Market Highlight
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวกและลบคละกัน โดยตลาดหุ้นโลกยังไร้ทิศทาง ค่า
เงินบาทก็เริ่มอ่อนตัว ขณะที่ SETI ยังไม่สามารถเคลียร์แนวต้าน 930 จุดได้ เราคาดว่า SETI
มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนออกทางด้านข้าง (sideways) ต่ออีกระยะหนึ่ง
แม้โมเมนตัมระยะสั้น ยังไม่เสียหาย แต่ SETI ก็ยังติดแนวต้าน 930 จุด ในช่วงนี้
หากจะคิดเข้าลงทุนช่วงนี้ ก็ต้องเลือกเล่นหุ้นเล็ก เพราะหุ้นใหญ่และ SETI อาจมีการคืบคลานขึ้น
อย่างเชื่องช้า (tortoise rally) ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำผู้เล่นระยะสั้นและกลางตั้งจุดหยุดขาด
ทุนไว้ที่ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ
หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 61569;=ACCELERATION) คือ AP, GSTEEL, SSI, TMT,
TASCO ส่วนหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=DECELERATION) คือ KBANK,
SCB
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): JAS (1.33/1.58), STA (20.1/23.-), TASCO
(67.75/74.-) *
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
วันนี้ :
FANCY XD @ 0.15 บาท, TVO XD @ 0.60 บาท
NEP-W1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
คาดการณ์สัปดาห์หน้ามีหุ้นเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance ตามเกณฑ์
ตลท.คือ TRC --ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List
พรุ่งนี้ :
-
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
16 ก.ย.53 : กระทรวงพาณิชย์ นัดถกบาทแข็งร่วมกับผู้เกี่ยวข้องด้านการเงิน การ
ธนาคาร ผู้แทนจากหอการค้าไทย ส.อ.ท. และ เชิญทูตพาณิชย์ 76 ประเทศ เข้าร่วมรับฟัง
19 ก.ย.53 : ครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร กลุ่มเสื้อแดงนัดจัดกิจกรรมที่ราชประสงค์
20 ก.ย.53 : Respect for the Aged Day (ญี่ปุ่น)
20-28 ก.ย.53 : ประมูลใบอนุญาต 3G
21 ก.ย.53 : สหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
21-23 ก.ย.53 : Chusok, Full moon festival (เกาหลี)
22 ก.ย.53 : Mid-Autumn Festival (ใต้หวัน)
22-24 ก.ย.53 : Mid-Autumn Festival (จีน)
23 ก.ย.53 : Autumn Equinox (ญี่ปุ่น)
23 ก.ย.53 : The day following Chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
24 ก.ย.53 : นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ณ นคร
นิวยอร์ก พร้อมนัดหารือทวิภาคีกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ เป็นอีกวันหนึ่งที่ตลาดมีความผันผวนสูง หลังดิ่ง -18.93 จุด (-2.06%)ช่วง
เช้า แต่ดีดกลับแรงในช่วงบ่าย โดย SETI -0.29 จุด (-0.04%)ปิดที่ 921.10 จุด มูลค่าซื้อขาย
41,253 ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,572.73 จุด (+0.4%), S&P 1,125.07 จุด (+0.4%),
NASDAQ 2,301.32 จุด (+0.5%), Nikkei 9,533.40 จุด (+0.2%), AOI 4,685.7 จุด
(-0.4%), KOSPI 1,817.42 จุด (-0.4%)
กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ รายย่อยซื้อสุทธิ +3,694 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติ, สถาบันและ
บล. ขายสุทธิ -267, -3,315 และ -113 ล้านบาท ตามลำดับ
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $76.02 (-1.0%), BDI 2,840 จุด (-3.4%),
GRM $3.43 (-8.5%), ทองคำ $1,267.55 (-0.1%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
ค่าเงินบาท: ฿ อ่อนตัวตาม ¥ หลัง BOJ เข้าแทรกแซง โดยซื้อขายที่ 30.82-30.92
บาท/ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: ธปท.ปฏิเสธไม่ใช้ “ยาแรง” คุมเงินบาท+ศาลปกครองยังไม่ชี้ขาดหลังไต่สวน
คดี กสท. ยื่นฟ้อง กทช. ล้มประมูล 3G
การเมือง: ภูมิใจไทยยืนยันผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมการชุมนุมทางการเมือง
เทคนิค: โมเมนตัมระยะสั้นดูอ่อน แต่จะถือว่ายังเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI& 61619;920 จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังมีทั้งบวกและลบคละกัน โดยตลาดหุ้นโลกไร้ทิศทาง ค่าเงิน
บาทก็เริ่มอ่อนตัว ขณะที่ SETI ไม่สามารถเคลียร์แนวต้าน 930 จุดได้ เราคาดว่า SETI มีแนว
โน้มแกว่งตัวผันผวนออกทางด้านข้าง (sideways) ต่ออีกระยะหนึ่ง
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดไม่นิ่ง มีการพลิกระหว่าง “กลัว”
กับ “กล้า” อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวแคบๆ ตาม Wall Street
ตลาดพันธบัตร: แกว่งตัวขึ้นใหม่ ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.7225% [ความ
หมาย: อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล& 61668;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุนประเมิน
แนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
ค่าเงินดอลลาร์: ยังดูอ่อน ล่าสุด=81.443 จุด [ความหมาย: ดัชนีค่า US$& 61668;=แรงขาย
สินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมัน& 61670;, BDI& 61670;, ทองคำ& 61668; [ความหมาย: น้ำมัน+BDI=สินทรัพย์เสี่ยง,
ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
แม้โมเมนตัมระยะสั้นยังไม่ถึงกับเสียหาย แต่ SETI ก็ยังติดแนวต้าน 930 จุด หากคิด
เข้าลงทุน ก็ต้องเลือกเล่นหุ้นเล็ก เพราะหุ้นใหญ่และ SETI อาจคืบคลานขึ้นอย่างเชื่องช้า
(tortoise rally) ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำให้ผู้เล่นระยะสั้นและกลางตั้งจุดหยุดขาดทุนที่ 920
และ 915 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น มีหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;=“ACCELERATION”) คือ AP,
GSTEEL, SSI, TMT, TASCO ส่วนหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=“DECELERATION”) คือ
KBANK, SCB
แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนกลับไปปี 52 และ 1H53 จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็ง
แกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้
แต่คนส่วนใหญ่กลับอยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการ
ผลิตในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา เพราะ ...
ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดงให้
เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
คาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้ประสบ
ปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 61678;”) และช่วง
กลาง (“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของรูปแบบตัว “U”
การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้สรุปบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน”
ส่งรัฐบาลแล้ว คาดว่าโครงการที่หยุดชะงัก จะเริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่ง+
ยังรักษาโครงสร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็ง
ค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54”
แทน “เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
Trader’s Digest
JAS (แนวรับ=1.33, แนวต้าน=1.58) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
ปัจจุบัน ผลดำเนินงาน JAS ขึ้นอยู่กับธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีสัดส่วนกว่า
50% ของรายได้ ส่วน TT&T เป็น บ.ย่อยที่สูญเสียการควบคุม ถือหุ้นเพียง 20% เป็นหลักทรัพย์
เผื่อขาย
ธุรกิจอินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มเติบโตสูง เพราะจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมี
เพียง 3 ล้านราย (7% ของประชากร) โดย 1Q53 3BB มีลูกค้า 0.59 ล้านราย ส่วนแบ่งตลาด
27.9% เป็นอันดับ 2 รองจาก TRUE และมีลูกค้าเพิ่ม 10,000-15,000 ราย/เดือน
ธุรกิจให้บริการสื่อสารผ่านโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำที่ บ.ย่อยรับสัมปทานจาก
TOT จะหมดอายุ ต.ค. 54 ส่วน JTS มีงานในมือ ณ สิ้น 1Q53 ที่รับรู้รายได้อีกกว่า 2,000 ลบ.
คาดกำไรสุทธิปี 53 จะก้าวกระโดดจากปี 52 ที่ 204 ลบ. เป็น 814 ลบ. EPS 0.11 บ.
BV 1 บ. ให้ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 1.54 บาท (อิง P/E14x)
เราแนะนำเพียง “ซื้อเก็งกำไร” เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจต้องซื้อขายในบัญชี cash
balance หากมีปริมาณหุ้นหมุนเวียนสูงเกินไปและราคาหุ้น >1.45 บาท (trailing P/E>50x)
STA (แนวรับ=20.1, แนวต้าน=23.-) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้คำสั่งซื้อ 3Q53 แข็งแกร่งใกล้เคียง 2Q53 ที่
ระดับ 0.20-0.22 ล้านตัน นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคายางในปัจจุบัน ยังเป็นบวกต่อกำไร
4Q53
ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท เพราะมีการป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลก
เปลี่ยน
ปัญหาสะดุดในการทำ dual listing ไม่กระทบแผนลงทุน เพราะมีวงเงินสินเชื่อเหลือแถม
อัตราดอกเบี้ยก็ต่ำเพียง 2%
บริษัทยังมุ่งมั่นเป็นผู้นำในการผลิตยางโลก ตั้งเป้ายอดขายใน 2 ปีหน้าทะลุ 1 ล้านตัน
ขณะที่บริษัทลูกยังสร้างกำไรที่ดีต่อเนื่อง คาดรับรู้กำไรจากธุรกิจถุงมือยางเฉลี่ย 650 ลบ./ปี
คาดกำไรสุทธิปี 53-54 ที่ 3,603 และ 3,695 ล้านบาท ซึ่งโตกว่า 68% และ 3%ตาม
ลำดับ
ROE สูงสุดในกลุ่ม แต่ซื้อขายเพียง P/E ที่ 5-6x จึงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย
ปี 54 ที่ 29 บาท (อิง P/E 10x)
TASCO (แนวรับ=67.75, แนวต้าน=74.-) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
โครงการถนนไร้ฝุ่น บวกกับโรงกลั่นผลิตยางมะตอยมากขึ้นเพื่อส่งออกไปจีน ทำกำไรปี
53 เติบโตโดดเด่นไม่ต่ำกว่า 98%yoy ซึ่งกำไร 1H53 ทำได้ 67% จากที่เราประมาณการไว้
หากเศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ดี คาดว่ามีโอกาสปรับประมาณการเพิ่มขึ้น
ความต้องการยางมะตอยในประเทศได้รับแรงหนุนจากงบประมาณ FY54 ของ
กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท 6.8 หมื่นล้านบาท +45%yoy นอกจากนี้ ยังมีโครงการ
ถนนมอเตอร์อีก 10 สาย งบประมาณ 179,420 ลบ. ในช่วง FY 54-64 อีก
แนวโน้มปี 54 โตต่อเนื่องจากที่โรงกลั่นจะใช้น้ำมันดิบหนักเพิ่มจาก 6.7 ล้านบาร์เรล
เป็น 7.2 ล้านบาร์เรล ทำให้มียางมะตอยส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น คาดว่ายอดขายและกำไรยังโต 12-
15%
ปัจจุบัน ซื้อขายกัน ณ P/E ปี 54 เพียง 9.6x แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมาย 70-110
บาท (อิง analyst consensus)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 16/09/10 เวลา 10:33:32
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น