วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.บัวหลวง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22/09/53

สรุปภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดปิดบวกขึ้นค่อนข้างมาก โดยสามารถปิดได้ในระดับ
สูงสุดของวัน แต่ยังไม่สามารถผ่านระดับ 940 จุดได้ ปริมาณการซื้อขายดีขึ้นกว่าเมื่อ
วาน ตลาดหุ้นได้รับผลดีจากดัชนีดาวโจนส์ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น นักลงทุนเริ่ม
คลายความกังวลจากประเด็น 3G แล้วโยกเงินลงทุนในกลุ่มอื่นๆแทนสิ้นวันนักลงทุน
ต่างชาติซื้อสุทธิ

แนวโน้มตลาด
นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลกับประเด็น 3G เราคาดว่าราคาหุ้นในกลุ่มสื่อ
สารจะทรงๆตัวจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น หรือรอคำตัดสินของศาลปกครองสูง
สุดในวันที่ 23 ก.ย. นอกจากนั้นการที่ค่าเงินบาทเริ่มนิ่ง และเริ่มมีความชัดเจนในแง่
ของนโยบายของแบงค์ชาติ ซึ่งน่าจะไม่มีผลต่อตลาดหุ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้
ตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง โดยรวมเรายังมองตลาดในแง่บวก และมองว่าช่วง
ที่ผ่านมาเป็นการพักฐานระยะสั้นเท่านั้น ประเด็นในช่วงถัดไปก็น่าจะเป็นเรื่องของผล
ประกอบการไตรมาสที่ 3 ช่วงนี้หุ้นในกลุ่มรับเหมา และนิคมฯเริ่มคึกคัดอีกครั้งรับการ
ประมูลงาน และผลประกอบการไตรมาสที่ 3
ปัจจัยตลาดวันนี้ เมื่อคืนหุ้นส่วนใหญ่ในสหรัฐปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่
ประธานเฟดแถลงนั้นมีผลในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นบ้านเรา เนื่องจากเฟดแถลงว่าพร้อม
ที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการอัดฉีดสภาพคล่อง ซึ่งนักลงทุนในสหรัฐ
ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะมีเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต ซึ่งเมื่อวานนี้ราคาพันธบัตรของสหรัฐ
ปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเก็งว่าเฟดจะเข้ามาซื้อพันธบัตรเพื่ออุดหนุนสภาพ
คล่อง ค่าเงินบาททรงตัว แต่เงินดอลลาร์อ่อนตัวลงค่อนข้างมาก ราคาทองคำทำจุดสูง
สุดใหม่เช้านี้ ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง เมื่อวานต่างชาติซื้อค่อนข้างมากวันนี้คาดดัชนีจะ
เดินหน้าต่อไป (คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1332-3)

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด
'สุเทพ' ให้ฝ่ายมั่นคงประเมินจะต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ หลังครบกำหนด 5
ต.ค.: นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวย
การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มอบหมายให้หน่วยงานความมั่นคงประเมิน
สถานการณ์ว่ามีความจำเป็นต้องต่ออายุการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การ
บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ 7 จังหวัด รวม กทม. ออกไปอีกหรือไม่
หลังจะครบกำหนดในวันที่ 5 ต.ค.นี้ โดย ศอฉ. จะสรุปข้อมูลทั้งหมดภายในวันที่ 4 ต.
ค.นี้ ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 ต.ค.
ธปท. ยังไม่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าตลาดบอนด์เร็วๆนี้ แต่พร้อมดูแล:
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เร็วๆ นี้ ธปท.
ยังไม่มีมาตรการเพื่อควบคุมเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย โดย
เชื่อว่ามาตรการที่มีอยู่ยังสามารถดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ แต่ 'หากมีความจำ
เป็น' ธปท. ก็พร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติม สำหรับการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกนั้น
มาตรการที่เตรียมจะออกมาหลังจากนี้เป็นได้ทั้งแนวทางที่จะสนับสนุนให้เงินทุนออก
ไปได้สะดวกขึ้น และเงินที่ไหลเข้ามา ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของ
การนำมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้จะไปลงทุนในต่างประเทศ มาตรการเหล่านี้
รวมถึงให้นิติบุคคลไทยลงทุนได้มากขึ้นในบริษัทในต่างประเทศและยังให้นิติบุคคล
และบุคคลธรรมดาที่อยู่ต่างประเทศ กู้ยืมเงินต่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ จะให้
เพิ่มวงเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ และยังให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาฝาก
เงินสกุลต่างประเทศไว้กับสถาบันการเงินในประเทศ โดยให้มียอดเงินคงค้างในบัญชี
ได้มากขึ้น ตลอดจนจะให้ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่ต้องนำส่งกลับประเทศเพิ่ม
ขึ้น
ตลท.-นายกฯ ร่วมโรดโชว์ที่สหรัฐ 23-24 ก.ย. เรียกความเชื่อมั่นต่าง
ประเทศ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์และ
วาณิชธนกิจ โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) จัดโรดโชว์ที่นครนิวยอร์ก เพื่อให้
ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ และการไปโรดโชว์ครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชา
ชีวะ นายกรัฐมนตรี จะร่วมเดินทางไปเสนอข้อมูลที่สหรัฐ ในวันที่ 23-24 ก.ย.นี้ เพื่อ
สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ
สถานการณ์ปัจจุบันด้วย โดย ตลท. ได้เตรียมเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ
ไทยและการลงทุนในตลาดทุนไทย พัฒนาการของ ตลท. และข้อมูลของบริษัทจด
ทะเบียน (บจ.) ที่มีศักยภาพและความแข็งแกร่ง รวมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่
ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศในการลงทุนในตลาดหลัก
ทรัพย์ไทย นอกจากนี้ ตลท. จะรับฟังความเห็นและมุมมองของผู้ลงทุนต่างประเทศ
เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการลงทุน เพื่อใช้
เป็นแนวทางในการพัฒนาตราสาร และบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ลง
ทุนต่างประเทศ
ผู้ว่า ธปท. คาดเอเชียจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก 10 ปีข้างหน้า เงินไหลเข้า
มากขึ้น: นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าเอเชีย
จะเป็นหัวรถจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในช่วง 10 ปีข้างหน้า เนื่อง
จากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักยังต้องแก้ปัญหาที่เป็นผลพวกจากวิกฤติการเงิน
โลก แนวโน้มดังกล่าวทำให้มีโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้าเอเชียมากขึ้นและผันผวนสูง
ขึ้น ซึ่งรวมถึงไทยที่มีเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นางธาริษา
ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ยังน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 7% แม้ชะลอลงบ้างใน
ครึ่งหลังของปี จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวสูงถึง 10.6% ขณะที่สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนิน
การในระยะต่อไปคือ 1) การเตรียมแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยจำเป็น
ต้องพัฒนากลไกติดตามการก่อตัวของความไม่สมดุลทางการเงิน และตระหนักถึง
ความเสี่ยงต่างๆ ให้ดีกว่าเดิม เพราะการพึ่งพาอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือเดียวในการ
ดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้น ไม่เพียงพอ โดยขณะนี้มีการพูดถึงนโยบาย
'Macroprudential' ส่วนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ผู้ดำเนินนโยบายต้องหาจุด
สมดุลที่เหมาะสม โดยด้านหนึ่งต้องดูแลไม่ให้ค่าเงินผันผวนมากเกินไปในระยะสั้น
จนเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่งก็ควรให้ค่าเงินยืดหยุ่นมาก
ขึ้น สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของ
โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่ต้องอาศัยการลงทุนมากขึ้น, 2) การยกระดับความ
สามารถในการแข่งขันของไทย เพราะจากรายงานล่าสุดของ World Economic
Forum ไทยถูกลดอันดับความสามารถทางการแข่งขันลงอย่างต่อเนื่อง 10 อันดับ
จากปี 49 โดยล่าสุดอยู่ที่อันดับ 38 ในปีนี้ จาก 36 ในปีก่อน หากไทยยังไม่ยกระดับ
ความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่ขณะนี้ ไทยจะติดกับดักของประเทศที่มีรายได้
ระดับกลาง หรือ Middle Income Country Trap ทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่ม
ประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียได้ และต้องเผชิญความท้าทายจากประเทศที่ค่าแรงยัง
ถูกกว่าและแย่งตลาดของไทย, 3) การปฏิรูประบบการเงิน เพื่อให้ทั้งสถาบันการเงิน
และตลาดทุนมีต้นทุนในระดับที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและปรับตัวได้เร็วเพื่อ
รองรับความผันผวนจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ และ 4) การ
ปฏิรูปทางการคลัง ซึ่งหมายรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ
การจัดเก็บ การขยายฐานภาษี และการเพิ่มภาษีชนิดใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มภาระแก่
ประชาชนในระยะสั้น โดยบางกลุ่ม อาจต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น หรือต้องเสียภาษี จาก
เดิมที่ไม่เคยเสีย แต่จะช่วยเพิ่มความเป็นธรรมในสังคมระยะยาว
รมว.พลังงาน ไม่เห็นด้วยกรณี PTT ประมูลซื้อคาร์ฟูร์ ชี้ไม่ใช่ธุรกิจหลัก: นาย
แพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ไม่เห็นด้วยในหลักการกรณีที่ PTT เข้าร่วม
ประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ เนื่องจากไม่ใช่ธุรกิจหลักที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน
และยังไม่ได้มีการรายงานเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ขณะที่แหล่งข่าว
ใกล้ชิดดีลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ของ PTT ยืนยันว่า PTT ยังคงเดินหน้าเข้าซื้อกิจการคาร์ฟู
ร์ต่อไป และในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือเรื่องงบประมาณรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง
กระทรวงการคลังได้ท้วงติงถึงบทบาทรัฐวิสาหกิจว่า ไม่ควรเข้าไปแข่งขันกับภาค
เอกชน ซึ่งตามหลักการก็เห็นด้วยกับกระทรวงการคลัง ขณะที่นายณอคุณ สิทธิพงศ์
รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานประธานคณะกรรมการ PTT กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้
บริหารเคยเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการรับทราบ ในการจัดทำแผนกลยุทธ์เท่า
นั้น โดยยังไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการเห็นชอบเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์อย่าง
เป็นทางการ ส่วนจะมีการถอนการเข้าร่วมประมูลหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบ
มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ในหลักการก็ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วม
ประมูล ทั้งนี้ PTT ยังคงเดินหน้าที่จะเข้าประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ต่อไป โดยขั้น
ตอนอยู่ระหว่างการเข้าประมูลรอบสอง ขณะที่ก่อนหน้านี้ว่า คาร์ฟูร์ กำหนดวันที่ 5 พ.
ย.สำหรับการให้บริษัทต่างๆ ยื่นราคาประมูลรอบ 2 เพื่อซื้อกิจการของคาร์ฟูร์ใน
สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย โดยการประมูล ในวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์
'โอบามา' ขู่ใช้เวที WTO ฟ้องจีนจงใจกดค่าหยวนต่ำเกินจริง: ประธานาธิบดี
บารัค โอบามาเปิดเผยว่าจีนยังไม่ดำเนินการเพียงพอในการปรับขึ้นค่าเงินหยวน โดย
เขาได้เพิ่มการใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวต่อนโยบายของจีน ขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ
ของสหรัฐกำลังพิจารณากฎหมายใหม่ในการลงโทษจีน อย่างไรก็ตาม กลุ่มอดีตเจ้า
หน้าที่ ครม. เตือนสภาคองเกรสว่าการดำเนินการกับจีนที่ไม่ปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่า
เร็วขึ้นนั้น อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามกับที่สหรัฐตั้งใจไว้ นอกจากนี้ สหรัฐจะยื่นเรื่อง
ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อดำเนินการมากขึ้นกับจีน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มี
ความชัดเจนว่าร่างกฎหมายต่างๆ ในสภาคองเกรสที่จะกดดันจีนด้านสกุลเงินหยวนนั้น
ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ของ WTO หรือไม่ ขณะเดียวกัน นายคริส ด็อดด์ ประธานคณะ
กรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภากล่าวว่า สภาคองเกรสจะไม่ผ่านร่างกฎหมาย
เกี่ยวกับการลงโทษจีนในปีนี้ แต่กล่าวว่าอาจเป็นไปได้สำหรับทำเนียบขาวและ
สมาชิกสภานิติบัญญัติที่จะตกลงเกี่ยวกับร่างกฏหมายพื้นฐานก่อนที่ ปธน.โอบามาจะ
เข้าร่วมประชุมสุดยอดกลุ่มจี-20 ที่กรุงโซลในเดือน พ.ย. ทั้งนี้ ปธน.โอบามาจะพบปะ
กับนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีนในการประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสห
ประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นิวยอร์คในสัปดาห์นี้
มาเลเซียประกาศแผนทุ่มงบลงทุน 4.44 แสนล้านดอลล์พัฒนาประเทศครั้ง
ใหญ่: มาเลเซียประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ด้วยการระดมเงินลงทุนจาก
ภาคเอกชนนับแสนล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า แผนดังกล่าวได้แก่ การสร้าง
ระบบขนส่งมวลชนใหม่เพื่อบรรเทาการจราจรที่คับคั่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึง
การสร้างคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ที่ติดกับสิงคโปร์เพื่อสร้างศูนย์การซื้อขาย
ผลิตภัณฑ์น้ำมันแห่งภูมิภาค หน่วยงานของรัฐบาลแห่งหนึ่งระบุถึงโครงการจำนวน
133 โครงการที่มีมูลค่าการลงทุน 4.44 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งการ
ลงทุน 60% จะมาจากภาคเอกชน 32% มาจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐและอีก 8% มา
จากรัฐบาล รัฐบาลมาเลเซียระบุว่า แผนการลงทุนนี้จะช่วยให้รายได้ประชาชาติต่อ
หัวเพิ่มขึ้น 2 เท่า และจะสร้างงานใหม่ 3.3 ล้านตำแหน่งภายในปี 2020 ทั้งนี้ ในช่วง
10 ปีที่ผ่านมา บริษัทเอกชนลงทุนเพียง 5.35 แสนล้านริงกิต (1.724 แสนล้าน
ดอลลาร์) และอัตราการลงทุนในภาคเอกชนของมาเลเซียคิดเป็น 10% ของจีดีพีซึ่ง
เป็นระดับต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งในมาเลเซีย
และต้องการลดการลงทุนดังกล่าวลงอย่างมาก ขณะที่ระบุว่าแผนการใหม่เป็นแผนที่
ปฏิบัติได้จริงโดยในปีที่แล้ว รัฐบาลได้ใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณมากที่สุดใน
รอบ 10 ปีเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซนต์ของจีดีพี แผนการนี้เกิดขึ้นขณะที่มาเลเซียกำลัง
พยายามกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศและภาคบริการ (ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel.
(662) 618-1336)



เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 22/09/10 เวลา 12:25:32

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น