Market Highlight
วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวก โดยตลาดหุ้นโลกมีการแกว่งตัวขึ้น ค่าเงินบาท
แข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่ SETI ก็ฝ่าแนวต้าน 930 จุดขึ้นมาได้แล้ว เราคาดว่า SETI มีแนวโน้ม
แกว่งตัวเดินหน้าขึ้นต่อ (sideways/sideways up)
โมเมนตัมระยะสั้นดูแข็งแรงขึ้นหลัง SETI ปิดเหนือแนวต้าน 930 จุดได้สำเร็จ ทำให้
มีโอกาสลุ้นเดินหน้าขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 975& 61617;5 จุดได้ต่อไป ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำผู้
เล่นระยะสั้นและกลางตั้งจุดหยุดขาดทุนที่ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ
หุ้นแสดงสัญญาณบวก (=ACCELERATION) คือ BGH, CK, KH, PTTAR,
SCC, SEAFCO, TCAP ส่วนหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (=DECELERATION) คือ CPF,
GFPT
หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BANPU (648.-/672.-), KBANK (109.5/114.5), PS
(23.60/25.25) *
เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
วันนี้ : -
พรุ่งนี้ : STPI ย้ายหมวดจาก Construction เป็น Property
ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
14 ก.ย.53 : ประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรค
19 ก.ย.53 : ครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร กลุ่มเสื้อแดงนัดจัดกิจกรรมที่ราชประสงค์
20 ก.ย.53 : Respect for the Aged Day (ญี่ปุ่น)
20-28 ก.ย.53: ประมูลใบอนุญาต 3G
21 ก.ย.53: สหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
21-23 ก.ย.53: Chusok, Full moon festival (เกาหลี)
22 ก.ย.53: Mid-Autumn Festival (ใต้หวัน)
22-24 ก.ย.53: Mid-Autumn Festival (จีน)
23 ก.ย.53: Autumn Equinox (ญี่ปุ่น)
23 ก.ย.53: The day following Chinese Mid-Autumn Festival (ฮ่องกง)
24 ก.ย.53: นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ณ นครนิวยอร์ก
พร้อมนัดหารือทวิภาคีกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
Investment Outlook
แนวโน้มระยะสั้น :
เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าขึ้นอย่างแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนทั้งตลาดหุ้นโลกและค่า
เงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดย SETI +12.47 จุด (+1.35%) ปิดที่ 937.04 จุด ท่ามกลางมูลค่า
การซื้อขาย 37,342 ล้านบาท
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:
ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,544.13 จุด (+0.8%), S&P 1,121.90 จุด (+1.1%),
NASDAQ 2,285.71 จุด (+1.9%), Nikkei 9,271.88 จุด (-0.5%), AOI 4,676.2 จุด
(+0.5%), KOSPI 1,819.08 จุด (+0.01%)
กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติ, บล.และสถาบันซื้อสุทธิ +1,336, +412 และ +24
ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่รายย่อยขายสุทธิ -1,771 ล้านบาท
สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $77.19 (+1.0%), BDI 2,976 จุด (-0.6%),
GRM $3.48 (-10.5%), ทองคำ $1,244.95 (-0.1%)
ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงินบาทยังทรงตัวแข็ง โดยซื้อขายที่ 30.73-30.75 บาท/ดอลลาร์
เศรษฐกิจ: เมื่อวาน ศาลปกครองไม่ไต่สวนฉุกเฉิน+คุ้มครองชั่วคราวกรณี กสท. ยื่นฟ้อง กทช. ว่า
ไม่มีสิทธิให้ประมูล 3G
การเมือง: นรม. เผยเล็งพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เตรียมพิจารณาใช้ พรก.ฉุกเฉินอีกรอบ
เทคนิค: โมเมนตัมระยะสั้นดูอ่อน แต่จะถือว่ายังเป็น “บวก” ตราบใดที่ SETI& 61619;920 จุด
วันนี้ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวก โดยตลาดหุ้นโลกแกว่งตัวขึ้น ค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าต่อ
เนื่อง ขณะที่ SETI ก็ฝ่าแนวต้าน 930 จุดขึ้นมาแล้ว คาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัวแคบ/เดิน
หน้าขึ้นต่อ (sideways/sideways up)
ทางด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน สะท้อนว่าความกล้าเสี่ยง (risk appetite) เริ่มฟื้นตัวอีก
ครั้งหลังจากที่อารมณ์ตลาดพลิกผันระหว่าง “กลัว” กับ “กล้า” มาพักใหญ่ ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...
ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นตามทิศทาง Wall Street
ตลาดพันธบัตร: ยังแกว่งตัวขึ้น ล่าสุด อัตราดอกเบี้ย US10Y=2.7462% [ความ
หมาย: อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล& 61668;=แรงขายสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง+นักลงทุนประเมิน
แนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]
ค่าเงินดอลลาร์: เริ่มอ่อนตัว ล่าสุด=81.923 จุด [ความหมาย: ดัชนีค่าเงิน US$& 61668;=แรง
ขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายเป็น US$ (non-US$ denominated assets)]
สินค้าโภคภัณฑ์: ดูดีขึ้นเรื่อยๆ น้ำมัน& 61668;, BDI& 61668;, ทองคำ& 61664; [ความหมาย: น้ำมัน+BDI=
สินทรัพย์เสี่ยง, ทองคำ=สินทรัพย์ปลอดภัย]
การที่ SETI>930 จุด ทำให้โมเมนตัมระยะสั้นดูดี และมีโอกาสเดินหน้าขึ้นต่อไป
ทดสอบแนวต้านที่ 975& 61617;5 จุด ในเชิงกลยุทธ์ เรายังแนะนำให้ผู้เล่นระยะสั้นและกลางเน้นที่การ
จำกัดความเสี่ยง โดยให้ตั้งจุดหยุดขาดทุนที่ 920 และ 915 จุด ตามลำดับ
ในระดับหุ้น หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 61569;=“ACCELERATION”) คือ BGH, CK, KH,
PTTAR, SCC, SEAFCO, TCAP หุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=“DECELERATION”) คือ
CPF, GFPT
แนวโน้มระยะกลาง:
หากมองย้อนกลับไปปี 52 และ 1H53 จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็ง
แกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวมที่สูงมาก ดังนี้
แต่คนส่วนใหญ่กลับอยาก “ขาย” มากกว่า ”ซื้อ” เพราะ “ความกลัว” หลายประการ คือ ...
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจจะฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง แม้จะฟื้นตัว แต่
เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”
สังคมไทยมีการแบ่งขั้วทางการเมือง+ความขัดแย้งลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอกหุ้น
ใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ถูกกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการผลิตใน
โครงการ “มาบตาพุด” ตั้งแต่ปลายปี 52
อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้นักลงทุน “ลุ้นทางบวก” ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
เพราะ ...
ผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าสู่ระบบจะเริ่มส่งผล โดยเศรษฐกิจโลก
จะฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L”
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ในปี 52 ทั้งนี้ ประสบการณ์ช่วงปี 43~44 แสดงให้
เห็นว่าเป็นกลุ่มที่สามารถฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น
เราคาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ใน
เอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ เอเชียไม่ได้ประสบปัญหารุนแรงเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อเข้าสู่ 2H53 แม้ SETI ได้ขึ้นทะลุเป้าหมายเดิมที่มองไว้ที่ 850~900 จุด แต่เชื่อว่าตลาด
หุ้นยังไปต่อได้ ในเบื้องต้น เราประเมินเป้าหมายใหม่ที่ 950~1,000 จุด เนื่องจาก...
เศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” ในปี 52 และกำลังเคลื่อนจากช่วงแรก (“& 61678;”) และช่วงกลาง
(“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของรูปแบบตัว “U”
การฟื้นตัวระดับมหภาคกำลังกระจายลงไปสู่ระดับจุลภาค+“คุณภาพของกำไร” ก็ดีขึ้น
โดยยอดขายและกำไร 1H53 ฟื้นตัว +24% และ +34%yoy ตามลำดับ [ที่มา: ตลท.]
คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายได้สรุปบัญชีรายชื่อ ”โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน”
ส่งรัฐบาลแล้ว คาดว่าโครงการที่หยุดชะงัก จะเริ่มดำเนินการใน 4Q53 เร็วกว่าคาด
แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย แต่ SETI ก็ดูค่อนข้างแข็งแกร่ง+ยัง
รักษาโครงสร้างของแนวโน้ม “ขาขึ้น” ไว้ได้ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา
การปรับตัวขึ้นของ SETI เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคที่ค่าเงินเอเชียแข็ง
ค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังออกงบ 2Q53 นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมาย โดยใช้ “เป้าหมายปี
54” แทน “เป้าหมายปี 53” ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมี upside มากพอที่จะไปต่อได้
คำอธิบาย: OVERWEIGHT=ควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าเป็นกลุ่มที่
ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด; NEUTRAL=ควรลงทุนเท่ากับน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าให้ผลตอบ
แทนใกล้เคียงกับตลาด; UNDERWEIGHT=ควรลงทุนน้อยกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะ
ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด โดยระบบคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาชนะดัชนี
โดย “น้ำหนักกลุ่ม”=น้ำหนักของหุ้นแต่ละกลุ่มในสูตรคำนวณ SETI, “ผลตอบแทนของตลาด”=
อัตราผลตอบแทนที่คำนวณจากดัชนี SET Total Return Index (SETTRI)
ทั้งนี้ TRI=ดัชนีผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งรวม 1) กำไร/ขาดทุนจาก
การเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น; 2) สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน; 3) เงินปันผล โดยมีข้อสมมติว่าเงินปันผลถูกนำ
ไปลงทุนซ้ำในหลักทรัพย์ตัวเดิมด้วย
Trader’s Digest
BANPU (แนวรับ=648.-, แนวต้าน=672.-) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
ราคาถ่านหินโลกฟื้นตัวติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 มาอยู่ที่ $93.7/ตันในปัจจุบัน ดีขึ้นจาก
$88.7/ตัน เมื่อกลางเดือน ส.ค.53
คาดกำไรปี 54 อยู่ที่ 15,655 ล้านบาท หรือ EPS 57.61 บาท +21%yoy
ปัจจัยบวกจาก 1) มีกำไรพิเศษจากขายหุ้น 8.72% ในบริษัทย่อย ITM ดำเนินธุรกิจ
เหมืองในอินโดนีเซียซึ่งอาจบันทึกใน 2H53; 2) คาดจ่ายปันผล 1H53 ที่ 8 บาท/หุ้น; 3) หุ้น
พลังงานที่ไม่มีปัญหามาบตาพุด ซึ่งมีข่าวว่าเครือข่ายประชาชนอาจชุมนุมประท้วงใหญ่ในวันที่
30 ก.ย.นี้
คาดหวังผลสำเร็จซื้อเหมือง Centennial ในออสเตรเลีย โดยวันสุดท้ายของการทำคำ
เสนอซื้อ 80.1% คือ 27 ก.ย.53(สัดส่วนที่ต้องการ 50.1%)และคาดรับรู้กำไรของ Centennial
ใน 4Q53
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 795 บาท อิง P/E ปี 54 ที่ 14x (ยังไม่รวม
Centennial)
KBANK (แนวรับ=109.5, แนวต้าน=114.5) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
สินเชื่อ 7M53 โตเป็นอันดับ 2 รองจาก KTB อยู่ที่ +3.6%YTD ตั้งเป้าโต 7-9% เชื่อทำ
ได้การปลดล็อกโครงการมาบตาพุดทำให้การปล่อยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตได้ดีอีกครั้ง
แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลดีต่อ NIM ของ KBANK คาดทั้งปีอยู่สูงถึง 3.8%.
เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มี ROE สูงถึง 13% เป็นรองเพียง SCB แต่มี NPL อยู่ที่
3.19%ต่ำสุดเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่ และมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งถึง 15.03%
เชื่อหลังจบโครงการ K-Transformation ในปี 54 จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายลดลง และราย
ได้เพิ่มขึ้น จะเห็นกำไรโตแบบก้าวกระโดด
ข้อตกลง Basel III ล่าสุดไม่เข้มงวดเท่าคาด และบางกฎเกณฑ์ยังขยายเวลาไปถึง
ม.ค.2562 ทำให้ sentiment หุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลก รวมถึงหุ้นธนาคารของไทยอย่าง
KBANK ด้วย
แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 131 บาท (อิง PBV 2.3x)
PS (แนวรับ=23.60, แนวต้าน=25.25) & 61611;& 61611;& 61611;& 61611;& 61611;
ยอดขายเดือน ส.ค. เกือบ 3 พันลบ. ดัน 2 เดือนแรกของ Q3 มียอดขายแล้ว 6.07 พันลบ.
Backlog ขยับขึ้นไปถึง 2.87 หมื่นลบ. คาดจะรับรู้รายได้ปีนี้ได้ 1.23 หมื่นลบ. ดันรายได้ปี
นี้มีแน่ ๆ แล้ว 2.5 หมื่นลบ. (คิดเป็น 100% ของรายได้ที่เราคาดการณ์ทั้งปี)
คาดกำไรปี 53 ที่ 4.19 พันลบ. EPS 1.90 ลบ. และมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการเพิ่ม
ตลาดต่างประเทศที่ทยอยเปิดตัวใน 2H53 คาดว่าจะเริ่มผลักดันรายได้ปีหน้า และจะเป็น
ตัวสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 26.75 บาท (อิง P/E 12x)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 10:14:04
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น