Market Recap and Trend: คาด SET เคลื่อนไหว Sideways หลังปรับขึ้นแรง 2 วัน
ติดต่อกัน...ติดตามคำตัดสินศาลฯ กรณี 3G เช้านี้
SET ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 948.02 จุดในช่วงระหว่างวัน แต่ด้วยแรงขายทำ
กำไรในช่วงบ่าย ส่งผลให้ปิดตลาด SET ปรับสูงขึ้น 0.84% ที่ 945.00 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย
หนาแน่น 42,363 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่อง 4,244 ล้านบาท ขณะที่
เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้น เช้านี้อยู่ที่ 30.67 บาท/ดอลลาร์ฯ สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะ
เคลื่อนไหวในรูปแบบ Sideways หลังปรับสูงขึ้นแรง 2 วันติดต่อกัน โดยประเด็นที่ต้องติดตาม
วันนี้ ได้แก่ คำตัดสินศาลฯ กรณีการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในเวลา 9.00
น. ซึ่งในกรณีที่ศาลฯ พิจารณาให้สามารถดำเนินการประมูลต่อไปได้ จะเป็นผลดีกับหุ้นกลุ่มสื่อ
สารโดยตรง แต่ถ้าหากศาลฯ ตัดสินให้ระงับการประมูล เราแนะนำให้นักลงทุนรอซื้อ ADVANC
และ DTAC เมื่อราคาหุ้นปรับลดลง โดย ADVANC (มูลค่าพื้นฐาน 114 บาท) มีจุดเด่นด้านเงิน
ปันผล 6.3 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.9%/ปี และอาจจ่ายเงินปันผลพิเศษถ้าการ
ประมูล 3G มีความล่าช้าออกไป ขณะที DTAC (มูลค่าพื้นฐาน 46.5 บาท) คาดว่าจะมีผลการ
ดำเนินงาน 3Q53 เติบโตถึง 56% YoY ที่ 2.5 พันล้านบาท
Investment Strategy: เพิ่มพอร์ตกลับขึ้นมาที่ 80% แต่ต้องตั้งจุด Trailing Stop ไว้ด้วย
เนื่องจากตลาดหุ้นโลกมีความผันผวนสูง และเริ่มมีสัญญาณการพักฐาน
SET สามารถปรับสูงขึ้นยืนได้เหนือระดับ 940 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น
ประกอบกับคาดว่าเงินทุนจากต่างประเทศจะยังคงไหลเข้าประเทศไทย จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่
แข็งแกร่งและแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้เราแนะนำนักลงทุน “เพิ่มสัดส่วนหุ้นในพอร์ต
เป็น 80% จากเดิม 60%” โดยมองเป้าหมายการปรับขึ้นที่ 980 จุด และ 1,037 จุด ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรามองว่า SET จะมีความผันผวนมากขึ้นตามตลาดหุ้นโลกที่มีสัญญาณ
การพักฐานทางเทคนิค ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องตั้งจุด Trailing Stop ที่ 932 จุด เพื่อป้องกัน
ความเสี่ยงไว้ด้วย...สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจเข้าสะสม ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงินทั้งธนาคาร
ขนาดใหญ่ที่ได้รับผลดีจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี และสถาบันการเงินที่เน้นธุรกิจ Hire
Purchase ซึ่งได้รับผลดีจากยอดขายรถยนต์ที่ขยายตัวสูงในปีนี้ รวมไปถึงมีโอกาสที่ ธปท.อาจ
จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วอย่างที่กังวล ซึ่งจะส่งผลดีต่อ Net Interest Margin โดยเราให้
BBL, KBANK, KTB, KK และ TISCO เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม
Futures Strategy :
แนะนำถือสถานะ LONG สัญญา S50Z10 โดยมี Trailing Stop ที่ 648 จุด (ดูราย
ละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO:
เพิ่ม PTT, BBL และ KK เข้ามาอยู่ในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.4% สูงกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ -0.1% (Update วันที่ 20 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +0.4% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET
ที่มีอัตราผลตอบแทน -0.1% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 0.5% แต่
หากพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +238% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +32% อยู่ 156% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตรา
ผลตอบแทน 47% ดีกว่าผลตอบแทนของ SET ที่ 26% อยู่ 21% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
CPALL และ QH เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 4.0%
และ 3.1% ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม
เศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL
(จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งสง่ ผลดีต่อแนวโนม้ ผลการดำเนินงาน) QH (คาดว่า
ผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่) และ BANPU (มี
ประเด็นบวกจากการขายหุ้น ITMG และซื้อ Centennial Coal ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจถ่านหินใน
อนาคต) ขณะที่นำ ADVANC ออกจากพอร์ต เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการเปิดประมูล 3G ที่
ล่าช้าออกไป
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐลดลงสะท้อนความกังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง
0.20% เช่นเดียวกับดัชนี S&P 500 ที่ปิดลดลง 0.48% สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้น
ตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากก่อนหน้านี้สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติของสหรัฐ (NAHB) เวลส์
ฟาร์โก รายงานดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย เดือน ก.ย. ทรงตัวที่ 13 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17
เดือน สวนทางกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 14 จุด รวมถึงดัชนีแนวโน้มการซื้อ
บ้านในอีก 6 เดือนข้างหน้า ทรงตัวอยู่ที่ 18 จุด สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เช่นกัน
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ลดลง สะท้อนสต๊อกน้ำมันดิบที่สูงเกินคาด สัญญาน้ำมันดิบ
NYMEX เดือน ก.ย. ลดลง 0.26 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.71 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยเป็นผลจาก
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์
สิ้นสุดวันที่ 17 ก.ย. ได้เพิ่มขึ้น 970,000 บาร์เรล สู่ระดับ 358.34 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล รวมถึงสต็อกน้ำมันกลั่นที่เพิ่มขึ้น
347,000 บาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 300,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซิน
เพิ่มขึ้น 1.59 ล้านบาร์เรล แตะที่ระดับ 226.06 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าจะลดลง
100,000 บาร์เรล
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่คณะกรรมการเฟดยืนยันว่าเฟดมีความพร้อมที่จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ
(Quantitative Easing) หรือ QE ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงินผ่านการเข้าซื้อ
พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว
ส่งผลให้กับสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปรับลดลง 76 จุด ปิดที่ 2,486 จุด สิ้นสุดฤดูการเก็บสต็อกวัตถุดิบ
และสินค้าคงคลัง คาดว่าค่าระวางเรือจะมีทิศทางผันผวนไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยภาพค่าระวางเรือจะ
ถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยคาดกองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้นกว่า
27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หากไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA,
PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี
54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุกอง
เรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 23/09/10 เวลา 9:47:07
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น