วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 24/09/53

กลยุทธ์การลงทุน
ตลาดยังขาดปัจจัยใหม่หนุน ยกเว้น Fund Flow แต่อย่างไรก็ตามให้ติดตามค่าเงิน
บาท และค่าเงินเอเซีย นับจากนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะธนาคารกลางในเอเซีย เริ่ม
เข้ามาแทรกแซง จึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 30% ของพอร์ตเช่นเดิม โดยให้มีการปรับพอร์
ตสมผสานพอร์ตระหว่างหุ้น Domestic Plays (BLA, CK, ITD BTS, SPALI, AP, LPN,
TCAP, BBL, SCB) และ Global Plays BANPU, PTTCH, PTTAR

ประเทศไทยคงต้อง.....กับการใช้ 2G ไปก่อน....3G นะต้องรอไปถึงปี 2555 คงไม่สายเกินไปนะ
ครับ
วานนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง กล่าวคือให้
ระงับการประมูล 3G ออกไปก่อน และให้รอผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลให้การ
ประมูล 3.9G เป็นอันต้องยุติลง ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะออก
มาใกล้เคียงกับช่วงเวลาของการพิจารณาผ่าน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่คาดว่าจะ
เสร็จราวสิ้นปี 2553 และหลังจากนั้นจึงจะสามารถทำการสรรหาคณะกรรมกิจการกระจายเสียง
และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. เพื่อดำเนินการออกใบอนุญาต 3G แทนหน่วยงาน กทช.
ขบวนการต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะเสร็จสิ้น พร้อมกับสามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ได้ราวต้นปี
2555 หรือต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 18 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้อยู่ภายใต้สมมุติฐานว่าการเมืองยังมี
เสถียรภาพ แต่หากปัญหาการเมืองสะดุด ทำให้การพิจารณา พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ดังกล่าวต้องเลื่อนไป ขั้นตอนต่าง ๆ รวมถึงการเปิดประมูล 3G ก็อาจต้องเลื่อนไปด้วย ด้วยเหตุนี้
จึงทำให้ธุรกิจสื่อสารของไทย ยังต้องพึ่งพิงเฉพาะธุรกิจ 2G ซึ่งการเติบโตจะยากลำบากมาก
เพราะนอกจากฐานสมาชิกอิ่มตัวแล้ว การให้บริการส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปในเรื่องของการโทร
เข้า-โทรออก (Voice) เป็นหลัก ซึ่งทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (APRU) มีแนวโน้มลดลงต่อ
เนื่อง การขยับไปสู่ธุรกิจ 3G เป็นช่วงทางในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการเพิ่มการให้บริการ
ต่อยอดจากธุรกิจเดิม โดยมุ่งในการให้บริการที่เร็วขึ้น (Non-Voice) เช่น การให้บริการ
อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และการส่งภาพ เป็นต้น หุ้นสื่อสารจึงไม่น่าสนใจในระยะสั้น โดยหากนัก
ลงทุนต้องการจะมีหุ้นสื่อสารไว้ในพอร์ตจริง ๆ แนะนำ ADVANC(FV@B104) เพราะเป็น
บริษัทที่มีกระแสเงินสดสูงที่สุด และพร้อมจะจ่ายเงินปันผลพิเศษต่อไปอีก 1 ปี ตราบที่ 3G ยัง
เกิดขึ้น ทั้งนี้ในปี 2553 คาดว่า ADVANC จะจ่ายเงินปันผลราว 6.30 บาทต่อหุ้น (Dividend
Yield ราว 7% ต่อปี) โดยยังไม่นับรวมเงินปันผลพิเศษที่อาจเกิดขึ้นอีกราวหุ้นละ 5 บาท ทั้งนี้
ADVANC ได้จ่ายเงินปันผลในงวด 6M53 แล้ว 3 บาทต่อหุ้น ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปี 2553
จะจ่ายอีกราว 8.30 บาทต่อหุ้น

เงินบาทแข็งค่า ยังหนุน SET แต่นับจากนี้ต้องจับตาดูค่าเงินบาทจะ U-Turn หรือไม่
วานนี้นับเป็นวันที่ 4 ที่นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในปริมาณที่สูงต่อ
เนื่อง โดยทำให้ยอดซื้อสะสมจากต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 2.9 หมื่นลานบาท (แต่หากนับจากวันที่
23 ก.ค. เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการเข้ามาซื้อหนักในรอบนี้ พบว่ามียอดซื้อสุทธิเข้ามาแล้ว 4.74 หมื่น
ล้านบาท) เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ ที่พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่อง แต่ยอด
ซื้อสะสมจากต้นปีจนถึงวานนี้สูงมากถึง 1.78 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 85% ของเงินทุนไหล
เข้าประเทศไทย โดยทั้ง 2 ตลาดรวมราว 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ ใกล้เคียงกับตัว
เลขดุลบัญชีเดินสะพันที่สูงราว 2.1 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เงินทุนที่ไหลเข้า
เฉพาะในตลาดการเงินกว่า 2 แสนล้านบาทข้างต้น ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของ
ค่าเงินบาทนับจากนี้ เพราะหากพิจารณาเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้จำนวนเกือบ 1.8
แสนล้านบาทดังกล่าว พบว่าราว 48% เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมีอายุไม่เกิน 1 ปี รอง
ลงมาราว 23% เป็นตราสารหนี้ที่มีอยู่ 1-3 ปี 10.5% เป็นตราสารหนี้อายุ 3-5 ปี 15% เป็นตรา
สารหนี้อายุ 5-10 ปี และอีก 4% เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี หรือกล่าวโดยสรุป ตราสาร
หนี้ระยะสั้นที่มีอายุในช่วง 1-3 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 60% ของเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราหนี้ ดังนั้น
หาก ธปท. ต้องการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นในตลาดตราสารหนี้ น่าจะเริ่มจากตราสารหนี้
ที่มีอายุ 1-3 ปี มากที่สุด หลังจากนี้ ต้องติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะค่าเงินบาท และ
ค่าเงินเอเซีย ที่ผ่านมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องมายาวนาน การดำเนินการใด ๆ ของ
ธนาคารกลางในเอเซีย เพื่อแทรกแซง อาจจะกดดันให้ค่าเงินบาท และค่าเงินเอเซีย เริ่มทรง
ตัวหรือกลับมาอ่อนตัวครั้ง ซึ่งอาจจะถือเป็นการกลับตัวของตลาดการเงินรอบสำคัญ



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/09/10 เวลา 9:07:46

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น