Market Highlight
- วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวกและลบคละกัน โดยต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ
ค่าเงิน ฿ แข็งค่าขึ้น แต่ตลาดหุ้นโลกผันผวนไร้ทิศทาง การประมูลใบอนุญาต 3G ยังต้องรอความ
ชัดเจนจากศาลปกครองสูงสุด อีกทั้งช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นแรง
ต่อเนื่องและติดแนวต้านที่ 940±5 จุดอยู่ คาดว่าอาจมีแรงขายทำกำไรออกมา ทำให้ SETI
มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน/ปรับตัวขึ้นในขอบเขตที่จำกัด (sideways/sideways up)
- โมเมนตัมดูดี ไม่เสียหาย แต่ SETI ก็ยังจ่อแนวต้านที่ 940±5 จุด ในเชิงกลยุทธ์
เราแนะนำผู้เล่นระยะ สั้นและกลางเพิ่มความเข้มในการจำกัดความเสี่ยง โดยเลื่อนจุดหยุดขาด
ทุนเป็น 930 และ 925 จุด ตามลำดับ
- หุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=ACCELERATION) คือ BAY, BBL, KBANK,
PTT, RCL และมีหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=DECELERATION) คือ AP, SEAFCO
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): PTTCH (126.5/136.-), STA (21.9/23.3), TASCO
(69.75/74.-) *
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
- วันนี้ :
- CIMBT XR 9C : 2C @ 1.00 บาท
- TOP XD @ 0.60 บาท
- ลูกหุ้นเข้า AP 3.38 ล้านหุ้น
- คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นที่มีโอกาสเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance
ตามเกณฑ์ตลท.คือ MAX, TRC--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List
- พรุ่งนี้ :
- ลูกหุ้นเข้า MAX 1,374.94 ล้านหุ้น, NVL 200.00 ล้านหุ้น
- MFEC-W1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
- ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
- 21-23 ก.ย.53 : Chusok, Full moon festival (เกาหลี)
- 22-24 ก.ย.53 : Mid-Autumn Festival (จีน, ฮ่องกง)
- 23 ก.ย.53 : Autumn Equinox (ญี่ปุ่น)
- 23 ก.ย.53 : ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่ง กรณีที่ กทช.ยื่นอุทธรณ์ระงับการเปิด
ประมูล 3G
- 22-26 ก.ย.53 : ประชุมระเบียงเศรษฐกิจ 555 ครั้งที่ 1 จ.สงขลา ซึ่งเป็นการประชุม
ระหว่างผู้นำภาครัฐและเอกชนใน 5 รัฐของมาเลเซีย กับ 5 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย
- 23 ก.ย.53 : The day following Chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
- 23-24 ก.ย.53: นรม. ร่วมโรดโชว์พร้อม ตลท. และ Goldman Sachs ที่นิวยอร์ก
สหรัฐอเมริกา
- 24 ก.ย.53 : นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ณ นคร
นิวยอร์ก พร้อมนัดหารือทวิภาคีกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
Economics & Politics
ข่าวต่างประเทศ:
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ค:หุ้นกลุ่มเทคโนฯถ่วงดาวโจนส์ปิดลบ 0.2%”
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันพุธ โดยดัชนีดาวโจนส์ยุติการบวกขึ้น 5 วันติดต่อกัน หลัง
บริษัทอะโดบีเปิดเผยแนวโน้มรายได้ที่น่าผิดหวัง และนักลงทุนผิดหวังกับการประกาศจ่ายเงิน
ปันผลครั้งใหม่ของไมโครซอฟท์ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 21.72 จุดหรือ
0.20% สู่ 10,739.31, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 5.50 จุดหรือ 0.48% สู่ 1,134.28 และดัชนี
Nasdaq ปิดปรับตัวลง 14.80 จุด หรือ 0.63% สู่ 2,334.55
“ตลาดน้ำมันนิวยอร์ค:น้ำมันดิบร่วง 26 เซนต์หลังสหรัฐเผยสต็อกเพิ่มเกินคาด”
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ร่วงลงในวันพุธ หลังจากรายงานของสำนัก
งานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) แสดงให้เห็นว่าสต็อกน้ำมันสหรัฐเพิ่มขึ้น
ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 ก.ย. และบดบังแรงบวกที่ราคาน้ำมันได้รับในช่วงเช้าจากความ
อ่อนแอของดอลลาร์ หลังจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พร้อมที่จะอัดฉีด
เงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่เศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.ร่วงลง 26
เซนต์ หรือ 0.35 % มาปิดตลาดที่ 74.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“HSBC มองไตรมาส 3 กองทุนแห่ลงหุ้นเพิ่ม แนวโน้มดีกว่าบอนด์”
HSBC ได้สำรวจความเห็นของบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ ทั่วโลก 12 แห่ง ซึ่งเป็นการ
สำรวจประจำไตรมาส 3/53 โดยกองทุนทั้ง 12แห่งดังกล่าว มียอดเงินกองทุนภายใต้การบริหาร
จัดการ เมื่อสิ้นไตรมาส 2/53 ที่ 3.24ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 14.8% ของปริมาณเงินลงทุน
ประมาณการที่มีอยู่ทั่วโลก พบว่า ในไตรมาส 3/53 ผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักการลงทุนตลาด
หุ้นเพิ่มขึ้น โดยมองว่าแม้มีเงินไหลเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มาก แต่การลงทุนในหุ้นบาง
ตัว ยังมีโอกาสสูงที่ได้รับผลตอบแทนดีและมองว่าหุ้นในตลาดเติบโตเร็วในแถบเอเชียแปซิฟิก
(ไม่รวมญี่ปุ่น) มีอนาคตสดใส
ข่าวในประเทศ:
“บาทแข็งหนักแน่ เงินระลอกใหม่เข้า-“วีรพงษ์” แนะ ธปท.ลดดอกเบี้ยแก้บาทแข็ง ”
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป ทำให้ตลาดมีการ
คาดการณ์ว่าจะมีเงินไหลออกจากสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามา
ในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทยเพิ่มขึ้น กระทบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย
รวมทั้งค่าเงินบาทมีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้นไปอีก
นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า แนวทางแก้ไข
เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอย่างแรก คือ ธปท. ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อแก้ไขไม่ให้เกิด
ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยบาทกับดอกเบี้ยเงินเหรียญสหรัฐ
ล่าสุดต่างชาติโหมลงทุนหุ้นและตราสารหนี้ 1.5 หมื่นล้าน เพียง 3 วัน สบายใจไม่ถูก
สกัด ฟันกำไรหลายต่อ ทั้งนี้ เงินลงทุนต่างประเทศยังทะลักเข้ามาลงทุนในไทยและเอเชียไม่หยุด
เฉพาะสัปดาห์นี้ต่างชาติซื้อหุ้นเฉียด 1 หมื่นล้านบาท และตราสารหนี้กว่า 5,000 ล้านบาท
โดยเฉพาะวันที่ 22 ก.ย. เก็บหุ้นหนักมือ 4,244 ล้านบาท ดันดัชนีหุ้นสูงสุดในรอบกว่า 14 ปี
ปิดที่ 945 จุด และเงินบาทแข็งค่าต่อใกล้ 30.60 บาท
“คลังอนุมัติมาตรการลงทุนนอกธปท.เตือนรับมือตลาดผันผวน”
คลัง อนุมัติมาตรการลงทุนต่างประเทศเปิดเสรีให้บริษัทไทยลงทุนผ่านบริษัทย่อยใน
ต่างประเทศได้ไม่จำกัด พร้อมขยายเวลาการถือครองเงินดอลลาร์ของผู้ส่งออกหวังลดแรง
กดดันค่าเงินบาทแข็ง
“เอ็นจีโอชุมนุมสงบ ไม่ปิด 'มาบตาพุด'”
ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยว่า การชุมนุมที่นิคม
อุตสาหกรรมมาบตาพุด ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะมีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 2,000-3,000 คน เพื่อ
แสดงออกถึงความไม่พอใจรัฐบาลที่ออกประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อ
ชุมชนในนิคมฯ แต่การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีการปิดโรงงานแต่อย่างใด
“ระทึก! ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตา 3จี”
ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ได้
มีการหารือถึงแนวทางการทำงานหลังศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งในวันนี้ (23 ก.ย.) ว่า จะให้ยืน
คำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้ระงับการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุค
3จี หรือให้เดินหน้าการประมูล 3จี โดยที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปถึงแนวทางในการดำเนินการแต่
อย่างใด เนื่องจากต้องการรอคำสั่งศาลก่อน ขณะเดียวกันยังได้หยิบยกประเด็นการเลื่อน
วาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ พ.ร.บ.กสทช. ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
(ส.ส.) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะนำเข้าสู่วาระการพิจารณาในวันนี้ (23 ก.ย.) ว่าอาจสร้างแรงกดดัน
ให้แก่ กทช.ชุดปัจจุบันมากขึ้น
“มาร์คจ่อเลิกพรก.หลายพื้นที่'”
นายกรัฐมนตรีคาดจะสามารถยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพิ่มเติมในหลายพื้นที่ได้ในสัปดาห์
หน้า
ติวเข้มเตรียมถกฮุนเซน ด้าน 'สุเทพ' สั่งประเมินสถานการณ์ก่อนพิจารณาเลิก-ไม่เลิก พ.ร.ก.
ฉุกเฉินที่เหลือ 7 จังหวัด ก่อนชง ครม. 5 ต.ค.นี้
“สูตรปรองดองภท.-ชทพ.ดัน'เสธ.หนั่น'นั่งนายกฯ'”
'เสธ.สนั่น' พบ 'สนธิ ลิ้มทองกุล' ถกปรองดองพันธมิตรฯ สะพัด 'เนวิน' จับ
มือ 'บรรหาร' ดัน 'เสธ.หนั่น' นั่งนายกฯ หลังจากประเมิน ปชป.โดนยุบแน่ หนุนเดินสายสร้าง
สร้างภาพปรองดอง เร่งเดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สั่ง 190 ว่าที่ผู้สมัครล่า 3 พันรายชื่อต่อคน
ดันเข้าสภาในสมัยประชุมนี้
“ได้เค้าแก๊ง'ทหาร-พลเรือน'ฉกอาวุธโยงขาย'ต่างชาติ''”
รัฐรู้ตัวคนขโมยอาวุธจากคลังแสงที่ลพบุรีแล้ว แฉเป็นทหารร่วมมือกับพลเรือนผบ.ทบ.ขู่
เล่นงานทั้งวินัย-อาญา ปลัดกลาโหมเชื่อไม่เกี่ยวการเมือง แต่ฉกไปขายหวังเงินขณะที่นายกฯ สั่ง
สอบโยงค้าอาวุธข้ามชาติ ด้าน 'สุเทพ' รับเจออาวุธสงครามเพิ่มใต้ฐานพระในวัดปทุมฯ
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดยังเดินหน้าขึ้นต่อ โดย SETI +7.79 จุด (+0.8%) ปิดที่ 945.00 จุด
มูลค่าการซื้อขาย 42,363 ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,739.31 จุด (-0.2%), S&P 1,134.28 จุด (-0.5%),
NASDAQ 2,334.55 จุด (-0.6%), Nikkei –ปิด–, AOI 4,666.3 จุด (-0.2%), KOSPI –
ปิด–
& 9786; กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติ, สถาบัน และ บล. ยังเข้าซื้อสุทธิ +4,244, +787
และ +195 ลบ. ตามลำดับ ในขณะที่รายย่อยขายสุทธิ -5,227 ลบ.
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ $74.71 (+1.6%), BDI 2,486 จุด (-3.0%), GRM
$3.34 (0.0%), ทองคำ $1,290.85 (+0.5%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
& 9786; ค่าเงินบาท: ค่าเงิน ฿ เริ่มมีแนวโน้มแข็งขึ้นอีกครั้ง ซื้อขายที่ 30.57-30.67 บาท/
ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตา กทช. อุทธรณ์จัดประมูลใบอนุญาต 3G (9:00
น.)
& 9786; การเมือง: พล.ต.ท.สมคิด ไม่รับตำแหน่ง ผช.ผบ.ตร. ช่วยลดขัดแย้งไทย-
ซาอุดิอารเบีย
& 9786; เทคนิค: โมเมนตัมตลาดยังแข็งแรงดี โดยถือว่าเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI & 8805;
925 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวกและลบคละกัน โดยต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่อ
เนื่อง,ค่า ฿ แข็ง แต่ตลาดหุ้นโลกไร้ทิศทาง, SETI ได้ปรับขึ้นแรงต่อเนื่องใน 1-2 วันที่ผ่านมา
และติดแนวต้าน 940±5 จุด อีกทั้ง นลท. ยังรอความชัดเจนในโครงการ 3G จึงอาจมีแรงขายทำ
กำไรออกมา ทำให้ SETI แกว่งตัวผันผวน/ปรับตัวขึ้นจำกัด (sideways/sideways up)
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังไม่นิ่ง มีการพลิกกลับไปกลับ
มาระหว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ยังคงแกว่งตัวผันผวนตาม Wall Street
ตลาดพันธบัตร: ดิ่งลงแรง ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.5547% [ความหมาย:
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล& 1048778;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุนประเมิน
แนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
& 9786; ค่าเงินดอลลาร์: ร่วงลงแรง ล่าสุด=79.806 จุด [ความหมาย: ดัชนีค่า US$& 1048778;=
แรงขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ยังกลัวความเสี่ยง น้ำมัน& 1048774;, BDI& 1048780;, ทองคำ& 1048778; [ความหมาย:
น้ำมัน+BDI=สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
โมเมนตัมดูแข็งแรง ไม่เสียหาย แต่ SETI ยังจ่อแนวต้าน 940±5 จุดอยู่
ถ้า “เคลียร์” ได้สำเร็จให้มองแนวต้านถัดไปที่ 980 จุด ในเชิงกลยุทธ์ เราให้เพิ่มความเข้มใน
การจำกัดความเสี่ยง โดยผู้เล่นระยะสั้นและกลางควรเลื่อนจุดหยุดขาดทุนขึ้นเป็น 930 และ 925
จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 1048675;=“ACCELERATION”) คือ BAY, BBL,
KBANK,PTT, RCL และมีหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 1048676;=“DECELERATION”) คือ AP,
SEAFCO
แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนไปปี 52 และ 1H53 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี
TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้
Holding Period Return
TRI 1H09 2H09 FY09 1H10
SET +37.4% +24.7% +71.3% +11.8%
SET50 +40.3% +22.7% +72.1% +7.9%
MAI +24.0% +13.6% +40.8% +17.6%
Source: Stock Exchange of Thailand
แต่คนส่วนใหญ่อยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” (fear=false
evidence about realities) หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่กลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการผลิต
ในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 21 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
& 9786; ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดย
เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
& 9786; ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดง
ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
& 9786; คาดว่าเม็ดเงินจะไหลมาเอเชีย เพราะ ไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและ
ยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
& 9786; เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 9129;”) และ
ช่วงกลาง (“& 8746;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 9133;”) ของรูปแบบตัว “U”
& 9786; การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
& 9786; รัฐบาลกำหนดบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” แล้ว ทำให้
โครงการที่หยุดชะงัก เริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
& 9786; ช่วงที่ผ่านมาตลาดมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูแข็งแกร่ง+รักษาโครง
สร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
& 9786; การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชีย
แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
& 9786; หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54”
แทน “เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
Investment Ideas
กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (NEUTRAL)
นโยบายยืดหยุ่นค่าเงินของจีน ส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และ
ฤดูพายุเฮอริเคนของสหรัฐใน 3Q53 ที่แม้รุนแรง แต่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าว
เม็กซิโก ทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในช่วง $70~80 ลดลงจากจุดสูงสุดที่ $85-87 เมื่อ
เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
กรณีโครงการมาบตาพุด ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตใน “11
โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน” เพียง 2 ใน 76 โครงการ (PTTCH+TPC) ส่งผลให้
โครงการส่วนใหญ่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปลาย 4Q53 เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมในสิ้น 1Q54
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม ENERG คือ 1) ความกังวลที่ว่าเศรษฐกิจ
อาจฟุบอีกครั้งมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นมากมาจาก
ตะวันออกกลางและจีน กดดันให้ spread ลดลง
มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ PTTAR (เป้าหมาย 31.- บาท), PTTEP (เป้าหมาย
180.- บาท),PTTCH (เป้าหมาย 120.- บาท), TOP (เป้าหมาย 52.- บาท)
กลุ่มธนาคาร (OVERWEIGHT)
สินเชื่อ 7M53 (7 ธนาคาร) +2.9%ytd โดย ก.ค.หดตัวเล็กน้อย -0.5%mom ถือว่า
ไม่ผิดปกติ
แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่
สินเชื่อยังโตต่อเนื่องระดับ 1.5x %& 916;GDP& 8776;9-10% เพราะ 1) รัฐบาลเร่งโครงการ
ไทยเข้มแข็ง, 2) ส่งออกเติบโตดีและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) ศาลปกครอง
ปลดล็อกโครงการต่างๆ ในมาบตาพุดที่ชะงักมา 8 เดือนแล้ว
NPL ไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4%
ตามลำดับ
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 131.- บาท), SCB (เป้าหมาย
125.50 บาท)
กลุ่มสื่อสาร (NEUTRAL)
แม้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยมีอัตราผู้ใช้บริการ >98%ของ
ประชากร
กรณี กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางได้สั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูลใบ
อนุญาต 3G ถูกเลื่อนออกไป
การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G ที่ขณะนี้มีการศึกษานั้น เป็นข่าวบวก เพราะต้นทุนถูก
ลงและอายุนานขึ้น โดย TRUE ได้ประโยชน์มากกว่า DTAC และ ADVANC
สำหรับประเด็นการขยายผลคำตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณนั้น เราคาดว่าต้องใช้เวลา
ตัดสินอีกนาน จึงจะได้ข้อสรุป โดยให้น้ำหนักได้ข้อยุติจบที่ศาลเป็นสำคัญ
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังคงชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 104.3 บาท) มากที่สุด
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (NEUTRAL)
ตัวเลข book to bill ratio ล่าสุด (ส.ค.53) ยังสูง >1x ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15
[ความหมาย: book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่÷ปริมาณสินค้าส่งมอบ=อุปสงค์÷อุปทาน]
SIA เผยตัวเลขยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ล่าสุด (ก.ค.53) เพิ่ม +1%mom ส่ง
ผลภาพรวม 7M53 ปรับตัวขึ้นกว่า +47%yoy แล้ว
ยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ 1H53 แข็งแกร่ง ส่งผล SIA คงเป้าเติบโตปี 53 ที่
+28%yoy
ตัวเลขส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า ส.ค.53 +2%yoy และ
+17%yoy สนับสนุนแนวโน้มคำสั่งซื้อกลุ่มนี้ที่ยังโตแข็งแกร่งใน 3Q53
แต่ค่าเงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยกดดันกำไร 2H53 อย่างไรก็ตาม เรา
ชอบ HANA (เป้าหมาย 36.80 บาท) และ DELTA (เป้าหมาย 31.90 บาท)
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (OVERWEIGHT)
รับเหมา: ผู้รับเหมารายใหญ่มีงานในมือรับรู้รายได้อีก 2~3 ปี โดยนโยบาย “ไทยเข้ม
แข็ง” ทำให้มีงานรถไฟฟ้าสายอื่นๆ อีก เราชอบ CK (เป้าหมาย 9.80 บาท) เพราะ 1) มี
backlog+งานใหม่รอเซ็น>3.3 หมื่นล้านบาท; 2) มีแนวโน้มได้งานในต่างประเทศกว่าหมื่นล้าน
บาท; 3) มีโอกาสชนะประมูลงานรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีประมูลอีกในช่วงปลายปี และ 4) โครงการ
เขื่อนไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท เซ็น MOU กับ กฟผ. แล้ว
ที่อยู่อาศัย: ยอดขายใน 3Q53 เริ่มฟื้นตัวจาก 1) การเมืองที่สงบทำให้ความเชื่อมั่นฟื้น
คืนมา; 2) เศรษฐกิจยังดีต่อเนื่อง; 3) มีการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จำนวนมาก เรายังชอบ
QH (เป้าหมาย 3.24 บาท) เพราะโตโดดเด่นจากคอนโดมิเนียม, AP (เป้าหมาย 8.20 บาท) ที่
กำไรปี 53 มีแนวโน้มจะดีกว่าที่คาด
นิคมอุตสาหกรรม: แม้ปัญหาการเมืองมีความรุนแรงในเดือน พ.ค.53 ทำให้ยอดขายที่
ดีใน 2Q53 ชะลอตัว แต่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวใน 2H53 เนื่องจาก 8M53 การลงทุนจากต่าง
ประเทศ +43% และเงินลงทุนโครงการขอ BOI +12% ประกอบกับลูกค้ากลุ่มยานยนต์มีโอกาส
ขยายกำลังการผลิตใน 1-2 ปีข้างหน้า ทำให้ยอดขายที่ดินปีนี้มีแนวโน้มสดใส เราชอบ AMATA
(เป้าหมาย 16.- บาท), TICON (เป้าหมาย 14.40 บาท)
กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (NEUTRAL)
วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศ ก.ค. 53 +3.5% เป็นบวก ติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 14 และคาดว่าความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีจากงานก่อสร้างฟื้นฟู
อาคารที่เสียหายจากเหตุจลาจล และโครงการก่อสร้างภาครัฐ เราชอบ TASCO (เป้าหมาย 70.-
บาท)
วัสดุตกแต่ง: แม้ว่าราคาวัสดุตกแต่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้จากการแข่ง
ขันที่สูงแต่คาดว่าในปี 53 จะมีความต้องการวัสดุในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก ตลาดต่างจังหวัด
เนื่องรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามราคาพืชผลการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของ
ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น
กลุ่มเหล็ก (NEUTRAL)
เหล็กแผ่น: ผลผลิตในประเทศ ก.ค. 53 +8.6%yoy กระเตื้องจากเดือนก่อนตามภาวะ
เหล็กที่ฟื้นตัว โดยราคาเหล็กโลกดีดขึ้นตามต้นทุนสินแร่ ในส่วนค่าบาทแข็ง ส่งผลบวกเล็กน้อย
โดยระยะสั้นการนำเข้าวัตถุดิบอาจถูกลง แต่ราคาขายเหล็กมีแนวโน้มลดลงด้วย เราชอบ TMT
(เป้าหมาย 6.30 บาท)
เหล็กเส้น: ปริมาณผลิต +16.8%yoy และปริมาณจำหน่าย ก.ค.+28%yoy เพราะ
ราคาเหล็กโลก ส.ค. เริ่มปรับตัวขึ้น ทำให้แรงซื้อของผู้บริโภคกลับมา หลังจากชะลอคำสั่งซื้อมา
2 เดือน แต่แนวโน้มราคาเหล็กอาจไม่ปรับตัวขึ้นแรงนัก และคาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากมีข่าวว่า
ราคาสินแร่เหล็กอาจลดลงใน 4Q53
กลุ่มยานยนต์ (NEUTRAL)
ส.ค.53 ยังโตสูงทุกด้าน: 1) ยอดขายในประเทศ +52%; 2) ส่งออก +80%; 3) ผล
ผลิต +68%
เหตุการณ์จลาจลไม่กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค+ส่งออก 8M53 ยังโตถึง +85.5%
ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ 8M53 โต +92% สอท. จะปรับเป้าหมายยอดผลิตรถเป็น 1.7 ล้านคัน
+70%
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง
2H53
โครงการ eco car เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราชอบ STANLY (เป้าหมาย
192 บาท)
กลุ่มพาณิชย์ (OVERWEIGHT)
ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ยังโตตามจำนวนสาขาและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
ไป
แม้รัฐบาลจะอนุมัติร่าง พรบ. ค้าปลีกฉบับใหม่แล้ว แต่เราคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีก
นานในการพิจารณาออกเป็น พรบ. เพราะปัจจุบันไม่มีความชัดเจนทั้งด้านข้อมูลและคำจำกัด
ความ
เศรษฐกิจ 1H53 ที่โตกว่า 10% ทำให้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งเตรียมปรับ GDP
ปี 53 ขึ้นอีก
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ส.ค.53 ฟื้นต่อกัน 4 เดือน เป็นบวกกับ BIGC กับ
MAKRO มากสุด เพราะมีอัตราเติบโตของยอดขายมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับ CCI สูงสุด
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ CPALL (เป้าหมาย 37.84 บาท) เพราะกระทบจากการ
เมืองจำกัด
กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)
ทางน้ำ: BDI ขึ้น >2,000 จุดตามคาด แต่ BDI อาจจำกัดแค่ 3,000 จุด เนื่องจากแม้
ความต้องการขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณเรือที่เข้าใหม่ปีนี้ยังกดดันตลาดโดยรวม สำหรับ
เรือเทกอง PSL (เป้าหมาย 23.- บาท) เพราะทำสัญญาค่าระวางเรือปีนี้แล้ว 92% ของกองเรือ,
เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือเก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 53-56) และมีนโยบายจะมีเรือ 60
ลำในอนาคต ทำให้มีโอกาสที่กำไรจะเติบโต ส่วนคอนเทนเนอร์ การเติบโตของปริมาณขนส่ง+ค่า
ระวางที่ปรับขึ้น ยังเป็นผลดีต่อ RCL (เป้าหมาย 17.- บาท)
ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 25 บาท) เพราะได้ผลดีจาก 1) อัตราดอกเบี้ยที่
อยู่ระดับต่ำ; 2) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ 23 มี.ค. 52 ทำให้มีการใช้
ทางด่วน BECL เพิ่มขึ้น; 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+การเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มี
การใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ปีหน้า BECL จะมีส่วนแบ่งรายได้ลดจาก 50% เหลือ 40%
ทางอากาศ: คาดกำไร 3Q53 ฟื้น เพราะการเมืองสงบทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา
ไทยมากขึ้นจากที่หดตัวช่วง เม.ย.-พ.ค. เราชอบ AOT (เป้าหมาย 52.- บาท) เพราะ 1) คดีที่มี
กับ King Power ยุติแล้ว กลับมารับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้ตามปกติ; 2) นักท่อง
เที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาหลังเหตุการณ์ทางการเมืองสงบ; 3) เริ่มเข้าสู่ high season ของ
ธุรกิจ
กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)
เม็ดเงินโฆษณา 7M53 ยังโตต่อเนื่อง +12.9%yoy เม็ดเงินผ่านสื่อขนาดใหญ่อย่าง
โทรทัศน์ยังเพิ่มขึ้น +16.7%yoy และสื่ออื่นๆ ก็กลับมาเติบโตกันถ้วนหน้า มีเพียงสื่อวิทยุและ
ป้ายโฆษณาที่ยังหดตัว -2.4% และ -6.7% ตามลำดับ
เรามีมุมมองที่ดีขึ้นเป็นลำดับเกี่ยวกับภาวะอุตสาหกรรมโฆษณาที่เติบโตดีขึ้นตาม
ภาวะเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผล
ให้เจ้าของสินค้าเริ่มมั่นใจในการเพิ่มงบโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะทำให้อุตสาหกรรม
โฆษณาทั้งปีโต 10-15% ได้ไม่ยาก
มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ MAJOR (เป้าหมาย 16.10 บาท)
กลุ่มเกษตร/อาหาร (UNDERWEIGHT)
ถูกกระทบจากการเมืองน้อย เพราะ 1) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต; 2) ราคา
สินค้าเกษตรปี 53 ทรงตัวสูงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อย; 3) การแข่งขันลด เพราะผู้ประกอบ
การบางรายประสบปัญหาการเงิน
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ส.ค.53 +14%yoy โดยยางพารา
+98%, ไก่แปรรูปและแช่แข็ง +17%, กุ้งแช่แข็งและแปรรูป +8% และอาหารทะเล +7%
ราคาเนื้อสัตว์เริ่มอ่อนตัวเมื่อเข้าฤดูฝน โดยหมู 58-59 บาท/กก., ไก่ 38-39 บาท/กก.
ในขณะที่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ก็ส่งผลราคาไข่ลดลงเหลือ 2.7 บาท/ฟอง
ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อกำไรออกใน 2H53
มองเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ GFPT (เป้าหมาย 11.- บาท)
กลุ่มบริการทางการแพทย์ (NEUTRAL)
รายได้ 3Q53 จะฟื้นตัว เพราะเข้าสู่ฤดูฝน ที่มีการระบาดของไข้หวัดและไข้เลือดออก
ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ
เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นและการเมืองไทยที่เริ่มนิ่ง ส่งผลลูกค้าต่างชาติกลับมาอีกครั้งใน
4Q53
คลังเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและคนในครอบครัวรักษาตัวใน รพ.เอกชน เริ่ม 1
ต.ค. 53
มองเชิงพื้นฐาน เราชอบ BGH (เป้าหมาย 40.- บาท) เพราะคาดกำไรปี 53 โตสูงสุดใน
กลุ่ม
Trader’s Digest
PTTCH (แนวรับ=126.5, แนวต้าน=136.-) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
ได้รับผลบวกจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE-วัตถุดิบแนฟทาปรับสูงขึ้นเป็น
$496/ตันในปัจจุบัน (+5%จากสัปดาห์ก่อน) และดีขึ้นมากจากระดับต่ำสุดที่ $380/ตัน เมื่อ
30/7/53
ปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย ส่งผลให้โรงงานผลิตเอทิลีนใหม่ ขนาด 1 ล้านตัน/ปี
สามารถผลิตได้เต็มที่ในต้นปี 54 หลังโรงแยกก๊าซที่ 6 ของ PTT จะเริ่มผลิตใน 4Q53 รวมถึง
โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกขั้นปลาย HDPE LLDPE & LDPE (ที่ใช้เอทิลีนเป็นวัตถุดิบ) ขนาด
3 4 และ 3 แสนตัน/ปี ตามลำดับ จะสามารถผลิตได้เต็มที่ด้วย (โดยโรงงาน LDPE จะเริ่มผลิต
ใน 4Q53)
กำไรปี 54 โดดเด่น จากกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นและเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่ โดยมี
กำไรอยู่ประมาณ 14,724 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 9.79 บาท (+54% จากปีนี้คาดไว้ที่ 6.36 บาท/
หุ้น)
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมาย 137 บาท (อิงจากราคาเฉลี่ยใน analyst
consensus)
STA (แนวรับ=21.9, แนวต้าน=23.3) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้คำสั่งซื้อ 3Q53 แข็งแกร่งใกล้ 2Q53 ที่
0.20-0.22 ล้านตัน นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคายางในปัจจุบัน ยังเป็นบวกต่อกำไร 4Q53
ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท เพราะมีการป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลก
เปลี่ยนไว้
ปัญหาสะดุดใน dual listing ไม่ส่งผลกระทบแผนลงทุน เพราะบริษัทยังมีวงเงินสินเชื่อ
เหลือ
บริษัทยังมุ่งมั่นเป็นผู้นำในการผลิตยางโลก ตั้งเป้ายอดขายใน 2 ปีหน้าทะลุ 1 ล้านตัน
ขณะที่บริษัทลูกยังสร้างกำไรที่ดีต่อเนื่อง คาดรับรู้กำไรจากธุรกิจถุงมือยางเฉลี่ย 650 ลบ./ปี
คาดกำไรสุทธิปี 53-54 ที่ 3,603 และ 3,695 ล้านบาท ซึ่งโตกว่า 68% และ 3%ตาม
ลำดับ
มี ROE ปี 53 และ 54 ถึง 34% และ 18% ตามลำดับ (สูงสุดในกลุ่ม) แต่ P/E แค่ 5-
6x แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 29.- บ. (อิง P/E 10x ปี 54)
TASCO (แนวรับ=69.75, แนวต้าน=74.-) & 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;& 1048720;
โครงการถนนไร้ฝุ่น บวกกับโรงกลั่นผลิตยางมะตอยมากขึ้นเพื่อส่งไปจีน ทำกำไรปี 53
โตกว่า 98%yoy ซึ่งกำไร 1H53 ทำได้ 67% จากที่เราประมาณไว้ หากเศรษฐกิจจีนยังโตดี ก็มี
โอกาสปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอีก
ได้แรงหนุนจากงบ FY54 ของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท 6.8 หมื่นล้านบาท
+45%yoy และ FY 54-64 มีโครงการถนนมอเตอร์เวย์ 10 สาย งบประมาณ 179,420 ลบ.
แนวโน้มปี 53-54 โตต่อเนื่องโดยโรงกลั่นใช้น้ำมันดิบหนักเพิ่มจาก 6.7 ล้านบาร์เรล
เป็น 7.2 ล้านบาร์เรล ทำให้มียางมะตอยส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น คาดกำไรปี 53 ที่ 983 ลบ. EPS
6.44 บ. และกำไรปี 54 ที่ 1,112 ลบ. EPS 7.29 บ.
P/E ปี 54 เพียง 10.8x แนะนำ “ซื้อ” โดยราคาเป้าหมาย 87.94 บ. (อิง analyst
consensus)
News & Views
MOBILE : “ศาลปกครองสูงสุด เห็นตามศาลปกครองชั้นต้นให้ กทช.ชะลอการประมูลไป
ก่อน” (ที่มา:Bisnews)
โดยให้เหตุผล “ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็ต้องอยู่บนพื้น
ฐานของความชอบด้วยกฎหมาย”
ความเห็น: (ณัฐพล 574)
แม้เกิดการเลื่อนประมูลใบอนุญาต 3G จะเกิดขึ้น แต่เราก็ประเมินราคาหุ้นในกลุ่มได้
ปรับตัวลงรับประเด็นดังกล่าวไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DTAC ที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน
PER ปี 53-54 เพียง 9 เท่า (ต่ำกว่า PE ของ SET ) ในขณะเดียวกัน การประมาณการผล
การดำเนินงานของเราก็ยังไม่รวมผลบวกจากการได้ใบอนุญาต 3G แต่อย่างใด ซึ่งกำไรสุทธิปี
53 ของทั้ง ADVANC และ DTAC ก็ยังโตได้กว่า 3%YoY และ 56%YoY ตามลำดับ อีกทั้ง
เรามองหากไม่ต้องลงทุน 3G ก็อาจทำให้มีโอกาสที่ทั้ง 2 บริษัทจ่ายปันผลได้เต็มที่มากขึ้น
เราคาด ADVANC มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มจากปกติที่ปีละ 6.3 บาทต่อหุ้นได้ (>7%)
ส่วนคาด DTAC คาดจ่ายปี 53 ถึง 2.2 บาทต่อหุ้น (~6%) ดังนั้น เราจึงเลือก “DTAC” เป็น
Top pick โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 55 บาท ส่วน ADVANC แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”
โดยใช้ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 104.3 บาทไปก่อน
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 23/09/10 เวลา 10:39:26
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น