วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 15/09/53

Trading Strategy
“ยังจับตาบาท & ธปท.ว่าจะออกมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่”
สรุปภาพตลาดและกลยุทธ์
• วานนี้ร่วงแรง...วิตกว่าแบงค์ชาติจะออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น SET
Index วานนี้ร่วงลงแรง 15.65 จุด นำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์, พลังงาน, SCC เป็นต้น ซึ่งเป็น
หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติถือ เพราะนักลงทุนมีวิตกว่าธปท.จะออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าระยะ
สั้น ด้านเงินบาทก็อ่อนค่าเล็กน้อยเป็น 30.79 บาท/US$ จากระดับปิด 30.71 บาท/US$ เมื่อวัน
ก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1.8 พันล้านบาท สถาบันในประเทศขายสุทธิ 402 ล้านบาท
พอร์ตบล.ซื้อสุทธิเล็กน้อย ส่วนที่เหลือเป็นการซื้อสุทธิของรายย่อย สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส สถาบัน
ในประเทศทำ Net Short 407 ล้านบาท ต่างชาติทำ Net Short เพียงเล็กน้อย ด้านรายย่อย
เป็น Net Long
• ยังจับตาการไต่สวนของศาลกรณี 3G และติดตามว่าธปท.จะออกมาตรการดูแลค่าเงิน
บาทเพิ่มเติมหรือไม่ วันนี้ตลาดยังจับตาค่าเงินบาท และติดตามแนวทางการดูแลเงินบาทของ
ธปท.อย่างใกล้ชิด ซึ่งความไม่แน่นอนว่าทางการจะมีมาตรการสกัดเม็ดเงินเก็งกำไรระยะสั้นหรือ
ไม่จะกดดันตลาด ทำให้มีสิทธิแกว่งถึงอ่อนตัวก่อนได้ ในเชิงกลยุทธ์สิ่งที่เราเห็นว่าน่าทำ คือ 1)
ถือหุ้นที่มีต้นทุนต่ำมากๆ ไว้ก่อน เพราะคาดว่าถ้ามีมาตรการก็จะไม่รุนแรงเหมือน Capital
Control ในปี 49, 2) Short against port โดยเฉพาะในหุ้นที่มีกำไรพอประมาณและคาดว่าจะ
ซื้อกลับได้เมื่อตลาดปรับลง, 3) มีเงินสดในมือ ให้รอซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานดีจังหวะอ่อนตัว, 4) กรณี
อยากให้การลงทุนในพอร์ต Equity คงเดิมแต่ต้องการลดความเสี่ยง ก็สามารถทำได้ด้วยการ
Switch จากหุ้นที่มี Beta สูงไปยังหุ้น Defensive & ปันผลสูงก่อน และ 5) กรณีที่ไม่อยากขาย
หุ้นที่มีอยู่ในพอร์ตเลย (เพราะเป็นหุ้นพื้นฐานดี & ต้นทุนไม่สูง หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ) ให้ซื้อ
Short Futures เพื่อ Balance ความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดอ่อนไหวและมีปัจจัยที่ไม่แน่นอน
• กลยุทธ์การลงทุน หุ้นเด่นที่แนะนำซื้อจังหวะอ่อนตัว/ตามด้วยค่าบวกวันนี้เป็น
AMATA, HEMRAJ, STEC,LPN, KTB ส่วนหุ้นปันผลเด่น มีเงินเย็นสามารถถือลงทุนยาว
เพื่อรับปันผลสูง ได้แก่ SNC, TMT, DCC, MODERN,CSP, TICON

Key Drivers :
• ดัชนีดาวโจนส์ร่วงเล็กน้อย 17.64 จุด...ข้อมูลค้าปลีกส.ค.ของสหรัฐออกมาดีกว่าคาด
และกลุ่มธนาคารถ่วงลง
- ราคาน้ำมันดิบอ่อนลง โดย NYMEX –0.39 US$ มาปิดที่ 76.80 US$/bbl
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot รีบาวน์เล็กน้อย โดยปิดที่ 3.75 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.48 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ปรับลง โดยปิด –36 จุด มายัง 2940
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทะยานขึ้นแรง โดย +24.60 US$ มาปิดที่
1,271.70 US$/ออนซ์
• ธปท.จะออกมาตรการเกี่ยวกับบาทแข็งหรือไม่?
• นายกฯยืนยันใช้ประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ
• กลุ่มสื่อสาร : ศาลฯเลื่อนนัดไต่สวนกรณีกทช.เปิดประมูล 3G เป็นวันนี้ เวลา 13.00 น.
+ กลุ่มยานยนต์ : ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนส.ค.เพิ่ม 52%YoY และ 8M53
เติบโต 54%YoY...ยังมีมุมมองที่เป็นบวกกับกลุ่มนี้ แนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว หุ้นเด่น คือ
AH, SAT, STANLY

Top Picks – ก.ย.53 : BEC, BANPU, DCC, DTAC, LPN
Top Picks หุ้นปันผลสูง : ADVANC, CSL, SPALI, LPN, TMT, MCS, DCC,
MODERN, CPNRF,SPF, TICON, CSP
หุ้นถูกขายชอร์ตมาก–วันก่อน : DELTA 4.5%, TPIPL 4.4% ของปริมาณซื้อ
ขายกระดานหลัก

วิเคราะห์&กลยุทธ์ทางเทคนิค : “ย่อหรือยุบ” ระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิควกกลับเป็นลบ
(หลุด SMA 10 วัน แต่มีแรงกดจากสภาวะ Overbought + Divergence) ความน่าจะเป็นของ
ตลาด คือ แกว่งแบบให้น้ำหนักลง แนวต้าน (กรณีฝืนขึ้นก่อน) 930 ค่าลบให้ลดพอร์ตต่อ หลุด
900 ควร Stop loss สำหรับ SET50 มีทิศทางเดียวกับตลาดรวมหากฝืนขึ้นก่อนจะมีแนวต้าน
640 และ Cut loss เมื่อหลุด 630 กลยุทธ์หลัก : เน้นซื้ออ่อนตัวแต่ต้องอยู่เหนือแนว Cut loss
หุ้นเด่นทางเทคนิควันนี้ คือ VNG, CK, BAFS, BH, KH, AJ, BIGC

ปัจจัยต่างประเทศ & ราคาสินค้าโภคภัณฑ์
• ดัชนีดาวโจนส์ร่วงเล็กน้อย 17.64 จุด ข้อมูลค้าปลีกเดือนส.ค.53 ของสหรัฐเพิ่มขึ้น
0.4%MoM ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่ม 0.3%MoM ส่วนยอดค้าปลีกที่ไม่รวมรถยนต์, น้ำมัน
เบนซินและวัสดุก่อสร้างเพิ่ม 0.5%MoM ซึ่งดีกว่าคาด แต่กลุ่มการเงินถ่วงตลาดลง
- ราคาน้ำมันดิบอ่อนลง โดย NYMEX –0.39 US$ มาปิดที่ 76.80 US$/bbl ส่วน
BRENT +0.13 US$ มายัง 79.16 US$/bbl เพราะคาดการณ์ว่าเอ็นบริดจ์จะเปิดใช้ท่อส่ง
น้ำมันจากแคนาดาไปยังเขตมิดเวสต์ของสหรัฐที่เสียหายเพราะน้ำมันรั่วซึมได้ในไม่ช้านี้
• ค่าการกลั่นสิงคโปร์ Spot รีบาวน์เล็กน้อย โดยปิดที่ 3.75 US$/bbl จากวันก่อน
หน้าที่ 3.48 US$/bbl
- ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index : BDI) ปรับลง โดยปิด –36 จุด มายัง 2940
+ ราคาทองคำที่ตลาด COMEX ทะยานขึ้นแรง โดย +24.60 US$ มาปิดที่
1,271.70 US$/ออนซ์ เพราะความต้องการซื้อทองคำในอินเดียเดือนก.ย.สูงขึ้น (เป็นเดือนก่อน
ฤดูกาลสมรสและมีเทศกาลซื้อทองของศาสนาฮินดู) รวมถึงมีความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจ

ปัจจัยในประเทศ & อุตสาหกรรมและหุ้นเด่น
• ธปท.จะออกมาตรการเกี่ยวกับบาทแข็งหรือไม่? ล่าสุดเงินบาทอยู่ที่ 30.75
บาท/US$ แข็งขึ้นจาก 33.32 บาท/US$ ในสิ้นปี 52 และจาก 32.39 บาท/US$ ในสิ้น 2Q53
• กลุ่มสื่อสาร : ศาลฯเลื่อนนัดไต่สวนกรณีกทช.เปิดประมูล 3G เป็นวันนี้ ทางกสท.เปิด
เผยว่าศาลปกครองกลางเลื่อนนัดไต่สวน กทช.และกสท.กรณีที่กสท.ยื่นฟ้องกทช.เรื่องการเปิด
ประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เป็นวันนี้ (15 ก.ย.53) เวลา 13.00 น.
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : เราต้องติดตามกันว่าหลังการไต่สวนของศาลฯในวันนี้
แล้วจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ที่จะเริ่มในวันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่
ซึ่งหากมีการเลื่อนเปิดประมูลก็จะเป็นข่าวลบและกดดันให้ราคาหุ้น ADVANC, DTAC และ
TRUE ปรับลดลงได้ ซึ่งในเชิงกลยุทธ์มองว่าถ้าราคา ADVANC อ่อนลงแรงจะเป็นจังหวะ
ซื้อลงทุน เพราะมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษอีกถ้าไม่มีการประมูลใบอนุญาต 3G ในปีนี้
+ กลุ่มยานยนต์ : ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนส.ค.เพิ่ม 52%YoY และ 8M53
เติบโต 54%YoY บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าในเดือนส.ค.53 ยอดขาย
รถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 65,724 คัน เพิ่มขึ้น 52%YoY ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ส่วน
ยอดขาย 8M53 เท่ากับ 488,088 คัน เติบโต 53.6%YoY โดยรถยนต์นั่งขยายตัว 60%YoY
และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เติบโต 49%YoY
ความเห็นทีมกลยุทธ์ Retail : เรายังมีมุมมองที่เป็นบวกกับกลุ่มยานยนต์ โดยมอง
ว่ายอดขายในปี 53 จะแข็งแกร่งมาก โดยมีปัจจัยหนุน คือ 1) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้นเมื่อ
เศรษฐกิจฟื้นตัวและปัญหาการเมืองคลี่คลาย, 2) อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะปรับขึ้น
มาบ้างแล้ว, 3) มีรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (อีโคคาร์)
และ 4) รายได้ภาคเกษตรเติบโตก้าวกระโดด ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดดีขึ้น ส่วนในช่วง 1-2 ปี
ข้างหน้ายังเติบโตได้ต่อเนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อขายในประเทศและส่งออก อย่างไรก็
ตาม ในระยะสั้นผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าแต่คาดว่าจะไม่
รุนแรง กลยุทธ์การลงทุน คือ ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้เป็น AH, SAT,
STANLY
• นายกฯยืนยันใช้ประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ นายก
รัฐมนตรีกล่าวหลังจากหารือกับนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหา
ในพื้นที่มาบตาพุดว่ารัฐบาลยังยืนยันใช้ประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงฯ
แม้ว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา 18 ประเภทฯก่อนหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมาเป็น
11 ประเภทฯไม่ได้เปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาในพื้นที่มาบตาพุด และบางเรื่องก็เข้มขึ้น บางเรื่อง
มีการผ่อนผันซึ่งจะต้องมีการเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไปเพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค ซึ่ง
ในการหารือทุกคนก็เข้าใจกันดี
•/- การเมือง : จับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งจะจัดกิจกรรมทางการเมือง
วันที่ 19 ก.ย.นี้



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 15/09/10 เวลา 14:12:26

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น