แนวโน้มตลาดวันนี้
ตลาดหุ้นไทยในวันจันทร์ดีดตัวปิดบวกแรง ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 937.04 จุด เพิ่มขึ้น
12.47 จุด (+1.35%) มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นปานกลางที่ 3.7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่าง
ชาติกลับมาซื้อสุทธิอีก 1.3 พันล้านบาท
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ
931-944 โดยมีแรงซื้อหลักจากนักลงทุนต่างชาติซึ่งสอดคล้องกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า แสดงถึง
ปริมาณเงินที่ไหลเข้าในระบบการซื้อขาย แต่ยังคงต้องติดตามว่า ธปท.จะมีมาตรการอะไรออก
มาสกัดค่าเงินให้ชะลอการแข็งค่า การเคลื่อนไหวและชุมนุมทางการเมืองปลายสัปดาห์ ทำให้การ
กลับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 944 อาจมีแรงขายทำกำไร S50U10 แท่งเทียนปิดขาวสูงขึ้นมาก
ค่า Indicators และ Volume เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณบวกสอดคล้องกัน คาดการณ์ดัชนีปรับตัวขึ้น
ต่อ แนวต้าน 657 แนวรับ 640 (S50U10 หมดอายุสิ้นเดือนกันยายน) SET50 ดัชนีปิดเป็นแท่ง
เทียนขาวสูงขึ้นมาก Volume ลดลงเล็กน้อย แต่ Indicators เพิ่มขึ้นมาก เป็นสัญญาญบวกคาด
ดัชนีปรับตัวขึ้นในกรอบแนวต้านที่ 650 แนวรับ 638 Gold Future GFV10 เก็งกำไรระยะสั้น
ในกรอบ 18,200-18,320 GFZ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,280-18,380
กลยุทธ์ แรงซื้อเก็งกำไรและปริมาณการซื้อขายเป็นสัญญาณชี้นำตลาดให้ทดสอบแนว
ต้านจุดสูง 944 กลุ่มการเงินยังคงแนวโน้มขาขึ้นต่อไป KBANK(ราคาพื้นฐาน 126) BBL(ราคา
พื้นฐาน 150) มีโอกาสสร้างจุดสูงใหม่ กลุ่มพลังงาน BANPUมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 676
PTT PTTEP กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เก็งกำไรQH AP LH กลุ่มสื่อสารรอปรับตัวซื้อเล่นรอบ หุ้น
รายหลักทรัพย์ TTCL CPALL CPF สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-
Term Trade เช่น TOG TRC หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ(แนว
ต้านเป้าหมายแรก 949) นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิเพิ่มเป็นสัญญาณบวกต่อระยะกลาง
ดัชนี SET ดัชนีปิดเป็นแท่งเทียนขาวราคาปิดสูงขึ้นมาก ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็ก
น้อยและ Indicators เริ่มกลับตัวขึ้น เป็นแนวโน้มการกลับตัวที่ชัดเจนขึ้น คาดดัชนีปรับตัวขึ้น
ต่อ แนวต้านที่ 944 แนวรับที่ 931 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 931, ถือเพื่อรอขาย
ดัชนีนิกเกอิ กลับตัวขึ้นตอบรับปัจจัยบวกเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางและเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับ
ดูแลระดับโลกเกี่ยวกับกฏระเบียบใหม่ด้านเงินทุนหรือข้อตกลง Basel III ออกมาสอดคล้องกับ
การคาดการณ์ของตลาด รวมทั้งเยนและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่อ่อนแรงลงไว้แล้ว ทำให้การ
ทดสอบแนวต้าน 9,340 อาจมีแรงขายทำกำไรลงมาอีกครั้ง
ดัชนีฮั่งเส็ง ดัชนีมีแนวต้านสำคัญจุดสูงเดิม 21,800 การกลับตัวขึ้นเร็วและแรงจาก
ปัจจัยบวกการประกาศกฎระเบียบด้านเงินทุนตามข้อตกลง Basel III มีความเข้มงวดน้อยว่าที่
วิตกก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา ในขณะที่แนวรับสำคัญ 21,435 ยังไม่
ต่ำลงมายังคงขาขึ้น
(Analyst - ธวัชชัย tawatchai@globlex.co.th)
หุ้นแนะนำพิเศษ : KBANK (ราคาปิด 112 แนะนำซื้อ เป้าหมาย 126) มีความโดดเด่น
จากการมีสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมต่ำที่สุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ การควบรวมกับเมืองไทย
กรุ๊ปโฮลดิ้ง (MTGH) ซึ่งเริ่มรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนธ.ค.52 จะทำให้รายได้ที่มิใช่
ดอกเบี้ยในปี 53 เติบโตโดดเด่นในปีนี้ เราคาดกำไรสุทธิปี 53 ราว 1.93 หมื่นล้านบาทซึ่ง
เติบโต 30%YoY ในช่วงครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 9,127 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 29%YoY
ในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายในโครงการไทย
เข้มแข็งและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Stocks in trend
PTT (ราคาปิด 291 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 330) คาดโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 จะสามารถ
เริ่มเดินเครื่องได้ใน 4Q53 และจะเดินเครื่องอย่างเต็มที่ในปี 54 ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการ
ในปี 54 เติบโตได้โดดเด่น ขณะที่คาดว่าผลประกอบการของบริษัทในเครือส่วนใหญ่ในปีหน้าจะ
ฟื้นตัวขึ้น (ที่มา: ทันหุ้น)
แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ADVANC (ราคาปิด 98.75 เป้าหมาย 110), DTAC (ราคาปิด
46.50 เป้าหมาย 49), TRUE (ราคาปิด 7) กทช.ประกาศบริษัทลูกของ ADVANC, DTAC,
TRUE ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้นเข้าประมูล 3G โดย กทช.กำหนดจัดให้มีการประมูลในวัน
ที่ 20-28 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวังการลงทุนจากกรณีที่ กสท.ยื่นฟ้องต่อศาล
ปกครอง กทช.ในเรื่องอำนาจการเปิดประมูล 3G คาดว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณา 3-4 วัน
SEAFCO (ราคาปิด 5.70 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร SEAFCO คาดผลประกอบ
การ 2H53 จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ดี ผลักดันให้ภาครัฐ
และภาคเอกชนมีโครงการใหม่ๆ ประมูลออกมาอย่างต่อเนื่อง และคาดผลประกอบการทั้งปี 53
จะพลิกเป็นกำไร แม้ 1H53 จะขาดทุน 42 ล้านบาท (ที่มา: ข่าวหุ้น)
AIT (ราคาปิด 39 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 48) คาดรายได้และกำไรในปีนี้จะสูงสุดเป็น
ประวัติการณ์ ดังนั้น สำหรับเงินปันผลในช่วง 2H53 คาดมีโอกาสสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่
จ่าย 2.25 บาท/หุ้น ขณะที่เราคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลรวมทั้งปีสูงราว 10% ปัจจุบัน
ยังซื้อขาย PER ไม่สูงราว 7-8 เท่า
(Analyst - อำนาจ amnart@globlex.co.th)
ปัจจัยบวก
+ สหรัฐเปิดเผยยอดขาดดุลงบประมาณเดือนส.ค.ที่ 9.053 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ขาดดุล
ติดต่อกัน 23 เดือนแล้วแต่ ยอดขาดดุลต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดและลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐ (CBO) คาดยอดขาดดุลงบประมาณปี 53 อาจพุ่งขึ้น
แตะระดับ 1.34 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งต่ำกว่ายอดขาดดุลปีงบประมาณ 52 ประมาณ 7.1 หมื่นล้าน
ดอลลาร์ และคาดเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.8% ในปีงบประมาณ 53 และจะชะลอ
เหลือ 2% ในปีงบประมาณ 54
+ คณะกรรมาธิการยุโรปปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของกลุ่มสหภาพยุโรปปี 53 เป็น
1.8% จากเดิม 1% และปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของกลุ่มประเทศยูโรโซนเป็น 1.7% จาก
เดิม 0.9% โดยแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาสดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนการขยายตัวของ
เศรษฐกิจใน Q2 แต่ยังคงระบุว่าการฟื้นตัวตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบางจากปัจจัยความไม่แน่
นอนที่มีอยู่สูง
+ นายกฯจีนเปิดเผยว่ารัฐบาลสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านการเงินและการคลังให้อยู่
ภายใต้การควบคุมได้เป็นอย่างดี หลังจากที่มีการใช้นโยบายการคลังในเชิงรุก ควบคู่กับการใช้
นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยมียอดขาดดุลบัญชีต่ำกว่า 3% ของ GDP มีหนี้สินภาครัฐ
ราว 20% ของ GDP มีสัดส่วนเงินทุนของธนาคารพาณิชย์เท่ากับ 11.1% และมีสัดส่วน NPL
เพียง 2.8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดความเสี่ยง
+ จำนวนผู้ลงทุนที่ขอรับ BOI ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มี 949 ราย เพิ่มขึ้น 46%YoY
มูลค่าเงินลงทุน 2.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%YoY
+ BOI เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนต่างชาติปี 53 ว่ามีความเชื่อมั่นในทุก
ด้านสูงกว่าปี 52 โดยเฉพาะระดับความเชื่อมั่นต่อผลประกอบการอยู่ที่ 71.9% จากระดับ
41.5% ในปี 52
ปัจจัยลบ
- นายกฯกรีซระบุว่าไม่มีแผนปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล และหากกรีซไม่สามารถชำระ
หนี้ได้ ก็จะถือเป็นหายนะต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศ จากที่กองทุนการเงินระหว่าง
ประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อนุมัติเงินกู้ก้อนใหม่ 2,500 ล้านยูโร ทำให้กรีซต้องใช้มาตการรัดเข็ดขัด
อย่างเข้มงวด รวมถึงตัดลดรายจ่ายแก่พนักงานรัฐบาลและขึ้นภาษี เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจาก
ไอเอ็มเอฟและสหภาพยุโรป (อียู) เนื่องจากรัฐบาลกรีซมีหนี้สินกว่า 300,000 ล้านยูโร ซึ่ง
มาตรการรัดเข็มขัดดังกล่าวของรัฐบาลส่งผลให้สหภาพแรงงานทั่วประเทศไม่พอใจ พากันผละ
งานประท้วงหลายครั้ง
- ปัจจัยการเมืองที่ต้องจับตาในช่วงนี้ได้แก่ การชุมนุมทางการเมืองในเดือนก.ย.เนื่อง
จากวาระครบรอบวันรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยมีข่าวว่ากลุ่มเสื้อแดงจะจัดกิจกรรมทางการเมือง
ระหว่าง 17-19 ก.ย.นี้ ขณะที่กลุ่มเสื้อหลากสีเตรียมพร้อมตอบโต้หากกลุ่มเสื้อแดงมีท่าทีชุมนุม
ยืดเยื้อ
- ศาล รธน.นัดไต่สวนคดี ส.ส.-ส.ว.ถือหุ้นต้องห้ามอีก 3 นัด ในวันที่ 17 ก.ย. 24 ก.ย. และ
1 ต.ค.โดยคาดว่าจะรู้ผลราวเดือน ต.ค.
ปัจจัยที่ต้องจับตา
* 14 ก.ย. สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. และตัวเลขสต็อกสินค้าภาคธุรกิจ
เดือนก.ค. ขณะที่ในไทยคณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะประชุมหารือถึงรายละเอียดที่รัฐบาลได้ปรับลด
ประเภทกิจการรุนแรงจาก 18 ประเภทกิจการเหลือ 11 ประเภทกิจการ ประเด็นทางเทคนิคใน
การแก้ไขปัญหามาบตาพุด การทำผังเมือง และแนวกันชนระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน
* 15 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดุลการค้าเดือน ก.ค.53 ตัวเลขการผลิตและอัตราการ
ใช้กำลังการผลิตเดือนส.ค. และตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภครายสัปดาห์
* 16 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ส.ค.53 ดุลบัญชีเดิน
สะพัดในช่วง 2Q53 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
* 16 ก.ย. ทูตพาณิชย์ไทยใน 76 ประเทศทั่วโลกจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับ
ทราบปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่มีผลกระทบต่อการส่งออกไทย ตลอดจนประเมินตัวเลขการส่งออก
จากสถานการณ์โดยได้เชิญผู้ส่งออกมาร่วมประชุมด้วย
* 17 ก.ย. สหรัฐจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือน ส.ค.53 และความเชื่อ
มั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. (ตัวเลขเบื้องต้น)
(Analyst - วิลาสินี wilasinee@globlex.co.th)
Wall Street : ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 81.36 จุด ขานรับมติบาเซิล ที่ให้เพิ่มเงินดำรงกองทุนขั้นที่ 1
เพิ่มขึ้น
ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 81.36 จุด โดยตลาดได้ปัจจัยหนุนจาก 3
ปัจจัยหลัก คือ 1.) นักลงทุนขานรับข่าวที่คณะกรรมการบาเซิล มีมติให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มการ
ดำรงเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1 capital) ตามเกณฑ์บาเซิล 3 (Basel III) เป็น 7% ของ
สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่กำหนดไว้เพียง 2% โดยมีเป้าหมายเพื่อ
สร้างความมั่นใจว่าธนาคารจะมีเงินทุนเพียงพอในยามเกิดวิกฤตในอนาคต 2.) ยอดขาดดุลงบ
ประมาณของสหรัฐในเดือนส.ค.ลดลงมากกว่าที่คาดไว้ และ 3.)จีนรายงาน ผลผลิตภาคอุตสาหกร
รมเดือนส.ค.ขยายตัว 13.9% จากเดือนก.ค.ที่ขยายตัว 13.4% ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์
เพิ่มขึ้น 81.36 จุด หรือ 0.78% ปิดที่ 10,544.13 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 12.35 จุด หรือ
1.11% ปิดที่ 1,121.90 จุด และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 43.23 จุด หรือ 1.93% ปิดที่
2,285.71 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 74 เซนต์ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข่าวที่เอ็นบริดจ์ปิดท่อส่งน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 74 เซนต์ โดยตลาด
ยังได้แรงหนุนจากข่าวการปิดท่อน้ำมันของบริษัทเอ็นบริดจ์ เนื่องจากท่อดังกล่าวมีขนาดการส่ง
670,000 บาร์เรลต่อวัน และ ถือเป็นท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของเอ็นบริดจ์ในการส่งน้ำมันจาก
แคนนาดาไปยังโรงกลั่นในเขตมิตเวสต์ ดังนั้นหากการปิดท่อดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นเวลานานอาจจะ
ทำให้ Supply เกิดภาวะตึงตัว นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
ของจีน รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ของจีน ขยายตัว 13.9% จากเดือนก.ค.ที่ขยาย
ตัว 13.4% ขณะที่ยอดการเข้าน้ำมันดิบ และสินแร่เหล็กของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ปิด
ตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 74 เซนต์ปิดที่ 77.19
ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนต.ค.
เพิ่มขึ้น 87 เซนต์ ปิดที่ 79.03 ดอลลาร์/บาร์เรล
(Analyst -อาทิตย์ artit@globlex.co.th)
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/09/10 เวลา 10:45:48
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น