Market Recap and Trend: SET มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามตลาดหุ้นโลกวานนี้ SET มีการ
Rebound สั้นๆ ในช่วงเปิดตลาด และเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ตลอดวัน
ปิดตลาด SET ปรับลดลง 0.06% ที่ 923.06 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ลดลงเหลือ
21,198 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 1,657 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้
คาดว่าจะปรับสูงขึ้นตามตลาดหุ้นโลก โดยมีแนวต้านที่ 930-935 จุด ดัชนีหุ้น Dow Jones ปรับ
สูงขึ้น 1.4% เมื่อคืนที่ผ่านมา และตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับสูงขึ้นเช้านี้ สำหรับตัวเลขส่งออก
เดือน ส.ค.ขยายตัว 23.9% ที่ US$16,452 ล้าน การนำเข้าขยายตัว 41.1% ที่ US$15,806
ล้าน ส่งผลให้ยอดดุลการค้าเกินดุล US$643 ล้าน ใกล้เคียงที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่
มาตรการควบคุมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ล่าสุด ธปท.คาดจะมีการออกมาตรการผ่อนคลาย
เงินทุนไหลออกในสัปดาห์นี้ ได้แก่ 1) การซื้ออสังหาฯ ในต่างประเทศไม่เกิน US$10 ล้าน/ปี 2)
การให้กู้ยืมแก่บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือไม่เกิน US$50 ล้าน/ปี 3) เพิ่มวงเงิน
ฝากเงินตราต่างประเทศที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศ 4) การลงทุนโดยตรง หรือการ
ใช้กู้ยืมแก่บริษัทแม่ในต่างประเทศ ไม่จำกัดวงเงิน ... สำหรับการประชุม FOMC คืนนี้คาดว่าจะ
คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0 - 0.25% เหมือนเดิม
Investment Strategy: แนะนำ Trading ตามการปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นโลก
แม้ว่า ธปท.จะพยายามควบคุมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยการออกมาตรการ
ผ่อนคลายเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตาม เรามองว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำได้เพียงแค่ชะลอการ
แข็งค่าของค่าเงินบาทได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น ตราบเท่าที่แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศยัง
แข็งแกร่ง และอัตราดอกเบี้ยในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเร็วกว่าสหรัฐฯ ทำให้เกิดส่วนต่าง
อัตราดอกเบี้ยระหว่างในและนอกประเทศกว้างขึ้น ประกอบกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน
ที่ขยายตัว 18.7% ในปี 54 ทำให้เราคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้ม SET ในระยะกลาง-ยาว
ขณะที่ระยะสั้นจำเป็นต้องระวังการพักฐานไปที่ระดับ 900 จุด และ 860 จุด เหมือนเดิม...
สำหรับกลยุทธ์วันนี้ แนะนำ Trading ตามการ Rebound ของตลาดหุ้นโลก โดยคงสัดส่วนหุ้น
ในพอร์ตที่ 60% เหมือนเดิม สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
• BANPU – ซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 760 บาท ล่าสุด FIRB ไม่ขัดข้องต่อการซื้อหุ้น
Centennial Coal ซึ่งนักวิเคราะห์มีแนวโน้มปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้น หลังจบกระบวนการ Tender
Offer วันที่ 27 ก.ย.นี้ ซึ่งจะมี Upside ส่วนเพิ่มอีก 50-80 บาท/หุ้น
Futures Strategy :
แนะนำ Trading ในกรอบ 630-640 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO :
เพิ่ม QH, MAKRO, BANPU, และ CPALL เข้ามาอยู่ในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.4% สูงกว่า
อัตราผลตอบแทน SET ที่ -0.1% (Update วันที่ 20 ก.ย. 53)
พอร์ตจำลองให้อัตราผลตอบแทน +0.4% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ SET ที่มี
อัตราผลตอบแทน -0.1% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 0.5% แต่หาก
พิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +238% ดีกว่าตลาดที่ให้อัตรา
ผลตอบแทน +32% อยู่ 156% นอกจากนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 53 พอร์ตจำลองมีอัตราผล
ตอบแทน 47% ดีกว่าผลตอบแทนของ SET ที่ 26% อยู่ 21% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา CPALL
และ QH เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูงสุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน 4.0% และ 3.1%
ตามลำดับ สำหรับสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำให้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่
STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) BBL (ได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม
เศรษฐกิจขยายตัวโดยตรง ผ่านการเติบโตทางด้านสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL
(จากการขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้น ซึ่งสง่ ผลดีต่อแนวโนม้ ผลการดำเนินงาน) QH (คาดว่า
ผลการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 จากการเปิดโครงการใหม่) และ BANPU (มี
ประเด็นบวกจากการขายหุ้น ITMG และซื้อ Centennial Coal ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจถ่านหินใน
อนาคต) ขณะที่นำ ADVANC ออกจากพอร์ต เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการเปิดประมูล 3G ที่
ล่าช้าออกไป
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 1.37% ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น
1.52% โดยนักลงทุนเข้ามาซื้อเก็งกำไร ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนวัน
อังคารที่ 21 ก.ย.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าในการประชุมครั้งนี้ เฟดจะยังคง
พยุงเม็ดเงินในพอร์ทฟอลิโอของเฟด หรือ System Open Market Account (SOMA) ให้อยู่
ที่ระดับ 2.054 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ตลาดการคาดการณ์ว่านอกเหนือจากการตรึงอัตรา
ดอกเบี้ยระยะสั้น (fed fund rate) ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% แล้ว เฟดจะเข้า
ซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้น
ตัวอย่างต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX เดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.20
ดอลลาร์ ปิดที่ 74.86 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรหลังจากตลาดหุ้น
นิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากตลาดคาดว่า
สต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล หลังจากบริษัทเอ็นบริดจ์ของแคนาดาปิดท่อส่งมัน
Line 6A ที่มีกำลังการส่ง 670,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโรงงานผลิตในแคนาดาไป
ยังโรงกลั่นในเขตมิดเวสต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงเนื่องจากการคาด
การณ์ที่ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงเดินหน้าใช้
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงิน ผ่านการ
เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ซึ่งการดำเนินการ
ดังกล่าวจะส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 48 จุดมาที่ 2,628 จุด สิ้นสุดฤดูการเก็บสต็อกวัตถุดิบ
และสินค้าคงคลัง คาดว่าค่าระวางเรือจะมีทิศทางผันผวนไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยภาพค่าระวางเรือจะ
ถูกกดดันโดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยคาดว่ากองเรือใหม่ ณ สิ้นปี 53 จะเพิ่มขึ้น
กว่า 27%YoY ที่ระดับ 607m DWT หากไม่มีการเลื่อนการส่งมอบ โดยผู้ประกอบการทั้ง TTA,
PSL และผู้เชียวชาญในอุตสาหกรรมคาดว่าดัชนีเดินเรือเทกองจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี
54 แต่เราเชื่อว่าค่าระวางเรือเฉลี่ยของทั้ง PSL และ TTA จะถึงจุดต่ำสุดก่อน เนื่องจากอายุ
กองเรือเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการขายเรือเก่า
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 21/09/10 เวลา 9:24:40
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น