กลยุทธ์การลงทุน
แม้ตลาดยังขาดปัจจุบันบวกใหม่ ๆ หนุน แต่วันนี้อาจได้รับแรงหนุน Sentiment เชิง
บวกจากตลาดต่างประเทศ กลยุทธ์การลงทุนยังแนะนำให้ถือหุ้น 30% โดยเน้นไปที่หุ้น
Domestic Plays KK, CK, ITD BTS, BMCL, SPALI, AP, LPN ขณะที่ให้สะสมหุ้น
Global Plays BANPU, PTTCH, TOP, PTTAR
เศรษฐกิจสหรัฐยังอ่อนแอ ผลักดันเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง
แม้ผลจากการรายงานของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ ระบุว่า
เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ระหว่างการฟื้นตัวภายหลังจากได้ผ่านพ้นภาวะถดถอย อันเป็นผลกระทบจาก
วิกฤติซับไพร์มในสหรัฐ ที่ก่อตัวในปี 2550 แล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐใน
ขณะนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่ พร้อมกับเชื่อว่าอัตราการว่างงานใน
สหรัฐ จะยังคงอยู่ในระดับสูงเกินกว่า 9% ต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า ก่อนจะกลับไปสู่ระดับก่อน
วิกฤติเศรษฐกิจในรอบที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐยังบ่งชี้ความ
อ่อนแอ เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้สร้างบ้าน เดือน ก.ย. ยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับเดือน ส.ค.
ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2552 (เป็นช่วงใกล้สิ้นสุดปัญหาซับไพร์ม) ด้วยเหตุนี้ทำให้นัก
เศรษฐศาสตร์ในสหรัฐ ต่างคาดหมายว่า Fed น่าจะยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายต่ำ ในการประชุม
ของ Fed วันอังคารนี้ พร้อมกับจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้
บริโภค อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายในสหรัฐอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.25% นับว่าเป็น
ระดับต่ำสุดของโลก เป็นรองเพียงประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ 0.1% ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐอยู่ใน
ระดับต่ำคือ 1.25% ส่วนญี่ปุ่น อยู่ในภาวะเงินฝืดคือ เงินเฟ้อติดลบ 0.9% ตรงกันข้ามกับ
เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วบางแห่ง เช่น ประเทศออสเตรเลีย เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวก่อน
สหรัฐ และยุโรป ยังทำให้ธนาคารกลางฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบ หลังจากที่ปรับขึ้น
มาแล้ว 6 ครั้ง นับตั้งแต่ปลายปี 2552 รวม 1.5% อยู่ที่ 4.5% เนื่องจากธนาคารกลาง
ออสเตรเลีย ยังให้ความสำคัญกับนโยบายการเงินที่เข้มงวด เพื่อควบคุมระดับราคาสินค้าไม่ให้สูง
เกินไป โดยล่าสุดเงินเฟ้อในออสเตรเลีย อยู่ที่ 3.1% โดยสรุป ส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าสูงถึง
15% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (แต่อ่อนค่าราว 9% เมื่อเทียบกับยูโร) ในช่วงเวลา
กว่า 3 เดือนที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐน่าจะอ่อนค่าต่อไปในช่วงที่เหลือของปีนี้
จนกว่าจะเห็นดัชนีเศรษฐกิจที่บ่งชี้การฟื้นตัวที่ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
Fund Flow ยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นและตราสารหนี้ หนุนเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
แม้เชื่อว่าเดือน ก.ย. จะเป็นเดือนหนึ่งของทุกปีที่ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย
มากที่สุด แต่เดือน ก.ย. นี้กลับมีปัญหาและอุปสรรคมากมายตั้งแต่มีการข่าวลือว่า ธปท. จะออก
มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าเหมือนที่เคยใช้ในปี 2549 และล่าสุด กทช. ถูก CAT และ
TOT ยื่นฟ้องว่าไม่มีอำนาจการออกใบอนุญาต 3G ทั้ง ๆ ที่ กทช. ได้เตรียมตัวมานาน พร้อมเดิน
หน้าตามกติกา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างแรงกดดันต่อตลาด ทำให้นักลงทุนต่างชาติซื้อและสลับ
ขาย อย่างไรก็ตาม วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้กลับมาซื้อตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง แต่เป็นไปในลักษณะ
เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านบาท กล่าวคือ วานนี้นักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอ
เซียเกือบทุกแห่ง (เฉพาะที่รายงาน 6 ประเทศ) มูลค่าราว 406 ล้านเหรียญฯ และเพิ่มขึ้นจากที่
ซื้อสุทธิ 350 ล้านเหรียญฯ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยยอดซื้อสุทธิวานนี้ นำโดยตลาดหุ้นไต้หวันที่ซื้อ
สุทธิสูงถึง 182 ล้านเหรียญฯ รองลงมาเป็นตลาดเกาหลีใต้ที่ซื้อเข้ามา 117 ล้านเหรียญฯ ตามมา
ด้วยตลาดหุ้นไทย 54 ล้านเหรียญฯ ฟิลิปปินส์ 44 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซีย 7.4 ล้านเหรียญฯ และ
เวียดนาม 1.56 ล้านเหรียญฯ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเซียยังคงแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย
อีกเล็กน้อยราว 0.05% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินบาทยังคงทรงตัวใกล้ระดับแข็งค่าสุดใน
รอบ 13 ปี ที่ 30.73 บาทต่อเหรียญฯ เนื่องจาก Fund Flow ยังคงไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้
เป็นหลัก โดยวานนี้มียอดซื้อสุทธิเข้ามาอีก 3.32 พันล้านบาท ทำให้ยอดซื้อสุทธิในตลาดตราสาร
หนี้ จากต้นปีจนปัจจุบันสูงกว่า 1.7 แสนล้านบาท ขณะที่มียอดซื้อสุทธิของนักลงทุนในตลาดหุ้น
ไทย จากต้นปีถึงปัจจุบัน 1.93 หมื่นล้านบาท
ราคาน้ำมันดิบดูไบยังยืนเหนือ 75 เหรียญฯ สะท้อนหุ้นน้ำมันผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว
จากการสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าในสัปดาห์ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของ
สหรัฐฯ (EIA) จะรายงานสต็อกน้ำมันโดยรวมในสหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลงจากสัปดาห์
ก่อนหน้า โดยคาดว่าสต๊อกน้ำมันดิบจะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล (เทียบกับที่ลดลง 2.49 ล้าน
บาร์เรล สัปดาห์ก่อนหน้า) ตรงข้าม กลับคาดว่า สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่ม 3 แสนบาร์เรล (เทียบ
กับที่ลดลง 3.4 แสนบาร์เรล ในสัปดาห์ก่อนหน้า) โดยคาดว่าสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปประเภทอื่นๆ
เช่น น้ำมันเบนซิน จะลดลง 1 แสนบาร์เรล โดยหากสต็อกน้ำมันที่จะประกาศในปลายสัปดาห์นี้ลด
ลงตามที่รอยเตอร์สำรวจ คาดว่าน่าจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นจาก
ที่ทรงตัวตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจากต้นปีจน
ถึงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 75.9 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งยังถือว่าดีกว่าสมมติฐานของ ASP ที่คาด
ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2553 และ 2554 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯ และ 80 เหรียญฯ ตาม
ลำดับ ขณะที่ราคาถ่านหินในตลาดล่วงหน้าเริ่มทรงตัว หลังจากที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ในช่วง 4
สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยจึงยังแนะนำให้สะสมหุ้น BANPU เมื่อราคาอ่อนตัวลง
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 21/09/10 เวลา 9:27:02
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น