แนวโน้มตลาดวันนี้
วานนี้ตลาดหุ้นไทยปิดลบเล็กน้อยแม้ระหว่างวันร่วงลงแรงจากความกังวลว่าธปท.
จะออกมาตรการสกัดเงินทุนจากต่างชาติ ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 921.10 จุด ลดลง 0.29 จุด
(-0.03%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมากที่ 4 .1หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่ออีก
267 ล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
915-931 บรรยากาศการลงทุนดีขึ้น หลัง ธปท.ยังไม่มีมาตรการใหม่ออกมาเพื่อชะลอการแข็ง
ค่าของเงินบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิน้อยลง คาดมีแรงซื้อคืนในลักษณะเล่นรอบ
ยังคงต้องติดตามการชุมนุมทางการเมืองปลายสัปดาห์นี้ซึ่งยังคงเป็นแรงกดดันตลาดระยะสั้น
S50U10 แท่งเทียนปิดในลักษณะ HAMMER ดำต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ค่า Volume เพิ่ม
ขึ้นมากแต่ Indicators เพิ่มขึ้นเล็กน้อย คาดการณ์ดัชนีกลับตัวขึ้นแนวต้านที่ 637 ยืนได้มั่นคง
เป็นสัญญาณเข้าซื้อเล่นรอบใหม่ แนวรับ 628 (S50U10 หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50
ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน HAMMER ขาว Volume และ Indicators ลดลงเล็กน้อย เป็นสัญญาณ
การกลับตัว คาดดัชนีกลับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 639 แนวรับที่ 628 Gold Future
GFV10
เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,480-18,630 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ
18,500-18,690
กลยุทธ์ คาดแรงซื้อคืนจะกลับเข้าในหุ้นหลักๆ SCC BANPU PTT กลุ่มธนาคาร
ซื้อเล่นรอบ KBANK BBL TMBซื้อเก็งกำไร กลุ่มสื่อสารติดตามคำสั่งศาลปกครอง ราคาหุ้นมี
แนวโน้มผันผวนสูง TRUE ADVANC หุ้นรายหลักทรัพย์ TOP KH BLAND สำหรับหุ้นเก็ง
กำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น BTS TCJ หรือเลือกใน Stocks
in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ(แนวต้านเป้าหมายแรก 949)
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียน HAMMER ขาวที่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน
Indicators ลดลงเล็กน้อย แต่ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น แสดงสัญญาณการเริ่มกลับตัวของ
ดัชนี คาดดัชนีกลับตัวขึ้นกรอบแนวต้านที่ 931 แนวรับที่ 915 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 915
ดัชนีนิกเกอิ ทดสอบยืนแนวต้าน 9,500 ได้มั่นคงยังคงแนวโน้มขาขึ้น นักลงทุนยังคง
ติดตามความต่อเนื่องของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง และมาตรการแทรกแซงค่าเงินต่อไป การปรับตัว
ลงคาดจะมีแรงซื้อเข้ามาตามแนวรับ โดยเฉพาะบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 9,350
ดัชนีฮั่งเส็ง ยังคงมีความเสี่ยงบริเวณแนวต้านจุดสูงเดิม 21,800 ซึ่งทางเทคนิคมี
โอกาสที่จะปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 21,550 เป็นการปรับเพื่อขึ้นต่อไปและเป็นไปตามลักษณะ
การกลับเฉพาะทางเทคนิคเท่านั้น ในขณะที่ปัจจัยบวกที่เข้ามากระตุ้นตลาดลดน้ำหนักลง
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : PTT (281 ซื้อ เป้าปี 54:330 บาท) ระยะสั้นได้ผลดีทางจิตวิยา
การลงทุนจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่เริ่มกลับมาสูงขึ้นเหนือระดับ 75 $/bbl ช่วยลดแรงกดดันจาก
การขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบให้กับธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรฯ ขณะที่ธุรกิจก๊าซผลิตและสำรวจยัง
ขยายตัวได้ดีตามราคาและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น คาดหนุนกำไร 3Q53 ออกมาดีขึ้นทั้ง QoQ
และ YoY ส่วนระยะยาวคาดได้ประโยชน์จากโรงแยกก๊าซ 6 ที่กลับมาดำเนินการได้ และยังได้
แรงหนุนจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ผลประกอบการในปีหน้ายังเติบโต โดยเราคาด
กำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 70,808 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19%yoy และคาดกำไรสุทธิในปี 54
ประมาณ 77,791 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10%yoy
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
Stocks in trend
AP (ราคาปิด 7.50 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 9.40) การเข้าซื้อหุ้นสามัญ 2
บริษัทร่วมทุน ได้แก่ บ.เอพี สตาร์ (รัชดา) และ บ.เอพี แปซิฟิก สตาร์ (สาทร) เพิ่มขึ้นอีก 49%
รวมเป็น 100% ส่งผลให้เรามีการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 14%
เป็น 2,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY และคาดกำไรปี 54 จะเติบโต 16% YoY
แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ITD, CK, STEC รฟม.จะเปิดขายซองประกวดราคารถไฟสีแดง
สัญญา 3 วันที่ 20 ก.ย.-1 ต.ค.นี้ และกำหนดให้ยื่นซองในวันที่ 17 ม.ค.54 คาดว่าจะรู้ผลการ
ประมูลในเดือนมิ.ย.54 โดยสัญญาที่ 3 เป็นงานระบบไฟฟ้า วงเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท (ที่
มา: อินโฟเควสท์)
แนะนำ ซื้อ SAT, STANLY, IHL กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์จะได้ประโยชน์จากยอดขาย
รถยนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือน ส.ค.53 ปริมาณการขายรถยนต์อยู่ที่ 65,724 คัน เพิ่มขึ้น 52%
จากปีก่อน ส่วนแนวโน้มในเดือนก.ย. 53 โตโยต้าคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้คาดว่าแนว
โน้มผลประกอบการใน 3Q53 จะเติบโตโดดเด่นจากปีก่อนอย่างต่อเนื่อง (ที่มา: อินโฟเควสท์)
TIPCO (ราคาปิด 5.15 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) จะได้รับประโยชน์จากผลประกอบการที่
แข็งแกร่งของ TASCO ซึ่งปัจจุบัน TIPCO ถือหุ้น TASCO อยู่ 24.33% ทำให้แนวโน้มผล
ประกอบการของ TIPCO โดดเด่นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลประกอบการธุรกิจหลัก
อาจยังไม่โดดเด่นนักจากต้นทุนผลไม้ที่สูง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังกระทบกับการส่งออก
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ สหรัฐรายงานดัชนีบ่งชี้เศรษฐกิจที่ดีเกินคาด ได้แก่ สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ร่วงลงเกิน
คาด และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนส.ค.ขยายตัว 0.2% ตามคาดจากแรงหนุนของยอด
ผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเกินคาด ทั้งนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ระดับ 74.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ
ปี 52 ราว 4.7%
+ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า
โครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบกว่า 50 โครงการที่ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรงจะได้รับอนุญาตใช้
ที่ดินและเข้าสู่กระบวนการเปิดดำเนินกิจการต่อไป
+ วานนี้ธปท.ไม่ได้ออกมาตรการสกัดเงินทุนจากต่างชาติและยืนยันว่ามาตรการที่มีอยู่
สามารถจัดการค่าเงินบาทได้
+ ก.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนรายใหญ่ทั้งทุนข้ามชาติและผู้ประกอบการ
ไทยที่มีมูลค่าโครงการเกิน 1,000 ล้านบาท ได้ขออนุญาตจัดตั้งโรงงานจำนวนมาก เนื่องจากได้
รับอานิสงส์จากการส่งออกไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วง 8 เดือนของปี 53 (ม.ค.-ส.ค.) มี
โรงงานที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมรวม 2,413 ราย
วงเงินลงทุน 112,751 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 28,045 ล้านบาท
ปัจจัยลบ
- อังกฤษเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 2,300 รายแตะ
ระดับ 1.47 ล้านรายซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนม.ค.53 หลังจากมาตรการลดราย
จ่ายเริ่มมีผลบังคับใช้ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะล่าช้า
- FED สาขานิวยอร์คเปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวมในเดือนก.ย.ชะลอลงสู่ 4.14 จุด
สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
- ปัจจัยการเมืองที่ต้องจับตาในช่วงนี้ได้แก่ การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงระหว่าง 17-19
ก.ย.นี้ ก.ย.เนื่องจากวาระครบรอบวันรัฐประหาร 19 ก.ย. ส่วนกลุ่มเสื้อหลากสีก็เตรียมพร้อมตอบ
โต้หากกลุ่มเสื้อแดงมีท่าทีชุมนุมยืดเยื้อ จึงต้องจับตามาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้
- ศาล รธน.นัดไต่สวนคดี ส.ส.-ส.ว.ถือหุ้นต้องห้ามอีก 3 นัด ในวันที่ 17 ก.ย. 24 ก.ย.
และ 1 ต.ค.โดยคาดว่าจะรู้ผลราวเดือน ต.ค.
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 16 ก.ย. สหรัฐจะประกาศ 1) ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ส.ค.53 2) ดุลบัญชี
เดินสะพัดในช่วง 2Q53 3)จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ 4) ผลสำรวจแนวโน้ม
ธุรกิจในเดือนก.ย. ส่วนในไทยกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการประชุมทูตพาณิชย์ไทย 76 ประเทศ
ทั่วโลกและเชิญผู้ส่งออกเข้าร่วมเพื่อหามาตรการรับมือสถานการณ์บาทแข็งค่าที่มีผลกระทบต่อ
การส่งออก และประเมินแนวโน้มการส่งออกปี 54
* 17 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือน ส.ค.53 และความเชื่อ
มั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. (ตัวเลขเบื้องต้น)
* 20 ก.ย. ก.พาณิชย์ของไทยจะประกาศตัวเลขดุลการค้า เดือนส.ค.53 และวันนี้เป็น
กำหนดวันสุดท้ายที่ธปท.กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่า
ธรรมเนียมการโอนข้ามเขตและอื่น ๆ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street
Wall Street: ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 46.24 จุด ขานรับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและค่าเงินดอลลาร์
ที่แข็งค่าขึ้น
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 46.24 จุด โดยตลาดขานรับผลผลิต
ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐในเดือนส.ค.ที่ขยายตัว 0.2% สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่
คาดการณ์ไว้ และยังได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนหลังจาก
ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปีด้วยการเทขายสกุล
เงินเยนและเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามดัชนีไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วน
หนึ่งยังไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเฟดสาขานิวยอร์กเปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจ
โดยรวม (Empire State Index) เดือนก.ย.ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.14 จุด สวนทางกับที่นัก
วิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 46.24 จุด หรือ
0.44% ปิดที่ 10,572.73 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 3.97 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 1,125.07
จุด และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 11.55 จุด หรือ 0.50% ปิดที่ 2,301.32 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX ลดลง 78 เซนต์ จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าและข่าวเอ็นบริดจ์
พร้อมเปิดท่อส่งน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 78 เซนต์ เพราะถูกกด
ดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และจากข่าวที่ว่าบริษัทเอ็นบริดจ์พร้อมที่จะลำเลียงน้ำมันจาก
แคนาดาไปยังเขตมิเวสต์สหรัฐ ผ่านทางท่อส่ง Line 6A ในเร็วๆนี้ หลังจากการซ่อมแซมรอยรั่ว
เสร็จสิ้นลง อย่างไรก็ตามสัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงในกรอบที่จำกัด เพราะตลาดได้แรงหนุนจาก
สต็อกน้ำมันดิบที่ร่วงลงเกินคาด และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยสต๊อก
น้ำมันดิบสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 357.4 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 2.3 ล้านบาร์เรล ทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาด
ล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 78 เซนต์ หรือ 1.02% ปิดที่ 76.02 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนต.ค.ลดลง 25 เซนต์ ปิดที่
78.91 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 16/09/10 เวลา 10:43:38
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น