กลยุทธ์การลงทุน
คาดตลาดหุ้นยังผันผวนตามตลาดหุ้นภูมิภาค แม้ตลาดได้รับทราบความชัดเจนจาก
ธปท. ที่ยังคงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดิม กลยุทธ์การลงทุนยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น
30% โดยให้ถือโอกาสนี้ปรับพอร์ตโดยมีหุ้น Global Plays บ้าง เช่น BANPU, PTTCH,
TOP, PTTAR ผสมกับหุ้น Domestic Plays KH, KK, CK, BTS, BMCL, SPALI, AP,
LPN
ตลาดเริ่มฟื้นตัว หลัง ธปท. สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดว่า ยังคงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเดิม
ความกังวลต่อการออกมาตรการสกัดกั้น Fund Flow ของ ธปท. เพื่อชะลอการแข็ง
ค่าของเงินบาท ได้ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เริ่มขายตราสารหนี้ออกมาบ้างวานนี้
โดยขายสุทธิ 1,358 ล้านบาท เป็นการขายครั้งแรกในรอบ 3 วันหลังจากขายสุทธิครั้งสุดท้าย 7
พันล้านบาทใน 10 ก.ย. 2553 ขณะที่ได้ขายตลาดหุ้นเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน แต่วานนี้ขายลดน้อย
ลงจากวันก่อนหน้า ทั้งนี้ เป็นผลจากที่เย็นวานนี้ ธปท. ได้ออกมาแสดงความเห็นว่ายังไม่มีนโย
บายที่จะดำเนินการใด ๆ ที่จะกระทบต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามที่ตลาดคาด โดยหาก
ติดตามการให้ข้อมูลของโบรกเกอร์บางแห่ง จะพบว่าได้พยายามเน้นย้ำถึงการที่ ธปท. จะ
ต้องออกมาตรการแทรกแซงที่รุนแรงเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งฝ่ายวิจัย ASP ไม่ค่อย
เห็นด้วย เพราะยังเชื่อว่า Fund Flow ที่ไหลเข้ามาจากหลายสาเหตุคือ 1) ภาวะการเกินดุลการ
ค้า และดุลบริการ หรือเรียกรวม ๆ ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด ในงวด 6M53 ของประเทศไทยที่เกิน
ดุลบัญชีเดินสะพัดไป 2.15 แสนล้านบาท 2) มีเงินทุนไหลเข้าผ่านการกู้ยืมของรัฐ สถาบันการ
เงิน ส่วนใหญ่คือ ธ.พ. 3) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น บริษัทผลิตรถยนต์ ภายใต้
เครื่องหมายการค้า เช่น ฮอนด้า โตโยต้า เป็นต้น โดยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสุทธิ 4.85
หมื่นล้านบาทใน 1H53 และ 4) การลงทุนในตราสารทางการเงิน โดยการลงทุนในพันธบัตร
รัฐบาล ซึ่งในช่วงเกือบ 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเงินทุนไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลกว่า 1.6
แสนล้านบาท ขณะที่ซื้อในตลาดหุ้นเพียง 3 หมื่นล้านบาทเศษ หรือกล่าวได้ว่าเงินทุนส่วนใหญ่
90% ของ Fund Flow กระจุกตัวในตราสารหนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตาม
ธรรมชาติ กล่าวคือ ปัญหาเงินบาทแข็งค่า จะค่อย ๆ ลดน้อยลงในงวด 4Q53 หลังจากผ่านพ้นฤดู
กาลส่งออก เช่นเดียวกับ Fund Flow จะไหลออกในช่วงดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ตามสถิติในอดีตพบ
ว่า Fund Flow มักจะไหลออกตลาดเอเซียนับจากเดือน ต.ค. เป็นต้นไป อันเป็นผลของฤดูกาล
ดังนั้นความหวังจะเห็นดัชนี 999 จุด โดยคาดหวัง Fund Flow หนุนดัชนี ยังสามารถลุ้นกันต่อ
ไป ในช่วง 2 สัปดาห์ที่เหลือของเดือนนี้
อินเดียขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อ หนุนเงินเอเซียแข็งค่า ยังคงเป็นปัจจัยหนุน Fund Flow
สัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางในเอเซีย เป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญอีกประการ
หนึ่ง ต่อการผลักดันให้ค่าเงินเอเซียแข็งค่า เพราะเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเซีย
มีความแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยในการประชุมของธนาคาร
กลางอินเดีย วันนี้ นักวิเคราะห์ตลาดเงินในต่างประเทศ ต่างคาดหมายกันว่าอินเดียจะขึ้นดอกเบี้ย
นโยบาย หรือ Reverse repurchase rate จะขึ้น 0.25% เป็น 4.75% ซึ่งหากมีการขึ้นอีก
ครั้งในวันนี้ถือว่า ธนาคารอินเดียได้มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 4 รวมขึ้นทั้งหมด 4
ครั้ง 1.5% ซึ่งจากการติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอินเดีย ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น พบว่า
ดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง และ under-perform ตลาดหุ้นเอเซียมาตลอดในช่วง 7-8 เดือนแรก
ของปีนี้ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ขึ้นดอกเบี้ยแล้วตลาดหุ้นติดลบ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
รวมถึงจีน แต่อย่างไรก็ตามในช่วง 2 สัปดาห์หลัง หรือนับตั้งแต่เดือน ก.ย. เป็นต้นมา พบว่าตลาด
หุ้นอินเดีย กลับมา outperform ตลาดในภูมิภาคอีกครั้ง คาดว่าอาจจะเป็นไปได้ของการเคลื่อน
ย้ายเม็ดของต่างชาติ จากต่างตลาดที่ out-perform (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย) ไปยัง
ตลาด under-perform โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งคาดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายของ
เศรษฐกิจราว 8% ในงวด 2H53 ซึ่งเติบโตเป็นลำดับ 2 รองจากจีน
ค่าเงินเอเซีย เริ่มอ่อนค่า จากการแทรกของธนาคารกลาง แต่เชื่อว่า Fund Flow ยังคงอยู่
ความกังวลต่อเงินเอเซียส่วนใหญ่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ธนาคาร
กลางของบางประเทศ ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อชะลอการแข็งค่าชั่วคราว โดยวานนี้ หลังจาก
การแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น ส่งผลให้ค่าเงินเยน อ่อนค่า 2.89% ในช่วงเพียงวัน
เดียว เป็นการอ่อนค่าครั้งแรกในรอบเกือบ 4 เดือน (เงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องราว 10% จากต้นปี
จนถึงปัจจุบัน โดยแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาคนี้) ส่วนเงินบาทวานนี้ เริ่มอ่อนค่าเช่นกัน แต่เพียงเล็ก
น้อยคือ 0.13% ในช่วง 1 วัน ขณะที่ค่าเงินของสกุลอื่น ๆ ในเอเซียส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า
ต่อเนื่องแต่เพียงเล็กน้อย หรือทรงตัว ยกเว้น เงินหยวนที่ยังแข็งค่าต่อเนื่องตลอด ระยะ 1 สัปดาห์
ที่ผ่านมา โดยแข็งค่าไปราว 1% อย่างไรก็ตามคาดว่าการอ่อนค่าของเงินเอเซียยังเกิดจากการ
เข้าแทรกเซงของธนาคารกลาง ซึ่งมิใช่เกิดจากกลไกของตลาด โดยหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่
ยังแข็งแกร่งของประเทศในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะภาวะการเกินดุลการค้าโลก และแนวโน้ม
การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาด จากผลตอบแทนที่จูงใจ โดยเฉพาะผลตอบแทน
ในรูปเงินปันผล (Dividend Yield) เป็นต้น ยังคงหนุน Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่องในเดือน
ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ Fund Flow มักเข้ามาลงทุนสูงสุดของทุกปี
ราคาน้ำมันดิบยังยืนเหนือ 75 เหรียญฯ สะท้อนหุ้นน้ำมันผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว
วานนี้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ได้เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบ
สหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าลดลง 2.49 ล้านบาร์เรล ลงสู่ 357.37 ล้านบาร์เรล เป็นการ
ปรับตัวลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะลดลงเพียง 2.2 ล้านบาร์เรล เช่นเดียวกับสต็อกน้ำมัน
กลั่นที่ลดลง 3.4 แสนบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 3 แสนบาร์เรล โดยเป็น
การลดลงของสต็อกน้ำมันเบนซิน 6.94 แสนบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปประเภทอื่นๆ
เช่น น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซล น่าจะเพิ่มขึ้น โดยสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงดังกล่าว ถือเป็น
ปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังรายงานออกมามีทั้งดี
ขึ้นและแย่ลงสลับกัน ก็สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงมีอยู่ ส่ง
ผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex) อ่อนตัวลงราว 1 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่
ระดับ 75.74 เหรียญฯต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ ยังทรงตัวเหนือ 76 เหรียญฯต่อ
บาร์เรล ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบจากต้นปีจนถึงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ
75.88 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งยังถือว่าดีกว่าสมมติฐานของ ASP ที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ
เฉลี่ยในปี 2553 และ 2554 จะอยู่ที่ 75 เหรียญฯ และ 80 เหรียญฯ ตามลำดับ และยังคาดว่า
ราคาน้ำมันดิบดูไบ น่าจะสามารถแกว่งตัวเหนือ 73-74 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้ตลอดไปจนถึงสิ้นปี
นี้ได้ ขณะที่แนวโน้มค่าการกลั่นเฉลี่ยในงวด 3Q53 – 4Q53 คาดยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อต่อ
เนื่อง หลังจากผ่านพ้นจุดต่ำสุดในงวด 2Q53 ที่ค่าการกลั่นเฉลี่ยต่ำเพียง 3.7 เหรียญฯต่อ
บาร์เรล ประกอบกับค่า Spread ของปิโตรเคมี โดยเฉพาะสายอะโรเมติกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจต่อยอด
ของโรงกลั่น ก็มีแนวโน้มดีขึ้น จากแรงกดดันของ Supply ใหม่ ๆ ที่ลดลง เพราะโรงงานบาง
แห่งประสบภาวะขาดทุนและปิดกิจการไป จะหนุนให้กำไรในงวด 3Q53 และต่อเนื่องในงวด
4Q53 ของกลุ่มโรงกลั่นดีขึ้น เมื่อเทียบกับงวด 2Q53 ดังนั้นจึงแนะนำนักลงทุนระยะกลาง-ยาว
ให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น สำหรับกลุ่มปิโตรเลียม เลือก
BANPU เป็น Top Picks และ กลุ่มโรงกลั่นที่ผลประกอบกำลังฟื้นตัว เลือก PTTAR, TOP
เป็น Top Picks
เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 16/09/10 เวลา 9:22:36
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น