วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ทรีนีตี้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 20/09/53

บล.ทรีนีตี้ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 20/09/53

ล้ม 3 จี - ความล้มเหลวของประเทศ
สัปดาห์นี้แม้จะมีเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้นต่อเนื่อง แต่ความกังวลเรื่อง 1. 3 จี ไร้
ทิศทาง 2.ค่าเงินบาทแข็งค่าสร้างผลกระทบ 3.การเมืองที่ยังน่าวิตกทั้งภายใน (เสื้อแดง) และ
ต่างประเทศ (กรณีซาอุดิอาระเบีย) อาจทำให้ตลาดเริ่มสร้างขาลงช่วงสั้นได้ เรามองแนวรับของ
สัปดาห์นี้ราว 911 จุด แนวต้านยังมอง 932 กับ 944 จุด
กรอบวันนี้ แนวรับ 915 แนวต้าน 932

ปัจจัยวันนี้
( - ) ICT& 3 จี: ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่งต่อคำร้องอุธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้น
วันที่ 23 ก.ย.53 เวลา 9.00 น. ว่าจะยกเลิกคำสั่งหรือยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น หาก
เกิดการเลื่อนประมูล 3 จี ครั้งนี้ออกไป จะเป็นการดับฝันการเดินหน้าพัฒนาโทรคมนาคมใน
ระบบ 3 จี ของประเทศไทย ให้ทันประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและลาว เปอร์เซ็นต์ความคาด
หวังทางด้านศาลที่จะหักล้างคำสั่งศาลปกครองกลาง เราคาดว่ามีเพียง 10% เท่านั้น มีอีกทางที่
อาจจะพอเดินได้ ซึ่งก็มีเปอร์เซ็นต์ความคาดหวังต่ำเช่นกันก็คือ ให้หน่วยงานรัฐที่ยื่นฟ้องศาล
ออกมาถอนฟ้อง การเดินในวันนี้ไม่ว่าจะออกทางใดก็ตาม ก็คงต้องเลื่อนการประมูลใบอนุญาต 3
จี ออกไปจากกำหนดการวันนี้ และยิ่งหากทิ้งไว้ออกไป คาดว่าผู้ประกอบการจากต่างประเทศยิ่งจะ
เริ่มเบื่อหน่าย ไม่สนใจเข้ามาสร้างระบบโทรคมนาคมในประเทศ หากมีความไม่ลงตัวทางด้าน
กฎหมาย และการประสานงานของหน่วยงานราชการในประเทศไทย ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับความ
เสียหาย เพราะหากท้ายสุดมีผู้ประมูลเพียง 2 ราย ในอนาคตข้างหน้าคาดว่าอาจเกิดการฮั้วกัน
กำหนดค่าบริการที่ไม่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ ค่าบริการอาจจะแพงกว่าในต่างประเทศอย่าง
มาก
( + ) STA เป้าหมาย 26.50 บาท คาดว่าช่วงวัฏจักรของ STA ยังเป็น Growth
Stage ตามอุตสาหกรรมยางรถยนต์ เพียงแต่ระยะสั้นอาจมีการออกมาตรการสกัดกั้นราคาขึ้น
ของยางพารา โดยมีกฎหมายบังคับกับผู้ส่งออกยาง คือหากราคายางต่ำกว่า 100 บาท จะถูกเก็บ
ภาษีส่งออกปกติคือ 1.60 บาท ต่อ กก.แต่หากราคาเกิน 100 บาท จะถูกเก็บภาษี 5 บาท ต่อ
กก. เป็นผลลบต่อสต๊อกในระยะสั้นของผู้ประกอบการ เนื่องจากราคายางคงถูกกดลง แต่ผลดีจะ
เกิดในระยะยาว เพราะทำให้ราคายางลดความผันผวนลง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องใช้
Working Capital สูงในการเข้าซื้อยางพารา
( 0 ) ค่าเงินบาท: รมต. คลัง ออกมาระบุว่ากำลังพิจารณา 3 ใน 5 มาตรการดูแลค่า
เงินบาทที่ ธปท. เสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดย 3 มาตรการดังกล่าว เน้นให้นักลงทุน
นำเงินออกนอกประเทศ โดย 1. ขยายวงเงินลุงในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ 2. ขยายวงเงิน
การฝากเงินในสกุลต่างประเทศ 3. ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่ต้องนำส่งกลับประเทศ อย่าง
ไรก็ตามเราเชื่อว่ามาตรการดังกล่าว ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาทมากนัก เรายังคง
มองทิศทางค่าเงินบาทในทางแข็งค่าในระยะกลาง มองค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปที่ 30.5 บาท/
เหรียญฯในปี 2553 และ 29.0 บาท/เหรียญฯ ในปี 2554
( + ) ยานยนต์: ยอดผลิตรถยนต์ 8 เดือนแรกทะลุ 1 ล้านคัน ยอดผลิตรถยนต์ในเดือน
ส.ค. ที่ 141,043 คัน เพิ่มขึ้น 67.57% ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่
1.055 คัน เพิ่มขึ้น 92.58% YoY คาดยอดผลิตรถยนต์ในปีนี้ที่ 1.65 ล้านคัน แนะนำซื้อ AH
(เป้าหมาย 20 บาท) และ SAT (เป้าหมาย 28 บาท)
( - ) ค่าเงินบาทแข็ง: แท้จริงเราเชื่อว่ากลุ่มเดินเรือ และการบินได้รับผลกระทบ
มากกว่ากลุ่มส่งออก โดยเราคาดว่าสินทรัพย์ของเรือ และเครื่องบินที่ส่วนใหญ่ถูกตีมูลค่าเป็นเงิน
เหรียญสหรัฐฯ บาทแข็งทำให้เกิดการตีมูลค่าลดลง เราจึงแนะนำให้ขายทำกำไรในหุ้น TTA,
PSL, RCL และ THAI ไปก่อน



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/09/10 เวลา 10:14:54

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น