สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดปิดบวกขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อน โดยสามารถทะลุระดับ
940 จุดไปได้ ปริมาณการซื้อขายดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ตลาดหุ้นไทยได้รับผลดีจากถ้อย
แถลงของเฟด ถึงแนวโน้มในการอุดหนุนสภาพคล่อง ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่
ปรับตัวขึ้น สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด
จับตาประเด็น 3G วันนี้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำตัดสินเป็นเช่นไร แต่เรา
มองว่ามีแต่ได้กับเสมอตัว เพราะเรามองว่าราคาหุ้นในสะท้อนข่าวมาแล้วระดับหนึ่ง
ADVANC ดูเป็นเห็นในกลุ่มที่ดูดีที่สุด ให้ตามค่าเงินบาทด้วยเพราะทำท่าจะแข็งขึ้น
อีกรอบหลังเฟดมีแนวโน้มจะอุดหนุนสภาพคล่องอีก ซึ่งเชื่อว่าจะมีกระแสเงินไหลเข้า
เอเชียอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่ออยู่ระดับหนึ่งว่าแบงค์ชาติยังจะไม่ออกมาตรการอะไรใน
ช่วงนี้ แต่ถ้าทะลุ 30 บาท/ดอลลาร์อาจไม่แน่ ถัดไปสัปดาห์ก็จะเริ่มคุยกันในประเด็น
เรื่องผลประกอบการไตรมาสที่ 3 มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดลงยาก แต่ก็จะผันผวน
มากขึ้น
ปัจจัยตลาดวันนี้ ตลาดสหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบแคบลดลงเล็กน้อยเป็นผล
จากเรื่องการคาดการณ์ผลประกอบการของบางบริษัท ราคาน้ำมันทรงตัว ค่าเงินบาท
ทำท่าจะแข็งค่าขึ้นต่อจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงแรง จากความคาดหวัง
ว่าเฟดอาจออกมาตรการอุดหนุนสภาพคล่องอีกรอบ วันนี้รอส่งผลการตัดสินของศาล
ปกครองสูงสุดช่วงเช้าวันนี้ (คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1332-3)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด
รมว.คลังชี้บาทแข็งยังไม่กระทบความสามารถแข่งขันส่งออก มองแข็งค่าได้
อีก: นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้ สะท้อนถึง
ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ทำให้ความสามารถในการแข่งขัน
ด้านการส่งออกลดลง พร้อมมองว่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าได้อีกจากปัญหาเศรษฐกิจ
สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความกังวลกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย แต่การดูแล
เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเห็นว่า ธปท. ยังทำหน้าที่
ดูแลได้ดี แม้ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของเงินบาทได้ ก็ทำให้ความผันผวนน้อยลง
ขณะที่เขาเห็นว่านช่วงที่เงินบาทแข็งค่า จะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น สิ่งที่ควรจะเร่งทำ
คือ การเร่งลงทุน เนื่องจากไทยยังจำเป็นต้องลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้น
ฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการลงทุนโดยการซื้อสินค้าทุนจาก
ต่างประเทศจะเป็นการลดแรงกดดันของเงินบาทที่แข็งค่าด้วย รวมถึงเป็นการปรับ
โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยให้สมดุลมากขึ้นโดยเพิ่มกำลังซื้อของการบริโภคใน
ประเทศ
ธปท. เผยนโยบายการเงินช่วงต่อไป ให้ความสำคัญด้าน 'เสถียรภาพราคา':
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผย การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไปจะให้
ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพด้านราคา เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการขยาย
ตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย และ ธปท. จะดูแลการปรับเปลี่ยนของค่าเงินบาท
ไม่ให้มีความผันผวนมากและไม่สร้างข้อจำกัดและภาระแก่การปรับตัวของภาคธุรกิจ
มากเกินไป อีกทั้งจะสร้างความสมดุลในการไหลเข้าออกของเงิน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา
ธปท. ได้เสนอมาตรการต่างๆ มาแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างความสมดุลให้มีมากขึ้น และเป็น
ช่องทางให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัวและรับความเสี่ยงได้ ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนว่า
เศรษฐกิจในเอเชียรวมถึงไทยคงต้องปรับตัวในตลาดการเงินโลกค่อนข้างมาก โดย
ต้องปรับตัวรับกระแสเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามาในเอเชียอย่างต่อเนื่อง และใน
ปริมาณที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการที่
ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ดอกเบี้ยต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ทั้ง
นี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เหลือการประชุมอีก 2 ครั้งในปีนี้ ในเดือน ต.
ค. และ ธ.ค. หลังเมื่อ ส.ค.ที่ผ่านมา กนง. ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาที่
1.75% ถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้
บลจ.อยุธยา แนะกำหนดเวลาถือครองบอนด์ สกัดเก็งกำไรบาทผ่านตลาด
ตราสารหนี้: บลจ.อยุธยา แนะใช้มาตรการควบคุมระยะเวลาการถือครองตราสารหนี้
ซึ่งมองว่าน่าจะมีการควบคุมให้ถือตราสารในระยะ 6-9 เดือน ซึ่งน่าจะเป็นระยะเวลาที่
เหมาะสม เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทผ่านตลาดตราสารหนี้ไทย เพราะจะ
ช่วยลดการไหลเข้าของเงินทุนเก็งกำไรระยะสั้นได้ ส่วนกรณีที่ ธปท. เตรียมออก 5
มาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกเพื่อให้นักลงทุนไทยมีโอกาสไปลงทุนในต่าง
ประเทศมากขึ้นนั้น เห็นว่าไม่มีผลทำให้เงินบาทอ่อนตัวลง เนื่องจากมีนักลงทุนไทย
ที่มีศักยภาพเพียง 3% ของประเทศที่สามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ ขณะ
ที่ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เร็วๆ นี้
ธปท. ยังไม่มีมาตรการเพื่อควบคุมเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย
โดยเชื่อว่ามาตรการที่มีอยู่ยังสามารถดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ แต่ 'หากมีความ
จำเป็น' ธปท. ก็พร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลตลาดตราสารหนี้และอัตรา
แลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 17 ก.ย. มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนใน
ตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 1.07 แสนล้านบาท ขณะที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาด
หุ้นไทยประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น สาเหตุที่มีเงินทุนไหลเข้ามาในไทยค่อน
ข้างมาก โดยเฉพาะเดือน ก.ค. และ ส.ค. เป็นเพราะอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ
ไทยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และนักลงทุนต่างชาติยังมีมุมมองที่ดีสำหรับการลงทุนใน
ตลาดหุ้น อีกทั้งหากนำเงินเข้ามาลงทุนแล้ว ยังได้ประโยชน์ในเรื่องการแข็งค่าของ
เงินบาทอีกด้วย
นายกฯ เผยอาจต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กทช. มีอำนาจให้ใบอนุญาต
3G หรือไม่: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าต้องรอดูศาลปกครองว่าจะ
อนุญาตให้มีการประมูลหรือไม่ แต่ศาลปกครองก็ต้องส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตี
ความว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีอำนาจในการประมูล
หรือไม่ แม้ศาลให้ประมูลได้ แต่มีความไม่แน่นอนที่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐ
ธรรมนูญอีกทีในประเด็นที่ กทช. มีอำนาจหรือไม่ในการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G สำหรับกรณีกระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีแนวคิดจะยกระดับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่
ระบบ 2G เป็นระบบ3G ก็เป็นการเสนอทางเลือก ซึ่งได้กำชับให้พิจารณาอย่าง
รัดกุม เนื่องจากต้องการให้มีการใช้เครือข่ายให้คุ้มค่าที่สุด การลงทุนเครือข่ายต่างๆ
ต้องไม่ซ้ำซ้อน และกรณีที่กระทรวงการคลังเสนอให้แปลงสัญญาสัมปทานมาเป็นใบ
อนุญาตนั้น หากจะทำก็สามารถแปลงได้ 2 วิธี คือ แปลงโดยใช้เงื่อนไขกฎหมายจาก
สัมปทานเป็นรับใบอนุญาตแทน ซึ่งทำตามกฎหมายปกติได้เลย แต่ถ้าเมื่อแปลง
แล้ว ใบอนุญาตหมดอายุ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ กทช. ต้องพิจารณาว่าจะให้ใบอนุญาตต่อ
หรือไม่ ส่วนการแปลงรูปแบบที่ 2 คือ แปลงสัญญาสัมปทานแล้วเปลี่ยนอายุ
สัมปทานซึ่งยุ่งยากมากขึ้น แนวทางนี้จะไม่เกี่ยวกับ 3G คือ ไม่ได้นำไปใช้เป็นหลัก
ในการบริหาร 3G เป็นเพียงการใช้ทรัพยากรร่วมกันในการโรมมิ่งเครือข่าย 2G และ
3G ซึ่งกระทรวงการคลังและ ICT กำลังดูความเป็นไปได้และความเหมาะสม รวมทั้ง
พิจารณาว่าจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ วันที่ 23 ก.ย. เวลา 9.00 น. ศาลปกครอง
สูงสุด นัดฟังคำสั่งกรณี กทช. ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางที่สั่งคุ้มครองชั่ว
คราวให้ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G
ซึ่งตามแผนของ กทช. กำหนดให้เริ่มประมูลในวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องระงับ
ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง
สภาฯ จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในวันที่ 23 ก.ย.:
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ
กรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เผย สภาผู้แทนราษฎร จะ
พิจารณากรณีวุฒิสภาขอแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และ
กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม
พ.ศ....ในวันที่ 23 ก.ย. การพิจารณาเพื่อแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะมีการตั้ง
กรรมาธิการร่วมจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งนี้ รัฐบาล
เร่งรัดการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อรองรับกรณีที่คณะ
กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อาจไม่สามารถเดินหน้าเปิดประมูลใบ
อนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ได้ (ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์
Tel. (662) 618-1336)
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 23/09/10 เวลา 11:43:47
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น