กลยุทธ์การลงทุน
เงินบาทเริ่มทรงตัวถึงอ่อนค่า หลัง Fund Flow เริ่มไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ แม้
ยังคงอยู่ในตลาดหุ้น ขณะที่การประมูล 3G ถูกเลื่อนออกไป อาจจะกดดันตลาด ให้ลดน้ำหนักหุ้น
สื่อสาร มาเข้าหุ้น Domestic Plays KH, KK, CK, ITD BTS, BMCL, SPALI, AP, LPN
ขณะที่ให้สะสมหุ้น Global Plays BANPU, PTTCH, TOP, PTTAR
อินเดียขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่าคาด เพื่อกันเงินเฟ้อ แต่ค่าเงินรูปีย์ ทรงตัวเพราะขาดดุลการค้าต่อ
เนื่อง
วานนี้ ที่ประชุมของธนาคารกลางอินเดีย ได้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Reverse
repurchase rate อีก 0.5% เป็น 5% สูงกว่าตลาดคาด ว่าจะขึ้นเพียง 0.25% ซึ่งถือว่าเป็น
การขึ้นครั้งที่ 4 รวม 1.75% ซึ่งคาดว่าเพราะต้องการสกัดกั้นเงินเฟ้อที่ขณะนี้สูงมากถึง 11%
นับว่าสูงสุดในภูมิภาคเอเซีย (ตามมาด้วยเวียดนาม 8.18% และอินโดนีเซีย 6.44%) แต่เป็นที่
สังเกตว่าในภาวะที่ค่าเงินเอเซีย ส่วนใหญ่แข็งค่าจากต้นปีถึงปัจจุบันเฉลี่ยราว 3.5% แต่ค่าเงินรู
ปีย์กลับมีทิศทางทรงตัว โดยแข้งค่าขึ้นเพียง 0.33% ในช่วงเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ยังมี Fund Flow
เข้าซื้อหุ้นต่อเนื่องตลอดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันสูงถึง 1.46 แสนล้านเหรียญฯ ทั้งนี้คาดว่าน่าจะ
เป็นผลจากการที่ประเทศอินเดียประสบภาวะขาดดุลการค้าต่อเนื่อง และจากการติดตามการ
เคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอินเดีย ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น พบว่าดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง และ
under-perform ตลาดหุ้นเอเซียมาตลอดในช่วง 7-8 เดือนแรกของปีนี้ เช่นเดียวกับหลาย
ประเทศที่ขึ้นดอกเบี้ยแล้วตลาดหุ้นติดลบ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงจีน แต่อย่างไรก็
ตามในช่วง 2 สัปดาห์หลัง หรือนับตั้งแต่เดือน ก.ย. เป็นต้นมา พบว่าตลาดหุ้นอินเดีย กลับมา
outperform ตลาดในภูมิภาคอีกครั้ง คาดว่ายังคงเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายเม็ดของต่างชาติ จาก
ตลาดที่ out-perform (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย) ไปยังตลาด under-perform โดย
เฉพาะอินเดีย ซึ่งคาดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายของเศรษฐกิจราว 8% ในงวด 2H53
เติบโตลำดับ 2 รองจากจีน
เงินไหลจากตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 2 หนุนเงินบาทหยุดแข็งค่า
สัปดาห์นี้พบว่า เงินบาทเริ่มอ่อนตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังจากที่เงิน
บาทปรับตัวแข็งค่าสูงสุด 8% นับจากต้นปีจนปัจจุบัน และแข็งค่าสุดในรอบ 13 ปี โดยล่าสุดอยู่ที่
30.9 บาทต่อเหรียญฯ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากที่เริ่มมี Fund Flow ไหลออกจาก
ตลาดตราสารหนี้ โดยวานนี้ต่างชาติขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 487 ล้านบาท โดยขายติดต่อ
เป็นวันที่ 2 หลังจากที่ขายสุทธิ 1,358 ล้านบาท เมื่อวานนี้ แต่พบว่ายอดซื้อสุทธิในตลาดตราสาร
หนี้ยังคงสูงถึง 1.64 แสนล้านบาท จากต้นปีจนปัจจุบัน (YTD) ตรงข้ามกับที่ยังคงมี Fund
Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย แม้จะมีการขายสุทธิออกไปบ้างใน 2 วันก่อนหน้า โดยรวมแล้วต่าง
ชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 1.87 หมื่นล้านบาท จากต้นปีจนปัจจุบัน ทั้งนี้คาดว่านักลงทุนคลายความ
กังวลหลัง ธปท. ปฏิเสธต่อกระแสข่าวที่สะพัดในตลาดหุ้นกว่า 1 สัปดาห์ว่า ธปท. จะออกมาตรการ
สกัดกั้น Fund Flow ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ASP ที่เชื่อว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็น
ไปตามปัจจัยพื้นฐานของประเทศ (ภาวะการเกินดุลการค้า และดุลบริการ และยังมีเงินทุนไหลเข้า
ผ่านการกู้ยืมของรัฐ สถาบันการเงินส่วนใหญ่คือ ธ.พ. รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
และการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน) และสอดคล้องกับในภูมิภาคเอเซีย ซึ่งในที่สุดเชื่อว่า
ปัญหาเงินบาทแข็งค่า จะค่อย ๆ ลดน้อยลงในงวด 4Q53 หลังจากผ่านพ้นฤดูกาลส่งออก เช่น
เดียวกับ Fund Flow จะไหลออกในช่วงดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ตามสถิติในอดีตพบว่า Fund
Flow มักจะไหลออกตลาดเอเซียนับจากเดือน ต.ค. เป็นต้นไป อันเป็นผลของฤดูกาล ดังนั้นความ
หวังจะเห็นดัชนี 999 จุด โดยคาดหวัง Fund Flow หนุนดัชนี ยังสามารถลุ้นกันต่อไปในช่วง 2
สัปดาห์ที่เหลือของเดือนนี้
ลดน้ำหนักหุ้นสื่อสาร เป็นน้อยกว่าตลาด ประมูล 3G ชะงัก ผิดความคาดหมาย
วานนี้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในกรณีที่ บมจ. กสท. โทรคมนาคม
(กสท.) เป็นโจทก์ยื่นร้องต่อศาลฯ ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ระงับ
การเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เนื่องจากเห็นว่า กทช. ชุดปัจจุบัน ไม่มี
อำนาจในการออกประกาศหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต 3G ตาม พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่ ปี
2543 ที่ประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
อย่างไรก็ตามทาง กทช. ก็เตรียมจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฯ ในวันนี้ ซึ่งเชื่อว่าขบวนการในชั้นศาลกว่า
จะมีคำสั่งตัดสิน น่าจะใช้เวลานานเป็นเดือน จะส่งผลให้การประมูล 3G ต้องล่าช้าออกไปอีก จาก
เดิมที่คาดว่าจะเริ่มประมูลในวันที่ 20 ก.ย. และแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ความล่าช้าดังกล่าวจะ
ส่งผลกระทบต่อประมาณการ และการคำนวณ Fair Value ที่ฝ่ายวิจัยได้คำนึงถึงการให้บริการ
3G ในงวด 6 เดือนหลังของปี 2554 แต่อย่างไรก็ตามในวันพุธที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยได้มีการปรับลด
น้ำหนักการลงทุนหุ้นสื่อสาร จากเดิม มากกว่าตลาด เป็น เท่ากับตลาด ล่วงหน้าไปแล้ว เพราะ
ความกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ในเบื้องต้นหากกลับมาใช้มูลค่าพื้นฐานเดิม โดยคำนึง
ถึงเฉพาะธุรกิจ 2G เท่านั้น (โดยตัดมูลค่าหุ้นในส่วนของ 3G ออกไปจาก Fair Value เดิม) พบ
ว่า Fair Value ของ ADVANC, DTAC จะอยู่ที่ 99.7 บาท และ 48.8 บาท ยังมี upside
2% และ 7% ตามลำดับ จึงปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ ทั้ง 2 บริษัท ขณะที่ Fair Value
ของ TRUE จะอยู่ที่ 2.64 หรือมีความเสี่ยงต่อการปรับลงราว 61% จากราคาตลาด ฝ่ายวิจัยปรับ
ลดคำแนะนำจากถือ เป็นขาย ทั้งนี้ผลกระทบจากความล่าช้าในการออกใบอนุญาต 3G มิได้
กระทบเฉพาะต่อหุ้นสื่อสารเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ธ.พ. ด้วย แม้ยัง
มิได้รวมธุรกิจ 3G ไว้ในประมาณการปี 2553 และ 2554 แต่การประมูล 3G ที่ชะงักนี้ ทำให้
โอกาสการขยายธุรกิจของ ธ.พ. ที่คาดว่าจะทำให้มีความต้องการวงเงินสินเชื่อ 1.25 แสนล้าน
บาทในปี 3 ข้างหน้า (2553-2556) ต้องชะลอออกไปด้วย
ลดน้ำหนักหุ้นรถยนต์ เป็นเท่ากับตลาด ยอดผลิตรถยนต์ยังเติบโต แต่ไม่ตื่นเต้น
นักวิเคราะห์กลุ่มรถยนต์ของ ASP ได้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นรถยนต์จากเดิม
มากกว่าตลาด เป็น เท่ากับตลาด เพราะเชื่อว่าการขยายตัวของยอดผลิตรถยนต์ในประเทศได้
ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และหลังจากนี้จะเริ่มเติบโตในอัตราชะลอตัวลง สะท้อนจากในงวด 8 เดือน
แรกของปีนี้ ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศ 1 ล้านคัน เติบโตสูงมากถึง 92.58% จากงวดเดียวกัน
ของปี 2552 ขณะที่ในงวด 4 เดือนหลังของปีนี้ คาดว่ายอดผลิตจะทรงตัวที่ประมาณ 1.3-1.4
แสนคันต่อเดือน หรือจะเติบโตเฉลี่ย 20-40% จากระยะเดียวกันของปี 2552 โดยรวมทั้งปี
2553 ยอดผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 1.6 ล้านคัน หรือเติบโตราว 60% (หรือ 1 ล้านคัน ในปี 2552)
โดยในปี 2554 คาดว่ายอดผลิตจะอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน หรือ เติบโตเพียง 6% ซึ่งทำให้หุ้นกลุ่มรถ
ยนต์หมดความตื่นเต้น แต่อย่างไรก็ตามในหุ้นรายตัว ที่ ASP ยังคงชื่นชอบ เพราะอัตราการเติบ
โตของกำไรยังดี และยังมี upside จาก Fair Value ปี 2553 ราว 30% ได้แก่ SAT, IRC
และ STANLY
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 17/09/10 เวลา 9:45:02
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น