Market Highlight
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดกลับมาดูมีทั้งบวกและลบคละกันอีกครั้ง โดยตลาดหุ้นโลกไร้
ทิศทาง ค่าเงินบาทก็ทรงตัว ขณะที่ SETI ไม่สามารถประคองตัวเหนือ 930 จุด คาดว่า SETI มี
แนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะซึมออกทางด้านข้าง (sideways)
ในระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงขายออกมา ทำให้ SETI ยังติดแนวต้าน 930 จุดอยู่
แม้โอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นไปทดสอบ 975& 61617;5 จุดยังมี แต่อาจคืบคลานขึ้นอย่างเชื่องช้า
(tortoise rally)
ในเชิงกลยุทธ์ พิจารณาจากจุดหยุดขาดทุนของผู้เล่นระยะสั้นและกลางซึ่งค่อนข้างใกล้
กัน คือ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ เราแนะนำให้หยุดรอดูสถานการณ์ก่อน (wait & see)
หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 61569;=ACCELERATION) คือ BH, TT&T ส่วนหุ้นที่แสดง
สัญญาณลบ (& 61570;=DECELERATION) คือ BANPU, ENGY, PTTAR, SCC, TICON,
TOP
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): IVL (25.5/27.-), PS (23.80/25.25), TASCO
(65.5/72.-) *
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
วันนี้ :
STPI ย้ายหมวดจาก Construction เป็น Property
พรุ่งนี้ :
FANCY XD @ 0.15 บาท, TVO XD @ 0.60 บาท
NEP-W1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
15 ก.ย.53 : ศาลปกครองนัดไต่สวนคดี กสท. ฟ้อง กทช. เปิดประมูล 3G
16 ก.ย.53 : กระทรวงพาณิชย์ นัดถกบาทแข็งร่วมกับผู้เกี่ยวข้องด้านการเงิน การ
ธนาคาร ผู้แทนจากหอการค้าไทย ส.อ.ท. และ เชิญทูตพาณิชย์ 76 ประเทศ เข้าร่วมรับฟัง
19 ก.ย.53 : ครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร กลุ่มเสื้อแดงนัดจัดกิจกรรมที่ราชประสงค์
20 ก.ย.53 : Respect for the Aged Day (ญี่ปุ่น)
20-28 ก.ย.53: ประมูลใบอนุญาต 3G
21 ก.ย.53: สหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
21-23 ก.ย.53: Chusok, Full moon festival (เกาหลี)
22 ก.ย.53: Mid-Autumn Festival (ใต้หวัน)
22-24 ก.ย.53: Mid-Autumn Festival (จีน)
23 ก.ย.53: Autumn Equinox (ญี่ปุ่น)
23 ก.ย.53: The day following Chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
24 ก.ย.53: นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ณ นครนิวยอร์ก
พร้อมนัดหารือทวิภาคีกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น:
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงท่ามกลางความวิตกกังวลว่า ธปท. อาจออก
มาตรการแทรกแซงการแข็งค่าของบาท โดย SETI -15.65 จุด (-1.68%) ปิด 921.39 จุด
มูลค่าซื้อขาย 39,672 ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,526.49 จุด (-0.2%), S&P 1,121.10 จุด (-0.1%),
NASDAQ 2,289.77 จุด (+0.2%), Nikkei 9,375.85 จุด (+0.8%), AOI 4,682.8 จุด
(+0.3%), KOSPI 1,818.18 จุด (+0.2%)
กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ บล.และรายย่อยซื้อสุทธิ +2,124 และ +87 ล้านบาท ตาม
ลำดับ ขณะที่ต่างชาติและสถาบันขายสุทธิ -1,809 และ -402 ล้านบาท ตามลำดับ
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $76.80 (-0.5%), BDI 2,940 จุด (-1.2%),
GRM $3.75 (+7.8%), ทองคำ $1,267.85 (+1.8%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงินบาทยังทรงตัว โดยซื้อขายที่ 30.71-30.77 บาท/ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: วันนี้ 13:00น. ศาลปกครองนัดไต่สวนคดี กสท. ยื่นฟ้อง กทช. จะสั่งคุ้ม
ครองชั่วคราวหรือไม่?
การเมือง: นรม. ไม่ทบทวน “11 กิจการรุนแรง”+ให้กอร์ปศักดิ์ประสานภาค
ประชาชน
เทคนิค: โมเมนตัมระยะสั้นดูอ่อน แต่จะถือว่ายังเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI& 61619;920
จุด
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดมีทั้งบวกและลบคละกันอีกครั้ง โดยตลาดหุ้นโลกไร้ทิศทาง
ค่าเงินบาทก็เริ่มทรงตัว ขณะที่ SETI ไม่สามารถประคองตัวเหนือ 930 จุด คาดว่า SETI มีแนว
โน้มแกว่งตัวในลักษณะซึมออกทางด้านข้าง (sideways)
ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าอารมณ์ตลาดยังพลิกกลับไปกลับมาระ
หว่าง “กลัว” กับ “กล้า” อยู่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวไร้ทิศทางตาม Wall Street
ตลาดพันธบัตร: แกว่งลงอีกครั้ง ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.6790% [ความ
หมาย: อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล& 61668;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุนประเมิน
นวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
ค่าเงินดอลลาร์: ดูอ่อนตัวลง ล่าสุด=81.375 จุด [ความหมาย: ดัชนีค่า US$& 61668;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมัน& 61668;, BDI& 61664;, ทองคำ& 61668; [ความหมาย: น้ำมัน+BDI=สินทรัพย์
เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
ในระยะสั้น ตลาดยังมีแรงขายออกมา กดดัน SETI ให้ติดแนวต้านที่บริเวณ 930 จุด
อยู่ แม้โอกาสที่จะเดินหน้าขึ้นทดสอบแนวต้าน 975& 61617;5 จุดยังมีอยู่ แต่ก็อาจเป็นการคืบคลานขึ้น
อย่างเชื่องช้า (tortoise rally) ในเชิงกลยุทธ์ พิจารณาจากจุดหยุดขาดทุนของผู้เล่นระยะสั้นและ
กลางที่ค่อนข้างใกล้กัน คือ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ เราแนะนำหยุดรอเพื่อดูสถานการณ์
สักพักหนึ่ง (wait & see)
ในระดับหุ้น มีหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;=“ACCELERATION”) คือ BH, TT&T
ส่วนหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=“DECELERATION”) คือ BANPU, ENGY, PTTAR,
SCC, TICON, TOP
แนวโน้มระยะกลาง:
มองย้อนกลับไปปี 52 และ 1H53 จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็ง
แกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้
แต่คนส่วนใหญ่กลับอยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” หลายประการ
คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง
แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก
หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการ
ผลิตในโครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจ
โลกจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดงให้
เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
คาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้
ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อ
ว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 61678;”) และช่วง
กลาง (“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของรูปแบบตัว “U”
การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้สรุปบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน”
ส่งรัฐบาลแล้ว คาดว่าโครงการที่หยุดชะงัก จะเริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่ง+
ยังรักษาโครงสร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็ง
ค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี 54”
แทน “เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
คำอธิบาย: OVERWEIGHT=ควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าเป็นกลุ่มที่
ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด;
NEUTRAL=ควรลงทุนเท่ากับน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ
ตลาด; UNDERWEIGHT=ควรลงทุนน้อยกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะให้ผลตอบแทนต่ำ
กว่าตลาด โดยระบบคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาชนะดัชนี โดย “น้ำหนักกลุ่ม”=น้ำหนัก
ของหุ้นแต่ละกลุ่มในสูตรคำนวณ SETI, “ผลตอบแทนของตลาด”=อัตราผลตอบแทนที่คำนวณ
จากดัชนี SET Total Return Index (SETTRI)
ทั้งนี้ TRI=ดัชนีผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งรวม 1) กำไร/ขาดทุน
จากการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น; 2) สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน; 3) เงินปันผล โดยมีข้อสมมติว่าเงินปันผล
ถูกนำไปลงทุนซ้ำในหลักทรัพย์ตัวเดิมด้วย
Trader’s Digest
IVL (แนวรับ=25.5, แนวต้าน=27.-) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
IVL อยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer non-durable) ซึ่งจะโตสม่ำ
เสมอ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ จากกำลังผลิตที่มีในปัจจุบัน รายได้ปี 53 จะเติบโต +20%
yoy
กำไรปี 53-57 ยังมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดจากแผนเข้าซื้อกิจการ 6 แห่งใน 3
ทวีป คือ อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ซึ่งบริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ 2 พันล้าน US$ (การซื้อ
โรงงาน PET อีก 1 แห่งในจีน กำลังผลิตกว่า 2 แสนตัน/ปี อาจได้ข้อสรุปใน 2H53)
กำไร 3Q53 จะเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีการหยุดซ่อมเหมือน 2Q53 และโรงงาน
AlphaPet ในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งเริ่มสายการผลิตที่ 2 ใน มิ.ย.จะใช้กำลังผลิตเต็มที่ จาก 70%
ใน 2Q53
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ประมาณ 25-30 บาท (ตาม analyst
consensus)
PS (แนวรับ=23.8, แนวต้าน=25.25) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
ยอดขายเดือน ส.ค. เกือบ 3 พันลบ. ดัน 2 เดือนแรกของ Q3 มียอดขายแล้ว 6.07 พัน
ลบ.
Backlog ขยับขึ้นไปถึง 2.87 หมื่นลบ. คาดจะรับรู้รายได้ปีนี้ได้ 1.23 หมื่นลบ. ดันราย
ได้ปีนี้มีแน่ ๆ แล้ว 2.5 หมื่นลบ. (คิดเป็น 100% ของรายได้ที่เราคาดการณ์ทั้งปี)
คาดกำไรปี 53 ที่ 4.19 พันลบ. EPS 1.90 ลบ. และมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการ
เพิ่ม
ตลาดต่างประเทศที่ทยอยเปิดตัวใน 2H53 คาดว่าจะเริ่มผลักดันรายได้ปีหน้า และจะ
เป็นตัวสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 26.75 บาท (อิง P/E 12x)
TASCO (แนวรับ=65.5, แนวต้าน=72.-) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
โครงการถนนไร้ฝุ่น บวกกับโรงกลั่นผลิตยางมะตอยมากขึ้นเพื่อส่งออกไปจีน ทำกำไรปี
53 เติบโตโดดเด่นไม่ต่ำกว่า +98%yoy ซึ่งกำไร 1H53 คิดเป็น 67%จากที่ประมาณการณ์ไว้
หากเศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ดี คาดว่ามีโอกาสปรับประมาณการเพิ่มขึ้นจากเดิมความต้องการ
ยางมะตอยในประเทศได้รับแรงหนุนจากงบประมาณ FY54 ของกรมทางหลวงและกรมทาง
หลวงชนบท 6.8 หมื่นล้านบาท +45%yoy นอกจากนี้ ยังมีโครงการถนนมอเตอร์อีก 10 สาย ใช้
งบประมาณ 179,420 ล้านบาท เริ่ม FY54-64
แนวโน้มปี 54 โตต่อเนื่องจากที่โรงกลั่นจะใช้น้ำมันดิบหนักเพิ่มจาก 6.7 ล้านบาร์เรล
เป็น 7.2 ล้านบาร์เรล ทำให้มียางมะตอยส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น คาดว่ายอดขายและกำไรยังโต 12-
15%
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ประมาณ 70-110 บาท (อิง analyst
consensus)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 15/09/10 เวลา 10:17:56
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น