วนหนึ่งจากเศรษฐกิจที่
ขยายตัวสูงมากในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชน
ขยายตัวดีต่อเนื่อง
- วานนี้ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ประกาศ
11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง แต่กลุ่ม NGO เตรียมรวมตัวเพื่อคัดค้านมติครม.โดยจะ
นัดรวมตัวภายในเดือน ก.ย.นี้เคลื่อนไหวทั่วประเทศ และจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการ
คุ้มครองชั่วคราวระงับมติดังกล่าว
- บ่ายวานนี้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) หรือช่อง 11
ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เชื่อว่าต้องการป่วนการเมือง
- เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากคดียุบ/ไม่ยุบพรรคซึ่งมีกำหนดนัดไต่สวนพยาน
นัดสุดท้ายวันที่ 6 ก.ย.
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 1 ก.ย. กระทรวงพาณิชย์ของไทยประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) และดัชนี
ราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ในเดือน ส.ค.53 ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือน
ส.ค. ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนก.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
* 2 ก.ย. ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษาคดีกลุ่ม NGO ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวด
ล้อมกรณีออกใบอนุญาตให้ 76 โครงการลงทุนที่มาบตาพุด วันนี้เป็นวันประชุมของคณะ
กรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป(ECB) นักวิเคราะห์คาดว่ามีแนวโน้มคงอัตรา
ดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 1% ส่วนสหรัฐจะรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์(นัก
วิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2,000 รายแตะ 475,000 รายจากระดับ 473,000 รายในสัปดาห์
ก่อน) ยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนก.ค. และยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือนก.ค
* 3 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค. และดัชนี
ภาคบริการและดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจเดือนส.ค.
* 6 ก.ย. กำหนดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายคดียุบพรรคปชป.กรณีการใช้เงินกองทุนฯ 29
ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์
* 6-7 ก.ย. กำหนดประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
นโยบาย
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street: ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 4.99 จุด หลังสหรัฐเปิดเผยราคาบ้าน-ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่
ปรับตัวสูงขึ้น
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 4.99 จุด โดยตลาดได้แรงหนุน
จากการปรับตัวขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและราคาบ้านในเขต 20 เมืองของสหรัฐ โดย
ดัชนีราคาบ้านในเขต 20 เมืองของสหรัฐประจำเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนพ.ค.
มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.2% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ
สหรัฐในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 53.5 จุด จากเดือนก.ค.ที่ระดับ 51 จุด อย่างไรก็ตามดัชนีไม่
ได้เพิ่มขึ้นมากนักเนื่องจากถูกกดดันในช่วงท้ายตลาด จากการเปิดเผยรายงานการประชุมที่บ่งชี้
ว่า คณะกรรมการเฟดได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใน
ประเทศ รวมถึงการรายงานดัชนีภาวะธุรกิจในรัฐนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งปรับตัวลดลงจากระดับ 59.4
จุดในเดือนก.ค.เป็น 55.6 จุดในเดือนส.ค. ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเพียง 4.99 จุด
หรือ 0.05% ปิดที่ 10,014.72 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.41 จุด หรือ 0.04% ปิดที่
1,049.33 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 5.94 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 2,114.03 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX ลดลง 2.78 เหรียญ ยังวิตกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ปรับตัวลดลง 2.78 ดอลลาร์
ต่อบาร์เรล โดยตลาดยังคงวิตกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากสถาบันจัดการด้าน
อุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยผลสำรวจภาคธุรกิจในนิวยอ์กซิตี้ พบว่า ดัชนีภาวะธุรกิจใน
นิวยอร์กซิตี้ปรับตัวลดลงจากระดับ 59.4 จุดในเดือนก.ค.เป็นระดับ 55.6 จุดในเดือนส.ค. นอก
จากนี้ตลาดยังถูกกดดันจากการคาดการณ์สต๊อกน้ำมันดิบซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่าสต๊อกน้ำมันดิบ
ในสัปดาห์นี้จะเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล ทำให้ปิดตลาด ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX
ส่งมอบเดือนต.ค.ปรับตัวลดลง 2.78 ดอลลาร์หรือ 3.72% ปิดที่ระดับ 71.92 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง1.96 ดอลลาร์ ปิด
ที่ 74.64 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 01/09/10 เวลา 10:51:41
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น